ทานเครปแบบฝรั่งเศสแท้ๆในสวนสวยที่ La Creperie สุขุมวิท 39

image
La Creperie

สวัสดีค่ะ ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปซะนานเลย ด้วยความที่ช่วงนี้งานเยอะมาก T^T มีเรื่องต้องให้สะสาง พออะไรๆเริ่มลงตัว ก็เลยพอมีเวลากลับมาเขียนบล็อกได้ต่อค่ะ 🙂 ซึ่งจริงๆ จะว่าไป ก็ไม่ได้มีแต่เราที่งานเยอะคนเดียว หันมองไปรอบๆ พรรคพวกเพื่อนฝูงแต่ละนาง ก็ล้วนแต่งานเข้าเต็มมือกันหมดเหมือนกัน ครั้นพอเริ่มจะหาเวลาได้ ก็เลยนัดกินข้าวกันดีกว่า จะได้เมาท์มอย ถามไถ่ชีวิตของแต่ละคนกันด้วย ก็เลยลองหาที่ที่เราสามารถนั่งสวยๆ จิบชา กาแฟ ทานอาหารอร่อยๆ และนั่งเอกเขนกคุยกันได้อย่างยาวนาน ประหนึ่งบ้านของตัวเอง :p หาไปหามา ก็เลยมาลงตัวที่ร้าน La Crêperie ในซอยสุขุมวิท 39 นี่เองค่ะ เพราะเป็นร้านขายเครปแบบฝรั่งเศสแท้ๆ ฟรุ้งฟริ้งตรงคอนเซ็ปท์ทุกอย่าง ที่สำคัญตั้งอยู่ท่ามกลางสวนสวย เขียวชอุ่ม แค่เดินเข้าประตูมา ก็หายเหนื่อย หายเครียดเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ 🙂

แต่ที่ทำให้หายเครียดยิ่งกว่า ก็คือ เมื่อลองคลิกเข้าไปที่ แอพ Eatigo ปรากฏว่ามีโปรโมชั่นลดค่าอาหาร 30% ด้วยค่ะ (ถ้าเราจองในช่วงเวลา 11.30 น.) ดีงามขนาดนี้ จะรออะไรล่ะคะ จองเสร็จ ก็รีบมาทานเครปกันให้ไว และตรงเวลา อย่างพร้อมเพรียง 😀 (คือไม่ค่อยงกเท่าไหร่เลยเนอะ) ร้านอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 ค่ะ แต่จะค่อนไปทางท้ายซอย ตรงที่เป็นวันเวย์แล้ว คือถ้ามาทางเพชรบุรีจะใกล้กว่า แค่ตรงเข้ามาอย่างเดียว ร้านอยู่ซ้ายมือ แต่ถ้าเข้าทางปากซอยสุขุมวิท 39 ก็ต้องเลี้ยวซ้่ายตรงซอยพร้อมจิต แล้ววนอ้อมขวาเข้ามาตรงวันเวย์ ชิดซ้ายตรงมาเรื่อยๆ พอเห็นป้ายนี้ก็คือถึงแล้วค่ะ

lacreperie

ด้วยความที่ฉันเป็นคนจอง ก็เลยต้องมาก่อน เพื่อรักษาสิทธิ์ ระหว่างรอเพื่อนๆมาสมทบ ก็เลยเดินเล่นดูบรรยากาศร้านฆ่าเวลา เพลินๆไป ตัวร้านเป็นบ้านเล็กๆสีขาว มีสวนสวยเขียวชอุ่มล้อมรอบ บรรยากาศโรแมนติก และรื่นรมย์มากค่ะ ออกแนวชนบทฝรั่งเศส นี่ถ้าช่วงหน้าหนาว อากาศเย็นหน่อย คงจะโรแมนติกน่าดู ❤

image
Our table
image
View from our table
image
ทางเข้าจากหน้าร้าน
image
Outdoor dining area
image
มีน้ำพุด้วย
image
ทางเดินเข้าห้องน้ำ

หลังจากนั่งรอไปสักพัก สาวๆอีกสองนางก็มาถึง หลังจากสั่งกาแฟมาจิบกันคนละถ้วยแล้ว ก็สั่ง Salmon Samosa มาทานเล่นกันก่อน ซึ่งจานนี้ฉันว่าเฉยๆ ใส่ไส้น้อยไปหน่อยค่ะ เลยได้ทานแต่แป้งซะเยอะ

image
Salmon Samosas

เมื่อเรียกน้ำย่อยกันพอควรแล้ว ถึงคราวของเครปที่เป็นนางเอกของงานแล้วค่ะ เราสั่งเครปที่เป็นของคาว (savory crêpe) มาสองจาน ซึ่งก็เป็นจานแนะนำของทางร้านทั้งคู่ โปรดสังเกตเนื้อเครปนะคะ ด้วยความที่ทำจากแป้ง buckwheat (จริงๆก็แบบฝรั่งเศสแท้ๆเลยแหละ หน้าตา เนื้อสัมผัส และรสชาติก็จะแตกต่างไปจากเครปนิ่มๆที่เราเคยทานมา คือเนื้อมันจะแข็ง และกระด้างกว่าหน่อยนึง เหมาะกับอาหารคาว) อร่อยใช้ได้เลยค่ะ โดยจานแรกก็คือ Ham & egg crêpe with grated emmental cheese and parisian mushroom เห็ดอร่อยมากกกก ดีงามจริงๆ แต่ส่วนตัวคิดว่าถ้าเปลี่ยนเป็นชีสกรูแยร์ จะยิ่งอร่อยกว่านี้สิบเท่า เพราะกรูแยร์มันหอมกว่า Emmental อยู่แล้ว (และก็แพงกว่าด้วย T^T)

image
Ham & egg crepe with grated emmental cheese and parisian mushroom

ส่วนจานที่สองก็คือ เครปไส้พาร์มาแฮม ไข่ออนเซ็นทานกับซ้อสคาโบนาร่า จานนี้ก็อร่อยมากเช่นกันค่ะ ซ้อสคาโบนาร่าอร่อยมาก ข้นมัน ทานกับไข่ลวกแบบออนเซ็น คือดีงาม ยิ่งทานยิ่งอร่อย

image
Crepe with carbonara sauce

จริงๆตอนแรก เรากระหน่ำสั่งสลัด กับไส้กรอกด้วยนะคะ แต่ด้วยความที่ให้เครปมาจานใหญ่มาก เลยต้องแคนเซิล 2 จานนั้นไป ทานได้สองจานก็เริ่มอิ่ม เราเลยสั่งเครปที่เป็นของหวานมาทานต่อเลยละกัน จะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ เพราะอร่อยมากมาย ทานกับไอศกรีมวนิลลา ราดซ้อสคาราเมล จานนี้แนะนำเลยค่ะ เป็น apricot นะคะ ถ้าจำไม่ผิด

image
Sweet crepe with apricot with vanilla ice-cream and caramel sauce

จานนี้อร่อย ประทับใจมากค่ะ แย่งกันตักจนเกลี้ยง ทานเสร็จ ก็นั่งเอกเขนกพิงหมอนคุยกันต่ออีกเกือบชั่วโมง คือบรรยากาศสบายมาก ฟ้าครึ้มหน่อยๆ เหมือนอยู่บ้านเลยค่ะ พอเริ่มคอแห้ง ก็เลยสั่งชามาดื่มกันต่อ ที่นี่ใช้ของ Mariage Fréres ค่ะ คือ blended tea ที่ดีที่สุด และหอมที่สุดในโลก ชาสุดรักของฉันเอง เราเลยสั่ง Marco Polo มานั่งจิบกัน 1 pot ซึ่งก็หอมอลังการมาก จริงๆมีให้เลือกหลายกลิ่น ทั้ง Earl Grey French Blue, Paris Breakfast ฯลฯ แต่สำหรับฉัน Marco Polo คือที่สุด (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมานะคะ มัวแต่คุยเพลิน) พอนั่งละเลียดดื่มชาหอมกรุ่นจนหมดกา ก็คงต้องถึงเวลาแยกย้ายกันกลับบ้านแล้ว

ก่อนจากกัน ก็เลยต้องขอถ่ายรูปร่วมกันให้หายคิดถึง เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่แสนสุขจริงๆ แม้จะสั้นไปนิดแต่ก็ชวนให้คิดถึงพวกเราสมัยก่อน สมัยที่ยังไม่มีเรื่องให้ต้องรับผิดชอบมากมายเหมือนตอนนี้ สมัยที่มีแต่ความตื่นเต้นกับทุกสิ่ง และพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชีวิต สมัยที่สามารถโทรนัดมาลั้นลากันได้แทบทุกอาทิตย์ เพราะความสุขที่วิ่งเข้าหาพวกเราในตอนนั้น ช่างมีมากมายไม่มีวันหมดจริงๆ  ❤

image
selfie กันก่อนกลับ

ร้าน La Crêperie อยู่ในซอยสุขุมวิท 39 ตามแผนที่ข้างล่างนี้เลยค่ะ

 

เครดิตภาพ: Yummy Gallery

 

ชวนทานพิซซ่าอร่อยที่สุดในกรุงเทพที่ Pizza Massilia สาขาร่วมฤดี – The Best Pizza in Bangkok!

image
Pizza Massilia สาขาร่วมฤดี

หลังจากได้ยินคำร่ำลือจากเหล่าฟู้ดดี้หลายๆท่าน (ซึ่งก็รวมถึงคุณเบนแห่ง Fovefood ด้วย) ถึงความอร่อยล้ำของพิซซ่าร้านนี้ ทำให้ฉันและผองเพื่อนที่ล้วนแต่ชอบทานพิซซ่าเป็นชีวิตจิตใจ ถึงกับอดไม่ได้ ต้องมาลองด้วยตนเอง ยิ่งย้ายร้านมาอยู่ในซอยร่วมฤดีที่ฉันต้องผ่านบ่อยๆด้วยแล้ว ยิ่งต้องมาเลยค่ะ ว่าแล้ว สาวๆคณะเราก็นัดกันทันที ตอนแรก เราวางแพลนไว้ซะสวยหรูสำหรับ long weekend ที่ผ่านมา ว่าจะแต่งตัวสวยไปนั่งทานพิซซ่ากันตอนเย็นๆก่อน จากนั้นค่อยย้ายไปนั่งดื่มต่อที่ Bamboo Bar เพื่อฉลองวันแห่งวิสกี้ (Whiskey Day) กัน แต่บังเอิ๊ญ ที่แต่ละคนต่างติดธุระกับครอบครัวอย่างกะทันหันกันหมด เลยเหลือฉันกับน้องสาวคนสวยของกลุ่มว่างมาทานช่วงกลางวันกันเท่านั้น ไหนๆวางแผนเอาไว้ซะเริ่ดแล้ว ยังไงก็ต้องทำให้สำเร็จ แม้จะเหลือกันแค่สองสาว เราก็อิ่มอร่อย และสนุกได้ ก็เลยควงแขนกันมาทานพิซซ่าที่ Pizza Massilia กัน และก็ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ เพราะเป็นการรับประทานลันช์ที่อิ่มเอม อร่อย ประทับใจ และมีความสุขที่สุดมื้อหนึ่งของเราสองคนเลยทีเดียว

เพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในร้าน ก็ตื่นตะลึงแล้ว เพราะร้านตกแต่งสวยมว้ากกกกกก ❤ รักเลย นึกไม่ถึงว่าร้านพิซซ่าธรรมดาๆ จะตกแต่งได้สวยขนาดนี้ เหมือนเดินข้ามไทม์โซนไปอยู่ในปารีสยังไงยังงั้น เห็นแล้วก็ชวนให้นึกถึงร้าน Pizza Chic อันแสนโด่งดังของปารีส ที่ต้องจองคิวกันเป็นเดือนๆ ร้านตกแต่งเก๋ไก๋ และสวยงามมากค่ะ แค่เห็นร้านก็ให้สิบเต็มแล้ว มองไปทางไหนก็รื่นรมย์ สวยงามไปหมด (น้องสาวที่มาด้วย บอกเห็นร้านแล้วนึกถึงหนังสือกับหนังเรื่อง Babette’s Feast หรืองานเลี้ยงของบาเบตต์ที่ฉันแปล 🙂 ยิ่งปลื้มใหญ๋เลย)

image
Beautiful decor

image
Our table
แค่นี้ยังไม่พอนะคะ ขนาดในห้องน้ำยังสวยเลยค่ะ เห็นกระเบื้องปูพื้นแล้วถึงกับตะลึงไปแพร้บ

image

หลังจากปลื้มปริ่มกับความงามของร้านกันพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาของอาหารกันแล้วค่ะ พอพนักงานเอาเมนูมาให้ เราก็เลือกกันเลย จริงๆต้องขอชมเลยนะคะ ว่าบริการดีมาก โดยเฉพาะคุณทัตผู้จัดการร้าน ที่มีความรู้เรื่องอาหารในร้านดีมาก อธิบายเมนูให้เราฟังอย่างละเอียด เราเลยได้ความรู้ไปด้วย แค่บริการ ก็ได้สิบเต็มไปอีกเช่นเคย

เนื่องจากบรรยากาศดีขนาดนี้ สมควรสั่ง bubbles (Prosecco) มาดื่มสวยๆ คู่กับพิซซ่ากันหน่อยแล้วค่ะ จริงๆตอนจิบครั้งแรก ฉันว่าติดหวานไปนิด แต่ความบางเบา และพรายฟองนุ่มกำลังดี ที่สำคัญคือชิลล์มาพอดีเป๊ะ พอดื่มคู่กับพิซซ่า (โดยเฉพาะ burrata ชีสเยิ้มๆ) อร่อยลืมโลกไปเลยค่ะ เข้ากันดีอย่างน่าตื่นตะลึงมาก รู้สึกเหมือนทั้งอาหาร และ prosecco อร่อยขึ้นไปอีกขั้นนึงเลย เพอร์เฟ็คค่ะ ให้สิบเต็ม ❤

image
perfectly chilled Prosecco that goes perfectly with food
วันนี้เราสั่ง Rocket salad with Italian Sausage กับ Octopus carpaccio มาเรียกน้ำย่อยกันก่อน ซึ่งก็ดีงามเช่นเคย Italian sausage อร่อยเทพมากๆๆ

image
Rocket salad with Italian sausage (390 บาท)
ส่วนจานปลาหมึกก็สดและหวานมาก จริงๆ ทางร้านเค้าไม่ใช้ปลาหมึกดิบนะคะ อาจเนื่องด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ (คนไทยไม่ชอบทานอาหารดิบ อีกอย่างเมืองไทยก็ร้อนด้วย) ก็เลยทำให้ปลาหมึกสุกแต่ยังรักษารสชาติแห่งความสดไว้ด้วยวิธี sous vide ซึ่งก็อร่อยมากเลยค่ะ ก่อนเสิร์ฟ เชฟพ่นไฟลงไปด้วย เพื่อให้มีกลิ่นไหม้อ่อนๆ เนื้อปลาหมึกจะหนึบเล็กน้อย ผสมกับกลิ่นควันไฟจางๆ คล้ายปลาหมึกปิ้งบ้านเราเล็กน้อย  อร่อยมากค่ะ เรียกว่าขนาดอิ่มจนแทบจุก ก็ยังกวาดจนหมดจาน 😀

image
Octopus carpaccio อร่อยมากอีกเช่นกัน แย่งกันกวาดจนหมดจาน (390 บาท)
หลังจากปลื้มปริ่มกับอาหารเรียกน้ำย่อยกันไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงพิซซ่าที่เรารอคอย เราสองคนสั่งพิซซ่ามาหนึ่งถาด แต่แบ่งเป็น 2 หน้าก็คือ Burrata & Culatella Pizza กับ Mortadella and Black Truffle Pizza ตามรูปข้างล่างเลยค่ะ พอตัดทานไปได้คำนึง โอ้แม่เจ้า!!!! คือมันอร่อยม้ากกกก อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานในกรุงเทพเลยค่ะ สำหรับตัวแรกนั้น ชีส burrata สดเยิ้มมาก อร่อยที่สุดในสามโลก ยิ่งดื่ม prosecco คู่ไปด้วย คือตายไปเลยค่ะ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่เป็นแฮมมอร์ตาเดลล่า กับทรัฟเฟิลนั้นก็สุดยอด คือพอน้องพนักงานมาวางตรงหน้าปั๊บ กลิ่นทรัฟเฟิลหอมฟุ้งออกมาเลยค่ะ อร่อยขนาดหอเอนล้ม โคลอสเซียมทลาย วาติกันสะเทือนกันเลยทีเดียว 5555555 (โค้ทนี้จำเค้ามาพูดค่ะ 😀 ) คือมันขนาดนั้นเลย ไม่รู้จะเปรียบปานยังไง ❤

image
Burrata & Culatella  กับ Mortadella with black truffle Pizza (590 บาท)
สังเกตขนาดของพิซซ่านะคะ ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ขนาดทานสองคนอิ่มเกือบจุกค่ะ ที่ดีงามอีกอย่างคือแป้งพิซซ่าค่ะ ไม่บาง ไม่หนาเกินไป ออกหนึบๆ หอมกลิ่นควันไฟจางๆอบอวลอยู่ตลอด คือมันเริ่ดมากค่ะ ที่สำคัญคือไม่เลี่ยนเลย ให้สิบเต็มยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ สำหรับคนอื่นที่อาจเคยทานพิซซ่าที่สวรรค์วิมานไหนที่อร่อยกว่านี้ฉันไม่ทราบ แต่สำหรับฉันแล้ว พิซซ่าที่นี่อร่อยที่สุดในกรุงเทพแล้วค่ะ พูดเลย อยากแนะนำให้มาลองทานกันค่ะ ปลาบปลื้มสุดๆ ❤ จานนี้ 590 บาทค่ะ

image
The Best Pizza in Town! Hands down.
หลังจากอิ่มเอมกับพิซซ่ากันอย่างสุดๆกันแล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวของหวานบ้างค่ะ ซึ่งก็ไม่ธรรมดา และอร่อยล้ำคู่ควรกับพิซซ่าเช่นกัน เราสั่ง Le Baba ที่ขึ้นชื่อของ Napoli มาทาน เพราะคุณทัตแนะนำว่ามีรัมผสม เราทั้งคู่น่าจะชอบ ฉันเองสะดุดใจตั้งแต่คำว่า Le Baba แล้วค่ะ ก็เลยคุยกับคุณทัตว่ามันคือ Baba au Rhum แบบอิตาเลียนใช่มั้ย แกก็บอกว่าใช่ เพียงแต่เวอร์ชั่นอิตาเลียนจะต่างกับของฝรั่งเศสต้นแบบตรงที่จะใส่ไอศกรีมลงไปเพื่อให้ทานง่ายขึ้น จริงๆฉันเคยไปทาน Le Baba ครั้งแรกที่เจนีวา ในร้านอาหารทีมีชื่อในย่านการูจ – Carouge ซึ่งเป็นย่านอิตาเลียนเก่าแก่ของเจนีวา แล้วประทับใจในความอร่อยชื่นใจของมันมาก และก็มีโอกาสได้ทาน Baba au Rhum อีกครั้งที่ Brasserie Lipp ที่ปารีส (คราวนี้เป็นแบบฝรั่งเศสแท้ๆ) ก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ มาคราวนี้ เลยต้องขอชิม Le Baba ในกรุงเทพซักหน่อย ซึงก็อร่อยมากไม่แพ้กันเลยค่ะ ตัว baba ของที่นี่หั่นเป็นลูกเต๋า  ชุ่มน้ำรัมหอมมาก (baba ของอิตาเลียนจะหั่นเป็นลูกเต๋า ส่วนของฝรั่งเศสต้นแบบจะมาเป็นชิ้นใหญ่ๆแล้วราดน้ำรัมอย่างเดียว) ทางร้านใส่ไอศกรีมวานิลลา กับ crumble มาให้ด้วย อร่อยสุดๆ ค่ะ จริงๆ เคยให้สูตร Baba au Rhum ไว้ในบล็อกนี้ด้วย คลิกดูสูตรได้เลยนะคะ

image
Le Baba ชุ่มรัม หอมอร่อยมากค่ะ (290 บาท)
เราสองคนรับประทานกันอย่างปลิ้มปริ่ม เพราะอร่อยสุดๆทุกอย่าง ซ้ำยังถ่ายรูป อัพรูปลงโซเชียลกันกระจาย ทางคุณทัตเลยใจดี เห็นเราปลื้มกับอาหาร และร้านมาก เลยแถมขนมหวานจานเด็ดที่อร่อยลือเลื่องให้เราอีกหนึ่งจาน เป็น complimentary ที่ชื่อว่า Citron givre หรือ Lemon granita นั่นเอง แค่เห็นตรงหน้า ก็กรี๊ดแล้วค่ะ อะไรมันจะน่าทานขนาดนั้น ❤ รักเลยอีกเหมือนกัน เห็นแล้วนึกถึง Capri กับ Sorrento ขึ้นมารำไร

image
Citron givre หรือ Lemon granita (290 บาท)
คุณทัตเล่าว่าเชฟต้องตุ๋นเลมอนทั้งลูกถึง 5 ชั่วโมงเพื่อไล่ความขมให้หมด เหลือไว้แต่กลิ่นหอมของเลมอนแท้ๆ ที่พอวางปั๊บ กลิ่นเลมอนก็หอมฟุ้งขึ้นมาแตะจมูกเราเลย สดชื่นมากๆค่ะ ตรงฟองสีขาวนั่นว่าอร่อยแล้วนะคะ แต่พอเราตักลึกลงไปตรงที่เป็น granita นี่ก็อร่อยตายไปเลยอีกเหมือนกัน จานนี้ห้ามพลาดเลยค่ะ สมควรต้องสั่งมารับประทานเป็นอย่างยิ่ง อร่อยสุดยอดจริงๆ ให้สิบเต็มอีกเหมือนกัน (จริงๆ ถ้าให้เกินได้คงให้เกินไปแล้วค่ะ) เพอร์เฟคทุกอย่าง

image
จานนี้ห้ามพลาดเลยค่ะ อร่อยสุดๆ
รับประทานเสร็จ ก็ออกมาถ่ายรูปเล่นกันตรงหน้าร้าน ซึ่งก็ตกแต่งได้สวยน่านั่งสุดๆอีกเหมือนกันค่ะ ถ้าช่วงหน้าหนาว มานั่งทานพิซซ่าหน้าร้าน บรรยากาศคงจะดีน่าดูเลย

image
ในร้านว่าสวยแล้ว หน้าร้านก็สวยไม่แพ้กัน
หันไปหันมา ก็เหลือบไปเห็นร้านเบเกอรี่เล็กๆอยู่ข้างๆตรงหัวมุม ร้าน Amantee นี่เอง ใครที่ปลื้มครัวซองต์ของร้านนี้ รวมถึงเนย Bordier butter ที่อร่อยลือลั่นของ Brittany ไม่ต้องบินไปซื้อถึงปารีส หรือที่เอ็มควอเทียร์แล้วนะคะ Amantee เขาเปิดเพิ่มอีกหนึ่งสาขาใกล้ๆกัน ทานพิซซ่าเสร็จ ซื้อครัวซองต์กับเนยกลับไปทานที่บ้านได้เลย มันเริ่ด มากค่ะ!

image
Amantee ก็มา
สรุปว่าเป็นมื้อกลางวันที่ประทับใจเราสองคนมากค่ะ ประทับใจขนาดต้องกลับมาเขียนถึง ทั้งๆที่ไม่ได้ค่าโฆษณาอะไร แต่รู้สึกอยากให้มาลองทานกัน เพราะของเขาดีจริงๆ ถึงราคาจะค่อนข้างแพง แต่ก็คุ้มค่าทุกอย่าง เพราะดูส่วนผสมแต่ละอย่างที่เขาให้มา (แถมการตกแต่งอีก) คือมันคุ้มกับเงินที่จ่ายมากค่ะ (ยังงงอยู่เลยว่าเขาจะได้กำไรขนาดไหน เพราะใช้แต่ของดีจริงๆ) จริงๆเป็นคนไม่ชอบทานของแพง หรือหรูเวอร์นะคะ แต่ร้านนี้ เต็มใจจ่ายจริงๆค่ะ เพราะอาหารอร่อยเลิศเลอ ร้านสวยเวอร์ บริการสุดยอด แนะนำเลยค่ะ ❤

Pizza Massilia – Ruamruedee สาขาร่วมฤดี อยู่ตรงข้ามกับเวิ้งที่มีร้าน Coffee Bean อ่ะค่ะ

Tel: 02-651-5091-2

หมายเหตุ: วันจันทร์ ถึง ศุกร์มีให้บริการ Lunch Set ที่ประกอบไปด้วยพิซซ่าหนึ่งถาด (ที่มีขนาดย่อมลงมาหน่อย) กับขนม 1 จาน ในราคาเซ็ตละ 380 บาทด้วยค่ะ ฉันเอง ก็ว่าจะพาแม่ไปลองเหมือนกัน 🙂

การเดินทาง: ถ้ามารถไฟฟ้า ลงที่สถานีเพลินจิต แล้วเดินเข้ามาประมาณ 400 เมตร หรือจะพึ่งพี่วินหน้าปากซอยก็สะดวกค่ะ หรือถ้าขับรถมา จอดรถหลังร้านได้เลยค่ะ สะดวกมาก

 

 

 

 

 

 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (Barcelona) – Mediterranean Cruise Trip 8

 

Processed with VSCO with s3 preset
ฟ้าสางที่บาร์เซโลนา

Barcelona – Day 8 สัมผัสดินแดน Catalan และดื่มด่ำกับ Gaudi ที่บาร์เซโลนา

หลังจากพักผ่อนนอนเล่นอยู่บนเรือมา 1 วันเต็ม (เพราะอดไป Palma de Mallorca T^T) ก็ถึงเวลาที่คณะทัวร์สามแม่ลูกของเราจะได้ไปเหยียบแผ่นดินสเปนกันแล้วค่ะ พวกเราตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะฉัน เพราะตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยไปเที่ยวสเปนเลย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆ (ขนาดตอนเขียนบล็อกนี่ยังตื่นเต้นอยู่เลยค่ะ ประมาณว่ายังจับต้นชนปลายไม่ถูก เหมือนบ้านนอกเข้ากรุงยังไงยังงั้น 😀 ) พวกเรารีบตื่นมาต้ังแต่เช้ามืดด้วยความเห่อ อยากไปเที่ยวบาร์เซโลนาเร็วๆ (เรียกว่ารีบตื่นมาดูแสงแรกของบาร์เซฯกันเลยทีเดียว) โดยวันที่ไปนี้ เป็นวันที่อากาศหนาวเป็นพิเศษ (ประมาณ 8-10 องศาคงที่ตลอดทั้งวัน อาจเป็นเพราะเมื่อวานมีพายุก็เป็นได้) แต่ด้วยความที่เราตื่นเช้ามาก เลยไม่ทันเฉลียวใจ คิดว่ายังไงซะ บ่ายๆ ก็คงอุ่นขึ้นเอง แต่ที่ไหนได้ หนาวสั่นงั่กคงที่แบบนี้จนถึงเวลากลับเรือเลย T^T ฉันเองเกือบแย่ เพราะใส่เสื้อผ้าไม่อบอุ่นพอ มีแค่เสื้อโค้ทบางๆ แถมกางเกงยีนส์ก็ยังบางอีก รองเท้า Ballerina flats ที่ใส่ไปก็แทบช่วยอะไรไม่ได้ T^T เล่นเอาเกือบป่วยกลับมาแน่ะค่ะ ยิ่งเวลาลมพัดมาแรงๆ จะแข็งตายให้ได้เลย (ขนาดเพื่อนไปเที่ยวตอนช่วงคริสต์มาส อากาศยังอุ่นกว่าตอนที่ฉันไปเที่ยวเยอะเลย แม้แต่คนที่นั่นก็ยังออกปากว่าวันนี้หนาวจริงๆ หนาวพอๆกับปารีสเลยค่ะ)

แต่ถึงจะหนาวยังไง พอได้สัมผัสกับบาร์เซโลนาจริงๆ ก็ลืมความหนาวหมดค่ะ เมืองเขาสวยงาม ใหญ่โต เต็มไปด้วยศิลปะแบบชาวคาตาลัน มีเสน่ห์เฉพาะตัวมากค่ะ ตกหลุมรักไปเลย (ยิ่งเวลาเดินชมเมือง จะยิ่งมีความสุขมาก ตึกรามบ้านช่องของเขามันช่างสวยงาม ใหญ่โต โอ่อ่า น่าอยู่ไปหมด) แค่เห็นท่าเรือ กับอนุสาวรีย์ Christopher Columbus ที่ชี้มือออกสู่ท้องทะเล ก็รักแล้ว ใครมาเที่ยวเมืองนี้ ต้องหาเวลามาเดินเล่นแถวนี้กันนะคะ แล้วคุณจะมีความสุขมากเลย จริงๆจะเรียกว่าสวยอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก เพราะมันคือสัญลักษณ์ของการค้นพบโลกใหม่ของโคลัมบัส โดยการเดินทางของโคลัมบัสครั้งนั้น ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากพระเจ้า เฟอร์ดินัน แห่งสเปน และคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสก็กลับมาขึ้นบกที่ท่าเรือบาร์เซโลนานี่เอง (แต่จริงๆเขาเป็นคนอิตาเลียนนะคะ เป็นคนเมืองเจนัว)

Processed with VSCO with s3 preset
อนุสาวรีย์ Christopher Columbus

นอกจากอนุสาวรีย์นี้จะมีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์แล้ว ก็ยังมีความสำคัญกับพวกเราชาวเรือ Norwegian Epic เป็นอย่างยิ่งด้วยค่ะ เพราะใกล้ๆกันนั้น จะเป็นท่าจอดรถ shuttle bus สำหรับรับส่งผู้โดยสารจากเรือสำราญกลับขึ้นเรือ (ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหนต่อไหนในบาร์เซฯ ถ้ากลับมาเห็นอนุสาวรีย์ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ก็อุ่นใจได้ว่า ไม่ตกเรือแน่นอนค่ะ 😀 ) และใกล้ๆกันนั้น ก็จะมีบูธ Tourist Information ตั้งอยู่ เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้เป๊ะเวอร์มากค่ะ นึกว่าสาวอเมริกันมาเอง คุณสามารถขอคำแนะนำ ซื้อแผนที่ หรือตั๋วรถไฟ รถเมล์จากที่นี่ได้เลย เพราะเดินถัดไปอีกถนนนึง ก็ถึงถนนคนเดิน La Rambla อันแสนโด่งดังของบาร์เซโลนาแล้ว หรือถ้าอยากไปดู Sagrada Familia ของ Gaudi ก็ลงรถไฟใต้ดินจากสถานี La Rambla ได้เลยค่ะ

Processed with VSCO with s3 preset
El Gotic

เนื่องจากเรามาถึงบาร์เซฯเช้ามาก (ประมาณ 7 โมงกว่าๆได้) พวกตลาดนัด หรือร้านขายของที่ตั้งเรียงรายอยู่บนถนน La Rambla ยังไม่ตื่นมาเปิดให้บริการกัน เราเลยเดินเล่นแถว El Gotic (Gothic Quarter) ที่เป็นย่านเมืองเก่าของบาร์เซโลนากันก่อน เรามาถึงเช้ามาก เขาเพิ่งฉีดน้ำราดพื้นถนนกันอยู่เลย เดินไปก็ต้องระวัง เพราะเกือบลื่นหกล้มหลายรอบเลยค่ะ  โดยย่านนี้จะอยู่ระหว่างถนน La Rambla กับส่วนที่ติดกับชายหาด (แต่ไม่ใกล้ท่าเรือนะคะ ท่าเรือจะอยู่เลยไปอีกไกล และใหญ่มาก ขนาดน้องๆดอนเมืองเราได้เลยค่ะ ต้องนั่งรถเข้าไปอย่างเดียว ไม่งั้นเดินกันอาน)

จากนั้นก็เดินไปลงรถไฟใต้ดินที่สถานี La Rambla ตรงหัวถนน La Rambla เพื่อไปเยี่ยมชม Sagrada Familia ที่เป็นผลงานชิ้นเอกของ Antoni Gaudi ศิลปินชาวบาร์เซโลนาผู้โด่งดังกันค่ะ ตื่นเต้นแล้วล่ะ โดยจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เรานั่งรถไฟใต้ดินสายสีเขียวจากสถานี La Rambla มา 2 ป้าย เพื่อมาเปลี่ยนรถที่ Parallel แล้วนั่งสายสีม่วงต่อไปอีก 6 ป้ายก็ถึงพอดี โดยจะโผล่ขึ้นมาตรงข้าม Sagrada เลยค่ะ (แต่อยากเตือนนิดนึง รถไฟใต้ดินของสเปน เราต้องเปิดประตูเองนะคะ ถ้าไปรอให้เครื่องมันเปิดเอง รถอาจแล่นไปก่อน พวกเราก็ไม่ทราบ ยืนรอเป็นคุณนายให้รถมันเปิดประตูเอง จนคนบาร์เซฯข้างหลังเริ่มรอไม่ไหว จึ๊กจั๊กกันใหญ่ รีบยื่นมือมาเปิดประตูให้ เราก็เอิ่ม ถึงกับเงิบไปเล็กๆ ก็ที่กทม หรือที่ไหนๆ มันก็เปิดเองโดยอัตโนมัตินี่นา)

พอโผล่ขึ้นมาบนดิน ก็ถึงกับอึ้งทึ่งตะลึงงัน ไม่รู้จะสรรหาคำอธิบายไหนมาบรรยายให้เห็นภาพค่ะ คือภาพแรกของ Sagrada Familia ที่เห็นนั้น เธอช่าง วิจิตร อลังการ และมหัศจรรย์สุดบรรยาย เหมือนปราสาท หรือมหาวิหารในเทพนิยายมากกว่าสถานที่ที่คนจริงๆอย่างพวกเราจะเข้าไป โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า Nativity Facade ตามรูปข้างล่าง (ซึ่งเป็นฝั่งที่สร้างเสร็จสมบูรณ์เป็นฝั่งแรก และเป็นผลงานของ Gaudi แท้ๆ เราเข้าทาง facade นี้ล่ะค่ะ เพราะซื้อตั๋วออนไลน์มา เลยไม่ต้องเดินไปซื้อตั๋วฝั่ง Passion Facade) Facade ด้านนี้คือคือที่สุดแล้วค่ะ ทำเอา Passion Facade ดูแข็ง และจืดไปเลย ในความคิดของฉัน คงไม่มีสถาปัตยกรรมไหนในโลกที่จะถ่ายทอดกำเนิดของพระเยซูเจ้า และการเฉลิมฉลองของเหล่าทวยเทพเทวดา และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกได้อย่างละเอียดลออ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และยิ่งใหญ่เท่ากับงานออกแบบของ Gaudi อีกแล้ว คำว่าอัจฉริยะยังฟังดูน้อยไปเสียด้วยซ้ำ คนที่จะออกแบบได้ลึกซึ้งขนาดนี้ จะต้องมีศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าอย่างเต็มเปี่ยมแน่นอน ถ้าใครมีโอกาสมาบาร์เซฯ อยากให้เดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วแหงนหน้าขึ้นมองให้เต็มอิ่มเลยค่ะ ลืมเวลา และความเร่งรีบต่างๆไปให้หมด และใช้เวลาอยู่ตรงนี้ให้นานเท่าที่ใจต้องการ  เพราะมันคือที่สุดแล้วจริงๆ ❤

Processed with VSCO with s3 preset
Nativity Facade of Sagrada Familia

Processed with VSCO with s3 preset

image

Sagrada Familia หรือ Basillica i Temple Expiatori de la Sagrada Familia หรือ Basillica and Expiatory Church of the Holy Family คือมหาวิหารที่สำคัญ และสัญลักษณ์คู่เมืองบาร์เซโลนา เป็นผลงานการออกแบบชิ้นเอกของสถาปนิกชาวคาตาลันคนสำคัญ Antoni Gaudi โดยมหาวิหารแห่งนี้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1882 โดย Gaudi เข้ามารับช่วงต่อในปี 1883 จนถึงปัจจุบัน ก็ยังก่อสร้างไม่เสร็จ แต่ถึงจะยังสร้างไม่เสร็จ มหาวิหาร Sagrada Familia ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกไปเรียบร้อยแล้ว และได้รับการเจิมจากโป๊ปเบเนดิกต์ที่ 16 (โป๊ปองค์ก่อน) ให้มีสถานะเป็น Minor Basillica อีกด้วย โดยความคิดที่จะก่อสร้าง Sagrada Familia แห่งนี้เกิดจากแรงบันดาลใจของเจ้าของร้านหนังสือชาวคาตาลันนามว่า Josep Maria Bocabella ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมผู้มีศรัทธาแรงกล้าต่อนักบุญยอแซฟ (St. Joseph ผู้เป็นสามีของพระแม่มารี และบิดาของพระเยซูนั่นเอง – เด็กเซนต์โยอย่างฉัน ยิ่งทราบประวัติ ยิ่งอินมากขึ้นเป็นสองเท่าเลยค่ะ ❤ รักมากเลยโบสถ์นี้) หลังจากที่เขากลับจากวาติกัน ก็เลยเกิดความคิดที่จะสร้างโบสถ์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองนักบุญยอแซฟ โดยแรกเริ่มเดิมที Bocabella ได้ว่าจ้างให้สถาปนิกนามว่า Francisco de Paula del Villar ให้ทำการออกแบบ และดูแลการก่อสร้าง โดยคงคอนเซ็ปต์ของความเป็นโบสถ์ยุคโกธิคไว้ แต่ต่อมา Villar ได้ลาออกไป Gaudi เลยเข้ามารับช่วงแทน ทำให้ความเป็นศิลปะยุคโกธิคตามความตั้งใจเริ่มแรกของเจ้าของโครงการ ได้ถูกปรับแต่งโดยอัจฉริยภาพสุดบรรเจิดของ Gaudi ผลที่ได้ ก็เลยออกมาเป็นศิลปะแบบโกธิคที่ผสมผสานเส้นสายที่โค้งมนงดงามแบบ Art Nouveau เข้าไป กลายเป็นสไตล์ใหม่เฉพาะตัวสุดล้ำ ที่เรียกว่า Modernisme

แต่ถึงแม้จะได้ Gaudi เข้ามาช่วยออกแบบ และดูแลโครงการ การก่อสร้าง Sagrada Familia ก็ดำเนินไปอย่างช้ามาก ถึงมากที่สุด เนื่องจากขาดเงินทุน (เพราะต้องขึ้นกับเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว) เท่านั้นยังไม่พอ ยังเจอสงครามกลางเมืองของสเปนเข้าไป จนต้องหยุดก่อสร้างไปนาน และกลับมาก่อสร้างใหม่ในยุคห้าศูนย์นี่เองค่ะ

แต่กว่าที่ Sagrada Familia จะกลายมาเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองบาร์เซโลนา มหาวิหารแห่งนี้ ได้ทำให้ชาวบาร์เซโลนาทะเลาะกัน และแบ่งแยกออกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย พวกอนุรักษ์นิยม ก็กลัวว่า Sagrada Familia จะมาแข่งกับ Barcelona’s Cathedral บางพวกก็ว่างานออกแบบของ Gaudi ล้ำเกินไป ส่วนพวกแฟนพันธุ์แท้ของ Gaudi เองก็ไม่อยากให้สร้างต่อ เพราะกลัวคนที่เข้ามาทำต่อจะมือไม่ถึง และจะเสียอัตลักษณ์ของมหาวิหารไป แต่ที่หนักข้อที่สุดก็คือการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟด่วนใต้ดิน ที่เชื่อมระหว่างสเปน กับฝรั่งเศสที่ตัดผ่านฐานรากของมหาวิหารแห่งนี้พอดี ก็มีหลายฝ่ายที่กลัวกันว่า ความสั่นสะเทือนของรถไฟด่วน อาจทำให้หอคอยที่สร้างสูงเสียดฟ้าขึ้นไปร้อยกว่าเมตรพังครืนลงมาได้ แต่ก็นั่นล่ะนะคะ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นปัญหาของชาวบาร์เซโลนากันไป เพราะ Gaudi เองก็คงทำใจไว้ตั้งแต่ตอนที่ตัวเองมีชีวิตอยู่แล้ว ว่ายังไงก็คงตายก่อนได้เห็นมหาวิหารแห่งนี้สร้างเสร็จแน่นอน เพราะตอนที่ Gaudi เสียชีวิตนั้น มหาวิหารเพิ่งสร้างเสร็จไปได้ไม่ถึง 25% เองค่ะ ทั้งๆที่ตัวเขาทุ่มเทให้กับโครงการนี้ในช่วงบั้นปลายของชีวิต เรียกว่ากินนอนอยู่ที่ไซต์งานเลย จนตัว Gaudi เองเสียชีวิตตอนอายุ 73 ปีเนื่องจากโดนรถรางชน แล้วได้รับความช่วยเหลือไม่ทัน เพราะไม่มีใครคิดว่าเป็น Gaudi นึกว่าเป็นคนจรจัด เพราะในช่วงบั้นปลายของชีวิต Gaudi ได้กลายเป็นผู้ที่เลื่อมใส และศรัทธาในศาสนาอย่างแรงกล้า และใช้ชีวิตแบบสมถะสุดๆ แต่งตัวซอมซ่อ ซึ่งต่างจากตอนหนุ่มๆที่เป็นหนุ่มสำอางค์ ชอบแต่งตัว ใช้เงินฟุ่มเฟือย แบบผิดไปเป็นคนละคน โดยตอนที่เขาเสียชีวิตนั้น มีเพียงส่วนที่เป็น Nativity Facade กับ Crypt (ซึ่งเป็นหลุมฝังศพของเขาเอง) เท่านั้นที่เสร็จสมบูรณ์

โดยโครงสร้างของ Sagrada Familia จะประกอบไปด้วยหอคอยสูง 18 หอ และ Facade ที่สำคัญได้แก่ Nativity Facade ที่อยู่ฝั่งตะวันออก แสดงถึงกำเนิดพระเยซู Passion Facade อยู่ฝั่งตะวันตก ที่แสดงให้เห็นตอนพระเยซูโดนตรึงกางเขน (ใช้สถาปนิกออกแบบคนละคนกันค่ะ ตอนไปดู รู้สึกมันแข็งๆ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่) และ Glory Facade ที่แสดงถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซูค่ะ ส่วนนี้ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งต่อไปจะเป็นทางเข้าหลักเลยค่ะ

ทราบประวัติกันคร่าวๆแล้วนะคะ คราวนี้ เข้าไปดูข้างในกันดีกว่า งดงามประหนึ่งเทพนิยายมากๆเลยค่ะ

Processed with VSCO with s3 preset

Processed with VSCO with s3 preset
กระจกสีมลังเมลือง สวยตะลึงมากค่ะ
Processed with VSCO with kk1 preset
โปรดสังเกตการจัดวางเสา ที่สุดแล้วค่ะ
Processed with VSCO with s3 preset
บันไดเหมือนปราสาทในเทพนิยายมากค่ะ น่ารักที่สุด

Processed with VSCO with s3 preset

Processed with VSCO with s3 preset

หลังจากชื่นชมจนเต็มอื่มแล้ว เราก็เดินลงไปดูมิวเซียมข้างล่างกันค่ะ

image
Antoni Gaudi

This slideshow requires JavaScript.

เสร็จแล้วก็เดินอ้อมมาดูแบบเต็มๆข้างหลังค่ะ

Processed with VSCO with s3 preset

image
มีความสุขมากค่ะ

ปัจจุบัน การก่อสร้าง Sagrada Familia เข้าสู่ช่วงสุดท้าย ใกล้เสร็จเต็มทีแล้วนะคะ โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในปี 2026 (ใช้เวลาทั้งหมด 144 ปีพอดี) เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีที่ Antoni Gaudi เสียชีวิต ถ้า Gaudi มาเห็นคงดีใจที่คนรุ่นหลังสานต่องานอันแสนยิ่งใหญ่ของเขาจนสำเร็จ และเมื่อสำเร็จแล้ว คาดว่าจะเป็นแบบนี้ค่ะ เด็กนักเรียนคอนแวนต์ของนักบุญยอแซฟอย่างฉัน เห็นแล้วน้ำตารื้นเลย อินมากค่ะ ❤

หลังจากดื่มด่ำกับ Sagrada Familia กันจนเต็มอิ่มแล้ว พวกเราก็ปรึกษากันว่าจะไปไหนต่อดี ระหว่าง Parc Guell หมู่บ้านจัดสรรที่ Gaudi ออกแบบ หรือว่า Montjuic ดี ด้วยความที่น้องสาวเขาเคยไปดู Parc Guell มาแล้ว และไปเดินหลงอยู่บนเขาซะนานเกือบชั่วโมง ก็เลยไม่ค่อยอยากกลับไปดูอีก ส่วนฉันเอง ขอสารภาพว่าไม่ค่อยปลื้มกับ Parc Guell เท่าไหร่ ก็เลยตัดสินใจไป Montjuic (ที่เป็นเนินเขาเล็กๆของบาร์เซฯ) กันดีกว่า จะได้เห็นบาร์เซโลนาในมุมสูง และได้เห็นศิลปะของชาวคาตาลันด้านอื่นที่นอกเหนือจาก Gaudi บ้าง ว่าแล้วเราก็นั่งรถไฟใต้ดินไปเลยค่ะ เพราะ Montjuic อยู่ไกลพอสมควร ใช้เวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงตีนเขาที่เป็นส่วนที่เรียกว่า Parc Montjuic ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันโอลิมปิคฤดูร้อน งาน World Expo และเป็นสนามแข่งขัน Montjuic Formula One มาแล้ว จริงๆ จากสวนนี่ ถ้าเดินขึ้นเขาไปอีก ก็จะถึงสถานีเคเบิลคาร์พาขึ้นไปถึงยอดเขาเลย แต่วันที่เราไปนั้นเป็นวันอาทิตย์ เคเบิลคาร์ดันปิดซ่อมเสียนี่ ก็เลยได้แต่เดินเล่นในบริเวณสวนสาธารณะแทน มีเด็กๆมาแข่งวิ่งเยอะมาก น่าจะเป็นทัวร์นาเมนท์สำคัญเลยค่ะ เพราะมีโค้ชคุมมาเป็นทีมเลย เจี๊ยวจ๊าวมาก สนุกสนานไปอีกแบบนะคะ นักท่องเที่ยวอย่างเราเห็นแล้วก็เพลิน ได้ดูสภาพครอบครัววันอาทิตย์ของชาวบาร์เซฯไปด้วย น่ารักมากเลยค่ะ 🙂

Processed with VSCO with s3 preset
Parc Montjuic

พอนั่งเล่น รับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย ก็เดินไต่บันไดขึ้นไปชม Museu Nacional d’Art de Catalunya หรือ National Museum of Catalan ที่จัดแสดงงานศิลปะของขาวคาตาลัน ที่โดดเด่นก็เห็นจะเป็นภาพเขียนในโบสถ์ วิหาร ภาพเขียนแนว Modernisme และ Noucentisme ค่าเข้าชมคนละ 12 ยูโรค่ะ

Processed with VSCO with s3 preset
Museu Nacional d’Art de Catalunya
image
เข้าไปถ่ายใกล้ๆอีกหน่อย

จากตรงนี้ หันหลังกลับ ก็จะเห็นวิวของเมืองบาร์เซโลนาจากเบื้องสูงค่ะ ตื่นตาตื่นใจมากเลย ❤

image
Barcelona – Bird’s eye view

เสร็จจากที่นี่ก็บ่ายแล้ว ก็ถึงเวลากลับไปสู่อ้อมอก Gaudi ต่อแล้วค่ะ จาก Montjuic เราจะไปดู Casa Batllo ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกของ Gaudi ที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองกันค่ะ

Casa Batllo คือบ้านที่ Gaudi ออกแบบ และ สร้างขึ้นภายใต้การว่าจ้างของ Lluis Sala Sanchez เป็นบ้านที่คนในพื้นที่จะรู้จักกันดีในนามของ Hose of Bones เพราะรูปร่างเหมือนเอากระดูกเป็นท่อนๆมาต่อกัน พอสร้างเสร็จ ก็เหมือนกับ Parc Guell เลยค่ะ คือขายไม่ออก 5555 แต่ในที่สุดก็มีมหาเศรษฐีชื่อ Josep Batllo ขื้อไปในปี 1900 เพราะเห็นว่าอยู่ใจกลางเมือง และเป็นสมบัติของตระกูล Batllo ไปจนถึงปี 1970 จากนั้นจึงเปลี่ยนมือ และเปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมจนถึงปัจจุบัน

Processed with VSCO with s3 preset
Casa Batllo

image

บ้านหลังนี้เป็นผลงานของ Gaudi ที่ฉันชอบมากเลยค่ะ เป็นบ้านที่สวยมากๆ ล้ำ และเก๋สุดๆ น่ารักด้วยค่ะ ชอบตรงที่กรุด้วยกระเบื้อง มลังเมลืองมาก ดูกุ๊กกิ๊กอีกต่างหาก จริงๆเป็นบ้านที่ถ่ายรูปขึ้นด้วยนะคะ ถ่ายรูปออกมาสวยทุกรูป ห้ามพลาดเลยบ้านนี้

หลังจากนั้น เราก็ไปเที่ยวกันต่อ เพราะบ้านนี้อยู่ใจกลางเมืองบาร์เซฯเลยค่ะ เดินอีกแป๊บก็ถึง shopping street, Placa de Catalunya (ซึ่งเป็นจตุรัสกลางเมือง) แล้ว จริงๆ กะมาละลายทรัพย์ที่นี่เลยนะคะ ทั้ง Zara, Massimo Dutti, Loewe, Balenciaga สารพัน แต่ปรากฏว่าเราดันมาบาร์เซฯวันอาทิตย์ซะนี่ ร้านปิดหมดเกลี้ยงเลยค่ะ ขนาดร้านขาย Jamon ในตลาดตรงถนน La Rambla ที่ดังๆยังปิดเลยค่ะ T^T สรุปบาร์เซฯ ไม่มีโอกาสได้เงินพวกเราแล้วล่ะ เราเลยประหยัดเงินสบายไป ระหว่างทางเราก็ผ่าน Placa de Catalunya อลังการมากค่ะ

imageimageimage

จากนั้นก็มาต่อที่ La Rambla ถนนคนเดินที่โด่งดังที่สุดในบาร์เซโลนาค่ะ ถนนสวยงาม ใหญ่โต กว้างขวาง น่าเดินมากค่ะ

image
La Rambla

ถนนนี้น่าเดินมากค่ะ ที่สำคัญ จากจุดนี้ ไปอีก 2-3 ซอยก็เจอร้าน Gelato ขวัญใจชาวยุโรป Amorino Gelato แล้วค่ะ ไหนๆมาแล้ว ก็ต้องจัดซักหน่อย อร่อยที่สุดค่ะ เลิฟมากๆๆ ทานเจลาโต้ที่อิตาลีก็อร่อยนะคะ แต่พอเจอ Amorino แล้ว เจลาโต้ที่อิตาลีกลายเป็นไอติมบ้านๆไปเลย 😀 ชอบที่สุดค่ะ กลับมายังอยากทานอยู่เลย คิดถึงมาก ใครไปยุโรปอย่าลืมแวะไปชิมนะคะ อร่อยที่สุด ❤

หม่ำเจลาโต้เสร็จแล้ว ก็ถึงคราวของถนน La Rambla แล้วค่ะ ร้านรวงเปิดกันแล้ว มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายดอกไม้ ของที่ระลึกตลอดทาง เดินเพลินมาก จริงๆเขามีตลาดด้วย แต่เสียดายที่ปิดวันอาทิตย์ ก็เลยอดชิมแฮมเสียบไม้ร้านดังของเขาเลยค่ะ แต่ร้านอาหารแถวนั้นไม่แพงเลยนะคะ ค่าครองชีพของสเปนถูกกว่าอิตาลี และฝรั่งเศสมาก ราคาเป็นมิตรเกือบทุกร้าน น่าเที่ยวมากๆเลยค่ะ

ถนน La Rambla ของบาร์เซฯ เป็นถนนคนเดินที่โด่งดังของบาร์เซโลนา เป็นถนนที่ทอดยาว 1.2 กิโลเมตร เชื่อมระหว่าง Placa de Catalunya กับอนุสาวรีย์คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส แต่สิ่งที่มีชื่อเสียง และเป็นเสน่ห์ของ La Rambla เลยก็คือ การแสดงเปิดหมวกของที่นี่คือที่สุดแล้วค่ะ อลังการมาก โดยจะอยู่ตรงฝั่งที่ติดกับอนุสาวรีย์โคลัมบัส เรียกว่าขนกันมาแบบจัดเต็มสุดๆ จะเป็น Star Wars นกฟีนิกซ์หรือมารี อังตัวเนตต์ยังมีเลยค่ะ ไปมาหลายที่ในยุโรป ไม่มีที่ไหนจัดหนัก จัดเต็มสู้ที่นี่ได้เลยค่ะ สุดยอดมาก ต้องไปดู 😀

Processed with VSCO with s3 preset
นี่แค่เบาๆค่ะ

ก่อนจะกลับขึ้นเรือตรงอนุสาวรีย์คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เราบังเอิญเห็นจตุรัสเล็กๆแยกออกมาจากถนน La Rambla เป็นจตุรัสที่สวยมากเลยค่ะ เต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ ตกแต่งเก๋ๆ อยู่รอบจตุรัส (มีบาร์ที่ดังที่สุดในบาร์เซฯด้วยค่ะ ใครอยู่หลายวัน น่าลองแวะไปเที่ยวดู อาหารไม่ค่อยแพง แถมตกแต่งสวยทุกร้านค่ะ) เราเลยลองเดินเข้าไปดู ชอบมากเลยค่ะ พอมาหาข้อมูล ถึงได้ทราบว่าเป็นพลาซ่าชื่อว่า Placa Reial สวยมาก มีต้นปาล์มล้อมรอบ แต่ที่สวยจริงๆ และสะดุดตาก็คือโคมไฟค่ะ สวยโดนใจฉันมาก เดินวนดูอยู่หลายรอบ

Processed with VSCO with kk1 preset
Placa Reial

พอกลับกรุงเทพมาหาข้อมูล ถึงได้ทราบว่าเสาไฟที่ฉันแอบปลื้มนั้น ออกแบบโดย Gaudi อีกแล้วค่ะ โดยเป็นงานออกแบบงานแรกๆของ Gaudi หลังจากจบโรงเรียนสถาปัตย์มาหมาดๆค่ะ มิน่า ถึงได้สวยเตะตามาก ❤ ใครไปเที่ยว อย่าลืมแวะไปดูนะคะ ขยายให้เห็นชัดๆอีกรอบ ว่าสวยงามน่ามองขนาดไหน

Processed with VSCO with kk1 preset
Lamppost designed by Gaudi

พอเดินมาสุดถนน ก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับเรือแล้วค่ะ เพราะตรงหน้า ก็คืออนุสาวรีย์คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสแล้ว เราขึ้น shuttle bus กลับเรืออย่างใจหายหน่อยๆ เพราะไม่นึกเลยว่าจะประทับใจ Gaudi และบาร์เซโลนาขนาดนี้ เรียกว่าหลงรักไปเลย ถ้ามีโอกาส ต้องกลับมาอีกแน่นอนค่ะ ❤  (อยากกระซิบบอกว่าหนุ่มบาร์เซฯหล่อม้ากกก เดินมา 10 หล่อ 9 ขนาดนั้นเลยค่ะ หนุ่มอิตาเลียนชิดซ้ายตกคลองไปเลย ณ โมเมนต์นี้หนุ่มบาร์เซฯเขามาแรงจริงๆ 😀 )

Processed with VSCO with s2 preset
Port of Barcelona กลับขึ้นเรือแล้วค่ะ

ไว้เจอกันใหม่นะคะ คราวนี้เราจะกลับไปอิตาลีอีกรอบ โดยจะขึ้นท่าที่เมืองเนเปิลส์ค่ะ จะไปเที่ยวเมืองไหนบ้าง และประทับใจขนาดไหน ติดตามตอนต่อไปนะคะ 🙂

 

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่นี่ค่ะ 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (7) – At sea – Norwegian Epic

ติดตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดในทริปนี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค

 

เปลี่ยนบรรยากาศกับอาหารเปรูที่ Above Eleven และแอบเที่ยวบาร์ลับแบบ top secret ที่ Havana Social

Above Eleven
Above Eleven

ห่างหายจากการเที่ยวกลางคืนไปนาน เพราะเพื่อนฝูงในกลุ่มต่างก็ติดภารกิจหลายอย่าง กว่าจะรวมตัวกันได้ก็ปาเข้าไปก่อนสงกรานต์ ก็เลยถือโอกาสนัดรวมตัวท่องราตรีกันซะเลย ก่อนที่ต่างคนต่างแยกย้ายไปเที่ยวสงกรานต์กันตามอัธยาศัย ไหนๆก็ไหนๆแล้ว กว่าจะได้เจอกันทั้งที ควรต้องหาที่เที่ยวให้มันเจิดจรัสกันหน่อยนะคะ โดยน้องนุชคนสุดท้องที่เป็นสาวสวยของกลุ่ม ดำริว่าอยากชวนพี่ๆไปเที่ยวบาร์ลับสุดยอด สไตล์ speakeasy แบบฮาวานากันที่ Havana Social โดยกะว่าจะเจอกันซักใกล้ๆทุ่มนึง หาอะไรอร่อยๆรับประทานกันก่อน แล้วค่อยเดินมาหาดริ๊งค์ดื่มสวยๆกันที่ผับฮาวานา ฉันได้ยินแพลนสุดบรรเจิดนี้ก็ปิ๊งเลย เพราะวันก่อน เพื่อนสาวอีกนาง ก็เพิ่งไปงานเทศกาลอาหารฝั่งละตินอเมริกามา แล้วเกิดปลาบปลื้มอาหารเปรูมาก พอเสิร์ชหาโลเกชั่นก็ยิ่งปิ๊งใหญ่ เพราะต่างก็อยู่ในซอยสุขุมวิท 11 ด้วยกันทั้งคู่ แถมยังอยู่เยื้องๆแบบเดินถึงกันอีก ยิ่งมาคอนเซ็ปต์ละตินอเมริกาเข้าคู่กันอย่างนี้ ก็ต้องรีบจัดไปอย่าให้เสียนะคะ 😀

และก็ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ เพราะประทับใจมากกกก (ก ไก่ล้านตัว) ทั้งคู่เลย โดยจะขอแนะนำร้านแรก Above Eleven ก่อนนะคะ โดย Above Eleven เป็นร้านอาหารแนวฟิวชั่น เปรู ผสม ญี่ปุ่น (Peruvian-Japanese fusion) ที่ตั้งอยู่บนชั้น 33 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด (rooftop restaurant) ของเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ที่ชื่อ Fraser Suites ในสุขุมวิท ซอย 11 ค่ะ การเดินทางมาก็ไม่ยาก ถ้ามารถไฟฟ้าก็ลงที่สถานีนานา เดินลงบันไดมาก็เจอปากซอยสุขุมวิท 11 พอดี จากนั้นก็เรียกใช้บริการพี่วินให้พาเข้าไปก็ได้ค่ะ เพราะถ้าเดิน ก็ไกลอยู่ อาจถึงขั้นเหงื่อซึม (จุดสังเกตก็คือตึกนี้จะอยู่ข้างหลัง Q Bar เก่าค่ะ ใครที่เป็นขาเที่ยวกลางคืนสมัยก่อน ต้องรู้จักดี) ถ้าขับรถก็ง่ายเลยค่ะ จะเข้าทางปากซอยสุขุมวิท 11 เลยก็ได้ หรือจะมาจากซอย 13 หรือ 15 หรือ 19 ก็ได้อีกเหมือนกัน เพราะซอยพวกนี้ สามารถทะลุถึงกันได้หมด อาคาร Fraser Suites จะอยู่เกือบสุดซอย ใกล้ทางแพร่งที่ทะลุซอยนานาได้ค่ะ แต่แทนที่จะเลี้ยวซ้ายไปนานา ก็ตรงขึ้นมานิดนึง ตึก Fraser Suites จะอยู่ขวามือ เลี้ยวขึ้นที่จอดรถได้เลยค่ะ สะดวกมาก พอจอดรถเสร็จ ก็ต้องเดินอ้อมจากล็อบบี้มาขึ้นลิฟต์อีกตัว เพื่อขึ้นไปห้องอาหารที่อยู่บนชั้น 33 อยากแนะนำให้มาก่อนพระอาทิตย์ตกนะคะ จะได้ทันมาดูท้องฟ้าเปลี่ยนสี สวยงาม ตื่นตาตื่นใจมากค่ะ

พอมาถึงแล้ว ก็ถ่ายรูปวิวซักหน่อย จะได้เข้ากับบรรยากาศ แสงสีของกรุงเทพยามราตรีนี่ช่างสวยงามจริงๆค่ะ ชอบมากเลย ❤

Processed with VSCO with s3 preset
We are above Bangkok at Above Eleven
Processed with VSCO with s3 preset
วิวกรุงเทพยามราตรี

ดื่มด่ำกับวิวกันพอประมาณ ก็เริ่มสั่งอาหารกัน จานแรก เป็น appetizer ที่ฉันรอคอยอยากชิมมานานมาก เพราะไปเห็นรายการเชลล์ชวนชิมของต่างประเทศเขาแนะนำมา บอกว่า ceviche ของเปรูนั้นฮ้อทฮิตมากที่อเมริกา มีร้านนึงที่ฮาวาย คนเข้าคิวยาวเหยียดต้ังแต่เปิดร้านเลย ขายดีจนเจ้าของร้าน (ที่เป็นเชฟด้วย) ต้องดำน้ำไปตกหมึกเองกับมือ (ขนาดนั้นเลยค่ะ)

image
Seafood Ceviche

พอลองทานแล้วก็ถึงกับร้องอ๋อ มันคือยำรวมมิตรทะเลของพี่ไทยเองล่ะค่ะ เพียงแต่ ceviche (อ่านว่าเซ-บี-เช่, cebiche) ของเปรู จะเน้นรสเปรี้ยวจากมะนาวโดดออกมาชัดเจนมาก เพราะเขาดองเนื้อปลา หรือเนื้อปลาหมึกในน้ำมะนาว (จะเรียกว่าเปรี้ยวนำไม่ได้ เพราะมันโดดออกมารสเดียวเลย) ตอนแรก ก็แหม่งๆอยู่นะคะ แต่พอทานคู่กับมันเทศ หอมซอย และพริก ที่ปรุงรวมกันอยู่ในจานแล้ว อร่อยลืม รสชาติจัดจ้านมากกกกกเลยค่ะ (เพียงแต่ของเขาไม่เผ็ดเท่าเรา) โดยเฉพาะหอมซอยของเขา สุดๆจริงๆ ทุกคนแย่งทานหอมซอยกันหนุบหนับ จนต้องขอหอมซอยเพิ่มหลายรอบ (น่าแปลกที่เขาดองจนหมดกลิ่นเลยนะคะ ไม่รู้ว่าปรุงยังไง แต่อร่อยจริงๆ) แนะนำเลยค่ะจานนี้ (สังเกต คือสั่งอาหารที่ติดดาวบนเมนูค่ะ จะไม่พลาดเลย)

ลืมบอกไปว่า ร้านนี้เขาเสิร์ฟอาหารเปรู แบบฟิวชั่นผสมญี่ปุ่น (โดย cuisine แบบนี้เขาเรียกว่า Nikkei) เกิดจากการที่มีคนญี่ปุ่นอพยพเข้าไปอยู่ในเปรูเยอะมาก ก็เลย develop อาหารของตนให้เข้ากับของเปรู จะได้รับประทานได้ถูกปาก (มิน่า ประเทศเปรูถึงได้มีนายกรัฐมนตรีที่มีเชื้อสายญี่ปุ่นอย่างนาย Alberto Fujimori นะคะ ฉันก็สงสัยมาตั้งนาน) ร้านนี้จึงมีซูชิแบบญี่ปุ่นเสิร์ฟด้วย แต่พวกเราไม่ค่อยสนเท่าไหร่ค่ะ อยากอิงไปทางเปรูมากกว่า

ถูกปากกับ ceviche มาแล้ว ฉันก็เกิดอยากชิมซ้อส chimichurri บ้าง (ที่คล้ายๆกับ Pesto sauce – Peruvian style) แต่เสียดายที่เขาเสิร์ฟมากับหัวใจวัว (จานนี้ก็จัดว่าเป็นจานเด็ดอีกจาน) สาวๆคณะเราไม่ทานเนื้อกันหลายคน ลองเปลี่ยนไปสั่งเห็ด portobello แทน ก็ไม่มีเห็ดอีก คราวนี้ก็เลยอด อาจต้องแวะมาลองใหม่คราวหน้า แต่ไม่เป็นไรค่ะ เราสั่งมาอีกหลายจาน อร่อยๆทั้งนั้น

จานนี้เป็นมันฝรั่ง มีชื่อว่า Causa เป็นจานเด็ดอีกจานเช่นกันค่ะ หน้าตาดูจืดๆ แต่จริงๆอร่อยมาก โดยวิธีรับประทาน คือตักมันฝรั่งออกมา แล้วคลุกกับซ้อสที่หยอดเป็นวงๆ ทั้งสองสีพร้อมกัน อร่อยฟินเลยค่ะ จานนี้ก็ติดดาวแนะนำอีกเช่นกัน

image
Causa

ส่วนจานนี้จะออกแนวกะหรี่ปั๊บไก่บ้านเรา แต่จะมีกลิ่นเครื่องเทศกับผักยัดไส้ที่แปลกออกไป ทานเพลิน แป๊บเดียวหมดเหมือนกันค่ะ เพราะซ้อสอร่อยมาก เสียดายจำชื่อไม่ได้ แต่บอกพนักงานได้ค่ะ

image

จานนี้สำหรับคนชอบแกะ เป็น lamb shank ที่เคี่ยวจนนุ่มแทบละลายในปากมาก ปรุงเนื้อแกะได้อร่อยเลิศเลอมากค่ะ ห้ามพลาดอีกเช่นกัน ยิ่งเอามาคลุกกับข้าว เหมือนข้าวสตูว์เนื้อแกะเราดีๆนี่เอง (แต่ของเขาทำอร่อยจริงๆ) จานนี้คือ everyone’s favorite ❤

image

จากนั้นก็มาลอง paella แบบเปรูกันบ้างนะคะ เรียกว่าข้าวผัดสเปนสไตล์เปรูก็ละกัน ผัดมากับอาหารทะเล แกล้มด้วยหอมซอยดอง อร่อยสุดๆไปเลย ไม่อยากบอกว่าอร่อยกว่า paella ของสเปนเยอะมาก เพราะมันจะออกแนวข้าวผัดซีฟู้ดของบ้านเรา ผสมข้าวผัดอเมริกันนิดๆ ยิ่งมาเจอหอมซอยด้วยแล้ว โต๊ะเราสั่งหอมซอยเพิ่มหลายรอบเลยค่ะ ทานคู่กันอร่อยอย่างบอกไม่ถูก สมควรลองมาก แนะนำอีกเช่นกันค่ะ 😀

สรุปว่าอาหารอร่อย ถูกใจพวกเราหมดทุกจานค่ะ จริงๆเขามีคอกเทลเสิร์ฟด้วย เพื่อนสั่งไปสองแก้ว แต่ถ่ายไม่ทัน มี pisco sour แก้วหนึ่ง ออกเปรี้ยวนำตามสไตล์เปรู ชื่นใจมาก แต่พวกเราอดใจไว้ เพราะกะจะไปดริ๊งค์ต่อที่ Havana Social ที่อยู่เยื้องๆกัน รับประทานเสร็จ ก็เช็คบิล และเดินข้ามถนนไปเที่ยวต่อกันเลย

image
อาหารอร่อย ถูกปากมาก ผ่านค่ะ

อิ่มอร่อยกันแล้ว ก็เดินลงลิฟต์เพื่อมาต่อกันที่ Havana Social จริงๆ สองร้านนี้เป็นเจ้าของเดียวกันนะคะ (มิน่า ไม่มีหลุดคอนเซ็ปต์เลย) พวกเราเลยสบาย เพราะพอถามยามที่อยู่หน้าตึก ยามก็ชี้บอกทางอย่างรู้งานมากโดย Havana Social จะอยู่ในตรอกเล็กๆ เยื้องไปทางซ้ายมือ ก่อนถึงทางเลี้ยวไปซอยนานาค่ะ ปากซอยเป็นโรงแรม Sun City Hotel ที่ติดไฟนีออนสีชมพู เด่นมาก (แต่ถ้าใครหลง เดินมาถามยามที่อยู่หน้าตึก Fraser Suites ได้เลยค่ะ) พอเดินเข้าซอยไปก็จะเห็นตู้โทรศัพท์เล็กๆที่เขียนว่า Telefono แบบนี้ค่ะ

image

ที่ต้องมีตู้โทรศัพท์ ก็เพราะบาร์นี้เป็นบาร์แบบ speakeasy คือเป็นบาร์ย้อนยุคไปประมาณ 70 กว่าปีก่อน ในฮาวานายุคก่อนคาสโตรเรืองอำนาจ ซึ่งก็ตรงกับอเมริกาในช่วง prohibition period (ยุคที่ห้ามขายเหล้า รวมถึงห้ามผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย) พอดี จึงเกิดบาร์ลับแบบ speakeasy ขึ้นมามากมาย จะเข้าไปดื่มก็ต้องทำแบบลับๆ ไม่งั้นจะโดนตำรวจจับ และที่ Havana Social นี่ก็เหมือนกัน เราเลยต้องเข้าไปในตู้โทรศัพท์เพื่อกดหาโค้ดลับ เพื่อเข้าบาร์กันค่ะ ตื่นเต้นแล้วล่ะ

image
ได้โค้ดลับแล้วค่ะ เข้าไปเที่ยวกันเลย

พอเข้าไปแล้ว ก็เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในคิวบายุคก่อนคาสโตรจริงๆค่ะ คือมันเป๊ะ มันเริ่ด และเท่มากกกก พูดเลอ ตกแต่งออกมาแบบใช่ทุกอย่าง (ขนาดอัญเชิญเฮมิงเวย์มาประดับกันเลย) เก๋สุดๆละค่ะ ไอเดียชนะเลิศ เก่าและเก๋าได้ใจจริงๆ แนะนำเลยค่ะบาร์นี้ 🙂

image

image

พอได้ที่นั่ง พวกเราก็สั่งดริ๊งค์กัน ส่วนมากมีเหล้ารัมเป็นส่วนผสมหลักค่ะ เพราะไหนๆมาฺฮาวานาทั้งที่ จะมานั่งดื่มยินโทนิคอยู่ก็ใช่ทีนะคะ ทางร้านใช้ Bacardi Rum ซะเป็นส่วนใหญ่ ถ้าใครโปรดปราน Cuban rum มาที่นี่จะรักเลย ราคาแก้วละประมาณ 280 – 360 บาทค่ะ

image
Cheers!

ส่วนฉันสั่ง Hemingway มาดื่มที่เสิร์ฟพร้อมกับส้มโอฝานชิ้นเบ้อเริ่ม ราคาแก้วละ 280 บาท รสชาติดีมาก ชอบมากค่ะ

image
Hemingway

นั่งดื่มไปซักพัก เแบนด์ก็เริ่มเล่นเพลงละติน จังหวะ salsa สนุกสนานมากค่ะ เล่นเอาคนเริ่มนั่งไม่ติดกันแล้ว ออกมาวาดลวดลายเต้นซัลซ่ากันใหญ่ สนุกมาก เซ็กซี่มากด้วย ขอบอกว่า สาวๆละตินนี่สวยและเซ็กซี่จริงๆค่ะ ยิ่งเวลาเต้นรำจะยิ่งฮ้อตมาก พวกเราก็ออกไปแดนซ์ด้วยเหมือนกันค่ะ เอาพอขำๆ (ระหว่างนั้นก็แอบเหล่น้องโดม ปกรณ์ ลัม สุดหล่อไปด้วย 5555)

image
แบนด์เล่นเก่งมาก โดยเฉพาะคนเป่าแซกโซโฟน คือสุดๆค่ะ
image
very sexy dancer
image
เต้นเซ็กซี่มากค่ะ
image
the interior
image
บรรยากาศที่เคาน์เตอร์
image
with Papa Hemingway ก่อนกลับ

เรียกว่าเป็นค่ำคืนที่สนุกสนานอีกคืนหนึ่ง ทั้งอาหารอร่อย บรรยากาศดี บาร์ก็เริ่ดสุดๆ แบนด์เล่นได้ดีจริงๆ ร้อนแรงมาก พวกเรานั่งดื่มกันจนเกือบเที่ยงคืนก็กลับค่ะ เพราะยิ่งดึก คนยิ่งแน่น จนเริ่มไม่มีที่นั่งกันแล้ว ก็เลยตัดสินใจกลับดีกว่า จะได้ไม่กินที่คนอื่น ที่บาร์เขามีหมวกแบบฮาวานาให้ใส่เล่นเป็นพร็อพด้วยค่ะ พวกเราเลยโพสต์ท่าเป็นสาวคิวบันสนุกกันใหญ่ (จริงๆ แอบเอาซิการ์มาเป็นพร้อพด้วยค่ะ ถ่ายรูปกันกระจายมาก) ถ้าใครสนใจก็ขอแนะนำ ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ 🙂

Cheers!

Note:  ที่ Above Eleven คนแน่นตลอดเวลา หากใครสนใจ ขอแนะนำให้โทร.จองโต๊ะล่วงหน้าค่ะ ไม่งั้นอาจมาเก้อได้ ส่วน Havana Social ไม่รับจองค่ะ ควรมาแต่เนิ่นๆเป็นดี เพราะยิ่งตกดึก คนจะยิ่งแน่น เปิดถึงตีสองทั้งสองร้านค่ะ

อ้อ ที่ Above Eleven มี dress code ด้วยนะคะ คือต้องแต่งกายสุภาพแบบ semi-casual สำหรับผู้ชาย ห้ามใส่เสื้อกล้าม กับ รองเท้าแตะเข้าร้านค่ะ

Above Eleven

33rd Floor, Fraser Suites Serviced Apartment

Suk่humvit 11

Tel: 083-542-1111

Operating hours: 18.00 – 02.00

 

 

Credit:  Above Eleven, Havana Social

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (Norwegian Epic) – Mediterranean Cruise Trip 7

image

At sea Day 7 – เหมือนจะเบื่อ แต่ก็ไม่เบื่อ เพราะบนเรือมีกิจกรรมสนุกๆเยอะมาก

และแล้ว สิ่งที่เรากังวลกันอยู่ตั้งแต่เมื่อคืน ว่าอาจไม่ได้ไปเที่ยวมายอร์กาก็เป็นความจริง เนื่องจากสภาพอากาศไม่เป็นใจ เพราะเมื่อคืน คลื่นลมแรงมากค่ะ เรือโคลงตลอดเวลา (ขนาดเรือใหญ่ขนาดนี้ยังโคลง แล้วถ้าเป็นเรือขนาดกลาง หรือย่อมลงมาหน่อย มีหวังเมาเรืออ้วกแตกกันหมด) ตอนนั่งในห้องอาหาร เห็นเลย ว่าม่านไหวไปทางซ้ายที ขวาทีตลอด เวลาเดินในเรือก็โคลง เซไปเซมา ตอนโคลงมากๆ มีเซแซ่ดๆ ไปชนคนอื่นก็มี ไม่เราเซไปชนเค้า เค้าก็เซมาชนเรา เหมือนเมาเหล้ากันทั้งเรือ 😀 แต่โชคดีที่ไม่เมาเรือเลยค่ะ หัวแข็งมาก ทานอาหารเย็นเสร็จ ก็รีบเข้านอน ก็หลับไปทั้งๆที่เรือโคลงนี่แหละ เพราะตาม itinerary คือ เราจะมาเทียบท่าที่ Palma de Mallorca ตอนบ่าย พวกเราเลยนอนกันเพลิน ตื่นเอาสิบโมง สายโด่งเลยค่ะ (จากที่ตื่นตีห้าทุกวัน) พอตื่นมาปุ๊บ Duke (stateroom steward) พ่อบ้านประจำห้องของเรา ก็แจ้งว่าวันนี้เรือจะไม่เทียบฝั่ง เพราะสภาพอากาศไม่ดี เราจะต้องอยู่บนเรือทั้งวัน

พอได้ยินก็แอบเซ็งหน่อยๆค่ะ แต่ก็ทำไงได้ ก็คงต้องหาอะไรทำสนุกๆบนเรือ ฆ่าเวลาดีกว่า ฉันเอง เอาหนังสือมาอ่าน ก็กะว่าจะนั่งอ่านหนังสือ บ่ายๆก็คงเข้าฟิตเนส ด้วยความที่ตื่นสาย กว่าจะแต่งตัวเสร็จ ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เลยตัดสินใจทานบรันช์ไปเลย ไม่แวะทานบุฟเฟต์ที่ Garden Cafe แล้วล่ะ เลยมุ่งหน้าไปทานบรันช์กันที่ O’Sheehan ที่เป็นร้านอาหารกึ่งผับสไตล์ไอริชที่เราเล็งไว้ตั้งแต่ขึ้นเรือกันดีกว่า เพราะน้องสาวอยากหม่ำ buffalo wings มาก ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ อาหารอร่อยทุกอย่าง ชอบมาก ยังอยากจะกลับไปกินอีก แต่ก็ไม่มีเวลา

image
ที่ O’Sheehan
Processed with VSCO with s3 preset
เขามีลานโบว์ลิ่งให้เล่นด้วยค่ะ
Processed with VSCO with kk2 preset
บรรยากาศในร้าน

คราวนี้ก็มาถึงอาหารผับแสนอร่อย ทานก้นอิ่มจนแทบจุกไปตามๆกัน 😀

This slideshow requires JavaScript.

ทานเสร็จ เราก็เดินขึ้นไปดูวิวบนดาดฟ้าเรือกันค่ะ คราวนี้ได้เห็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกันอย่างชัดๆ แม้ฟ้าจะขมุกขมัวไปบ้าง แต่แค่ได้เห็นท้องทะเลที่แสนจะกว้างใหญ่ ก็สุขใจแล้วค่ะ

Processed with VSCO with a5 preset
Mediterranean Sea

เดินย่อยอาหารกันไปซักพัก ลมชักเริ่มแรง เลยพากันเข้ามานั่งเล่นข้างใน กะว่าจะอ่านหนังสือซักหน่อย เอาเข้าจริง นั่งสบายมาก เผลอหลับไปเลย 😀

image

หลังจากนั้น ก็เข้าฟิตเนสต่อ fitness center ของเรือ Norwegian Epic นี่ทันสมัยสุดๆเลยค่ะ เลิฟมาก กรุกระจก เห็นวิวทะเลสุดอลังการ มีเครื่องออกกำลังกายทุกอย่าง พร้อมเทรนเนอร์ไว้คอยบริการ มีความสุขมากค่ะ ทำเอาเราแทบไม่อยากลงจากเรือเลย เอาใจนักเดินทางที่ชอบออกกำลังกายมากค่ะ

fitness_center_epic

Norwegian-Epic-fitness-area-e1328198049879

ไม่ใช่แค่ฟิตเนสนะคะ พวกสปา ร้านทำผม ทำเล็บ ก็มีให้บริการ ดูดีมากๆๆ แต่ราคาแพงค่ะ เลยไม่ได้ลองไปใช้บริการ 😀

นอกจากร้านอาหาร O’Sheehan แล้ว ก็ยังมีอีกหลายร้านมาก ทั้งที่เป็นแบบ complimentary dining กับที่ต้องจ่ายเงินเอง คณะทัวร์แม่ลูก (ที่ไม่ค่อยงก) ของเรา แค่ทานแบบ complimentary dining ก็ยังทานไม่หมดเลย ร้านที่ต้องเสียตังค์เลยต้องขอผ่านไปก่อนละกันค่ะ เพราะแค่ complimentary dining เองก็อร่อยมากเกินพออยู่แล้ว เลยไม่รู้ว่าจะขวนขวายหาเรื่องเสียเงินเพิ่มไปทำไม 😀

นี่คือร้าน Manhattan ร้านหรู สุดโปรดของพวกเรา ร้านสวย เวอร์วังมาก อาหารก็อร่อยเริ่ดทุกอย่าง บริการก็ดี แถมเพลงเพราะด้วยค่ะ กลับมายังคิดถึงอยู่เลย อยากทานอีก (สเต้กเนื้ออร่อยมากๆๆๆๆ)

manhattan-room

image
ร้านโปรดของพวกเรา
image
เวลานึกไม่ออกว่าจะกินอะไรดี ก็ไป Manhattan

และนี่ก็คือร้าน Taste อาหารก็จะคล้ายๆกับ Manhattan แต่ว่าบรรยากาศจะ cozy กว่า สบายๆกว่า เหมาะสำหรับคนชอบฟังเปียโนค่ะ

Processed with VSCO with kk2 preset
Taste
Processed with VSCO with s3 preset
แม่ถ่ายกับแชนเดอร์เลียร์สุดเวอร์วังอลังการมากค่ะ

ถ้าเกิดเบื่ออาหารฝรั่ง ทางเรือเขาก็มีอาหารจีนไว้คอยบริการที่ร้าน Shanghai ค่ะ จัดร้านสวยเลยล่ะ อาหารพอใช้ได้ค่ะ เป็นแบบผัดๆ แบบอาหารจีนทั่วไป (แต่คนแน่นตลอดเวลา กว่าจะได้ทาน รอคิวนานเป็นชั่วโมง)

Shanghai_epic
Shanghai

อาหารที่ Shanghai ก็จะประมาณนี้ค่ะ ไม่ดี ไม่เลว พอทานได้

This slideshow requires JavaScript.

ทานเสร็จ จะมาเดินเล่นดูภาพเขียนต่อ หรือช้อปปิ้งดิวตี้ฟรีก็ได้ ตามอัธยาศัยเลยค่ะ

Processed with VSCO with a4 preset
แกลอรี่ขายงานศิลปะ

Processed with VSCO with a4 preset

วันที่ at sea อีกวัน เขาจัดคลาสให้ความรู้เรื่องการประมูลภาพเขียนด้วยค่ะ ได้ความรู้ดีเลยล่ะ

Processed with VSCO with s1 preset
เลคเชอร์เรื่องการประมูลภาพเขียน

พอตกค่ำ ก็แต่งตัวสวย ไปดูโชว์กันค่ะ จริงๆโชว์กับปาร์ตี้นี่มีทุกคืน ชอบใจอยากดูโชว์บุ๊คได้ตามอัธยาศัยเลยค่ะ

image

เรือ Norwegian Epic เขามี Epic Theater สำหรับจัดแสดงโชว์หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไปทุกคืน ตั้งแต่ดูฟรี ไปจนถึงจ่ายเพิ่ม จัดโชว์ได้สุดยอดมากๆค่ะ ทั้งร้อง ทั้งเต้น อลังการงานสร้างมาก ที่ประทับใจมากๆก็เห็นจะเป็นโชว์เต้น Burn the floor ที่เต้นเก่งสุดๆ กับโชว์ร้องเพลงโมทาวน์ Soul Satisfaction กับ Man of Motown ที่ full house ทุกรอบ (พวกเราบุ๊คที่นั่งไม่เคยทันค่ะ ต้องยืนดู แต่ถึงจะยืนดูก็คุ้มมาก)

image
Soul Satisfaction (ชอบโชว์นี้ที่สุดค่ะ ร้องดีมาก)

ต่อมาก็เป็นบาร์ชื่อ Bliss ค่ะ จะมีจัดปาร์ตี้แดนซ์กระจายทุกคืน แบ่งเป็นธีมต่างๆ อย่างเช่น Abba night, 70’s night, 80’s night เป็นต้น ขอบอกว่า 80’s night party สนุกที่สุดค่ะ แดนซ์กระจายกันทุกคน สนุกเหมือน Spasso ตอนที่กำลังพีคสุดขีด (เค้าจะมีคนนำเต้นที่เต้นเท้าไฟกระเจิงอยู่ 2-3 คน แดนซ์มันส์ ลืมโลกมากค่ะ) เรือนี้จัดปาร์ตี้สนุกจริงๆ

Processed with VSCO with s3 preset
ปาร์ตี้ที่ Bliss สนุกสุดๆค่ะ

แต่ถ้าใครแดนซ์ไม่ไหว ตรง atrium ของเรือ เขาก็มีจัดแดนซ์จังหวะละติน หรือจังหวะบอลรูมเบาๆ เอาใจคู่ฮันนีมูน หรือไม่ก็กลุ่มผู้สูงอายุกันไป เรียกว่าไม่เหงาเลยค่ะ ขนาดมี แชมเปญ กับมาร์ตินีบาร์เอาใจผู้โดยสารชาวเกย์ด้วย สนุกสนานกันมาก (Shakers Champagne and Martini Bar) เรียกว่าไม่มีเบื่อ ไม่มีเหงากันเลย พวกเรากว่าจะได้กลับห้องก็ปาเข้าไปเกือบตีหนึ่งทุกคืนค่ะ 😀

นอกจากนี้ ก็ยังมีคาสิโนไว้ให้แขกได้เสี่ยงโชคกันขำๆด้วย

จากคาสิโน ก็มี Ice Bar อันนี้ฉันกับน้องสาวชอบมาก หนาวสุดๆเลยค่ะ เขาจะตั้งอุณหูมิไว้ที่ -5 °c ก่อนจะเข้า ต้องใส่เสื้อคลุมที่เขาจัดให้พิเศษเพื่อกันหนาวค่ะ ขอบอกว่าบาร์เทนเดอร์ผสมคอกเทลอร่อยมาก ใจดีแถมให้เราตั้งคนละสองแก้วแน่ะ เล่นเอาเมา เดินไม่ตรงทางเลยค่ะ 😀

image
Svedka Ice Bar
Processed with VSCO with s3 preset
ก่อนจะเข้า ต้องใส่เสื้อคลุมแบบนี้ค่ะ
image
บรรยากาศข้างในคือหนาวงั่ก

เรียกว่าเมื่อขึ้นมาอยู่บนเรือ Norwegian Epic เมื่อไหร่ เวลาจะผ่านไปเร็วเหมือนติดปีกมากค่ะ ทุกอย่าง ไม่มีคำว่าน่าเบื่อเลยจริงๆ อาหารอร่อยมาก โชว์เยี่ยม กิจกรรมยอด บริการเลิศ ประทับใจมากค่ะ กลับมาแล้ว ยังคิดถึงอยากกลับไปเที่ยวอีกหลายๆรอบเลย ❤

คงต้องบอกลากันแค่นี้ก่อน เพราะต้องเข้านอน เพื่อเตรียมตัวตื่นแต่เช้า เพราะพรุ่งนี้ เราจะไปเที่ยวบาร์เซโลน่ากัน จะสนุก และน่าประทับใจขนาดไหน ติดตามอ่านกันนะคะ 🙂

สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดของเรือลำนี้ คลิกดูรายละเอียดที่นี่ได้เลยค่ะ Norwegian Epic ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ แนะนำสุดตัว

ติดตามอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (6) – นีซ – คานส์ – โมนาโค

ติดตามอ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (8) – บาร์เซโลนา

ติดตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดในทริปนี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค 

 

เครดิตภาพ Kosher Travelers, Cruise Maven, Travel Server, Millennia Cruiser

 

One Hundred Years of Solitude by Gabriel Garcia Marquez บาดจิต กระแทกใจ และติดตรึงอยู่ในหัวใจไม่มีวันลืม

image
One Hundred Years of Solitude

Many years later, as he faced the firing squad, Colonel Aureliano Buendia was to remember that distant afternoon when his father took him to discover ice…

ขอเริ่มการเขียนรีวิวด้วยประโยคเปิดเรื่องสุดคลาสสิคของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งจริงๆต้องขอบอกไว้ก่อนว่า นี่เป็นการกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้อีกเป็นรอบที่ 4 หลังจากที่ทิ้งห่างไปนานกว่าสิบห้าปี และด้วยความที่ห่างหายจากหนังสือเล่มนี้ไปนาน ประกอบกับอายุที่เพิ่มขึ้น ได้เห็นโลกมากขึ้น มีประสบการณ์ในชีวิตมากขึ้น  ทำให้การหวนกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้อีกรอบ ได้ให้แง่คิด และเปิดมุมมองใหม่ๆให้ฉันอย่างมากมายเกินคาด เหมือนกับเราอ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างเข้าใจ และลึกซึ้งกว่าทุกรอบที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมด้านความรัก ปรัชญาการใช้ชีวิต และการมองโลก (โดยเฉพาะการใช้ขีวิตในช่วงบั้นปลาย – the charm and philosophy of old age) รวมถึงนัยยะสำคัญเรื่องการเมืองที่จัดว่าเป็นแก่นแท้ของหนังสือเล่มนี้ (ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องดุเดือดเลือดพล่านตามสไตล์ของประเทศในแถบละตินอเมริกา ที่พอดูๆไป ก็คล้ายคลึงกับบ้านเราเหมือนกัน เพียงแต่บ้านเขาเผชิญมรสุมทางการเมืองมาเยอะมาก ทั้งรัฐบาลเผด็จการทหาร ทั้งกลุ่มกองโจร กองกำลังติดอาวุธต่างๆ กลุ่ม liberal นักปฏิวัติ ไหนจะปัญหาด้านยาเสพติดอีก เรียกว่าโหดกว่าบ้านเราหลายเท่านัก) ที่สำคัญก็คือภาษาเขียนของมาร์เกซเอง ที่มีเสน่ห์ล้ำลึก และเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ สะกดให้เราอ่านอย่างซาบซึ้งดื่มด่ำตั้งแต่ต้นจนจบ

และบ่อยครั้งที่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ยังเป็นเหมือนกระจกเงา ที่สะท้อนความจริงออกมากระแทกใจเรา ให้ฉุกคิดถึงเรื่องราวบางอย่างที่อาจหลงลืม หรือละเลยไม่ใส่ใจไปนานหลายปี แต่ที่จัดว่าเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวตลอดกาลของหนังสือเล่มนี้จริงๆเลยก็คือ อารมณ์ขันของมาร์เกซนี่ล่ะค่ะ ที่ทำให้ฉันต้องหัวเราะออกมาดังๆอยู่หลายรอบจนจบเล่ม (อาจเป็นเพราะพื้นเพของประเทศเรา กับคนละตินมันใกล้กันมากก็ได้นะคะ สมัยตอนที่ยังทำงานใกล้ชิดกับนักการทูตชาวโคลอมเบีย – ที่หนึ่งในนั้น เป็นเพื่อนบ้านของมาร์เกซเอง! เรามักจะชอบพูดเย้ากันเสมอว่า we laugh the same joke เพราะฉะนั้น เราถึงสนิทกันเร็ว 😀 )

and both of them remained floating in an empty universe where the only everyday and eternal reality was love

One Hundred Years of Solitude  (หรือที่รู้จักในภาคภาษาไทยว่า หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว) เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของตระกูล Buendia ในช่วงเวลา 100 ปี ที่ครอบคลุมถึง 7 ชั่วอายุคน ตั้งแต่วันที่ต้นตระกูล ซึ่งก็คือ Jose Arcadio Buendia กับ Ursula (Iguaran) Buendia ตกลงแต่งงานกัน และตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากที่ Macondo (ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในจินตนาการของมาร์เกซ ซึ่งจะว่าไป ก็คือภาพสะท้อนของประเทศโคลอมเบีย และประเทศในแถบละตินอเมริกา รวมถึงประเทศในโลกที่สามส่วนใหญ่นั่นเอง) และในช่วงเวลา 100 ปีนี้เอง ที่ตระกูล Buendia และมาคอนโด ต่างก็ประสบเคราะห์กรรมต่างๆมากมาย ตั้งแต่เป็นเมืองในอุดมคติที่รุ่งโรจน์ รุ่งเรือง จนตกต่ำ และดับสลายไปในที่สุด โดยผ่านการเล่าแบบ magical realism ซึ่งก็คืองานเขียนแนวสัจจะนิยม (ที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของชีวิต ที่จริงมาก ถึงมากที่สุด) ที่เล่าเรื่องโดยใส่ความมหัศจรรย์ต่างๆนานาลงไป เพราะมาร์เกซเอง เป็นคนที่ผูกพันกับเรื่องเล่าแบบนิทานชาวบ้าน (folklore) มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะคุณยายชอบเล่าให้ฟัง  จึงได้รับอิทธิพลการเล่าเรื่องแบบนี้ไปเต็มๆ คนอ่านอย่างเราจึงได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์สุดบรรเจิดเหล่านี้ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น พรมที่เหาะเหินเดินอากาศได้ของพวกยิปซี ดอกไม้สีเหลืองที่ตกลงมาอย่างพรั่งพรูเหมือนสายฝน กลุ่มผีเสื้อสีเหลืองที่บินวนเวียนเหนือหัวตัวละครตัวหนึ่งทุกครั้งที่เขาปรากฎตัว ฝนที่ตกติดต่อกันมานานกว่าสี่ปีแบบไม่มีหยุด หรือห้องที่ปิดตายมาหลายสิบปี แต่ก็ยังสะอาดเอี่ยมอ่อง ไม่มีฝุ่น หรือหยากไย่ ใยแมงมุมแม้แต่นิดเดียว แบบนี้เป็นต้น ที่พออ่านแล้ว จะรู้สึกว่ามันมีมนตร์เสน่ห์แห่งความโรแมนติกอบอวลอยู่ในนั้นตลอดทั้งเรื่อง (ทั้งๆที่เป็นหนังสือซีเรียสนะคะ)

he had decided upon the layout of the streets and the location of the new houses so that no one would enjoy privileges that everyone did not have

หนังสือเริ่มต้นตั้งแต่การก่อตั้งมาคอนโดของ Jose Arcadio Buendia ที่มาร์เกซถ่ายทอดออกมาได้อย่างซื่อๆ บ้านๆ น่ารักมาก เหมือนเป็นเมืองอุดมคติ ที่ทุกคนต่างเท่าเทียมกันหมด และอยู่เย็นเป็นสุข (แบบขำๆฮาๆ และเล่นแร่แปรธาตุกันอย่างสนุกสนานไป) จนมาถึงยุคที่สอง ยุคของ Colonel Aureliano Buendia, Jose Arcadio และ Amaranta ซึ่งเป็นรุ่นลูกของ Jose Arcadio Buendia และ Ursula จะสังเกตว่า เรื่องนี้จะมีชื่อซ้ำๆกันหมดนะคะ ถ้าเป็นลูกผู้ชายก็จะใช้ชื่อ Aureliano ไม่ก็ Jose Arcadio ถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะเป็น Remedios กับ Amaranta Ursula เพราะฉะนั้น เวลาอ่าน ต้องพลิกกลับไปดู family tree ที่อยู่หน้าแรก จะได้ไม่สับสน

และแล้ว ความสงบสุขก็มีอันสิ้นสุดลง เมื่อรัฐส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุม เพราะความแตกแยกระหว่างฝ่าย Liberal และ Conservative ภายในประเทศเริ่มลุกลาม และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยทางการได้ให้คำนิยามของพวก conservative และ liberal ไว้แบบนี้ค่ะ

The Liberals, he said, were Freemasons, bad people, wanting to hang priests, to institute civil marriage and divorce, to recognize the rights of illegitimate children as equal to those legitimate ones, and to cut the country up into a federal system that would take power away from the supreme authority.  The Conservatives, on the other hand, who had received their power directly from God, proposed the establishment of public order and family morality.  They were the defenders of the faith of Christ, of the principle of authority, and were not prepared to permit the country to be broken down into autonomous entities.

และในที่สุด ก็เกิดการแตกหักขึ้น เมื่อฝ่ายรัฐบาล (ที่เป็นพวก conservative) โกงการเลือกตั้ง ทำให้ Colonel Aureliano Buendia ซึ่งเอนเอียงไปทาง liberal อยู่แล้ว หันไปเป็นกบฎเพื่อสู้รบกับฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นพวก conservative อย่างเต็มตัว และผ่านการสู้รบมานับครั้งไม่ถ้วน เรียกว่ารบจนมึน รบจนตายกันไปเป็นแถบๆ รบจนประเทศแทบล่มจม จนในที่สุด ก็ต้องเจรจาสงบศึก และกลับมาใช้ชีวิตในบั้นปลายที่มาคอนโด อยู่ในวังวนของความโดดเดี่ยวของการใช้งานฝีมือประกอบปลาทองไปจนเสียชีวิต และไม่ใช่แต่ Colonel Aureliano Buendia เท่านั้น ที่ตกอยู่ในวังวนของความโดดเดี่ยว ตัวละครทุกตัว ล้วนตกอยู่ในวังวนของความโดดเดียวของความทุกข์ สุข เศร้า คละเคล้ากันไป คนอ่านอย่างพวกเราเองก็เหมือนกัน (ขอบอกว่าตัวละครแต่ละตัวของมาร์เกซนี่สุดติ่งกันทุกคน) รวมถึงมาคอนโดเองด้วย ที่ต้องเผชิญชะตากรรมต่างๆนานา ตั้งแต่โรคนอนไม่หลับระบาด ฝนตกติดต่อกันไม่หยุดนานถึงสี่ปี หรือเหตุการณ์การสังหารหมู่คนงานไร่กล้วย (banana massacre) จนกระทั่งโดนพายุไซโคลนพัดถล่มจนล่มสลายไป เรียกว่าเป็นตัวอย่างของกลุ่มประเทศที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Banana Republic อ่ะค่ะ คือโดนอเมริกาเข้าแทรกแซงจนเละตุ้มเป๊ะประมาณนั้น 😀 ประเทศที่ชอบเจอเผด็จการทหารบ่อยๆ (จะด้วยความเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) ก็ควรพึงสังวรณ์ไว้บ้างนะคะ T^T

นอกเหนือจากแง่มุมด้านการเมืองที่ดุเดือดเลือดพล่านแล้ว One Hundred Years of Solitude ก็ยังพูดถึงความรัก ชีวิตบั้นปลาย และการจากลาไว้ได้อย่างลึกซึ้งสุดๆ แบบเรียกน้ำตาจากฉันได้ทุกครั้งที่อ่านเลยค่ะ นี่เป็นตอนที่ฉันชอบมาก ตอนที่ Jose Arcadio Buendia (ต้นตระกูลเสียชีวิตลง) เขียนได้บรรเจิดขนาดนี้ ไม่รักได้ไงคะ

through the window they saw a light rain of tiny yellow flowers falling.  They fell on the town all through the night in a silent storm, and they covered the roofs and blocked the doors and smothered the animals who slept outdoors.  So many flowers fell from the sky that in the morning the streets were carpeted with a compact cushion and they had to clear them away with shovels and racks so that the funeral processing could pass by.

ส่วนตรงนี้ ก็เป็นอีกตอนที่ชอบมากเช่นกัน เป็นเรื่องราวความรักในช่วงบั้นปลายชีวิตของ Aureliano Segundo ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 4 กับ Petra Cotes เมียน้อย ที่มาร์เกซเขียนได้ซึ้งบาดจิตฉันมาก อ่านแล้วร้องไห้เลยค่ะ เพราะมันคือนิยามของคำว่าคู่ทุกข์คู่ยากอย่างแท้จริง ที่ท้ายสุดแล้ว ก็ยอมลำบาก อดมื้อกินมื้อไปด้วยกัน

Both looked back then on the wild revelry, the gaudy wealth, and the unbridled fornication as an annoyance and they lamented that it had cost them so much of their lives to find the paradise of shared solitude.  Madly in love after so many years of sterile complicity, they enjoyed the miracle of loving each other as much at the table as in bed, and they grew to be so happy that even when they were two worn-out old people they kept on blooming like little children and playing together like dogs.

he protested.  “At this rate we’ll end up fighting against the Conservative regime again, but this time to install a king in its place”.

นอกจากตอนซึ้งๆแล้ว ก็ยังมีตอนขำๆอีกหลายตอน  อย่างตอนที่ Colonel Aureliano Buendia กัดหลานสะใภ้ที่แสนจะเจ้ายศเจ้าอย่าง นั่งคอแข็งประหนึ่งราชินีอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะฮาไปไหนนะคะ จริงๆคือมีตอนขำๆหลายตอนมาก คงต้องไปลองหามาอ่านกันเอง เพราะแค่นี้ก็หน้าบล็อกยาวมากแล้วค่ะ

สรุปหลังจากอ่านมาสี่รอบก็คือ One Hundred Years of Solitude เป็นหนังสือดีระดับเทพมากๆ ตัวละครสุดติ่งกระดิ่งแมวทุกตัว ขอย้ำว่าทุกตัว! เรียกว่าไม่ซ้ำใครเลยจริงๆ ขอยกดาวให้ทั้งฟ้าเลยด้วยซ้ำ แนะนำให้อ่านสุดตัวค่ะ ไม่ใช่แค่แนะนำให้อ่านอย่างเดียวนะคะ อยากให้อ่านซ้ำหลายๆรอบอีกต่างหาก ถ้าจะให้ดี ควรหยิบขึ้นมาอ่านทุกสิบปี ก็จะยิ่งเห็นความดีงามของหนังสือเล่มนี้มากขึ้นทุกครั้งที่อ่าน จากประสบการณ์การอ่านหนังสือของตัวเอง หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่จะ grow old ไปกับเรา จะอยู่กับเราไปตลอดทุกช่วงชีวิต เป็นหนังสือที่ไม่มีวันล้าสมัย และสามารถให้ข้อคิดกับเราได้มากขึ้นเรื่อยๆตามวัย และประสบการณ์ของเราค่ะ กาโบได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมมาครองอย่างสมศักดิ์ศรีมากค่ะ (เขียนดีเทพขนาดนี้ ถ้าไม่ได้คงต้องมีประท้วงกันเลยล่ะ) สมแล้วที่กาโบคือความภาคภูมิใจของชาวโคลอมเบีย ที่สุดแล้วจริงๆค่ะ ไม่ใช่แค่กาโบอย่างเดียวที่เขียนได้อย่างยอดเยี่ยม สำนวนแปลของ Gregory Rabassa ก็ควรค่าต่อการคารวะเช่นกัน

always remember that the past was a lie, that memory has no return, that every spring gone by could never be recovered and that the wildest and most tenacious love was an ephemeral truth in the end

One Hundred Years of Solitude by Gabriel Garcia Marquez

translated from Spanish by Gregory Rabassa

Picador (1996 edition)

336 pages

 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (นีซ-คานส์-โมนาโค) Mediterranean Cruise Trip 6

Processed with VSCOcam with s3 preset
ยามเช้าที่คานส์

Nice-Cannes-Monaco – Day 6 แสนสุขกับสวรรค์บนดินที่ French Riviera (Nice-Cannes-Monaco)

และแล้ว วันที่เรารอคอยก็มาถึง เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของการล่องเรือเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นวันที่เราจะได้ไปเที่ยว French Riviera กัน หรือถ้าให้พูดฝรั่งเศสแบบเก๋ๆ ให้เข้ากับบรรยากาศ ก็ต้องเรียกว่า Cote d’Azur ดินแดนที่อาบไปด้วยแสงแดดสีทอง เมืองท่าชายทะเลที่แสนจะหรูหรา อลังการ สถานที่ตากอากาศยอดนิยมของเหล่าคนดัง และมหาเศรษฐีระดับโลก วันนี้ เราสามคนจะได้สัมผัสกันจริงๆแล้วค่ะ หลังจากใฝ่ฝันมานาน แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วนะคะ ยิ่งโดนกัปตันบนเรือบิลท์ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนอีก (ย้ำแล้วย้ำอีก ว่าห้ามลืมไปโมนาโคเด็ดขาด)  ยิ่งอยากให้ถึงคานส์เร็วๆ เพราะกัปตันเตือนไว้ตั้งแต่เมื่อคีน ว่าให้รีบตื่นเช้า เพราะ 9 โมงตรง เราจะขึ้นที่ท่าเรือเมืองคานส์ (Port de Cannes) แต่เรือจะเข้าไปจอดเทียบท่าไม่ได้นะคะ เพราะท่าค่อนข้างเล็ก เลยต้องจอดกลางทะเล แล้วให้พวกเรานั่งเรือ tender เข้าฝั่ง

และก็เป็นดังคาด ทุกคนบนเรือตื่นแต่เช้า มารอลงเรือ tender กันอย่างพร้อมเพรียง เรือ tender ก็คือเรือเล็กที่ทำหน้าที่รับส่งผู้โดยสารนั่นล่ะค่ะ ลำนึงจุคนได้ประมาณ 70-80 คนเห็นจะได้ นั่งไปแป๊บเดียวก็ถึงฝั่งแล้ว ท่ามกลางแสงแดดสีทองรอต้อนรับเราตั้งแต่เทียบท่าเลยค่ะ นับเป็นวันที่สุขสดใสมากๆอีกวันหนึ่ง อากาศดี ประมาณ 15-17 C เรียกว่าเก็บเสื้อโค้ทไว้ที่เรือได้เลย

หลังจากขึ้นท่าที่คานส์ โปรแกรมที่เราวางไว้คือแบบนี้ค่ะ นั่งรถไฟจากคานส์ – โมนาโค – นีซ – แล้วกลับมาขึ้นเรือที่คานส์อีกทีให้ทันห้าโมงเย็น เรียกว่าต้องทำเวลากันสุดๆเลย แล้ววันนี้แหละที่เราเกือบตกรถไฟ วิ่งสู้ฟัดกันแบบหืดขึ้นคอเพื่อให้ทันขึ้นเรือ 😀

image
Port de Cannes

เราเดินเลียบชายหาด ผ่านร้านรวงสุดหรูของคานส์เพื่อไปขึ้นรถไฟที่สถานีค่ะ โดยจะนั่งรถไฟสาย French Railway (SNCF) จากคานส์ ผ่านนีซ ไปโมนาโค (มอนติ คาร์โล) ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 3 นาที ค่าเดินทางตกคนละประมาณ 360 บาท ประเดิมเที่ยวประเทศฝรั่งเศสเป็นวันแรก รถไฟก็ดีเลย์เลย สายไปเกือบครึ่งชั่วโมง เรียกว่า schedule เรารวนตั้งแต่โมเมนท์แรกที่มาเหยียบคานส์เลย จึงไม่แปลกที่หลายๆที่ที่เราตั้งใจไว้ว่าจะไปจัด มีอันต้องล้มเลิกกลางคัน (เหมือนเป็นการบอกให้กลับมาแก้ตัวใหม่คราวหน้านะจ๊ะ French Riviera ยังรอพวกเธออยู่เสมอ ❤ )

ในขณะที่นั่งรถไฟ ก็ดิ่มด่ำกับวิวไปด้วย โดยช่วงที่ออกจากนีซ วิวสวยตะลึงมากเลยค่ะ ตรงนี้ ต้องถ่ายรูปเลยนะคะ เรียกว่าถ้าไม่นั่งรถไฟ หรือขับรถไปเอง ไม่มีทางได้วิวนี้แน่นอน (เพราะถ้านั่งรถเมล์ จะมีเสาไฟฟ้า กับสายไฟบัง ทำให้ถ่ายรูปไม่สวย มันจะไม่ panoramic แบบนี้)

image
French Riviera (Nice)

นั่งชื่นชมความงามของชายหาดเฟรนช์ริเวียร่ากันอย่างเพลิดเพลิน แป๊บเดียวก็ถึงโมนาโคแล้วค่ะ (จำไว้ว่าพอถึง Cap-d’Ail เมื่อไหร่ สถานีหน้าก็คือโมนาโคเลย) สถานีรถไฟของโมนาโคทันสมัยมาก ออกมา ก็เจอโมนาโคที่แสนจะสวยงาม หรูหรา ประหนึ่งสวรรค์บนดินแล้วค่ะ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายที่จะเหมาะกว่านี้ เพราะโมนาโคคือสวรรค์บนดินจริงๆ คุณเธอช่างสวยงาม มีระดับ และรื่นรมย์ไปหมด เหมือนหลุดไปอีกโลกนึงเลยค่ะ คือดีงามมาก ดูหรู ดูแพงไปหมดทุกสิ่งอย่าง ที่สำคัญผู้หญิงสวยมากกกกก แต่งตัวดีมากกกกกก ดูแพงมากกกกกกก (ก ไก่ล้านตัว)ทุกกระเบียดนิ้วเลยค่ะ เหมือนนางแบบที่เพิ่งเดินกรีดกรายลงจากแคทวอล์คยังไงยังงั้น สวยหรูขนาดสาวปารีเซียงยังอาย

และสถานที่แรกที่เราจะไปคือ Prince’s Palace พระราชวังของกษัตริย์ราชวงศ์กริมัลดีที่อยู่บนเขา เรานั่งรถเมล์จากสถานีรถไฟขึ้นไปจนสุดสายก็ถึงพอดี ตามมาเที่ยวด้วยกันเลยนะคะ

image
ทางขึ้น Prince’s Palace
Processed with VSCOcam with s3 preset
On the way to Prince’s Palace
Processed with VSCOcam with s3 preset
เราสามคน
Processed with VSCOcam with s3 preset
ร้านอาหารระหว่างทาง สีชมพูสวยงามมากค่ะ ตอนที่ถ่ายร้านยังไม่เปิด
image
ขาดไม่ได้นะคะ มาถึงโมนาโค แล้วไม่เห็นเจ้าหญิงเกรซ รูปนี้อยู่ที่ที่ทำการไปรษณีย์ของโมนาโค

ถึงแล้วค่ะ Prince’s Palace ของราชวงศ์กริมัลดี สุดๆไปเลยค่ะ ทั้งสวยงาม หรูหรา ร่ำรวย สมเป็นโมนาโคจริงๆ

Processed with VSCOcam with s3 preset
Prince’s Palace

 

Processed with VSCOcam with s3 preset
In front of Pince’s Palace

จากนั้นเราก็มาดูวิวอ่าวที่จอดเรือยอชท์กันนะคะ เกิดมายังไม่เคยเห็นที่ไหนมีเรือยอชท์เยอะขนาดนี้มาก่อน ที่สุดแห่งความรวยแล้ว

image
ถ่ายกับเรือยอชท์ที่โมนาโค

 

Processed with VSCOcam with s3 preset
Beautiful Monaco

แล้วเราก็จะเดินลงเขามาชมโบสถ์ Saint Nicholas Cathedral ที่เจ้าชายเรเนียร์ และเจ้าหญิงเกรซ รวมถึงเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ของโมนาโคทรงประกอบพิธีแต่งงาน

Processed with VSCOcam with s3 preset
ระหว่างทางไปโบสถ์

 

Processed with VSCOcam with s3 preset
ยลโฉมเรือยอชท์กันใกล้ๆอีกซักนิด
Processed with VSCOcam with s3 preset
ใกล้ถึงโบสถ์แล้วค่ะ
image
Saint Nicholas Cathedral

ถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้ว ถึงเวลาไปคาสิโนแห่งกรุงมอนติคาร์โลแล้วค่ะ ❤ เราเดินลงเขามาตามทางเดิม และขึ้นรถเมล์ไปยังมอนติคาร์โล ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของรัฐ ก็ถึงคาสิโนสุดหรูที่ใครๆหลายคนใฝ่ฝันอยากจะเห็นซักครั้งในชีวิตแล้ว 🙂

Processed with VSCOcam with s3 preset
ฟ้าใส แดดสวย และท้องทะเลสีครามแห่งมอนติคาร์โล

เดินจากจุดนี้ต่อไปอีกแป๊บเดียวก็ถึงแล้วค่ะ คาสิโนแห่งมอนติคาร์โล สังเกตรถที่จอดข้างหน้า จะเอายี่ห้อไหนได้หมด (พูดถึงซูเปอร์คาร์นะคะ พวกอีโคคาร์อย่ามาแหยม 😀 ) คือยืนอยู่แป๊บเดียว เห็นเกือบหมดทุกรุ่น ทุกสี ทุกยี่ห้อ โรลส์รอยซ์รุ่นงามๆก็มี พวกแลมโบ หรือเฟอร์รารี่ไม่ต้องพูดถึง แล่นฉวัดเฉวียนกันทั้งเมือง ผู้หญิงที่เข้าคาสิโนที่นี่สวยเจิดเฉิดฉายมากค่ะ ทั้งโค้ทสีคาเมล ทั้งเฟอร์ ทั้งรองเท้าบู้ต จัดเต็มกันหมด เหมือนนางแบบเกือบทุกคน มาแป๊บเดียวเห็นกระเป๋าชาเนลเกือบหมดทุกรุ่นเลย สาวๆที่นี่ฮิตชาเนลแบบจริงจังมากค่ะ ถ้าเป็นผู้ใหญ่หน่อยก็ถือเบอร์กิ้น กับเคลลี่ แอร์เมสรุ่นอื่นไม่เห็นเลยนะคะ พวก tool box, garden party, lindy, picotinไม่มีเลยแม้แต่ใบเดียว ถ้ามาที่นี่ ต้องชาเนล เบอร์กิ้น และเคลลี่เท่านั้นค่ะ นอกนั้นเอาท์หมด (เรียกว่ามาที่นี่เห็นสัจธรรมเลย ว่ากระเป๋ารุ่นไหนคลาสสิคของจริง ^^ถ้าจะเสียเงินถอย คงต้องสองยี่ห้อ สองรุ่นนี้เท่านั้นแล้วค่ะ แต่ถ้าอยากเพลย์เซฟ ชาเนลใบเดียว เอาอยู่จริงๆสำหรับที่นี่) แต่ถ้าเป็นสาวออฟฟิศ ก็จะฮิตถือกระเป๋าสไตล์ Celine รุ่นใหม่กัน ตั้งแต่เดินเที่ยวมา ยังไม่เห็นคนชาวโมนาโคคนไหนแต่งตัวเยินเลยค่ะ (อย่าว่าแต่เยินเลยค่ะ แต่งตัวธรรมดายังไม่มี มีแต่พวกนักท่องเที่ยวอย่างเราๆเท่านั้นแหละค่ะ ที่เยินๆหน่อย) ทุกอย่างดูหรู และดูแพงมากกันหมดทุกคน ขนาดเด็ก พ่อแม่จับแต่งตัวคุณหนูสุดขีด เดินลงจากรถเบนซ์กันมาเลย คือรวยจริง รวยจัง อู้ฟู่ เงินถุงเงินถังมากค่ะ ตั้งแต่เที่ยวมา เพิ่งจะเห็นสาวๆใส่รองเท้า Louboutin พื้นแดง ส้นเข็ม สูงสี่นิ้วก็ที่นี่แหละค่ะ ใส่เดินขึ้นเขา ลงเขาด้วย เก่งมาก กราบเลย ขนาดที่ปารีสยังหาแทบไม่เห็น T^T

Processed with VSCOcam with s3 preset
Casino Monte-Carlo
image
ไหนๆมาแล้ว ก็ต้องขอซักรูป
Processed with VSCOcam with s3 preset
ลูกแก้วนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามคาสิโนพอดี ประจันหน้ากันเลย น่าจะเป็นเรื่องของฮวงจุ้ย

และนี่ก็คือโรงแรมสุดหรูในมอนติคาร์โล Hotel de Paris Monte Carlo ที่แพงระยับ (แอบได้ยินไกด์ข้างหลังบอกว่าห้องหนึ่งอย่างต่ำตกคืนละสามหมื่นกว่า) มีห้องอาหารมิชลินสามดาวชื่อ Louis XV โรงแรมนี้สร้างโดยได้รับพระราชานุญาติจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 13 แห่งโมนาโคค่ะ

Processed with VSCOcam with s3 preset
Hotel de Paris Monte Carlo

หลังจากนั้น เราก็ไปเดินเล่นกันต่อที่สวนสาธารณะในเมืองที่ต้องขึ้นเขาไปอีกเหมือนกันค่ะ (คือเมืองเขาจะอยู่บนเขาที่สุงต่ำลดหลั่นกันไป ถ้าช่วงไหนขึ้นเขาสูงมากๆ เล่นเอาเน็ตเดี้ยงไปเลยก็มี) สวนนี้จะมีพวกหนุ่มสาวออฟฟิศมานั่งทานอาหารกลางวันกันที่นี่ (ห่อเป็นแพ็คๆกันมา) มีไวไฟให้ฟรีอีกต่างหาก (เริ่ดมากค่ะ) ทานเสร็จก็เดินลงเขาไปทำงานต่อ น่ารักดีค่ะ สวนสวย มีดอกชบา ดอกเฟื่องฟ้า เต็มเลย เหมือนเมืองไทยเด๊ะเลยค่ะ พวกนักท่องเที่ยวฝรั่งจะตื่นเต้นกันมาก กรูไปถ่ายรูปดอกชบากันใหญ่ เราคนไทย เห็นแล้วเฉยๆอ่ะ (เพราะที่บ้านชั้นก็มี 555) เลยไม่ได้ถ่ายมา

มัวแต่เพลินกับโมนาโคจนเกือบบ่ายสองแน่ะค่ะ หลุดเข้าไปแล้ว แทบไม่อยากกลับออกมาเลย แต่เวลาก็ล่วงเลยมาขนาดนี้ ต้องรีบไปนีซแล้วค่ะ เรานั่งรถเมล์จากโมนาโค ไปนีซ (ผ่านเมือง Eze ด้วยค่ะ เมืองสวยมาก แม่เห็นแล้วกรี๊ดเลย เสียดายไม่มีเวลา)

เราลงจากรถเมล์ตรง shopping street ของนีซพอดี แต่ก็ไม่มีอะไรน่าเดินมาก เลยตัดสินใจนั่งรถเมล์ต่อไปยังย่านเมืองเก่า (Vieux Nice) แต่ด้วยความที่นีซเป็นเมืองใหญ่เกินความคาดหมายของเรามาก ไอ้ที่คิดว่าเดินแป๊บเดียวก็ถึง กลายเป็นไม่ถึงซะแล้ว เราเลยได้เดินชมย่านเมืองเก่าแค่แป๊บเดียวค่ะ เสียดายเหมือนกันอีกนิดเดียวก็ถึง Cours Saleya แล้ว แต่ถ้าช้าอีกนิดเดียว ตกรถไฟแน่นอน เพราะไปถึงสถานีรถไฟแบบฉิวเฉียดมาก แถมยังต้องซื้อตั่วจากเครื่องอีก ปลุกปล้ำกันอยู่พักใหญ่ ยังไงก็ซื้อไม่ได้ โชคดีที่คุณแม่หัวไวมาก รีบขอให้คนแถวนั้นช่วย เลยรอดกลับมาขึ้นรถไฟได้ทันค่ะ เกือบแล้วจริงๆ คนที่นีซน่ารัก และมีน้ำใจมากนะคะ ช่วยเหลือเราตลอดทาง ไม่งั้นมีตกรถไฟแน่นอนค่ะ

Processed with VSCOcam with s3 preset
Vieux Nice
image
Vieux Nice

image

พอถึงคานส์ ก็ต้องวิ่งอีกเกือบกิโล เพราะดันมาถึงตอนเวลาแท็กซี่ส่งรถพอดี ด้วยความที่เราใจชื้น และประมาทด้วย เพราะคิดว่ายังไงนั่งแท็กซี่ก็ทัน แต่พอออกจากสถานีรถไฟมา เห็นคนรอคิวรถแท็กซี่เกือบ 20 คิวได้ (ก็คือเพื่อ่นร่วมเรือสำราญ Norwegian Epic ของเรานั่นแหละค่ะ เพราะหน้าตาคุ้นๆกันทั้งนั้น) ก็เลยตัดสินใจไม่รอดีกว่า เดินเอา คราวนี้เลยได้เดินเลียบชายหาดของคานส์ ดูเรือยอทช์กันคุ้มเลย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปนะคะ เพราะต้องรีบจ้ำอ้าวเลย กลัวเรือออกไปก่อน ผ่านสถานที่ที่ใช้จัดเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วยค่ะ แต่ ณ เวลานั้น คือหยุดถ่ายรูปไม่ทันแล้ว ยังไงขอให้ถึงเรือไว้ก่อนเป็นดี และก็เป็นตามคาด กลุ่มเราอยู่กลุ่มสุดท้ายของพวกที่รอขึ้นเรือพอดี เย้ 😀

นี่คือ Cannes Palais des Festivals et des Congres สถานที่ที่ใช้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ตั้งอยู่บน Boulevard of Promenade de la Croisette ตรง JW Marriot ของเมืองคานส์น่ะค่ะ คือเดินผ่านสองรอบ แต่รีบทั้งสองรอบ เลยไม่ได้ถ่ายไว้ ค้นรูปจากกูเกิ้ลมาแปะไว้แทนละกัน จริงๆตรงนี้ใกล้ชายหาดมากค่ะ เดินออกถนนมาแป๊บเดียวก็ถึงชายหาดเลย โลเกชั่นสวย ปัง สุดๆ

palais des festivals in cannes
Cannes Palais des Festivals et des Congres
Processed with VSCOcam with s3 preset
Norwegian Epic จอดรออยู่ลิบๆ
Processed with VSCOcam with s3 preset
Tender Boat ของเรา
Processed with VSCOcam with s3 preset
ได้ขึนเรือแล้วค่ะ ดีใจมาก

นับว่าเป็นวันทรหดอีกวันหนึ่ง ที่เราต้องวิ่งสู้ฟัดกันแบบลืมวัยกันทั้งสามแม่ลูก วันนั้นเรากลับขึ้นเรือพร้อมกับพายุที่เริ่มตั้งเค้า ระหว่างที่รอขึ้นเรือกันอยู่นั้น ลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบยืนกันไม่ไหว แทบจะปลิวไปตามลมเลยค่ะ (ลมแรงขนาดนั้นเลย ไม่ได้พูดให้เวอร์นะคะ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ฝรั่งบางคู่ถึงกับต้องยืนกอดกันเลย) พอขึ้นเรือใหญ่ได้ก็โคลงตลอด ก็เลยเข้านอนกันแบบโคลงๆนี่แหละ (แต่โชคดีที่ไม่เมาเรือเลย ดีใจสุดๆเลยค่ะ) หวังว่าเช้าขึ้นทุกอย่างจะเป็นปกติ เพราะเราจะไปเที่ยว Palma de Mallorca กัน แต่จะได้ไปหรือไม่นั้น พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ❤

ติดตามอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (5) – Florence – Pisa (Port of Livorno) 

อ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (7) – at sea with Norwegian Epic 

ติดตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดในทริปนี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค

 

Midnight’s Children by Salman Rushdie มหากาพย์ประเทศอินเดียหลังได้รับอิสรภาพ

image
Midnight’s Children by Salman Rushdie

ห่างหายจากการเขียนรีวิวหนังสือมานานม้ากกก เพราะติดภารกิจการงานที่รัดตัวแบบสุดๆ แถมยังหายไปเที่ยวอีกเกือบสามอาทิตย์ ก็เลยอ่านหนังสือได้น้อยกว่าที่ตั้งใจไว้เยอะเลยค่ะ แถมหนังสือที่อ่าน บางเรื่องก็ไม่ได้ดีขนาดที่ต้องหยิบยกมารีวิวเป็นเรื่องเป็นราว (อย่างเรื่องThe Children Act ของ Ian McEwan ที่ออกแนวท่าดีทีเหลว หรือ New York Trilogy ที่ยังอ่านไม่จบ เป็นต้น) แต่ก็บังเอิญโชคดี ที่เมื่อปลายปีที่แล้ว มีเพื่อนๆ และรุ่นพี่ที่เคารพ จากหลากหลายวงการที่ล้วนแต่เป็นผู้ที่รักการอ่าน ได้รวมตัวกันก่อตั้ง book club ขึ้น เพื่อพูดคุย สนทนากันเรื่องหนังสือ แล้วให้เกียรติชวนฉันเข้าร่วมด้วย ซึ่งฉันก็เข้าร่วมด้วยความยินดีเลยค่ะ เพราะถือเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เราได้อ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการอ่าน ที่สำคัญคือ มันเหมือนเป็นเป็นการบังคับ (แบบกลายๆ) ให้เราอ่านหนังสือให้จบเล่มด้วย เพราะบางเล่ม ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะ assignment จากบุ๊กคลับ ฉันคงวางตั้งแต่ครึ่งเล่มไปแล้วล่ะ

และเล่มที่ว่าจะเขวี้ยงทิ้งตั้งแต่ครึ่งเล่มนั้นก็คือเล่มนี้ล่ะค่ะ Midnight’s Children ที่เขียนโดย Salman Rushdie นักเขียนชาวอินเดียผู้โด่งดัง และฝีปากกล้าจนถึงขั้นโดน Fatwa จากประเทศอิหร่านมาแล้วจากเรื่อง The Satanic Verses แต่โชคดีได้อังกฤษอุ้มชู แถมมอบอิสริยยศเป็นถึงท่านเซอร์อีก แต่จะเขียนดี หรือฝีปากกล้าอย่างไร ลองมาอ่านเล่มนี้กันค่ะ

Midnight’s Children คือเรื่องราวชีวิตของ Saleem Sinai ทารกที่คลอดออกมาตอนเวลาเที่ยงคืนเป๊ะของวันที่ 15 สิงหาคม 1947 ซึ่งเป็นวันที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษพอดี ถือเป็นการเริ่มศักราชใหม่ของสาธารณรัฐอินเดีย แม้ว่าอินเดียจะเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่การก่อตั้งประเทศของอินเดียอย่างแท้จริง เริ่มในวันนี้ล่ะค่ะ พล็อตของเรื่อง จริงๆก็คือประวัติศาสตร์ประเทศอินเดียแบบยำใหญ่นั่นแหละ แต่สะท้อนออกมาในเรื่องราวชีวิตของ Saleem Sinai ที่เกิดเหตุการณ์คู่ขนานกับประเทศอินเดียตั้งแต่เกิดไปจนจบเรื่อง ซึ่งก็มีขึ้น มีลง สับสนอลหม่าน ปั่นป่วน โหดร้าย ร่ำรวย ยากจน ตามชะตากรรมของประเทศกันไป เพียงแต่รัชดีเขียนออกมาในรูปแบบของ Magical Realism โดยมีการใส่จินตนาการ ความมหัศจรรย์ต่างๆนานาเข้าไปให้น่าติดตาม และ tone down เรื่องราวโหดร้ายต่างๆ เช่นการสังหารหมู่ และสงครามระหว่างเชื้อชาติ ศาสนา และภาษาในประเทศอินเดียลง

อ่านตอนแรก สนุกมากนะคะ จินนาการบรรเจิดสุดยอด ภาษาเริ่ด ที่สำคัญ อ่านแล้วชวนให้นึกถึงเรื่อง One Hundred Years of Solitude ของมาร์เกซลอยมาเลย จนถึงกับต้องหยุดอ่าน แล้วกลับไปค้นดู เพื่อเปรียบเทียบว่าหนังสือเล่มไหนเกิดก่อนกัน ก็พบว่ามาร์เกซของเรามาก่อนนะ คือมันคล้ายคลึงกันมากเหมือนลอกกันมาเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการเขียนแบบ Magical Realism ของตัวรัชดีเองโดย Midnight’s Children จะสะท้อนให้เห็นถึงประเทศอินเดีย ในขณะที่มาคอนโดในเรื่อง One Hundred Years of Solitude  คือประเทศโคลอมเบีย แต่ก็เอาน่ะ เพื่ออรรถรสในการอ่าน เราคงต้องทำใจข้ามข้อนี้ไป เพราะของแบบนี้มันพ้องกันได้ แล้วหันมาโฟกัสที่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้กันดีกว่า

ก็อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นนะคะว่า Midnight’s Children เป็นยำใหญ่เกี่ยวกับประเทศอินเดีย (ที่ใส่อภิมหาเครื่องเทศของอินเดียไว้อย่างครบครัน) เพราะฉะนั้นทุกอย่างในเรื่องก็เป็นสไตล์อินเดียหมดนั่นแหละ เรียกว่าอ่านแล้วร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลไคลย้อย ได้กลิ่นแขกติดจมูกออกมาเลย T^T ถ้าใครไม่ชอบ หรือไม่พิศมัยความเป็นแขกมาก อาจทนไม่ได้ เพราะมันช่างเยอะไปทุกสิ่ง (แบบแขกๆนั่นแหละค่ะ) ทั้งเขียนเยอะ พูดเยอะ บรรยายเยอะ พล็อตเยอะ ลูกเล่นเยอะ มุขเยอะ ตัวละครเยอะ คือไม่รู้จะเยอะไปไหน จนขาดความลึกในบางเรื่องไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ จิตใจของตัวละคร หรือความขัดแย้งระหว่างศาสนา ภาษา หรือสงครามในอินเดีย คือทุกอย่างมันมีมิติเดียวกันหมดจนน่ารำคาญ จริงๆน่าจะบรรยายให้น้อย แต่ออกเชิงลึกมากกว่านี้ น่าจะสะเทือนอารมณ์ได้มากเลยนะคะ ทำให้อ่านๆไปรู้สึกว่า ที่เอ็งพล่ามมาเนี่ย แค่ฉันเปิดวิกิพีเดียอ่านประวัติศาสตร์ประเทศอินเดียแค่ 2-3 นาทีก็รู้เรื่องแล้ว ไม่ต้องหลอกให้เราอ่านเป็นร้อยๆหน้าก็ได้ ฉันถึงว่าไม่แปลก ถ้าใครจะทนไม่ไหว แล้วเขวี้ยงหนังสือเล่มนี่ทิ้งตั้งแต่ครึ่งเล่ม ที่ขัดใจมากคือ รัชดีวางพล็อตเด็กอีกคน (Shiva) ที่เกิดเวลาเดียวกับ Saleem Sinai ตัวเอกของเรื่องไว้ซะดิบดี คือบิลท์ไว้เยอะว่างั้นเหอะ แต่พอตอนจบ ไหงมันกลับจบด้วนๆ ไม่มีอะไรน่าค้นหาไปซะนี่ (เข้าใจว่าพี่บังแกคงเหนื่อยแล้วแหละ ขนาดคนอ่านยังเหนื่อยตาม เหมือนฟังแขกพูดมาก มาพล่ามเรื่องนึงให้เราฟัง เล่นเอาเพลีย)

แต่อย่างว่า รัชดีเขาก็มีดีเหมือนกัน ถึงจะบ้าน้ำลาย พล่ามเยอะ จนออกอ่าวเบงกอลไปโน่น แต่ในที่สุดก็ตบเรื่องกลับมาเข้าที่เข้าทางได้เอาตอนหน้าที่ 500 กว่าๆ ตอนที่ตัวเอกย้ายไปอยู่ประเทศปากีสถาน แล้วประสบเคราะห์กรรม ระเบิดลงตายยกครัว เลยจับพลัดจับผลูได้ชื่อใหม่เป็น Buddha ต้องพูดเลยว่าตอนนี้เขียนดีเลยค่ะ มีการใช้ metaphor ที่ดี อย่างการใช้คำว่า Buddha จากมุมมองของนักเขียนมุสลิม ที่ทำให้ตัวเอกต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องสงครามระหว่างอินเดีย กับปากีสถาน (Indo-Pakistan War ที่ขนาดแยกประเทศออกมา ก็ยังฆ่ากันไม่เลิก)  การสังหารหมู่ในบังคลาเทศ และเรื่องราวเกี่ยวกับนางอินทิรา คานธี ที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดมาก ช่วงนี้แหละที่ฉันว่าเขียนดี ค่อยมีมิติหน่อย ไม่แบนราบและขยายออกทางแนวกว้างแบบน้ำท่วมทุ่งเหมือนที่ผ่านมา สมกับที่ได้รางวัล Booker Prize  แต่สำหรับรางวัล The Best of Booker ที่เล่มนี้ได้รับ ส่วนตัวก็เฉยๆนะคะ ไม่ได้ฮู้ฮาอะไร เป็นหนังสือที่เขียนดีก็จริง แต่ถ้าเขียนให้สั้นกว่านี้ (โดยเฉพาะตั้งแต่หน้า 300 กว่าถึง 500 เนี่ยถ้าตัดทิ้งไปเลยก็ดี) และลงลึกให้เยอะกว่านี้ จะดีมาก อาจถึงขั้นน้องๆ One Hundred Years of Solitude ได้เลย

สรุปว่า เป็นหนังสือดี แต่ไม่แนะนำให้อ่าน 😀 ขอให้แค่ 4 ดาวพอค่ะ

Midnight’s Children by Salman Rushdie

Vintage Books, London

647 pages