จดหมายรักจากเกิร์นซีย์

หลังจากนั่งเลือกอยู่นานว่าจะเอาหนังสือเล่มไหนมาเปิดศักราชบล็อกของตัวเองดี คิดไปคิดมาควรจะเริ่มด้วยเล่มนี้ดีกว่าเพราะเพิ่งได้ข่าวดีให้ปลื้มใจว่าดัชเชสออฟเคมบริดจ์ (หรือเคท มิดเดิลตั้น) เลือกหนังสือเรื่อง The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society หรือ “จดหมายรักจากเกิร์นซีย์” ของสำนักพิมพ์กระเต็นในภาคภาษาไทยที่จขบเป็นคนแปล กับเรื่อง When God was a Rabbit ให้เป็นหนังสือน่าอ่านประจำฤดูร้อนนี้ ลองเช็คข่าวตามลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

หนังสือเล่มโปรดของ Duchess of Cambridge (Kate Middleton)

อ่านแล้วก็ชวนให้ดีใจมากๆเพราะหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่คนแปลชอบมากๆเลย ยิ่งมีเจ้าสาวที่โด่งดังที่สุดในโลกออกโรงการันตีขนาดนี้ ก็ได้แต่ดีใจเป็นที่สุด ^_^ ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ กับเขียนจดหมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การได้แปลหนังสือเล่มนี้ถือเป็นความสุขมากเลยค่ะ ขนาดแปลใกล้จบแล้ว ยังดึงต่ออีกหน่อย เพราะไม่อยากจบเร็ว อิอิ


แต่ไหนๆเกริ่นมายืดยาวแล้ว ก็น่าจะบอกเล่าเรื่องราวย่อๆของหนังสือเล่มนี้ให้คนที่ผ่านไปมาได้รับทราบหน่อยนะคะ จดหมายรักจากเกิร์นซีย์ เป็นเรื่องราวของจูเลียต แอชตัน นักข่าวสาวคนเก่งที่จู่ๆก็ได้รับจดหมายจากหนุ่มแปลกหน้าขี้อายชื่อดอว์ซีย์ อดัมส์ที่อยู่ไกลถึงเกาะเกิร์นซีย์ซึ่งเป็นหมู่เกาะในช่องแคบอังกฤษที่เขียนถามข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือ ด้วยความที่เขาไปซื้อหนังสือเก่าเล่มหนี่งซึ่งเป็นของเธอมาก่อน (น่ารักเนอะ) อ่านไปอ่านมาเกิดติดใจ เลยเขียนจดหมายมาถามนางเอกว่าพอจะหาซื้อหนังสือเล่มอื่นของคนเขียนคนนี้ได้ที่ไหนในลอนดอนบ้าง เพราะตอนนี้เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกาะเกิร์นซีย์โดนพวกเยอรมันยึดครอง ร้านหนังสือกับหนังสือดีๆถูกทำลายเรียบ ไม่เหลือเลยสักเล่ม และด้วยความรักในหนังสือเหมือนกันแบบนี้ ทำให้ท้ังคู่เขียนจดหมายหากันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แต่สิ่งที่ทำให้นางเอกสนใจความเป็นไปของผู้คนในเกาะเกิร์นซีย์ก็คือการที่ดอว์ซีย์เขียนเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ สมาคมวรรณกรรม และพายเปลือกมันฝรั่งแห่งเกิร์นซีย์ ซึ่งความน่ารัก และความใสซื่อของชื่อสมาคมทำให้นางเอกของเราสนใจขึ้นมาทันที โดยดอว์ซีย์เล่าต่อว่าสมาคมชื่อประหลาดนี้เกิดขึ้นในวันที่ผู้คนในเกาะเกิร์นซีย์แอบกินหมูย่างกันอยู่ แล้วโดนพวกเยอรมันจับได้ ทำให้ต้องอุปโลกย์ว่าพวกตนกำลังนั่งเสวนาเรื่องหนังสือกันกับเหล่าสมาชิกสมาคมที่มีชื่อยาวเหยียดนี้ ปรากฎว่าพวกเยอรมันดันเชื่ออีก และสนใจสมาคมที่ว่านี้มาก พวกที่ละเมิดเคอร์ฟิวทั้งหลายเลยต้องตกกระไดพลอยโจนจัดตั้งสมาคมวรรณกรรมที่ว่านี่ขึ้นมาทันที ต่างคนต่างพยายามควานหาหนังสือที่พอจะมีติดบ้านมาอ่านกันใหญ่ ด้วยความกลัวพวกเยอรมันจะเล่นงาน

การที่ต้องอ่านหนังสืออย่างจำยอมในตอนแรก ทำให้เหล่าสมาชิกในสมาคมอึดอัดกันไม่น้อย แต่พอเวลาผ่านไป พร้อมกับจำนวนหนังสือดีๆมีคุณค่าที่ได้อ่านเพิ่มมากขึ้น ทัศนคติและการมองโลกของผู้คนในนั้นเริ่มเปลี่ยนไป และทุกคนก็เริ่มรู้สึกว่าหนังสือ และมิตรภาพที่เกิดจากหนังสือ และการอ่านนั้น ทำให้พวกเขาทั้งหมดสามารถผ่านช่วงเวลาอันแสนโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่สองมาได้

หนังสือ จดหมายรักจากเกิร์นซีย์ เล่มนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวของความรักระหว่างชายหญิง (ซึ่งก็คือพระเอก กับนางเอกในเรื่อง) ที่ทำออกมาได้น่ารัก และสดใสมาก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพในยามยาก คุณค่าของการอ่าน อิทธิพลของหนังสือดีๆที่มีต่อชีวิตคนเรา รวมถึงเกร็ดประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และความเลวร้ายของสงครามที่คนสมัยนั้นต้องเผชิญ ด้วยโทนเรื่องอบอุ่น เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน ทำให้คนอ่านไม่รู้สึกหดหู่ไปกับสงคราม แต่ได้ความรู้ด้านเกร็ดประวัติศาสตร์กลับมาอีกเพียบเลยค่ะ

สำหรับใครที่ชอบอ่านหนังสือ เขียนจดหมาย (คนชอบเขียนจดหมายต้องกรี๊ดแน่ๆ เพราะเล่มนี้ผูกเรื่องโดยการเขียนจดหมายหากันทั้งเล่ม)  และสนใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์ น่าจะลองหาเล่มนี้มาอ่านกันดูนะคะ จะได้พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเต๋อซึ่งเป็นคนแปลเล่มนี้เองค่า

Have a nice day!

xxxxx

อัพเดทล่าสุด

จดหมายรักจากเกิร์นซีย์ หรือ The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society ออกฉายแล้วนะคะ สำหรับตลาดที่อังกฤษ และยุโรป จะฉายในโรงภาพยนตร์ ส่วนในสหรัฐอเมริกา และทั่วโลก Netflix ซื้อลิขสิทธิ์ไปในราคาสูงลื่ว สำหรับแฟนๆชาวไทย รับชมได้ทาง Netflix ตั้งแต่วันที่ 10 สิงหาคมนี้เป็นต้นไป stream แล้วจ้า เย้ๆๆๆๆ (ขอบอกว่า พระเอกหล่อ เท่ห์ ชวนให้จิตใจหวั่นไหวเป็นที่สุด ❤ ส่วนนางเอกก็ใช่เลย น่ารักฝุดๆ) ใครดูแล้ว รู้สึกยังไง เขียนมาคุยให้คนแปลทราบหน่อยนะค๊า 😀

ส่วนหนังสือ จดหมายรักจากเกิร์นซีย์ ได้บ้านใหม่แล้วนะคะ (เป็นสำนักพิมพ์กำมะหยี่) ตอนนี้คนแปลกำลังอ่านทวนอยู่ ได้ความคืบหน้าอย่างไร จะอัพเดทให้ทราบในโพสต์นี้ค่า เต๋อฝากด้วยนะค้าาา ขอบคุณค่ะ ❤

Advertisements

Waiting for the Dark, Waiting for the Light – บันทึกการเปลี่ยนผ่านของสาธารณรัฐเช็กในช่วง Velvet Revolution

บางครั้งการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านซักเล่ม ก็ไม่ได้มีสาเหตุอะไรมาก นอกจากความบังเอิญ 😀 ด้วยความที่อยู่ดีๆ อยากลุกขึ้นมาจัดตู้หนังสือใหม่ ทำให้เต๋อเจอหนังสือเล่มนี้ซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบที่ลึกสุดของตู้ ในสภาพใหม่เอี่ยมอ่อง ครั้นลองพลิกหน้าปกดู ก็พบว่าตัวเองซื้อมาตั้งแต่ปี 1997 นู่น คือยาวนานมาก จำได้แต่เพียงรางๆว่าชอบ และประทับใจในระดับหนึ่ง แต่เนื้อหาที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องหยิบขึ้นมาอ่านอย่างจริงจังอีกซักรอบ

แต่ที่จำได้แม่นก็คือตอนนั้น เป็นช่วงที่เต๋อกำลังอินเลิฟกับงานเขียนของ Milan Kundera อย่างสุดๆ เพราะประทับใจเล่ม Unbearable Lightness of Being ของเขามาก จนต้องหาเล่มอื่นมาอ่านเพื่อดับความอยาก ซึ่งก็ชอบเกือบทุกเล่มนะคะ คืออ่านได้เรื่อยๆ แค่รู้สึกตะหงิดนิดๆ ว่าเล่มหลังๆที่คุนเดอร่าเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสนั้น ดีงามสู้เล่มก่อนๆที่เขียนด้วยภาษาเช็กไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เต๋ออยากลอง explore งานเขียนของนักเขียนเช็กท่านอื่น (ที่ไม่ใช่คาฟกาบ้าง 😀 – ไม่ใช่ไม่ชอบคาฟกานะคะ แต่อยากอ่านอะไรที่มันร่วมสมัยบ้าง เปลี่ยนบรรยากาศ) ก็เลยมาลงเอยที่หนังสือเล่มนี้ ยิ่งหนังสือพิมพ์ NYTimes จัดให้เป็น Notable Book of the Year ด้วย ก็เลยยิ่งมั่นใจว่าน่าจะดี 🙂

Waiting for the Dark, Waiting for the Light เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราว และสะท้อนสภาพสังคมของประเทศเชคโกสโลวาเกีย ในช่วง Velvet Revolution ได้อย่างชัดเจนชวนให้หดหู่ใจ 😢 ซึ่งก็คือช่วงเปลี่ยนผ่านจากการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ (หรือ Totalitarian ที่ปกครองโดยพรรคการเมืองพรรคเดียวมาตลอด 41 ปี) มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย และแตกออกเป็น 2 ประเทศคือ สาธารณรัฐเช็ก และประเทศสโลวาเกียอย่างในปัจจุบัน

ตอนอ่านครั้งแรก ยอมรับเลยว่าไม่อิน และไม่ค่อยเข้าใจแก่นแท้ของเรื่องเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะ อ่านตอนช่วงที่บ้านเมืองยังอยู่ในภาวะปกติอยู่ ก็เลยไม่เก็ทว่าคนที่มีชีวิตอยู่แบบโดนกดหัว ไร้ซึ่งสิทธิเสรีภาพนั้น มันขมขื่นขนาดไหน มาเข้าใจอย่างลึกซึ้งก็เมื่อ 21 ปีให้หลังนี้เอง 😰

เนื้อเรื่องในหนังสือ เป้นการบอกเล่าเรื่องราวของ Pavel Fuka ช่างภาพคนนึง ที่เคยคิดจะหนีออกนอกประเทศ เพราะทนสภาพการปกครองแบบลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ไหว เขากับปีเตอร์เพื่อนสนิทจึงวางแผนที่จะฝ่ารั้วลวดหนามที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศออกไป เพื่อไปตายเอาดาบหน้าที่อื่น ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่สำเร็จ ทั้ง Pavel และ Peter จึงถูกตำรวจตระเวณชายแดนจับกุมตัว และถูกจำคุกในที่สุด

พอออกมาได้ ทั้ง Pavel และ Peter ต่างก็แยกย้ายไปมีชีวิตของตน โดย Pavel ทำงานเป็นตากล้องให้กับสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล ต้องกล้ำกลืนฝืนทน ทำหน้าที่ผลิตภาพยนตร์ propaganda ให้รัฐบาลเพื่อหาเลี้ยงตัวเองไปวันๆ ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จพอควร ในขณะที่ปีเตอร์ ยังคงยึดมั่นอยู่กับอุดมการณ์เดิม เขาแต่งงานกับ Alice เพื่อนสาวร่วมอุดมการณ์ และหลบไปสร้างครอบครัวเล็กๆ โดยทำงานเป็นผู้ดูแลปราสาทแห่งหนึ่งแถบชานเมือง

Ivan Klima เขียนเรื่องนี้ได้ดีมากค่ะ มีวิธีการเล่าเรื่อง และเดินเรื่องได้อย่างน่าสนใจ โดยมีลักษณะของการซ้อนเหลื่อมกันระหว่างชีวิตจริงของ Pavel และ ภาพยนตร์ที่เขาตั้งใจจะถ่ายทำแบบนี้ตลอด จนแยกแทบไม่ออก มันจะมีความอึมครึม หม่นมัว และ obscure อย่างนี้ไปทั้งเรื่อง (ต้องใช้สมาธิ และตั้งใจอ่านพอสมควร ไม่งั้นจะเริ่มงง ว่าตอนไหนเรื่องจริง ตอนไหนคือหนัง) ระหว่างนั้น ก็จะมี sub-plot แทรกเข้ามาเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถ่ายทำภาพยนตร์ propaganda ของ Pavel  ที่โรงงานทำระเบิด หรือสภาพชีวิตในช่วงท้ายๆของผู้นำที่เข้าสู่สภาพถดถอยอย่างเต็มตัว (ประมาณ Autumn of the Patriarch ภาคเช็ก) หรือช่วงที่ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาลจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นความคับแค้น ขมขื่น และสิ้นหวังของผู้คน จนบางคนต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่นำใปสู่จุดจบอันน่าเศร้าของตน และผู้คนรอบข้าง นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมโทรม และความพังพินาศของเชคโกสโลวาเกียภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้อย่างถึงแก่น อ่านแล้วทั้งหดหู่ และสลดใจมากค่ะ 😢

หรือแม้แต่ช่วงที่ปลดแอกจากคอมมิวนิสต์แล้ว ก็ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องให้เผชิญ และถ้ายังปรับตัวไม่ได้ ก็ต้องขมขื่นต่อไป คือทุกอย่างที่เขียนนี่ Nobel Prize material ทั้งนั้นเลย จริงๆถ้า Ivan Klima จะมีชื่อติดโผพวกนักเขียน contender ของรางวัล Nobel prize for literature ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะทุกอย่างที่เขียนนี่ล้วนแต่ชวนให้คนอ่านขบคิดต่ออีกหลายข้อทีเดียว

ซึ่งก็แน่นอนว่า ทุกการเปลี่ยนผ่าน ก็ไม่ใช่อะไรที่ง่ายเสมอไป เพราะความเจ็บปวด ขมขื่น ที่ฝังรากลึกมานาน นั้นยากที่จะเยียวยาให้เป็นปกติได้ บางคนจึงต้องอยู่อย่างมีความทุกข์เกาะกินใจตลอดไป ……

ความรู้สึกหลังอ่าน ประทับใจมากค่ะ ขนาดเล่มธรรมดา เบๆ ของเขา ยังชวนให้เราขบคิดได้ถึงขนาดนี้ คงต้องไปหาเล่มอื่นของเขามาอ่านอีกแน่นอน ตอนนี้ก็กำลังเล็ง Love and Garbage กับ The Spirit of Prague มาอ่านต่ออยู่ค่ะ เขียนดีสมกับเป็นนักเขียนระดับแนวหน้าของ Czech Republic จึงไม่น่าแปลกใจที่ Philip Roth จะชื่นชม Ivan Klima มาก ขนาดเอามาเขียนในหนังสือเรื่อง I Married a Communist ของเขาเอง ซึ่งถ้าเต๋อมีเวลา ต้องหามาอ่านแน่นอน

เทียบกับงานเขียนของ Milan Kundera อ่านงานเขียนของ Klima แล้ว คุนเดอร่านี่ขวัญใจมหาชนมากค่ะ ความซีเรียส ความจริงจังห่างไกลกันลิบลับมาก เทียบกันแล้ว คุนเดอร่านี่โคตรป๊อปเลย 😀

Out of the fog that shrouded the countryside, softening the outlines of people and things, demonstrators emerged, flags waved and speakers rose spontaneously to address spontaneous gatherings. Mostly they were people who had not been allowed to speak for years. They clambered on to piles of rock, balanced on the rims of fountains and on pedestals of statues whose removal they demanded, just as they demanded the removal of those who had bowed down before these statues. They spun visions of how everyone’s life, including Pavel’s own, would quickly be transformed and rise above the poverty in which it had for so long been mired. Others, who preferred actions to words, climbed onto rooftops to remove the snow-covered symbols of yesterday’s power. They pulled down street signs and fastened in their place new plaques scrawled with names that until recently had been unmentionable, and they sometimes gathered threateningly under the windows of abandoned Party secretariats, ready to break in and begin, or rather complete, the purging. In every face he saw a kind of ecstasy that looked almost sexual.

img_8282Ivan Klima เกิดเมื่อปี 1931 ที่กรุงปราก เขาเป็นนักเขียนชาวเช็กที่เคยผ่านประสบการณ์อยู่ในค่ายกักกันชาวยิวมาก่อน อีกทั้งงานเขียนยังถูกแบนอยู่หลายปี จนต้องตีพิมพ์นอกประเทศ Ivan Klima จัดเป็นนักเขียนระดับแนวหน้าคนหนึ่งของสาธารณรัฐเช็ก และได้รับรางวัลด้านวรรณกรรมอันทรงเกียรติอาทิ รางวัล Magnesia Litera และ Franz Kafka Prize ผลงานเขียนของเขาได้แก่เรื่อง A Ship Named Hope, My Merry Mornings, Judge on Trial, Love and Garbage, The Spirit of Prague เป็นต้น

Waiting for the Dark, Waiting for the Light

by

Ivan Klima 

234 pages

Picador USA

Lobster & Burger ที่รร. The St. Regis Bangkok

ช่วงนี้ชีวิตติดโปรมากค่ะ 😀 เห็นร้านอาหารแข่งกันออกโปรโมชั่นโดนๆมายั่วกิเลส ยิ่งทนไม่ไหว ต้องหาเวลาไปจัดกันหน่อยซักโปรสองโปร ให้สบายใจ 😉 พอดีเปิดเฟสมาเจอโปรน่าลองของโรงแรมเซนต์รีจิสพอดี ซึ่งเป็นโรงแรมที่เต๋อชอบอยู่แล้ว ก็เลยจัดซะเลย 😀 เป็นเมนูใหม่ของห้อง The Lounge ชั้นล่าง ที่ตอนนี้กำลังเสิร์ฟ Lobster and Burger อยู่ ดูน่าทานมาก อ่านที่โฆษณาในเพจ เบอร์เกอร์ของเขาใช้วัตถุดิบระดับพรีเมียมทั้งนั้น ทั้งล็อบสเตอร์เอย ทั้งเนื้อวากิวเอย  ฟัวกราส์ ชีส raclette roquefort สารพัน ก็เลยทนไม่ไหว พอเห็นเขามีโปรโมชั่นทุกวันพุธจัดเป็นเซ็ตเบอร์เกอร์ และล็อบสเตอร์โรล พร้อมเครื่องดื่มในราคา 700 บาท กับ 990 บาทเน็ตเท่านั้น ลองบวก ลบ คูณ หารดูแล้ว เห็นว่าคุ้ม ก็เลยต้องลองซักหน่อยค่ะ 😀

ว่าแล้วก็เกี่ยวก้อยชวนคุณแม่ไปทานสวยๆด้วยกันซะเลย พอดีช่วงนี้ มีเวลาว่างช่วงบ่ายวันพุธอยู่หนึ่งวันพอดี แถมร้าน The Lounge ก็ยังไม่เคยไปลองซะด้วย ก็เลยเสร็จเรา

ร้านอยู่ชั้นล่าง ใกล้ๆกับโจโจ้อ่ะค่ะ ที่แต่ก่อนเคยจัดเป็นที่ให้แขกนั่งพักเฉยๆ คราวนี้เขาปรับให้เป็นห้องอาหารใหม่อีกห้อง แนวแคชชวล แบบนั่งทานสบายๆ ก็ดูสวยงาม หรูหรา สมฐานะดีนะคะ 🙂

1a44559d-a5eb-40bc-a1fb-06a755de5fd6
The Lounge – St. Regis Bangkok Hotel

บรรยากาศข้างในก็จะเงียบ ออกขรึมๆหน่อย ตกแต่งสวย หรู ดูดีตามสไตล์เซนต์รีจีส จริงๆชอบตรงเงียบนี่แหละค่ะ 😀 มันดู exclusive ดี เหมือนนั่งทานอยู่ในห้องอาหารส่วนตัว โดยรวมแล้วเพลินมากค่ะ 🙂

8359e5fe-4e55-4c55-ba18-a83355506613
บรรยากาศภายในร้าน

พอได้ที่นั่งแล้วก็สั่งเบอร์เกอร์กันเลย คุณแม่สั่ง Rossini Burger ซึ่งก็คือเบอร์เกอร์เนื้อวากิว กับฟัวกราส์ เสิร์ฟพร้อมสลัด กับ truffle fries ที่หอมกลิ่นทรัฟเฟิลเบาๆ อร่อยมากค่ะ ส่วนเครื่องดื่มในเซ็ต คุณแม่สั่งกาแฟเย็น ผสมน้ำเชื่อมกลิ่นวานิลา เข้มข้น หอม อร่อยมาก เซ็ตนี้ 700 บาทถ้วน แอบชิมแล้ว ชอบมากกกกค่ะ คุ้มมาก เนื้อวากิวย่างมากำลังดี หอม ชุ่มฉ่ำมาก ส่วนฟัวกราส์ก็นุ่ม เนียน ละลายในปาก เขาให้มาชิ้นกำลังดี ไม่เล็กเกินไป ใส่มาซะปลิ้นเลย อร่อยมากค่ะ ยังคิดเลยว่าถ้าว่าง จะกลับมาซ้ำอีกรอบ 😀

img_7821
Rossini Burger

ส่วนของเต๋อสั่ง Lobster Roll ซึ่งก็เสิร์ฟพร้อมสลัด กับ truffle fries ตามเคย แต่เหมือน truffle fries เขาโรย parmesan cheese เพิ่มรสชาติด้วยค่ะ อร่อยมาก หอมชีสอวลอยู่ในปาก ส่วนตัว เต๋อแอบผิดหวังกับขนาดของ Lobster Roll นิดหน่อย เพราะใจหวังว่าน่าจะชิ้นใหญ่กว่านี้ T^T จริงๆรสชาติอย่างอร่อยเลยนะคะ เนื้อล็อบสเตอร์สด หวานฉ่ำมาก ตัวโรลก็นุ่ม หอมอร่อย ทามายองเนสรสวาซาบิ อร่อยฝุดๆ คือถ้าชิ้นใหญ่กว่านี้ จะให้สิบเต็มเลยค่ะ เซ็ตนี้ พร้อมเครื่องดื่มอีก 1 แก้ว ราคา 990 บาทเน็ต

img_7820
Lobster Roll

สำหรับเครื่องดื่ม เต๋อสั่ง Iced tea รสลิ้นจี่ ที่เรียกว่า Asia Tea ค่ะ หอม อร่อย ชื่นใจดีเหมือนกัน ให้มาแก้วขนาดบึ้มเลย คุ้มมาก ที่นี่เขาใช้ชา TWG ก็หอมใช้ได้อยู่ แต่ถ้าใช้มารียาจ จะสุดกว่านี้นะคะ

img_7803
Asia Tea

สรุปก็คืออร่อยมากทั้ง 2 อย่างค่ะ แนะนำให้สั่งเป็นเซ็ตจะคุ้มกว่า เพราะเขาให้เครื่องดื่มแก้วโตเลย ดื่มแทบไม่หมด ตัว truffle fries ก็ให้มาเยอะมาก บรรยากาศก็ดี บริการเลิศเหมือนเคย ชอบเลยล่ะค่ะ พุธไหนว่าง จะกลับไปซ้ำอีก 😀 แนะนำ Rossini Burger เลยค่ะ คุ้มมาก เป็นเบอร์เกอร์ไฮโซ 😀 จริงๆเขามีเสิร์ฟเป็น Tower ด้วยนะคะ สำหรับ 4-5 ท่าน มีเบอร์เกอร์อย่างละชนิด พร้อมล็อบสเตอร์อีก 2 ตัว เสียดายที่วันนี้มาแค่ 2 คน เลยสั่งมาทานคนละเซ็ต ก็อิ่มแล้ว แต่ถ้าใครสนใจ สั่งตามเมนูข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ อร่อยมาก ❤

img_7832
เมนู

แต่แค่นี้ก็อิ่มกำลังดีแล้วค่ะ เดิอนหน้า ตั้งใจว่าจะกลับมาจัด Afternoon Tea ที่เป็นเซ็ตน้ำเต้าของ Qeelin ต่อ จะออกมาเป็นอย่างไร และจะอร่อยน่ารักสมคำร่ำลือหรือเปล่า รออ่านนะค้าาาา ❤

img_7819
อาหารอร่อย บรรยากาศดีมากค่ะ

ถ่ายเสร็จก็เข้าปากเลย

img_7833

 

The St. Regis Bangkok Hotel

 

 

ความงดงามของแสงเงา และความสุนทรีย์ขั้นสุดของนักเขียนญี่ปุ่น ใน In Praise of Shadows

นั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนรีวิวหนังสือเล่มนี้ยังไงให้ถ่ายทอดความดีงาม และความสละสลวยได้หมด ด้วยความที่ชอบหนังสือเล่มนี้มากกกกก (ไม่รู้คนอื่นเป็นรึเปล่านะคะ) คืออ่านซ้ำมา 3 รอบแล้วก็ยังไม่เบื่อ ในขณะที่เพื่อนบางคนบอกอ่านแล้วหลับ บางคนบอกรำคาญทานิซากิที่ทำตัวเหมือนตาแก่ขี้บ่น แต่เรากลับชอบแฮะ ไม่รู้เป็นไง ยิ่งอ่าน ยิ่งชอบ ถ้ามาดูหนังสือของเต๋อ จะเห็นว่ามีการขีดเส้นไฮไลต์ประโยคที่ชอบไว้เต็มเล่มเลย คือชอบแทบจะทุกประโยคเลยก็ว่าได้ 😀 รู้สึกว่าทานิซากิเขียนเล่มนี้ได้งดงาม ละเอียดอ่อน และสุนทรีย์เป็นที่สุด การบรรยายแต่ละอย่างนี้พรูสต์มาเองเลย ชอบมากค่ะ ❤

In Praise of Shadows เป็นความเรียง (essay) ด้านสุนทรียภาพในมุมมองของนักประพันธ์ชั้นครูของญี่ปุ่น Jun’ichiro Tanizaki โดยเนื้อหาว่าด้วยความงดงามของแสงเงาที่ทอดผ่าน หรือทาบทับสิ่งต่างๆรอบตัว รวมถึงความหม่นมัวของข้าวของเครื่องใช้ และแสงเงาสลัวรอบกายเรา ซึ่งทานิซากิมองว่างดงาม มีเสน่ห์ ชวนให้เพ่งพินิจ และน่าหลงไหลเป็นที่สุด แต่น่าเสียดายที่ความงามเหล่านี้ นับวันจะสูญหายไปกับกาลเวลา และความเจริญด้านวัตถุของประเทศญี่ปุ่น

หนังสือเล่มนี้ ถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรก (เป็นภาษาญี่ปุ่น) เมื่อปี 1933 (แต่เวอร์ชั่นแปลภาษาอังกฤษออกมาในปี 1977)  ซึ่งอยู่ในยุคที่เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศญี่ปุ่นพอดี เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นที่ต้องปรับตัว เร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญทัดเทียมชาติตะวันตก ส่งผลให้ผู้คนเกิดความหลงลืม หรือละเลยรากเหง้าของตน ซึ่งทานิซากิ ที่ตอนนั้นเข้าสู่วัยกลางคน ก็คงจะรู้สึกเศร้าใจนิดๆ ในขณะที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ทำให้สำนวน และภาษาที่ใช้ มีความโหยหาอาวรณ์ ถึงวันคืนเก่าๆที่แสนดีเจืออยู่ตลอดทั้งเล่ม

And the toilet is the perfect place to listen to the chirping of insects or the song of the birds, to view the moon, or to enjoy any of those poignant moments that mark the change of the seasons

เนื่องจากในช่วงนั้น ประเทศญี่ปุ่นถูกรุกล้ำด้วยวัฒนธรรมตะวันตกเป็นอย่างมาก จนทำให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป งานเขียนของทานิซากิเล่มนี้ จึงเป็นการเปรียบเทียบความงาม และสุนทรียภาพในแบบของญี่ปุ่น เทียบกับประเทศตะวันตกตลอดเวลา (ทานิซากิเป็นคนที่ชาตินิยมมากค่ะ เต๋อมาเข้าใจความชาตินิยมของคนญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจนก็จากหนังสือเล่มนี้) เริ่มตั้งแต่การสร้างบ้านเรือน ที่แต่เดิม เป็นบ้านที่สร้างให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และสภาพอากาศของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากบ้านแบบตะวันตกโดยสิ้นเชิง (ก็คงจะคล้ายๆกับคนไทยเปรียบเทียบบ้านไม้ใต้ถุนสูงของเรา กับบ้านสมัยใหม่ อะไรประมาณนั้น) ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่มีชายคากว้าง จะช่วยกันแดด กันลม กันฝนได้อย่างดี ผนังห้องบุด้วยกระดาษ ไม่ใช้กระจกอย่างของฝรั่ง รวมถึงประตูเลื่อนกรุด้วยกระดาษที่เรียกว่า shoji หรือห้องน้ำแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่สร้างแยกออกมาจากตัวบ้าน ที่ความหม่นมัวของสุขภัณฑ์ที่ทำจากไม้ และความมืดสลัวของบรรยากาศรอบตัว ได้สร้างความสุนทรีย์ให้กับผู้ใช้งานได้ถึงขีดสุด ในขณะที่สีขาวเจิดจ้า และประกายวาววับของเครื่องสุขภัณฑ์สมัยใหม่ ได้ทำลายความงาม และสุนทรียภาพของการเข้าห้องน้ำไปจนหมดสิ้น

นอกจากความมืดสลัวของห้องน้ำแล้ว ชายคาบ้านที่ใหญ่ และกว้าง รวมถึง ประตูเลื่อนแบบโปร่งแสง (Shoji) ของญี่ปุ่น ก็ยังช่วยกรองแสง และดูดซับแสงให้ลอดผ่านเข้ามาในบ้านได้เพียงรำไร จึงช่วยขับสี และบรรยากาศของบ้านให้เอิบอิ่มด้วยสีนวล ที่มีระดับความนุ่มนวลเข้ม อ่อน ต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของวันอีก

… Japanese paper gives us a certain feeling of warmth, of calm and repose.  Western paper turns away the light, while our paper seems to take it in, to envelope it gently, like the soft surface of a first snowfall.  It gives off no sound when it is crumpled or folded , it is quiet and pliant to the touch as the leaf of a tree.

Sometimes a superb piece of black lacquerware, decorated perhaps with flecks of silver and gold ….  and light them not with the rays of the sun or electricity but rather a single lantern or candle: suddenly those garish objects turn somber, refined, dignified.

พวกข้าวของเครื่องใช้ก็เช่นกัน ที่เต๋อชอบมากคือตอนที่ทานิซากิบรรยายถึงถ้วยซุปมิโสะ ซึ่งเป็นถ้วยทรงมนเรียบๆสีดำเคลือบเงาด้วยแลคเกอร์ (และแม้กระทั่งตัวซุปมิโสะเองก็มีความขุ่นมัว) ซึ่งสีดำของถ้วยที่เกิดจากความหม่นมืดซ้อนทับกันหลายชั้น ก่อนจะถูกเคลือบด้วยแลคเกอร์จนขึ้นเงานี่เอง ที่ความงามของมันค่อยๆเผยออกมาให้เราดื่มด่ำอย่างช้าๆ โดยถ้วยบางใบก็อาจแต่งแต้มด้วยผงเงิน ผงทอง ซึ่งถ้ามองผาดๆ ก็จะไม่เห็นความงดงามของมัน จนเมื่อมันต้องแสงเทียน หรือแสงจากโคมไฟ ผงทองของถ้วยซุปก็จะเปล่งประกายวับวามออกมาทันที อ่านแล้วให้ความรู้สึกที่ละมุนมากเลยค่ะ แค่จะยกถ้วยซุปขึ้นจิบ ยังสุนทรีย์ขนาดนี้ เต๋อทึ่งเรื่องการมองสิ่งต่างๆรอบตัวของคนญี่ปุ่นมากค่ะ เพราะล้วนแต่สะท้อนให้เห็นจิตวิญญาณแบบเซนทั้งนั้น ทุกอย่างช่างสงบนิ่ง หม่นมัว และงดงาม

อีกตอนที่ชอบมาก คือตอนที่ทานิซากิบรรยายความงามของห้องเล็กๆด้านใน (Tokonoma – alcove) img_7711สำหรับพักผ่อน ที่ตกแต่งด้วยภาพกระดาษแบบม้วน ดอกไม้ และแจกัน ซึ่งของตกแต่งเหล่านี้ ล้วนแต่ช่วยเพิ่มความเข้มของแสงเงาในห้องเล็กๆนี้ ให้ดูสลัวหม่นมากขึ้น แม้แต่การเลือกภาพมาประดับ ก็ต้องให้เข้ากับห้องด้วย คนญี่ปุ่นจึงพิถีพิถันในการเลือกภาพมาก เพราะไม่ว่าภาพนั้น จะเป็นผลงานของศิลปินนามอุโฆษขนาดไหน แต่ถ้านำมาตกแต่งแล้ว ไม่เข้ากับห้อง ก็ถือว่าไม่ผ่าน แถมทานิซากิยังบอกอีกด้วยว่า ภาพวาดที่เก่าหน่อย จะเข้ากับความสลัวหม่นของ Tokonoma ได้ดีกว่าภาพใหม่ อ่านแล้วชื่นชมความละเอียดอ่อนของคนญี่ปุ่นมากเลยค่ะ ผู้คนเขาละเมียดละไม และเต็มไปด้วยศิลปะมาก ❤

We do our walls in neutral colors so that the sad, fragile, dying rays can sink into absolute repose …. We delight in the mere sight of the delicate glow of fading rays clinging to the surface of a dusky wall, there to live out what little life remains to them.  We never tire of the sight, for to us this pale glow and these dim shadows far surpass any ornament.

เท่านี้ยังไม่พอ ทานิซากิยังได้พูดถึงความงามของเงาสลัว และพิ้นผิวที่หม่นมัวของสิ่งต่างๆรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับอย่างหยก หรือขนมโยคัง ที่ความหม่นมัวของพิ้นผิว ได้ดึงดูดให้เราเพ่งมองอย่างพินิจ จนเกิดสมาธิ และมองเห็นความงามอันแสนอ่อนละมุนที่ซ่อนอยู่

img_7715
Yokan – ขนมโยคัง

หรือแม้แต่ละครโนห์ของญี่ปุ่น ที่ทานิซากิมองว่า การตกแต่งอย่างเรียบง่าย และความมืดสลัวของฉาก ช่วยขับให้ตัวละคร และการร่ายรำ ดูงดงาม และสมจริงกว่าละครคาบูกิ ที่ทุกอย่างดูฉูดฉาด และเหนือจริงเกินไป จนไร้ซึ่งความขลังในแบบของโนห์

 

อ่านถึงตอนนี้ เล่นเอาเต๋อต้องไปเปิดหาละครโนห์ในยูทูป มาดูเทียบกับคาบูกิเลยค่ะ พอดูแล้วรู้สึกว่าโนห์ ดูหลอนกว่า และเซอร์กว่าละครคาบูกิอย่างเห็นได้ชัด 5555 รสนิยมของท่านทานิซากินี่คือที่สุดจริงๆ กราบเลย บ้านๆอย่างดิชั้น ดูไม่รู้เรื่อง 😀

ว่าแล้วก็ขอแปะลิงค์ ความเป็นมาของศิลปะการร่ายรำแบบโนห์ของญี่ปุ่นให้คุณผู้อ่านได้ชม เพื่อประดับความรู้ซะเลย 🙂

นอกจากเรื่องตึกรามบ้านช่อง และสิ่งรอบตัวแล้ว ทานิซากิยังพูดถึงอาหารการกินไว้ได้อย่างน่ารับประทานด้วยเช่นกัน ขอบอกว่าข้าวปั้นหน้าแซลมอน ที่ห่อด้วยใบพลับของทานิซากินั้นน่าทานม้ากกกกกก แค่อ่านกรรมวิธีการปั้นก็ทึ่งแล้ว เพราะถึงแม้จะเรียบง่าย แต่ก็พิถีพิถัน กระทั่งการโรยเกลือ หรือเหยาะน้ำส้มสายชู ยังทำอย่างมีจังหวะจะโคน หรือแม้แต่การเก็บข้าวปั้นลงกล่อง ก็ยังต้องเรียงให้ชิดกันแบบไม่ให้มีช่องว่างให้อากาศเข้าไปได้ อ่านจบแล้ว รู้สึกเลยว่าข้าวปั้นของทานิซากิต้องอร่อย และสดมากแน่นอน แทบนึกอยากจะหุงข้าวสวยญี่ปุ่น และปั้นกับปลาแซลมอนทานเองเลย ชอบมากเลยค่า ❤

ในส่วนของความรู้สึกหลังอ่าน  เต๋ออ่านแล้วเข้าใจทานิซากินะคะ แล้วก็เข้าใจความชาตินิยมของคนญี่ปุ่นด้วย วัฒนธรรมของเขาแข็งแกร่ง และหยั่งรากลึกมาก น่าชื่นชมจริงๆ ลองคิดดูสิคะ เวลาผ่านมาหลายสิบปี ญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปแล้วก็จริง แต่รากเหง้า วัฒนธรรมของญี่ปุ่นก็ยังคงอยู่ให้สืบสานต่ออย่างมั่นคง เพราะคนเขาเห็นคุณค่า และช่วยกันอนุรักษ์นั่นเอง ถึงได้บอกว่า เข้าใจความชาตินิยมของคนญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน ก็จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ค่ะ

จริงๆเต๋อเสียดายอยู่อย่างเดียว ว่าทำไมทานิซากิถึงพลาดรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมไปได้ยังไง เขียนได้ดีงามขั้นสุดขนาดนี้ หรือว่าเขาชาตินิยมเกินไป ฝรั่งอ่านแล้วอาจมีสะดุ้ง 😀

In Praise of Shadows มีแปลเป็นไทยนานแล้วค่ะ ตั้งชื่อไทยได้อย่างงดงาม และละมุนละไมมากว่า เยิรเงาสลัว ที่กลับมาพิมพ์ใหม่อีกรอบแล้วด้วย แต่เล่มที่เต๋ออ่านเป็นภาษาอังกฤษค่ะ (แปลโดย Edward G. Seidensticker นักแปลในดวงใจ ส่วนตัวคิดว่างานแปลของนักแปลท่านนี้คือที่สุดทุกเล่ม) ซึ่งก็น่าจะให้อารมณ์ไม่ต่างกับภาคภาษาไทยเท่าไหร่

In Praise of Shadows

by

Jun’ichiro Tanizaki 

Translated by Thomas J. Harper and Edward G. Seidensticker 

Vintage Books – 75 pages 

ข้าวแช่สงวนศรี ดีงามที่สุด

นับว่าโชคดีนะคะ ที่หน้าร้อนปีนี้ไม่ร้อนแบบโหดร้ายเหมือนปีก่อนๆ เพราะนอกจากจะมีฝนโปรยปรายให้เราชุ่มฉ่ำกันแล้ว ก็ยังมีบางวันที่อากาศหนาวถึง 23 องศาอีก ทำให้ปีนี้เลยไม่ต้องออกตามล่าหาข้าวแช่รับประทานเพื่อดับร้อนเหมือนปีอื่น แต่พอเหลือบตามองปฏิทินถึงนึกขึ้นได้ว่า หน้าร้อนใกล้จะโบกมือลาพวกเราเข้าไปทุกที สมควรที่จะหาข้าวแช่แสนอร่อยมารับประทานตามฤดูกาลได้แล้ว เพราะถ้ามัวแต่ชักช้า อาจต้องรอถึงปีหน้า 😀 แต่ด้วยความที่ปีนี้สปอยล์ตัวเองด้วยอาหารอร่อยมาตลอด จะรับประทานข้าวแช่ทั้งที จะเลือกทานแบบสะเปะสะปะก็กระไรอยู่ จึงสมควรไปทานที่ร้านที่ทำข้าวแช่ได้อร่อยที่สุด ด้วยรสมือโบราณแบบชาววังแท้ๆ และแน่นอน สำหรับเต๋อ ร้านที่ว่านั้นก็คือ สงวนศรี ร้านอาหารเก่าแก่ที่อยู่คู่ถนนวิทยุมาเนิ่นนานนับครึ่งศตวรรษนั่นเอง ❤

สำหรับเต๋อ และครอบครัว สงวนศรี เป็นมากกว่าร้านอาหารธรรมดา เพราะ สงวนศรี  คือความทรงจำแสนสุขในวัยเด็ก เป็นร้านอาหารร้านโปรดที่สมาชิกครอบครัวเราทั้ง  3 รุ่น มารวมตัวทานอาหารอร่อยๆกันอย่างมีความสุข เพราะถ้าใครถาม เต๋อก็จะตอบแบบขำๆว่า เต๋อทานอาหารที่สงวนศรีตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ 😀 เพราะบ้านเราชอบทานอาหารกลางวันกันที่ สงวนศรี มาเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยท่านตายังอยู่ เรียกว่าคุ้นเคยกับอาหารอร่อยๆของ สงวนศรี ตั้งแต่จำความได้ และ สงวนศรี เองก็ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งร้าน หรือรสชาติของอาหาร ทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็น สงวนศรี ดูเหมือนว่าจะถูกฟรีซไว้กับกาลเวลา ……… มีแต่ผู้คนเท่านั้น ที่อาจเปลี่ยนแปลง หรือล้มหายตายจากไป แต่รสมือของสงวนศรีก็ยังอร่อยเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ❤

img_7692

แต่ด้วยความที่ สงวนศรี เป็นที่รักของผู้คนจำนวนมาก (โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศแถวนั้น 😀 ) วันเสาร์จึงเป็นวันที่เหมาะที่สุดสำหรับเราที่จะรับประทานข้าวแช่กัน เพราะถ้าไปวันธรรมดา อาจต้องรอนานนับชั่วโมง 😀 (และไม่แปลก ถ้าจะมีการตบตีแย่งที่นั่งกัน เพราะคนแน่นจริงๆค่ะ 😂) พอได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้ว เราก็สั่งข้าวแช่มาทานคนละชุด และถ้าอยากสั่งกลับบ้าน ให้สั่งไปด้วยกันเลยนะคะ เพราะถ้าคนเริ่มเยอะ ออร์เดอร์อาจหลุดได้ วันนั้นเต๋อกับคุณแม่ สั่งข้าวแช่กลับบ้านอีก 4 ชุด กับไข่เจียวหอยนางรมของโปรดสมัยเด็กๆ ส่วนที่ทานที่ร้าน นอกจากข้าวแช่แล้วก็มี ข้าวตังหน้าตั้ง ป่อเปี๊ยะทอด กล้วยไข่เชื่อม และสละลอยแก้ว มาดูกันทีละอย่างเลยนะคะ 🙂

 

ข้าวแช่ ตัวข้าวแช่ทานคู่กับน้ำลอยดอกมะลิ หอมชื่นใจมากค่ะ หอมกลิ่นดอกมะลิตั้งแต่ตัวข้าวเลย เข้าใจว่าเวลาหุงคงใช้น้ำลอยดอกมะลิหุง (อันนี้ คุณแม่เป็นคนตั้งข้อสังเกต) น้ำข้าวแช่ของที่นี่ จึงเป็นน้ำลอยดอกมะลิอย่างเดียว เพื่อกลิ่นหอมจะได้ไม่ตีกัน ที่สำคัญ เวลารับประทานไปเรื่อยๆแล้วน้ำแข็งเริ่มละลาย กลิ่นดอกมะลิจะไม่จาง เพราะมันหอมต้ังแต่ตัวข้าวเลย ชื่นใจที่สุดค่ะ ❤

ในส่วนของเครื่องเคียง พูดได้เลยว่าอร่อยที่สุดทุกอย่าง ค่ะ  เริ่มตั้งแต่ พริกหยวก ยัดไส้หมูสับเน้นๆ ผสมกุ้ง ตัวพริกหยวกเผ็ดกำลังดี รสชาติกลมกล่อม อร่อยที่สุดค่ะ ขนาดดูไม่ประดิดประดอยเท่าไหร่ แต่ลองสังเกตหรุ่มนะคะ สวยมาก ฝีมือจริงๆ

หอมยัดไส้ คือที่สุดเหมือนกัน อร่อยตั้งแต่แป้ง ยันไส้เลยค่ะ เรื่องหอมต้องยกให้สงวนศรีจริงๆ ที่ไหนก็สู้ไม่ได้ อันนี้คุณแม่ยืนยันเองเลย ❤

ลูกกะปิ อร่อยที่สุด ไม่เค็มเกินไป หอมกลิ่นกระชายอวลอยู่ในปาก กลมกล่อมขั้นสุด (ของเจ้าอื่น อย่างบ้านวรรณโกวิท จะเค็มเกิน ไม่ผ่านอย่างแรง ส่วน บ้านสุริยาศัย ของพวกบุนนาคที่แพงๆ เครื่องปรุงสด และหอมจริง แต่ยังตำเครื่องเทศไม่ละเอียดค่ะ รสกระชายโดดออกมาเกิน ไม่กลมกล่อม ส่วนของหลายรส ไม่ต้องพูดถึง ยิ่งทานยิ่งไม่อร่อย เสียดายเงินมาก) แต่สงวนศรีตำได้เนื้อเนียน หอม กลมกล่อม ถือว่าเพอร์เฟคที่สุดค่ะ 🙂

มีคนชอบพูดว่าถ้าทานข้าวแช่ ลูกกะปิคือตัวตัดสิน ไม่ทราบว่าจริงรึเปล่า แต่ถ้าจริง ลูกกะปิของสงวนศรีอร่อยที่สุดค่ะ

หมูฝอย อร่อยแน่นอนอยู่แล้ว หยิบทานเปล่าๆได้เลย 😋

ไชโป๊วผัดหวาน  อันนี้เดาอยู่นาน ถ้าไม่บอก ไม่รู้เลยว่าเป็นไชโป๊ว 555 นึกว่าปลาแห้ง แต่อร่อยมากค่ะ คือมันหวานก็จริง เพราะน้ำตาลเป็นเกล็ดๆเลย แต่พอทานคู่กับเครื่องเคียงอื่น เช่น พริกหยวกนี่คือโคตรอร่อยเลย ❤ เหมือนเขาให้ทานคู่กับเครื่องเคียงอื่นนะคะ พอทานผสมกัน อร่อยเลิศเลอมาก 😀

รสมือของสงวนศรีนั้นเที่ยงที่สุดและอร่อยที่สุดตั้งแต่เคยรับประทานมา 

ที่สำคัญ ราคาชุดละ 240 บาท ดีงาม น้ำตาจิไหลที่สุดแล้วค่ะ ❤ (ขนาดห่วยๆอย่าง เอส แอนด์ พี ยังแพงกว่าเลย) ปีนี้เต๋อจัดไป 4 รอบ ฟินขั้นสุด 😀

จากนั้นก็มาถึง ข้าวตังหน้าตั้ง ของโปรดอีกจาน

 

ข้าวตังหน้าตั้งของที่นี่ จะมีตัวหน้าตั้งไว้ทานคู่กับข้าวตังกับข้าวเกรียบกุ้ง ซึ่งตัวข้าวเกรียบ ก็เป็นข้าวเกรียบที่เต๋อทานตั้งแต่เด็กๆ อร่อยมาก ชอบมากค่ะ (แต่เด็กรุ่นนี้อาจรู้สึกแปลกๆ คงจะไม่ชิน) ตัวหน้าตั้งอร่อยที่สุด (อีกแล้ว) คือมันติดหวานก็จริง แต่เป็นรสหวานที่คนโบราณเขาชอบทานกันน่ะค่ะ มันจะเข้มข้น และกลมกล่อมสุดๆ (ของที่อื่นมันจะหวานโดดอ่ะค่ะ แต่ที่สงวนศรีจะกลมกล่อม คือไม่รู้จะอธิบายยังไง รู้แต่ว่าอร่อยสุดแล้ว) อย่างเต๋อเป็นคนที่โตมากับท่านตา คุณยาย ที่เป็นคนโบราณ ข้าวตังหน้าตั้งแบบนี้คือใช่เลย เป็นรสหวานที่คนโบราณเขาทานกัน ทานแล้วฟินมากค่ะ 😍

ต่อไปก็เป็นของโปรดของเต๋อ (เพราะเป็นคนชอบป่อเปี๊ยะทอด) ก็อร่อยอีกเหมือนกัน น้ำจิ้มจะออกเปรี้ยวนิดๆ ทำให้ไม่เลี่ยนค่ะ 🙂

img_7691
ป่อเปี๊ยะทอด

แค่นี้ก็อิ่มท้องจิแตกแล้วค่ะ สมควรที่จะสั่งขนมมาปิดท้ายความสุขกันแล้ว และแน่นอนว่า ถ้ามาสงวนศรี แล้วไม่สั่ง กล้วยไข่เชื่อม ถือว่าพลาดอย่างแรง 😀 เพราะฉะนั้น เราจึงจัดไปคนละที่ ต้องสั่งคนละที่เลยค่ะ เพราะอร่อยที่สุด อร่อยแบบต้องครอบครองไว้คนเดียว ไม่ยอมแบ่งใคร กล้วยไข่เชื่อมของที่นี่เป็นตำนานมากค่ะ 😋

img_7688
กล้วยไข่เชื่อม

แค่นี้ยังไม่พอ ต้องสั่ง สละลอยแก้ว มาอีกที่ เพื่อความฟิน แค่วางตรงหน้า ก็หอมกลิ่นสละไปทั้งโต๊ะแล้วค่ะ อร่อยจริง ชื่นใจฝุดๆ ❤

img_7658
สละลอยแก้ว

ก่อนกลับ เรามาดูบรรยากาศของร้านกันบ้างนะคะ ขนาดไปทานวันเสาร์ พอใกล้เที่ยงคนก็เกือบเต็มร้านแล้ว แต่ถ้าเป็นวันธรรมดา เขาไม่เรียกว่าเต็มร้านค่ะ ต้องเรียกว่าแน่นร้าน ถึงจะถูก 😂 บรรยากาศเหมือนเดิมทุกอย่าง ขนาดบังตา (ฉากสองอันในร้าน) ยังอยู่เหมือนเดิมตั้งแต่ร้านเปิดเลยค่ะ เคาน์เตอร์ไม้ก็เหมือนเดิม จะเปลี่ยนก็แต่พื้นกับไฟ เมื่อก่อนตอนเต๋อเด็กๆเป็นพื้นไม้โยกๆหน่อย ตอนนี้เปลี่ยนเป็นปูกระเบื้อง กับติดไฟดาวน์ไลท์แทนค่ะ นอกนั้น เหมือนเดิมทุกอย่าง 😍

 

ส่วนคุณป้าเล็กที่นั่งประจำเคาน์เตอร์ ถ้าจำไม่ผิด ตอนเต๋อเด็กๆคุณป้าน่าจะเป็นคุณพี่ที่รับออร์เดอร์ ส่วนคุณป้าที่เคยนั่งประจำเคาน์เตอร์สมัยก่อน ก็คงจะเสียชีวิตไปแล้วค่ะ

จริงๆสมัยก่อน เมนูที่พีคที่สุดของสงวนศรีคือ กระทงทอง ใครมาเป็นต้องสั่ง จนทางร้าน วันไหนทำต้องเขียนไว้บนกระดานดำหน้าร้านเลย จะได้ไม่ต้องถามหากัน แต่ตอนนี้ ไม่มีกระทงทองแสนอร่อยให้ทานอีกแล้ว 😂 สอบถามได้ความว่า คุณป้าที่ทำกระทงทองอร่อย เสียชีวิตไปแล้ว ใครทำก็ไม่อร่อยเท่า เขาเลยเลิกทำ เสียดายมากเลยค่ะ 😭

นอกจากเมนูที่สั่งข้างบน เมนูฮิตอื่นๆก็ได้แก่ แกงจืดลูกรอก ผัดคะน้าปลาเค็ม ขนมจีนน้ำพริก ยำปลากรอบ  พระรามลงสรง ไข่พะโล้ สาคูไส้ไก่ และอื่นๆอีกมากมาย อ้อ มีไข่เจียวหอยนางรมอีกอย่าง ที่เต๋อชอบม้ากกกกก เป็นของโปรดตั้งแต่เด็กๆ (เต๋อว่าอร่อยกว่าไข่ฟูปูของครัวอัปสรเยอะเลยค่ะ สงวนศรีกลมกล่อมกว่า) สำหรับเต๋อ อาหารร้านสงวนศรีอร่อยที่สุดทุกอย่างค่ะ 

img_7654
อาหารของสงวนศรี อร่อยที่สุดทุกอย่างค่ะ

จริงๆเห็นด้วยกับฟู้ดบล็อกเกอร์หลายท่าน ที่ยกย่องให้สงวนศรี เป็นร้านอาหารที่คนไทยควรหาโอกาสไปรับประทานอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต เต๋อเองเห็นด้วยอย่างที่สุดค่ะ เพราะถ้าใครอยากลิ้มลองอาหารไทย แบบไทยแท้แต่ดั้งเดิม ที่เป็นรสมือคนโบราณจริงๆ ต้องมาลองทานที่สงวนศรีเลยค่ะ แล้วคุณจะรู้ว่า อาหารไทยแท้ ที่รสมือเที่ยงนั้นอร่อยขนาดไหน และความอยู่ดีกินดีของคนไทยแท้ๆนั้นเป็นอย่างไร ❤

สงวนศรี 

เปิดเฉพาะช่วงกลางวัน ทุกวัน เว้นวันอาทิตย์

ที่จอดรถ – ไม่มี 😂

โทร. 02-251-9378

The Girl on the Train – whodunit แบบเดาไม่ออกตั้งแต่ต้นจนจบ

ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือหนักๆ ซีเรียสๆ ประเภทวรรณกรรมที่คนทั่วไปอ่านแล้วหลับ อ่านแล้วปวดหัว เต๋อก็จะผ่อนคลายตัวเองด้วยการอ่านหนังสือประเภท best seller บ้างปีละครั้งในช่วงหน้าร้อน เพราะไหนๆ อากาศก็ร้อนตับจะแตกอยู่แล้ว จะเพิ่มอุณหภูมิความเครียดให้ตัวเองไปอีกทำไม เพราะฉะนั้น summer reading ของเต๋อ จึงเป็น summer reading จริงๆ คืออ่านแบบเอามันส์ ไม่ต้องมีสาระอะไร 😀 เมื่อหลายปีก่อน ก็แทบไม่ได้หลับไม่ได้นอนกับ Gone Girl มาแล้ว ปีนี้มีเวลาว่างจริงๆอยู่ไม่กี่วัน ก็เลยหยิบหนังสือแนวสืบสวน ฆาตกรรมอีกเล่มที่โด่งดังไม่แพ้กันขึ้นมาอ่านละกัน ซึ่งก็คือเรื่อง The Girl on the Train ของ Paula Hawkins นั่นเองค่ะ

จริงๆต้องเรียกว่าล้าหลังไปนานมาก เพราะอยากอ่านตั้งแต่เห็นรีวิวของ NYTimes ที่เขียนชมเรื่องนี้เมื่อหลายปีก่อน ชมซะจนเราแทบอยากจะวิ่งออกไปซื้อหนังสือเล่มนี้มาอ่านเดี๋ยวนั้นเลย บอกว่าดีกว่า Gone Girl ซะอีก ด้วยความที่อ่าน Gone Girl แล้วขัดใจตอนจบ (เพราะรู้สึกว่านางเอกออกจะเก่งกาจเกินคนธรรมดาไปหน่อย และทุกอย่างก็เข้าทางนางเกินไป) ก็เลยคิดว่า The Girl on the Train น่าจะถูกใจตัวเองมากกว่า แถมบรรยากาศ และ backdrop ของเรื่องก็เป็นอังกรี๊ด อังกริด แบบชานเมืองลอนดอนอีก ซึ่งเป็นของชอบของเราอยู่แล้ว ก็เลยหยิบขึ้นมาอ่านซะเลย

พออ่านแล้วก็ชอบมากเลยค่ะ สนุกมาก วางไม่ลงเลย ตัวนางเอกขี้เมาหยำเปมาก คนเขียนก็เขียนเก่ง (แต่ภาษาเขียน หรือการบรรยายอาจไม่เป๊ะเท่า Gone Girl นะคะ แต่อ่านแล้วอินตามมากๆ) แทบจะเมาตามนางเอกไปเลย 😀 เนื้อเรื่องก็มีอยู่ว่า เรเชล Rachel – นางเอก เธอโดนสามีทิ้ง เพราะติดเหล้า (จริงๆนางมีปัญหาชีวิตตั้งแต่ตอนแต่งงานแล้ว เพราะนางมีลูกไม่ได้ ก็เลยดื่มเหล้าจนเมามาย แก้กลุ้มว่างั้น) สามี (ทอม – Tom) เลยนอกใจไปมีหญิงอื่น ซึ่งก็คือ แอนนา (Anna) แล้วเกิดทำนางท้องขึ้นมา สามีซึ่งอยากมีลูกเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็เลยขอหย่าขาดจากเธอ แล้วหันไปแต่งงานกับแอนนาแทน โดยสามีเป็นผู้ครอบครองบ้านริมทางรถไฟชานเมืองลอนดอน ที่ทั้งคู่เคยอยู่ด้วยกันตอนแต่งงาน เรเชลจึงต้องอัปเปหิตัวเองออกไปอาศัยอยู่กับเพื่อนสนิทที่เมืองยูสตันแทน ส่วนแอนนา ก็กลายเป็นคุณผู้หญิงของบ้านคนใหม่แทนเธอ

โดยทุกเช้า เรเชลต้องนั่งรถไฟเข้าไปทำงานในลอนดอน ซึ่งเธอก็จะต้องผ่านบ้านเก่าของตัวเองทุกเช้า ด้วยความเหงา และผิดหวัง เรเชลก็จะนั่งมองชีวิตผู้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านริมทางรถไฟ ระหว่างมอง เธอก็จะจินตนาการถึงชีวิตของผู้คนเหล่านั้น ว่าอบอุ่น พรั่งพร้อม และมีความสุขขนาดไหน เรเชลเป็นคนน่าสงสารมากค่ะ ในขณะที่นั่งรถไฟ เธอก็จะดื่มเหล้าไปด้วย จนเมาได้ที่ทุกวัน ตลอดเวลา อ่านแล้วแทบจะเมาตามนางไปด้วยมากๆ

โดยครอบครัวที่เรเชลชอบมอง และจินตนาการตามได้ฟินสุด ก็คือครอบครัวของเมแกน ที่อยู่ถัดจากบ้านเก่าของเธอไม่กี่หลัง เพราะถ้าให้พูดภาษาชาวบ้าน เมแกน กับสก็อต (สามี) ก็เป็นคู่ที่หล่อ สวย สมกันราวกับกิ่งทองใบหยกจริงๆ ช่วยแต่งเติมจินตนาการของเรเชล ที่กำลังเมาได้ที่ ให้บรรเจิดได้เต็มที่ จนตัวเองฟินเองทุกเช้า ระหว่างนั้น เธอก็โทรจิกสามีเก่า หรือไม่ก็เดินท่อมๆไปแถวๆบ้านเก่าตัวเอง ให้แอนนา เมียใหม่ของอดีตสามีที่กำลังเลี้ยงลูกอยู่ตกใจเล่นไปพลางๆ

ในระหว่างที่กำลังฟินๆอยู่ เรเชลก็บังเอิญเห็นความลับบางอย่างของเมแกนเข้า และเนื้อเรื่องก็เริ่มขมวดปมเข้าเรื่อยๆ จนกระทั่งเย็นวันหนึ่ง (เย็นวันเสาร์) เมื่อเรเชลเกิดคิดถึงทอม สามีเก่าขึ้นมา ก็เลยนั่งรถไฟไปหา ในสภาพที่เมามายตามเคย ซึ่งก็เป็นวันเดียวกับที่เมแกนหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยพอดี แต่ที่น่าตกใจก็คือ วันนั้น เรเชลเองก็กลับถึงบ้านในสภาพเมามาย แทบไม่เป็นผู้เป็นคน แถมมีอาการบาดเจ็บ เนื้อตัวมีร่องรอยของการถูกทำร้าย แต่ที่น่ากลัวยิ่งกว่าก็คือ เธอจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเย็นวันนั้นไม่ได้เลย! 

เมื่อการหายตัวไปของเมแกน ได้ยกระดับเป็นการฆาตกรรม เมื่อมีผู้พบศพเมแกนถูกฝังอยู่ในป่า ที่อยู่ห่างจากบ้านของเธอไปไม่เท่าไหร่ ตัวละครทุกตัว จึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยในสายตาของคนอ่านทันที ไม่ว่าจะเป็นสก็อต แอนนา จิตแพทย์ของเมแกน สามีเก่าของเธอ หรือแม้แต่เรเชล ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองอยู่ที่ไหน หรือทำอะไรในช่วงที่เมแกนถูกฆาตกรรม!!! 

คนเขียนเขียนได้ดีมากค่ะ น่าติดตาม ตั้งแต่ต้นจนจบ พล็อตพลิกไปมาหลายตลบ พอมาเฉลยเอาตอนจบ เต๋อถึงกับเงิบเลย 😀 เพราะเดาไม่ถูกจริงๆ อิตัวนางเอกนี่ unreliable สุดๆแล้ว ไม่รู้ว่าเรื่องไหนจริง เรื่องไหนไม่จริง เพราะนางเมาแอ๋ พูดไม่รู้เรื่องตลอดเวลา T^T เชื่อถือไม่ได้เลยซักอย่าง แต่พอรู้เรื่องทั้งหมดแล้วสงสารนางมาก เป็นผู้หญิงที่ถูกกระทำอย่างแท้จริง

และบางครั้ง ภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบที่คนภายนอกเห็น ก็อาจซ่อนความจริงที่ดำมืด และน่ากลัวไว้ก็ได้ ใครจะรู้ …….

The Girl on the Train ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แล้ว โดยมี Emily Blunt สวมบทบาทเป็นเรเชล ซึ่งเต๋อว่าเหมาะที่สุดแล้วค่ะ ตอนอ่านหนังสือนี่เห็นหน้า Emily Blunt ลอยมาเลย (แม้เวอร์ชั่นหนัง จะถ่ายทำที่อเมริกา ซึ่งเต๋อคิดว่าถ้าถ่ายทำที่ลอนดอนแบบในหนังสือ คนดูต้องอินกว่านี้แน่นอน)

สรุปคือให้ 5 ดาวสวยๆไปเลยค่ะ สนุกมาก วางไม่ลง อ่านจนตาเป็นแพนด้าไปหลายวัน 😀

 

 

The Girl on the Train 

by

Paula Hawkins 

410 pp

Penguin – Random House

อิ่ม อร่อยกับร้านอาหารอินเดียในดวงใจ Rang Mahal

ช่วงนี้ดวงด้านการรับประทานอาหารดูเหมือนจะขึ้นต่อเนื่องนะคะ หลังจากไปลองอาหารสเปนแสนอร่อยมาไม่นาน เมื่อเดือนก่อนก็ไปอิ่ม ฟินกับบุฟเฟต์อาหารอินเดียแบบ Sunday brunch ที่ร้านอาหารอินเดียร้านโปรดมาหมาดๆ อาหารอร่อยม้ากกกกกกกค่ะ ประทับใจมากจนต้องกลับมาเขียนถึงในบล็อก เพราะเป็นร้านที่ชอบมานานแล้ว เรียกว่าเป็นร้านอาหารอินเดียในดวงใจเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ Rang Mahal นั่นเอง เลิฟมากเลยค่ะ จากหลายๆร้านที่เคยเขียนถึง เต๋อประทับใจราง มาฮาลที่สุด ❤

จริงๆเต๋อเป็นแฟน ราง มาฮาล มาเนิ่นนาน น่าจะเกือบ 20 ปีได้นะคะ สมัยก่อน ตอนร้านเพิ่งเปิดใหม่ๆ ชอบมากกกกก ขนาดต้องโทรนัดเพื่อนฝูงไปทานดินเนอร์กันบ่อยมาก เหมือนเป็นความประทับใจแรกเริ่มเลยก็ว่าได้ เพราะสมัยก่อนเป็นคนกลัวแขก 55555 เลยไม่กล้าแม้แต่จะลองทานอาหารแขก 😀 แต่พอได้ทานอาหารอินเดียที่ ราง มาฮาล แล้ว ทำเอาเปลี่ยนความคิดไปเลย แค่เดินเข้าไปในร้านก็หลงรักแล้วค่ะ เพราะนอกจากจะได้สัมผัสกับกลิ่นเครื่องเทศอินเดียหอมฟุ้ง ร้านอะไรมันจะสวยอลังได้ขนาดนั้น อย่างกับวังมหาราชาก็ไม่ปาน (นึกถึงเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนนะคะ ยังไม่ค่อยมีร้านอาหารแบบ rooftop หรูๆเท่าไหร่) วิวกรุงเทพยามค่ำคืนคือที่สุดจริงๆ บริการก็เริ่ด แถมมีเพลงแขกให้ฟังอีก ยังจำเพลง Happy Birthday เวอร์ชั่นภารตะของที่นี่ได้ดี 🙂 แต่ที่สำคัญที่สุดคืออาหาร เรื่องนี้ต้องให้เครดิตเขาจริงๆ เพราะ Rang Mahal ทำให้เต๋อรู้เลยว่าอาหารอินเดีย เป็นอาหารที่อร่อยมากกกกกกกก (ก ไก่ล้านตัว) เรียกว่าเปิดโลกทรรศน์ให้เราในเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ ราง มาฮาล ก็เลยขึ้นแท่นร้านอาหารอินเดียในดวงใจของเต๋อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ❤

แต่ก็นะคะ ความอ้วน และความ rich ของอาหารอินเดียมันไม่เข้าใครออกใคร พอเริ่มอายุมากขึ้น จะให้ทานนานกระเทียม แกงแพะ ไก่ทันดูรี่ ผัดกระเจี๊ยบ และอีกสารพัดแกงก่อนนอน มีหวังได้อ้วนเป็นตุ่มแน่นอน 😀 เต๋อเลยต้องจำใจห่างหายจากร้านอาหารอินเดียร้านโปรดไปนานถึงสิบกว่าปี ระหว่างนั้นก็ต้องทนทุกข์ทรมานทานอาหารอินเดียร้านอื่นในช่วงกลางวัน ที่แสนจะไม่ถูกปากเพื่อดับความอยากแทน (รันทดมากค่ะ T^T)

จนกระทั่งเต๋อมารู้ว่า Rang Mahal เขามีเปิดให้บริการแบบ บุฟเฟต์ Sunday brunch ในราคาหัวละ 1,050 บาทเน็ตเท่านั้น เต๋อกรี๊ดเลย ในที่สุด ชั้นก็ได้ทานอาหารอินเดียแสนอร่อยที่ฝันถึงแล้ว รอคอยเธอมานานแสนนานม้ากกกก 5555 (จริงๆเขาเปิดมานานแล้วค่ะ แต่เต๋อเพิ่งรู้ คือไม่รู้ว่าไปอยู่ไหนมา T^T อยากเขกหัวตัวเองมาก 😀 ) ว่าแล้วก็โทรจองเลย (พร้อมย้ำกับพนักงานว่าขอที่ริมหน้าต่าง จะได้เห็นวิวสวยๆ) ซึ่งก็ได้สมใจ เป็นที่ประจำที่เห็นวิวทะเลสาบของโรงงานยาสูบ (วิวนี้ตอนกลางคืนพีคจริงๆ โรแมนติกมากค่ะ ) อยากได้ต้องโทรจองเท่านั้น เป็นแบบนี้มาทุกยุคทุกสมัย 🙂 นี่คือโต๊ะของเต๋อค่ะ เริ่ดมั้ย 😀

 

พอได้ที่นั่งเรียบร้อย เราก็สั่งอาหารกันเลย ซึ่งพนักงานก็น่ารักมาก โดยเฉพาะผู้จัดการร้านที่เป็นคนอินเดีย คอยดูแลรินน้ำ เสิร์ฟน้ำผลไม้ให้ จัดนานกระเทียมของโปรด กับไก่ ปลา แกะทันดูรี่ และคีบับให้เสร็จสรรพ แทบไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไรเลย service ที่นี่ดีเยี่ยมเหมือนเคยค่ะ ❤

ส่วนตัวเต๋อเองก็พุ่งไปหา แกงแพะ (Rogan Josh Kashmiri) ของโปรด กับ ซาโมซา และ Chicken Biryanis ทันทีอย่างไม่รีรอ 😀 รูปเซ็ตนี้คือเซ็ตของโปรดของเต๋อค่ะ ประกอบไปด้วย นานกระเทียม แกงแพะ (Rogan Josh Kashmiri) แกงปลา  (Mean Mooly) แกงไก่ (Murgh Tikka Masala) ซาโมซา และ Chicken Biryanis จริงๆมีกุ้งผัดเครื่องเทศอีกอย่าง แต่หารูปไม่เจอ อร่อยม้ากกกก เช่นกัน เขาจะตั้งหม้อไว้ติดๆกันค่ะ

 

ที่ฟินสุดๆคือการได้ทาน นานกระเทียม จิ้ม แกงแพะ (Rogan Josh Kashmiri) เมนูโปรดตลอดกาลของเต๋อ เชฟหมักเนื้อแพะได้หอม นุ่มนวล ละลายในปากมากค่ะ รสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้น เป็นแกงแพะที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมา สมกับที่ฝันถึงเลย สำหรับเต๋อ แกงแพะของที่นี่ คือที่สุด! ที่สำคัญคือ รสชาติอร่อยเป๊ะเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนเลยค่ะ ส่วนนานกระเทียมไม่ต้องพูดถึง ของที่นี่อร่อยที่สุดเช่นเคย หอม นุ่ม เคี้ยวเพลิน ขนาดเย็นแล้วยังไม่เหนียวเลย สุดยอดมากค่ะ เซ็ตข้างบนนี้เลิฟมากเลย ❤ อร่อยทุกอย่าง ซาโมซา นี่ตักแล้วตักอีก เพราะทอดได้อร่อยมาก หอมเครื่องเทศกำลังดี และไม่อมน้ำมัน ซาโมซา ของที่นี่คือที่สุดอีกเช่นกัน ยิ่งจิ้มกับซ้อส 2 ตัวข้างบน คือฟินเหลือที่จะกล่าว ❤ อยากจะทานให้มากกว่านี้ แต่ไม่สามารถ T^T Chicken Biryanis ก็อร่อยสุดๆเหมือนกัน แกงปลา กับ แกงไก่ ก็อร่อยมากกกกก พอหลังๆชักจะเริ่มอิ่ม เลยตักแกงทานเปล่าๆมันซะเลย นาน เนิน ไม่ต้องแล้ว ตัดกำลัง ท้องเราจะได้ไม่อืดก่อนเวลาอันควร 😀

ส่วนจานนี้ ก็เป็นพวกทันดูรี่ ย่างได้หอมกรุ่น เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำมากค่ะ อร่อยฝุดๆ เช่นเคย ❤ ดูเผินๆเหมือนเนื้อจะแห้งนะคะ แต่จริงๆไม่เลย ชุ่มฉ่ำสุดๆ ของเขาดีจริงค่ะ

img_7642
เซ็ตทันดูรี่

ระหว่างนั้น ก็สังเกตเห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป นั่นคือวงดนตรีนั่นเอง สอบถามได้ความว่าแบนด์เก่าแก่คู่บุญของร้านอาหารนี้ หมดสัญญา และรู้สึกว่าจะไปเล่นที่อื่นแล้ว ก็เลยได้แบนด์ใหม่มาแทน เต๋อชอบนะคะ ทันสมัยขึ้นเยอะเลย แต่ก็แอบคิดถึงแบนด์เก่า ที่มีความคลาสสิคกว่า แต่ป่านนี้คงแก่กันหมดแล้วล่ะ ก็ขนาดเรายังปูนนี้เลย 555555 จริงๆสำหรับเต๋อ แบนด์เก่าฟังยากกว่านะคะ พอนั่งไปนานๆ จะเริ่มเอียนแล้ว มันจะออกแนวฮินดูโบราณๆ ส่วนแบนด์ใหม่ให้ฟีล bollywood ดีค่ะ เป็นสองหนุ่มแต่งตัวเหมือนกันเด๊ะมาร้องเพลงให้ฟัง เพราะเลยล่ะค่ะ เพลินมาก ส่วนเรา ด้วยความที่เห็นแขกที่ไหน ก็รู้สึกว่าเขาหน้าตาเหมือนกันหมด ก็เลยเผลอไปทักเค้าว่าเป็นพี่น้องกันเหรอ เห็นหน้าคล้ายกัน แต่งตัวเหมือนกัน ปรากฏว่าไม่ใช่ เล่นเอาเงิบเลย 😀

 

เอาเข้าจริง ฟังๆไปก็เพราะออกนะคะ ชอบเลยล่ะ เพลิ๊น เพลิน ว่าแล้วก็ไปตักอาหารต่อดีกว่า 😉

 

เซ็ตนี้ก็จะเป็นเซ็ตที่ชอบน้อยลงมาหน่อย ก็จะมีปาปาดัม แกง Paneer, Daal และก็ผักต่างๆ น่าจะเหมาะกับผู้ที่ทานมังสะวิรัตินะคะ ก็อร่อยมากอีกเช่นเคย จริงๆปาปาดัมของที่นี่อร่อยมากนะคะ ขนาดเต๋อเป็นคนไม่ชอบทานปาปาดัม ยังว่าอร่อยเลย (เป็นคนชอบอาหารอินเดียเกือบทุกอย่าง ยกเว้นปาปาดัม 5555) สรุปแล้วคืออร่อยทุกอย่างค่ะ ลองทานทุกอย่าง ไม่มีจานไหนไม่อร่อยเลย แต่เสียดายวันนี้ไม่มีผัดกระเจี๊ยบ ไม่งั้นจะฟินกว่านี้อีก เพราะผัดกระเจี๊ยบของที่นี่คือเริ่ดที่สุดในสามโลก มาทานกระเจี๊ยบเป็น ก็จาก ราง มาฮาล นี่ล่ะค่ะ มีที่ไม่ได้ทานอย่างเดียวคือ Chaat เพราะอิ่มท้องจิแตก แต่คุณแม่บอกว่าอร่อยมาก โยเกิร์ตเขาอร่อยจริง

 

อิ่มของคาวจนแน่น ก็ต้องมาต่อด้วยขนมหวานสุดคลาสสิคของอินเดียอย่าง รัสมาลัย กับ กุหลาบจามุน  บ้าง จริงๆเขามีเค้ก กับมากาฮองด้วย แต่รสขาติเฉยๆ ที่อร่อยจริงๆก็คือรัสมาลัย กับกุหลาบจามุนนี่ล่ะค่ะ เต๋อทานของที่อื่นไม่ได้เลย เพราะมันหวานแสบไส้ ทานได้ที่นี่ที่เดียว หอม เข้มข้น หวานมัน ฟินอีกตามเคย 😉 จริงๆมี lassie ด้วยนะคะ ทั้งแบบเค็ม และหวาน แต่ด้วยความที่อิ่มจนแน่น เลยจัดแลสซี่ไม่ไหว T^T

 

จากนั้นก็เดินย่อย ดูบรรยากาศในร้าน สวยงาม อลังการ ในแบบที่เราคุ้นเคย

 

แต่ที่น่าทึ่งก็คือ เต๋อหายไปสิบกว่าปี ที่เพิ่มมาคือสิ่งนี้ ใบประกาศเกียรติคุณที่ติดแน่นพรึ่บเต็มกำแพง จนล้นออกมาอีกด้านนึงเลย ถือเป็นใบรับประกันคุณภาพ และรสชาติของร้านอาหารแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ว่าขึ้นมาทานแล้วไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ ร้านอาหารอินเดียในดวงใจของดิชั้น สุดยอดมากค่ะ ❤

img_7560

เห็นแล้วแทบไม่ต้องแนะนำอะไรมากนะคะ ถ้าใครสนใจ แนะนำเลยค่ะ ไม่ผิดหวังแน่นอน จากประสบการณ์การทานอาหารอินเดียของเต๋อ บางร้านก็อาจจะเด่นที่แกง บางร้านก็เด่นที่ของปิ้งแบบทันดูรี่ต่างๆ แต่ Rang Mahal คือร้านอาหารอินเดียแบบดั้งเดิม (Traditional) ร้านเดียวที่อาหารอร่อยทุกอย่าง ขอย้ำว่าทุกอย่างเลยค่ะ เข้ามาทานอาหารที่นี่ทีไร จะต้องกลับบ้านอย่างมีความสุขทุกครั้งไป ❤

 

 

Rang Mahal 

ชั้น 26 โรงแรมแรมแบรนท์

สุขุมวิท 18

Rang Mahal FB page 

 

Crime and Punishment ความถูกผิด การแยกแยะชั่วดี และความดีงามของจิตใจมนุษย์

ด้วยความที่เป็นคนรักหนังสือ และรักการอ่าน ก็เลยมีความเชื่อในหนังสือแต่ละเล่มแตกต่างกันไป ยกตัวอย่างเช่น ตัวเองเชื่อเสมอว่า หนังสือ Crime and Punishment ที่สุดแสนจะดีงามเล่มนี้ เป็นหนังสือที่เราๆ ท่านๆ ควรจะเริ่มอ่านตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น (หมายถึงช่วงเรียนมหาลัย) เพราะนอกจากจะเป็นการปูพื้นฐานด้านการอ่านที่ดีแล้ว งานเขียนของ Dostoevsky ยังเป็นเสมือนแบบเรียน และมาตรฐานทางศีลธรรมที่สอนให้เราเรียนรู้ และแยกแยะถูกผิดได้อย่างชัดเจนอีกด้วย แต่ถ้าเป็นงานเขียนที่สมัยใหม่ขึ้นมาหน่อย อย่างงานเขียนของพรูสต์ ก็ควรจะเริ่มอ่านเมื่ออายุซัก 30 ปีขึ้นไป เพราะงานเขียนของพรูสต์มีความซับซ้อนในระดับที่จัดว่าขั้นสุด ไม่ว่าจะในด้านภาษา รสนิยมทางเพศของตัวละคร หรือ ความสุนทรีย์ที่บรรเจิดเพริดพริ้งของตัวพรูสต์เอง ที่น่าจะเหมาะกับนักอ่านวัยผู้ใหญ่ ที่ผ่านชีวิตมาซักระยะหนึ่ง ถึงจะอ่านรู้เรื่อง และเกิดความซาบซึ้งใจ

ที่สามารถพูดได้เต็มปากขนาดนี้ เพราะตัวเองอ่านงานเขียนทั้ง 2 เล่ม (เป็นครั้งแรก) ในช่วงอายุที่ว่านี้จริงๆ โดยเริ่มอ่าน Crime and Punishment ครั้งแรก เมื่อตอนปิดเทอมขึ้นปี 4 และมาเริ่มอ่านงานเขียนของพรูสต์อย่างจริงจังเมื่อตอนอายุ 30 เศษๆ (ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ตอนอายุ 20 กว่า อ่านไม่รู้เรื่องเลย) โดยอ่านแล้วเข้าใจแบบดื่มด่ำมาก ทั้งรัก และหลงไหลงานเขียนของพรูสต์แทบจะทุกตัวอักษร ถึงได้เข้าใจเลยว่า วัย และประสบการณ์มีผลต่อการอ่านของคนเราจริงๆ ดังนั้น ถ้าใครอ่านหนังสือเล่มไหนไม่เข้าใจ ลองเว้นช่วงเวลาไว้สักพักนะคะ ให้เวลาตัวเองบ้าง เมื่อความคิดของเราเติบโต และพร้อมเมื่อไหร่ เราก็จะอ่านหนังสือเล่มนั้นได้อย่างเข้าใจ และลึกซึ้งกับงานเขียนไปเอง

To go wrong in one’s own way is better than to go right in someone else’s

สำหรับ Crime and Punishment นั้น เต๋อเพิ่งกลับมาอ่านซ้ำอีกรอบหลังจากทิ้งห่างไปเกือบ 30 ปี เพราะจำได้ว่าตอนอ่านครั้งแรกสมัยเป็นวัยรุ่นนั้น ก็เรียกได้ว่าประทับใจในระดับหนึ่ง แต่อาจจะยังรับมือกับความจริงจัง และความเข้มข้นขั้นสุดของดอสโตเยฟสกี้ได้ไม่ดีนัก (เพราะยังเยาว์วัยอยู่) ก็เลยเรียกว่าทิ้งหนังสือเล่มนี้ไปเลย พอหวนกลับมาอ่านอีกที แบบว่า โห ….. นี่ชั้นไปอยู่ไหนมาเนี้ยะ!!! คือมันดีงามขั้นสุด ถ้าจะให้เปรียบก็เหมือนเพชรยอดมงกุฏ (crown jewel) ของวรรณกรรมก็ไม่ปาน แค่เทคนิคการเขียนของดอสโตเยฟสกี้อย่างเดียวก็กินขาดแล้วค่ะ ด้วยการบรรยายฉากแต่ละฉากอย่างคมชัด สมจริง ดอสโตเยฟสกี้ตีแผ่ความซับซ้อนของสภาพจิตใจของตัวละครแต่ละตัว (โดยเฉพาะของ ราสโคลนิคอฟ พระเอกของเรื่อง) ได้อย่างลึกซึ้งถึงก้นบึ้งของหัวใจ ด้วยความชัดเจนระดับสิบเต็ม แบบ surgical precision กันเลย แค่ฉากฝันร้ายของราสโคลนิคอฟตอนต้นเรื่องก็สมจริงมาก จนเราเองรู้สึกหดหู่ และเศร้าใจกับชะตากรรมของม้าแก่ที่โดนทรมานจนตายไปด้วย ทั้งๆที่เป็นแค่ความฝัน เต๋อยังสงสารม้าจนน้ำตาไหล T^T ยิ่งฉากฆาตกรรมโดยใช้ขวานจาม ที่เป็นฉากไคลแมกซ์ของเรื่อง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลยค่ะ เล่นเอานอนไม่หลับไปทั้งคืน

Crime and Punishment เป็นเรื่องราวของราสโคลนิคอฟ (Raskolnikov) นักศึกษาหนุ่มรูปงาม ผู้ฉลาดปราดเปรื่อง มีอนาคตไกล ที่ต้องต่อสู้กับความยากจนค่นแค้น และความอยุติธรรมในสังคม ทำให้อนาคตของเขาต้องดับวูบลง เพราะไปก่อเหตุสังหารโดยการใช้ขวานจามหัวมนุษย์ป้าแก่ๆ เจ้าแม่เงินกู้ ที่คิดดอกเบี้ยมหาโหดกับคนจน (คือนางทำนาบนหลังคนมากค่ะ จริงๆตายซะได้ก็ดี T^T)  โดยเขาให้เหตุผลว่า คนพวกนี้ เปรียบเสมือนหลืบไรในสังคม อยู่ไปก็รกโลกเปล่าๆ เพราะเอาแต่สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านทั่วไปที่ลำบากอยู่แล้ว ให้คับแค้นลำเค็ญแสนสาหัสเข้าไปอีก โดยคุณพี่ราสโคลนิคอฟของเรา่ แกเป็นคนที่ชื่นชมนโปเลียนมาก เพราะแกมีความเชื่อสุดอหังการ์ว่า มนุษย์เราแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทธรรมดา กับไม่ธรรมดา โดยบุคคลประเภทที่จัดอยู่ในประเภทไม่ธรรมดานั้นก็คือคนอย่างนโปเลียน ที่สามารถทำอะไรก็ได้ สามารถฉีกกฎหมาย กฎสังคม เพื่อทำสิ่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบได้เลย ส่วนมนุษย์ประเภทแรก ที่เป็นคนธรรมดาสามัญ ก็ต้องก้มหน้าก้มตาโดนคุณพี่ท่านเหยียดหยาม และหยามเยียดสุดๆไป (คุณพี่แกอหังการ์ได้ขั้นสุดจริงๆค่ะ กราบเลย T^T)

All people are somehow divided into the ‘ordinary’ and the ‘extraordinary.’  The ordinary must live in obedience and have no right to transgress the law, because they are, after all, ordinary.  While the extraordinary have the right to commit all sorts of crimes and in various ways to transgress the law, because in point of fact they are extraordinary.

an extraordinary man has the right… that is, not an official right but his own right, to allow conscience to … step over certain obstacles, and then only in the event that the fulfillment of his idea – sometimes perhaps salutary for the whole of mankind – calls for it

เป็นไงคะ เทพมั้ย เจอแค่นี้ก็หน้าหงายสตั๊นท์ไปสองวิ รีบก้มลงกราบงามๆ แล้ว แถมคุณพี่แกยังอธิบายขยายความถึงสิทธิ์พิเศษของมนุษย์พวกไม่ธรรมดา ที่ทำไปเพื่อประโยชน์สุขของมนุษยชาติอีก ไม่เทพจริง เขียนไม่ได้นะคะ ขอบอก

แต่แน่นอนว่า ไม่ว่าจะอหังการ์ขนาดไหน จิตใต้สำนึกเรื่องการรู้ผิดชอบชั่วดีนั้นยังมีอยู่ในใจมนุษย์ปุถุชนทุกคน ทำให้ราสโคลนิคอฟต้องดำเนินชีวิตอย่างทุรนทุราย ทุกข์ทรมานใจในความผิดที่ตนกระทำ ซึ่งดอสโตเยฟสกี้ถ่ายทอดออกมาได้เทพมากๆ เล่นกับจิตวิทยาของคนได้อย่างมีชั้นเชิงระดับปรมาจารย์ ต้ังแต่อ่านมา เต๋อยังไม่เคยเห็นหนังสือเล่มไหน ตีแผ่ความซับซ้อนของจิตใจมนุษย์ได้อย่างลึกซึ้งเท่านี้เลย ถ้าคนที่อ่านแล้วจะรู้ว่ามันเทพมาก ขนาดการสืบคดีของตำรวจ ยังทำแบบมีชั้นเชิง มีลูกล่อลูกชน มีการปล่อยตัวหลอกออกมาเดินแว่บไป แว่บมา ทำเอาคนที่มีระดับความอหังการ์เต็มร้อยอย่างพระเอกของเรา จิตหลอนไปเลย อ่าน quote นี้จะรู้เลยว่าราสโคลนิคอฟ ต้องอยู่อย่างทุรนทุรายขนาดไหน

He wandered aimlessly.  The sun was going down.  Some particular anguish had begun telling in him lately.  There was nothing particularly acute or burning in it ; but there came from it a breath of something permanent, eternal, a presentiment of unending years of this cold, deadening anguish, a presentiment of some eternity on “a square foot of space”.  This feeling usually began to torment him even more strongly in the evening hours.

แต่ดอสโตเยฟสกี้ ก็คือดอสโตเยฟสกี้ ที่ไม่ใช่ดีแผ่แต่ด้านมืดของมนุษย์เพียงอย่างเดียว เรื่องความดีงามของจิตใจคนก็เป็นเรื่องที่น่าสรรเสริญ และสมควรได้รับการเฉลิมฉลองด้วย ไม่ว่าชีวิตมนุษย์นั้นจะลำบากยากเข็ญ ทุกขเวทนา ระดับไม่มีจะกินขนาดไหน จิตใจที่ดีเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณธรรม และน้ำใจของคนย่อมมีให้เห็นเสมอในหนังสือเล่มนี้ ไม่ว่าจะเป็นมิตรภาพอันงดงามที่ราซูมิคินมีให้กับราสโคลนิคอฟเพื่อนรัก น้ำใจของราสโคลนิคอฟที่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้คนที่ตกทุกข์ได้ยากอย่างเต็มใจทั้งๆที่ตัวเองก็ลำบาก ไม่มีจะกิน หรือจิตใจอันแสนประเสริฐของซอนย่าที่ยอมขายตัวเลี้ยงพ่อขี้เมา และแม่เลี้ยงพร้อมลูกติด ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขระหว่างพี่น้อง แม่ ลูก และคนรัก หรือแม้แต่คนที่สังคมตราหน้าว่าเลวบริสุทธิ์อย่าง Svidrigailov ก็ยังแสดงน้ำใจกับผู้ยากไร้ตกทุกข์ได้ยาก อย่างไม่รีรอ

อ่านแล้วก็มีกำลังใจนะคะ แม้ในช่วงเวลาที่มืดมน และรันทดที่สุดของชีวิต จิตใจที่ดีงามของมนุษย์เราก็ยังเป็นที่พึ่งได้เสมอ (อ่านแล้วซึ้งใจจนน้ำตารินเลยค่ะ T^T เขียนดีเหลือเกิน) ❤

แต่ที่ชอบที่สุดคือมิติ และเหลี่ยมคมของตัวละครทุกตัว ที่ล้วนแต่สะท้อนความดี เลวออกมาให้เห็นอย่างชัดเจน  โดยทุกคนล้วนมีเหตุผลในการกระทำของตน และมีเหตุผลที่จะรู้สึกสำนึกผิดหรือไม่รู้สึกสำนึกผิดในสิ่งที่ตนกระทำด้วยเช่นกัน จะเรียกว่าหนังสือเล่มนี้ ขีดเส้นตายเรื่องศีลธรรมให้เรา ก็คงจะไม่ถูกนัก น่าจะเป็นการตีแผ่ให้เราเห็นเป็นตัวอย่าง เพื่อวางรากฐานด้านศีลธรรมจรรยาของคนเราน่าจะถูกต้องกว่า

เพราะถึงอย่างไร ชีวิตของคนเรา ย่อมมีความหวังเสมอ และแต่ก็คนก็มีวิธี และเส้นทางสู่การ redemption ที่แตกต่างกันไป ความกล้าหาญที่จะยอมรับผิด หรือแม้แต่การตัดสินใจว่าจะปลิดชีวิตตนเองหรือไม่ก็เช่นกัน  ❤

Crime and Punishment 

by

Fyodor Dostoevsky (Translated by Richard Pavear and Larissa Volokhonsky)

Vintage Classics

564 pages

อาหารสเปนแสนอร่อยที่ Uno Mas

img_7397
Uno Mas

ช่วงนี้เหมือนดวงด้านการรับประทานอาหารจะขึ้นนะคะ ได้ทานแต่อาหารอร่อยๆติดกันหลายรอบมาก (จนเริ่มหวาดหวั่นกลัวน้ำหนักจะขึ้น 😀 ) แถมแต่ละที่ที่ไปก็ล้วนแต่อร่อยโดนใจทั้งนั้น ไล่เรียงมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่เลย ตั้งแต่อาหารเม็กซิกัน ถัดมาเป็นอาหารฝรั่งเศส ล่าสุดเป็นอาหารสเปนที่ Uno Mas ซึ่งก็ประทับใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นในแง่รสชาติของอาหาร หรือบรรยากาศของร้าน ต้องบอกเลยว่ามันเริ่ดมาก  😀 แม้ราคาจะแรง แต่ถ้ามีโปรดีๆ ก็ควรลองเป็นอย่างยิ่งค่ะ 🙂

ความที่ก่อนหน้านี้เคยลองทานอาหารสเปนที่ร้าน Osito Unique Spanish มาก่อน ตอนยังเป็น El Osito (ที่อยู่ติดกับร้านอาหารเม็กซิกัน La Monita Taqueria ตรงมหาทุนพลาซ่า) แต่ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ก็เลยเฉยๆกับอาหารสเปนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยอร่อย รสชาติแปลกๆ ไม่ออกไปทางไหนซักทาง แต่ต้องขอ บอกเลยว่าพอมาลองที่ Uno Mas แล้วเปลี่ยนความคิดไปเลย เพราะมันอร่อยมาก วัตถุดิบสดมาก รสชาติเข้มข้น ถึงเครื่อง ขนาดบางจานออกเค็มไปนิด ยังอร่อยจนต้องให้ผ่านเลยค่ะ

ร้าน Uno Mas ตั้งอยู่บนชั้น 54 ของโรงแรม Centara Grand ที่อยู่ติดกับ Central World ค่ะ ฟังโลเกชั่นแล้ว แน่นอนว่าต้องได้ชมวิวสุดบรรเจิด เลิศพิไรแน่นอน แต่พอไปเห็นจริงๆ แอบผิดหวังกับวิวนิดหน่อย เพราะมันไม่ได้สวยขนาดนั้นนะคะ ถ้าจะให้พูดตรงๆ วิวสุขุมวิทที่ร้าน Above Eleven หรือ The Continent ตรงอโศกสวยกว่าเยอะ ตรงนั้นนี่เหมือนอยู่ฮ่องกงเลย วิวกรุงเทพฝั่งนี้สู้ไม่ได้เลยค่ะ สุขุมวิทมีเสน่ห์กว่ามาก

แต่ถึงวิวจะดร็อปไปบ้าง แต่อาหารอร่อยเลิศมาก จนแทบไม่มีใครสนใจวิวเลยค่ะ 😀 เต๋อกับเพื่อนมาถึงร้านกันตั้งแต่ 5 โมงเย็น แดดจ้ามาเลย 5555 ก็เลยยังเข้าไปนั่งในโซนร้านอาหารไม่ได้ เพราะแดดยังร้อนอยู่ เลยต้องไปนั่งรอพระอาทิตย์ตกกันในโซนบาร์ นั่งดื่ม Sangria เย็นชื่นใจกันก่อน เพื่อฆ่าเวลา โซนนี้ตกแต่งได้สวยน่านั่งค่ะ เก้าอี้สีเขียวอมฟ้า ผนัง ประตู หน้าต่างสีน้ำเงิน กรุกระเบื้อง ออกออกแนวแขกมัวร์นิดๆ เก๋เลย

img_7379
ถ่ายรูปคู่กันซักหน่อย

ขอบอกว่า Red Sangria ของที่นี่คือดีงาม เย็น ชื่นใจมากเลยค่ะ วันนั้นไปช่วง Happy Hour พอดี ซื้อ 1 ดริ๊งค์ แถม 1 ดริ๊งค์ เลยได้ Red Sangria เบิ้ล แฮ้ปปี้มากค่ะ ชอบมากเลย ❤ (แนะนำให้สั่ง Red Sangria นะคะ อร่อยกว่า White Sangria )

img_7331
Red Sangria เย็นชื่นใจ

นั่งคุยเม้ามอยกันซักพัก สาวๆกลุ่มเราก็ทยอยกันมาจนครบ และพระอาทิตย์ก็ตกดินพอดี แดดไม่ร้อนแล้วค่ะ เลยได้เวลาย้ายไปทานกันอีกด้านที่เป็นโซนร้านอาหาร ซึ่งก็ตกแต่งได้น่านั่ง และเห็นวิวแบบพาโนรามาอีกเหมือนกัน พอได้ที่นั่งเรียบร้อย ก็สั่งอาหารกันเลย 🙂 ด้วยความที่มากัน 6 คน เลยสั่งได้หลายอย่างมากค่ะ ตั้งแต่สลัด อาหารทานเล่น (tapas) ไปจนถึงลูกหมูหัน ข้าว paella และก็พาสต้าล้อบเตอร์จานใหญ่บึ้ม เรียกว่าอิ่มตัวแตกกลับบ้านกันถ้วนหน้า 😀

img_7361
ุสาวๆในกลุ่ม ตรงใกล้ๆประตูที่เห็นหมอน คือเก้าอี้ที่สามารถนั่งเอกเขนกได้เลยค่ะ

ระหว่างรออาหาร ทางร้านก็จะให้ขนมปังมาทานเล่นก่อน จิ้มกับน้ำมันมะกอกหอมๆ เรียกน้ำย่อยไปค่ะ

img_7409
ขนมปังจิ้มน้ำมันมะกอก

จากนั้นก็ตามติดมาด้วยสลัดผักสด พร้อมแฮมสเปน แสนอร่อย ขอบอกว่าแฮมที่นี่อร่อยมาก ถ้าใครอยากรู้ว่าแฮมของสเปนอร่อยยังไง ต้องมาลองทานที่นี่เลยค่ะ อร่อยจริง แบบไม่ต้องบินไปไกลถึงสเปนเลย

img_7411
ขอบอกว่าแฮมอร่อยมาก อร่อยฝุดๆ

จากนั้นก็มาถึงจานเด็ดอีกจานชื่อว่า Gambas Ali Pil Pil หรือ Garlic prawns and olive oil เป็นกุ้งตัวอวบอ้วน เต็มคำ อบกับกระเทียม พริกปาปริก้า ในน้ำมันมะกอกที่เสิร์ฟมาขณะกำลังเดือดปุดๆ มีขนมปังหั่นสี่เหลี่ยมเคียงคู่มาด้วย ไว้ให้จิ้มน้ำมันมะกอก จานนี้อร่อยมากๆๆๆ หอมกลิ่นกระเทียม น้ำมันมะกอก กุ้งสดหวานมาก รสชาติจัดจ้าน แนะนำเลยค่ะ อร่อยจนสั่งซ้ำ น่าจะ 2-3 รอบ 😀

 

โปรดสังเกตความเดือดปุดๆของน้ำมันมะกอกนะคะ sizzling มาก แค่เห็นก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว (ขอแนะนำให้ดูวีดีโอค่ะ เพราะมันเริ่ดมาก น่าทานมาก) จานนี้คืออย่างแจ่ม ❤

ฟินกับกุ้งกันไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงเซ็ตอาหารทานเล่นพวก tapas กันบ้าง ซึ่งก็อร่อยมากไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ  Mushroom Croquettes (โครเกต์เค้าอร่อยจริงค่ะ รสชาติเข้มข้น เนื้อสัมผัสนวลเนียนอยู่ในปาก อร่อยมากเลย แนะนำฝุดๆ)

 

This slideshow requires JavaScript.

สั่งไปสั่งมา ก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่มีปลาหมึก พนักงานร้านก็แสนรู้ใจ แนะนำจานนี้เลยค่ะ Grilled Spanish Octopus หนวดปลาหมึกอวบเด้ง หวาน กรอบ ทานกับมันบด อร่อย ฟิน สุดๆ ปลาหมึกสดม้ากกกก จานนี้ก็ห้ามพลาดอีกเช่นกัน 😀

img_7402
Grilled Spanish Octopus

คราวนี้ก็มาถึงทีเด็ดของร้านบ้างนะคะ แต่น … แตน … แต๊น …. นั่นก็คือลูกหมูหันแบบสเปน ที่เล่นเสิร์ฟมาทั้งตัวเลย จริงๆเห็นแล้วแอบสะเทือนใจ T_T พนักงานเลยรีบยกไปให้เชฟหั่นเลยค่ะ (จะได้ไม่เสียบรรยากาศ)

img_7405
ลูกหมูหันแบบสเปน Cochinillo Asado – Spanish suckling pig

เป็นจานที่เชฟภูมิใจนำเสนอมากค่ะ เพราะเนื้อหมูนุ่มมาก จนใช้จานเซรามิคหั่นได้เลยโดยไม่ต้องใช้มีด พอหั่นเสร็จ ก็ต้องเขวี้ยงจานให้แตกเพื่อนำโชคนำขัย (เสียดาย ตอนเพื่อนเขวี้ยงจาน ถ่ายไม่ทัน) ดูแค่เชฟหั่นหมูแล้วกันนะคะ

 

หั่นแล้วจัดใส่จานเป็นชิ้นๆแบบนี้ค่ะ ทานคู่กับน้ำจิ้ม มี 4 ชนิดให้เลือก (ส่วนมากจะรสชาติจืดๆ มีถ้วยที่ทำด้วยไวน์แดง กับน้ำจิ้มแจ่วเท่านั้นที่โดน – 2 ถ้วยแรกนับจากด้านหน้า) โดยที่ร้านทำสดใหม่ทุกครั้งที่สั่ง ที่เรารู้ก็เพราะว่า มีถ้วยนึง (ถ้วยสีแดงข้างหน้า) มีส่วนผสมของไวน์แดง โต๊ะเราทานหมด แล้วขอใหม่ เลยต้องรอสักพัก ให้เชฟปรุงให้ใหม่เลย ถึงได้รู้วาร้านนี้เน้นความสดของอาหารเป็นสำคัญอย่างที่โฆษณาไว้จริง

img_7407
ลูกหมูหัน

อร่อยนะคะ เนื้อหมูนุ่มมาก หนังกรอบ ไขมันข้างใต้เป็นชั้นๆเลยค่ะ ทานได้แค่จานเดียว พอเริ่มจานที่สอง ก็ชักเลี่ยนแล้ว หลังๆต้องจิ้มแจ่วอย่างเดียวเลย สำหรับเต๋อ จากทั้งสี่อย่าง น้ำจิ้มแจ่วของพี่ไทยอร่อยสุด หายเลี่ยนเลยค่า 😀

และแน่นอนว่ามาทานอาหารสเปนทั้งที จะไม่ลองสั่ง paella มาทานได้อย่างไร ไม่งั้นเสียเที่ยวแย่เลยนะคะ โต๊ะเราเลยจัด Uno Mas Paella ไปซะอย่าให้เสีย แน่นอนว่ามาเป็นจานใหญ่อีกแหละ ตอนแรก พนักงานบอกว่าหมูหัน กับ ข้าวปาเอญ่าสำหรับทานได้ 2-3 คน ดีนะคะที่ไม่เชื่อ เพราะสั่งมาอย่างละจาน ทานกัน 6 คน ยังแทบจะไม่หมด ถึงกับต้องนั่งพักให้อาหารย่อยซักแป๊บ แล้วค่อยทานต่อ 😀

img_7359
Uno Mas Paella

และข้าวปาเอญ่าของที่นี่ก็อร่อยอีกเช่นกันค่ะ ข้าวหุงมาไม่แฉะมาก รสชาติเข้มข้น กุ้ง กั้ง เนื้อไก่ คือหมักมากำลังดีมากๆ อร่อยฝุดๆ paella เขาอร่อยจริงค่ะ (ขนาดเป็นคนไม่ค่อยเลิฟปาเอญ่าเท่าไหร่นะคะ เต๋อยังว่าอร่อยเลย)

ประทับใจจากปาเอญ่าไปแล้ว ก็มาถึงจานที่เป็นนางเอกของงาน นั่นก็คือ Pasta with Lobster ค่ะ เป็นจานที่ทุกคนลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า อร่อยมาก อร่อยที่สุด เพอร์เฟคไม่มีที่ติ ทั้งตัวเส้นพาสต้า ที่ลวกมาแบบ al dante ที่กรุบพอดี๊ พอดี ซ้อสก็สุดแสนที่จะอร่อย ผัดมาขลุกขลิก ได้ใจเลย ส่วน lobster ไม่ต้องพูดถึง ทั้งสดฉ่ำ เนื้อหวานมาก ขนาดทาน lobster หมดแล้ว เหลือเส้นนิดหน่อย คลุกกับซ้อสที่เหลือในจาน กับกระเทียม ยังอร่อยแบบโคตรๆๆๆ ฟินสุดๆค่ะจานนี้ แนะนำเลย รักมากค่ะ ❤

img_7417
Pasta with Lobster

พอเห็นรูปคุณผู้อ่านก็คงพอนึกภาพออกนะคะ ว่าจะอิ่มตัวแตกกันขนาดไหน ขนม เขนิม ไม่ต้องพูดถึงแล้วค่า ทานจานนี้หมดแล้ว คือจบเลย 5555 อิ่ม ฟิน กันสุดๆ จากนั้นก็เม้ามอยต่อในหมู่เพื่อนฝูง ท่ามกลางวิวสวยๆยามค่ำคืนของกรุงเทพ สุขใดจะเปรียบปานนะคะ ❤

ก่อนจากกัน ขอลาคุณผู้อ่านด้วยวิวสวยๆ จากชั้น 54 ของโรงแรมเซนทาราแกรนด์นะคะ ถ้าอ่านแล้ว เกิดอยากทานอาหารสเปนขึ้นมา เต๋อแนะนำ Uno Mas เลยค่ะ ไม่ผิดหวังแน่นอน (ขอกระซิบว่า ลองหมั่นเข้าไปเช็คโปรโมชั่นกับ Eatigo ดูนะคะ คราวนี้เต๋อได้ลดค่าอาหารถึง 50% เลยค่ะ เล่นเอาสาวๆกลุ่มเราปลื้มปริ่มอิ่มฟินขั้นสุดกันไป 😀 )

 

img_7412
View from 54th Floor

Adios!

เครดิตภาพ FB page Uno Mas 

Uno Mas อยู่ชั้น 54 Centara Grand Hotel