อ่าน Animal Farm ตามลุงตูบ

 

ตอนอ่านข่าวครั้งแรกถึงกับ ห๊ะ! ถามจริง เอาจริงเหรอตูบ แต่ก็ยังไม่แน่ใจซะทีเดียว ก็เลยต้องเลื่อนกลับไปอ่านเนื้อข่าวอีกรอบ พร้อมกับขยายตรงชื่อเรื่องอีกทีเพื่อให้แน่ใจ ปรากฏว่าตูบเอาจริงค่า มีภาพนั่งอ่านหนังสือประกอบข่าวมายืนยันอีกต่างหาก 555555  ข่าวนี้ทำเอาเต๋อหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง  😀 เกิดมาไม่เคยพบเคยเห็นอะไรที่บันเทิงแบบนี้มาก่อน ผู้นำเผด็จการแนะนำให้ประชาชนอ่านหนังสือที่ถือเป็นคัมภีร์รู้ทันเผด็จการ ไทยแลนด์โอนลี่ ประเทศกูมีจริงๆค่ะ มันทั้ง absurd, farce และ surreal มากขนาดต้องขอบันทึกลงบล็อกไว้เป็นความทรงจำชั่วลูกชั่วหลานกันเลย 😀

ไหนๆท่านผู้นำเผด็จการของเราถึงกับลงทุนแนะนำให้อ่าน ประชาชนอย่างเราก็รีบหยิบขึ้นมาอ่านเลยสิคะ จะรออะไร จะได้ตาสว่างกันทั้งประเทศซักที ไหนๆก็ไหนๆแล้ว ควรปลดแบน 1984 ออกให้อ่านคู่กันไปเลย 😉

Animal Farm เป็นหนังสือเสียดสีการเมืองที่ George Orwell เขียนเพื่อแสดงนัยยะถึงความโหดร้าย และเหี้ยมโหดของการปกครองระบอบเผด็จการเบ็ดเสร็จในยุคของสตาลิน ที่สืบเนื่องมาจากช่วงสงครามกลางเมืองของสเปน (ที่เป็นชนวนให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2) ซึ่งเป็นสงครามที่จอร์จ ออร์เวล ได้เข้าร่วมรบด้วย ในช่วงนั้นเขาเลยได้พบเห็นการกวาดล้าง และทำลายทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับ Trotsky ของสตาลินที่กระทำอย่างโหดเหี้ยม ทารุณ โดยในช่วงนั้นรัสเซียมีส่วนในการปกครองประเทศสเปนผ่านทางพรรคคอมมิวนิสต์ (เพื่อสร้างอำนาจทางจักรวรรดินิยม) ซึ่งออร์เวลเองก็โดนหางเลขไปด้วย จนแทบเอาตัวไม่รอด ทำให้เขารู้สึกตื่นตระหนก และตระหนักถึงความโหดร้ายของระบอบเผด็จการสุดโต่งของสตาลิน จนถึงขั้นเขียนออกมาเป็นนวนิยายเล่มนี้

แต่เนื่องจากในช่วงนั้น สตาลินได้สร้างสัมพันธ์อันดีฉันท์มิตรกับอังกฤษ คนอังกฤษส่วนใหญ่ ชื่นชมความเท่าเทียมกันของระบอบคอมมิวนิสต์มาก ซึ่งคนส่วนใหญ่เห็นว่ามันโรแมนติกซะเหลือเกิน ทำให้ไม่มีสำนักพิมพ์ใหนยอมพิมพ์หนังสือเล่มนี้จนกระทั่งสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง หนังสือเล่มนี้จึงได้รับการตีพิมพ์ และถูกอ่านอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน ด้วยเนื้อหาด้านการเมืองที่ช้ดเจน และเข้มข้น เมื่อรวมกับ 1984 ทำให้ออร์เวลขึ้นแทนเป็นนักเขียนคนสำคัญแห่งยุคไปอย่างไร้ข้อกังขา (โดยแนวคิดทางการเมืองที่ออร์เวลยึดมั่นมาตลอดชีวิตก็คือ ระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตย)

All animals are equal

Animal Farm เป็นเรื่องราวของสิงสาราสัตว์ต่างๆที่อยู่ในฟาร์มของ มิสเตอร์โจนส์ อยู่มาวันหนึ่ง Old Major (ผู้พัน) หมูชรา ที่อยู่ในวัยไม้ใกล้ฝั่งได้เรียกประชุมสัตว์ในฟาร์มทั้งหมด จากนั้นก็ปราศรัยให้สัตว์ทุกตัวเห็นสภาพว่าตัวเองถูกมนุษย์กดขี่อย่างไร พร้อมกับปลุกระดมให้สัตว์ทั้งหลายลุกขึ้นสู้ เพื่อปลดแอกตัวเองออกจากมนุษย์ และสร้างสังคมที่มีอิสรภาพ และความเท่าเทียมกัน จากนั้นไม่นาน หมูผู้พันก็ลาโลกไป

Four legs good, two legs bad

หลังจากนั้นไม่นาน พวกหมูที่ฉลาดกว่าเพื่อน ซึ่งนำโดยนโปเลียน (สตาลิน) กับ สโนว์บอล (ทร็อตสกี้) ได้ทำการวางแผน และดำเนินการปฏิวัติจนสำเร็จ และขับไล่ Mr. Jones ออกจากฟาร์มไป สัตว์ทั้งหมดจึงได้ครอบครองฟาร์มนี้แทน โดยคาแรคเตอร์ของนโปเลียนจะพูดน้อย และเคร่งขรึมกว่า ในขณะที่ Snowball จะมีวาทศิลป์เป็นเลิศ และเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ นอกจากนี้ ยังมี Squealer (จอม propaganda) หมูคนสนิทอีกตัวที่เป็นตัวละครสำคัญ เมื่อกำจัดมนุษย์ออกไปให้พ้นทางแล้ว พวกสัตว์ก็ปกครองกันเองอย่างอิสระ และได้ตั้งกฏเกณฑ์ในการอยู่ร่วมกัน  7 ข้อ ได้แก่ อะไรที่เดินสองขาถือเป็นศัตรู แต่ถ้าเดินสี่ขา หรือมีปีกถือเป็นมิตร ห้ามสัตว์ใส่เสื้อผ้า นอนบนเตียง กินเหล้า หรือฆ่าสัตว์ด้วยกัน และที่สำคัญคือ สัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน

All animals are equal, but some animals are more equal than others

แต่ถึงแม้จะออกเป็นกฏว่าสัตว์ทุกตัวเท่าเทียมกัน แต่ความไม่เท่าเทียมกันก็ยังเกิดขึ้นจนได้ โดยเริ่มจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ อย่างแอ๊ปเปิ้ลที่ต้องเก็บไว้ให้พวกหมูกิน เพราะถือว่าชั้นสูงกว่าสัตว์ทั้งหมด เป็นมันสมองของฟาร์ม เพราะถ้าไม่มีพวกหมู ฟาร์มก็อาจถูกพวกมนุษย์มายึดคืนเมื่อไหร่ก็ได้ พอเอาไม้นี้มาขู่ ทำให้สัตว์ทุกตัวไม่กล้าหือ ต้องทำตามที่หมูสั่งอย่างเดียว ออร์เวลสร้างคาแรคเตอร์ของนโปเลียน กับ สโนว์บอลให้มี conflict กันตลอดเวลา (แบบที่สตาลิน ขัดแย้งกับทร็อตสกี้) จนกระทั่งวันหนึ่งก็ถึงวันแตกหัก เมื่อสโนว์บอลได้เสนอให้ฟาร์มก่อสร้างกังหันขึ้นมา เพื่อช่วยเพิ่มผลผลิต และผ่อนแรง สัตว์ทั้งหลายจะได้มีเวลาพักผ่อนมากขึ้น นโปเลียนคัดค้านทันที ด้วยความที่ตัวเองแอบซ่องสุมกำลังพลไว้ (เป็นสุนัขที่แสนดุร้าย) จึงได้ขับไล่สโนว์บอลออกไป และยึดครองฟาร์มนี้แต่เพียงผู้เดียว

นโปเลียนปกครองฟาร์มอย่างกดขี่ บังคับให้สัตว์ทุกตัวทำงานหนักจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน ในขณะที่พวกหมูทั้งหลายอยู่กันอย่างสุขสบาย แทบไม่ต้องทำงานอะไร ในที่สุดกฎที่สัตว์ทั้งหมดตั้งไว้ตั้งแต่แรก ก็ค่อยๆเปลี่ยนไปจนสัตว์ทั้งหลายไม่ทันรู้ตัว มารู้ตัวอีกที ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมเสียแล้ว แถมยังโดนกดขี่มากกว่าตอนที่อยู่กับมนุษย์เสียอีก แม้แต่เพลง Beasts of England ซึ่งเป็นเพลงที่ใช้ปลุกใจให้เกิดการปฏิวัติก็ถูกสั่งห้ามไม่ให้ร้อง โดยเปลี่ยนเนื้อเสียใหม่ ให้เชิดชูนโปเลียนแต่เพียงผู้เดียว

 

If comrade Napoleon says it, it must be right. Napoleon is always right … I will work harder

และถ้าเกิดข้อผิดพลาดใดๆขึ้นในฟาร์ม นโปเลียนก็จะโทษว่าเป็นฝีมือของสโนว์บอลทันที (แม้จะขับไล่สโนว์บอลออกไปเป็นสิบๆปีแล้วก็ตาม) แถมยังนำไอเดียต่างๆของสโนว์บอลมาทำต่อ และสมอ้างว่าเป็นของตัวเองอีก และถ้าใครคัดค้านขึ้นมาแม้แต่แอะเดียว ก็จะโดนยัดข้อหา และบีบบังคับให้สารภาพว่าเป็นพวกเดียวกับสโนว์บอล ก่อนจะถูกฆ่าตายอย่างทารุณ แม้กระทั่งประวัติศาสตร์ ก็ถูกเขียนใหม่โดยนโปเลียน สร้างภาพให้ตนเป็นสุดยอดผู้นำ ลบล้างคุณงามความดี ความกล้าหาญ ความเสียสละของสโนว์บอลให้หายออกไปจากหน้าประวัติศาสตร์ โดยมี Squealer เจ้าหมูจอม propaganda คอยพูดล้างสมองให้สัตว์ทุกตัวในฟาร์มคล้อยตาม และยอมรับสภาพโดนกดขี่โดยดุษฏี ไม่มีหือ ไม่มีอือ

จนท้ายที่สุด พวกหมูที่ต่อต้านมนุษย์ตั้งแต่แรก ก็กลับมาค้าขายกับมนุษย์และทำตัวเหมือนมนุษย์เข้าไปทุกทีจนแยกแยะแทบไม่ออก และสัตว์ทุกตัวในฟาร์มก็ต้องอยู่แบบยอมจำนน และเผชิญความจริงอันแสนเจ็บปวดต่อไปโดยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุดซักที

No question, now, what had happened to the faces of the pigs.  The creatures outside looked from pig to man, and from man to pig, and from pig to man again; but already it was impossible to say which was which.

ความรู้สึกหลังอ่าน ต้องพูดได้เต็มปากว่า หนังสือเล่มนี้ ทำให้ ความไร้เดียงสาทางการเมือง ของเต๋อหายไป เหลือแต่ความจริงที่แสนเจ็บปวดแทนค่ะ จริงๆอ่านเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนเด็กๆ แต่ก็ไม่ได้อินอะไรมาก (เพราะแน่นอนว่าเรายังไร้เดียงสาอยู่) พอมาอ่านอีกรอบเมื่อ 10 กว่า ปีที่แล้ว ตอนที่มีชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร ก็รู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้เหมือนเบิกเนตรเราเลย แต่ก็ยังนึกดีใจที่ประเทศเรายังไม่ถึงขนาดในหนังสือ แต่พอมาถึงตอนนี้ ตอนที่อยู่กับรัฐประหารมา 5 ปีเต็ม ทุกอย่างในหนังสือเล่มนี้มันช่างจริง ช่างชัดเจน และตรงกับสภาพปัจจุบันที่คนไทยทุกคนต้องเผชิญอย่างน่าขนลุก ออร์เวลเขียนได้สุดมากค่ะ เพราะยิ่งอ่านยิ่งชัด ยิ่งอ่านยิ่งอิน และยิ่งอ่านยิ่งเจ็บปวด เข้าใจเลยว่าทำไมประเทศที่มีอารยะ เขาถึงพยายามทุกวิถีทางไม่ยอมให้เผด็จการยึดอำนาจเกิดขึ้น ในขณะที่เรา เราทำให้ประเทศจมดิ่งลงถึงขั้นนี้ง่ายๆแบบนี้ได้อย่างไร T_T จากที่ขำตูบในตอนแรก กลายเป็นจุกจนพูดไม่ออกตอนอ่านหนังสือจบ จากเดิมที่คิดว่าจะอ่าน 1984 ต่อไปเลย คงต้องหยุดพักซักระยะหนึ่ง ให้ความเจ็บปวดในใจมันทุเลาลงก่อน แล้วจึงค่อยหยิบ 1984 มาอ่านต่อ

Animal Farm มีแปลเป็นไทยหลายเวอร์ชั่นมาก รักชอบสำนวนไหน รีบจัดไปค่ะ ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่ง

Animal Farm

George Orwell

Penguin Signet Classic 141 pps

งานเลี้ยงของบาเบตต์ – Babette’s Feast

ต้ังแต่เขียนบล็อกมา เต๋อยังไม่เคยเขียนถึงหนังสือเล่มนี้เลย ทั้งๆที่เป็นหนังสือแปลเล่มแรกของตัวเอง แถมยังเป็นหนังสือสุดรักเล่มนึงด้วย คือเหมือนแปลเสร็จแล้ว ก็เก็บขึ้นหิ้งไปเลย แต่ตั้งแต่มีสำนักพิมพ์หยิบหนังสือแปลของตัวเองขึ้นมาพิมพ์ใหม่ ก็เลยคิดถึงเล่มนี้ขึ้นมา และหยิบขึ้นมาอ่านใหม่ เพราะอยากรู้ว่ามันจะยังดีมากเหมือนเดิมอย่างที่เราเคยรู้สึกรึเปล่า ปรากฏว่ายิ่งอ่านก็ยิ่งชอบนะคะ แถมยังได้แง่คิด และมีเรื่องชวนให้ขบคิดตามมามากกว่าตอนแปลครั้งโน้นอีก ก็ต้องเรียกว่า สมเป็นหนังสือคลาสสิคจริงๆ เพราะไม่ว่าเวลาจะผ่านมานานขนาดไหน ก็ยังสามารถอยู่กับเราได้ตลอด

“มีอะไรอยู่ในขวดนั้นหรือจ๊ะ บาเบตต์” เธอถามเบาๆ

“คงไม่ใช่ไวน์หรอกนะ”

“ไวน์สิคะมาดาม!” บาเบตต์ตอบ

“ไม่ใช่สิ มาดาม มันคือ โคลส์ วูโฌ ปี 1846 ต่างหาก”

พออ่านเรื่องนี้จบแล้ว จากที่เคยชอบ Karen Blixen (ชื่อจริงของ ไอแซค ไดนีเซน) อยู่แล้ว ก็ยิ่งชอบเธอเข้าไปอีก เต๋อยังนึกสงสัยอยู่เลยว่า เขียนดีขนาดนี้ เธอพลาดโนเบลไปได้อย่างไร เพราะนวนิยายขนาดสั้น เล่มบางๆเล่มนี้ มีทุกอย่างเลย ทั้งความเรียบง่าย และความหรูหราอลังการ มีความ contrast และ clash กันตลอด ขนาดเต๋อเอง ก็อ่านหนังสือมาไม่น้อยนะคะ ยังไม่ค่อยได้เจอหนังสือเล่มบางๆเล่มไหน ที่ให้อะไรกับคนอ่าน และมีเรื่องให้แตกประเด็นได้มากเท่าเล่มนี้ ทั้งในแง่ของประวัติศาสตร์ยุโรป ความเชื่อทางศาสนา ความดีงามของจิตใจมนุษย์ พรสวรรค์ที่พระเจ้าประทานมา ความอหังการ์ของศิลปิน แถมยังแทรกความเป็นเฟมินิสต์ไปได้อย่างมีชั้นเชิง และมีรสนิยมสุดๆอีก ที่สำคัญ เนื้อเรื่องก็น่ารักด้วย จะอ่านแบบเพลินๆก็ได้ หรือจะอ่านแบบซีเรียส ก็มีเรื่องให้ขบคิดไม่น้อย เวอร์ชั่นหนังก็ทำดีมากอีกต่างหาก เรียกว่าถ้าใครรักหนัง ก็จะต้องยิ่งรักหนังสือ และถ้าใครอ่านหนังสือแล้ว ก็สมควรที่จะต้องหาหนังมาดู จะยิ่งรักมากเข้าไปอีก เพราะมันดีงามทั้งคู่ และ uplifting ขั้นสุดค่ะ

หนังสือ “งานเลี้ยงของบาเบตต์”  หรือ “Babette’s Feast” เป็นเรื่องที่เล่าขานกันต่อๆมาถึงสองพี่น้องผู้เคร่งศาสนาคู่หนึ่ง ที่เป็นบุตรสาวของท่านสาธุคุณเจ้าของนิกายโปรแตสแตนท์ที่เคร่งครัดนิกายหนึ่ง ทั้งคู่ใช้ชีวิตอย่างสุดสมถะในเมืองเล็กๆที่ชื่อบาร์เลอโว้ก ในหุบเขาอันหนาวเหน็บของประเทศนอร์เวย์ โดยผู้คนในเมืองนั้น ต่างยึดมั่นในพระวัจนะของพระเจ้า โดยได้ละแล้วซึ่งกิเลสทางโลกทั้งปวง

ภัตตาคารแห่งนั้น ได้เสิร์ฟอาหารที่มีรสชาติอร่อยเลิศล้ำ และมหัศจรรย์เกินกว่าจะเข้าใจได้จานหนึ่ง ชื่อของมันคือ ไคล์ส ออง ซาร์โคฟาจ

อยู่มาวันหนึ่ง ได้มีหญิงชาวฝรั่งเศสนามว่า บาเบตต์ มาปรากฏตัวขึ้นที่หน้าบ้านของสองพี่น้อง ในสภาพที่หิวโหย เหน็บหนาว และหมดสิ้นเรี่ยวแรง ด้วยความที่มีจิดใจที่งดงาม สองพี่น้องจึงตัดสินใจรับอุปการะบาเบตต์ไว้ โดยให้เธอทำงานเป็นสาวใช้ในบ้าน  คอยดูแลเรื่องการครัว และอาหารการกินด้วย ซึ่งบาเบตต์ก็ทำหน้าที่โดยไม่ขาดตกบกพร่องเป็นเวลาถึง 12 ปีเต็ม

จนกระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง ได้มีจดหมายจากฝรั่งเศสจ่าหน้าถึงบาเบตต์เพื่อแจ้งว่า เธอถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งของฝรั่งเศส โดยได้รับเงินรางวัลสูงถึง 10,000 ฟรังค์ ซึ่งเป็นเงินที่มากพอที่ช่วยให้บาเบตต์เดินทางกลับฝรั่งเศสได้สบายๆ ซึ่งตอนนั้น ก็ประจวบเหมาะพอดีกับการที่สองพี่น้อง ต้องจัดงานรำลึกถึงท่านสาธุคุณผู้เป็นบิดาพอดี

“นี่ยิ่งแปลกเข้าไปใหญ่!” เขารำพึงกับตัวเอง

“เพราะเราแน่ใจได้เลยว่า เรากำลังรับประทานซุปเต่าอยู่ แล้วนี่ซุปเต่าอะไรถึงได้รสชาติวิเศษเช่นนี้!”

บาเบตต์เห็นดังนั้น จึงขันอาสา ขอเป็นผู้ปรุงอาหารค่ำแบบฝรั่งเศสแท้ๆ เลี้ยงเหล่าพี่น้องทั้งหลายเอง สองพี่น้องได้ยินดังนั้น ก็คัดค้านอย่างหัวชนฝา แต่ในที่สุดก็ต้องยอม เพราะทนท่าทีที่ยืนกรานของบาเบตต์ไม่ได้

และเมื่อถึงวันงาน บาเบตต์ได้รังสรรค์สิ่งมหัศจรรย์ให้บังเกิดขึ้นบนโต๊ะอาหาร ส่งผลให้เหล่าพี่น้องที่ได้ลิ้มลอง ถึงกับหลงลืมตัวตนไปชัวขณะ และลอยละล่องขึ้นไปสู่ห้วงแห่งความปิติ และความสุขอย่างเต็มตื้น และเหลือล้น ประหนึ่งได้เสพย์งานศิลปะชั้นเยี่ยม จากศิลปินชั้นยอด

พวกเขารู้แต่เพียงว่าห้องทั้งห้องได้สุกสว่างไปด้วยแสงแห่งสวรรค์ ราวกับว่ารัศมีทรงกลดเล็กๆ ที่อยู่เหนือหัวเทวดาได้หลอมรวมเข้าด้วยกันเป็นรัศมีสุกปลั่งเพียงหนึ่งเดียว … และแม้กระทั่งเวลาเองก็ยังหลอมรวมเข้าจนเป็นนิรันดร์

แล้วความลับทั้งหลายทั้งปวงของบาเบตต์ก็เปิดเผยขึ้นในคืนนั้นเอง ……

เพราะฉันเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ๋ไม่มีทางยากจนหรอกค่ะมาดาม เพราะเรามีบางสิ่งบางอย่างที่คนอื่นๆไม่มี หรือแม้แต่จะได้รู้จัก … สิ่งที่แย่ และเลวร้ายจนเกินทนของการเป็นศิลปินก็คือ การที่ต้องถูกขอร้องในสิ่งที่เขาทำได้ไม่ดีถึงที่สุด ซ้ำยังได้รับการปรบมือชื่นชมอีกด้วย

งานเลี้ยงของบาเบตต์ หรือ Babette’s Feast เรื่องนี้ ได้ถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์แล้วในปี 1987 โดยผู้กำกับชาวเดนมาร์ก ชื่อ กาเบรียล อาเซล อีกทั้งยังได้รับรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยมอีกด้วย โดยมี Karl Lagerfeld แห่งห้องเสื้อชาเนลเป็นผู้ออกแบบเสื้อผ้าของบาเบตต์ค่ะ

นี่คือตัวอย่างภาพยนตร์เรื่อง Babette’s Feast ค่ะ ซึ่งนอกจากจะเป็นหนังในดวงใจของใครหลายๆคนแล้ว ยังเป็นภาพยนตร์เรื่องโปรดของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรังซิส (Pope Francis) ้ด้วยค่ะ  ❤  คลิกอ่านรายละเอียดตามลิงคืนี้ได้เลยนะคะ Why does Pope Francis want us to watch the movie “Babette’s Feast?” โป๊ปทรงโปรดภาพยนต์เรื่องนี้มาก ถึงกับทรงเขียนแนะนำไว้ในเอกสาร Amoris Laetitia ถือเป็นภาพยนตร์เรื่องแรก และเรื่องเดียวที่โป๊ปทรงเนะนำให้ดู โดยมีบันทึกลงไปในเอกสารของวาติกันเลยค่ะ จะขอหยิบยกช่วง food scene มาให้ชมกันนะคะ

และนี่ก็คือ Trailer ค่ะ น่ารักที่สุด

ขอปิดท้ายบล็อกด้วยเสื้อผ้าของบาเบตต์ที่ออกแบบโดย Karl Lagerfeld ให้ Stephane Audran ผู้แสดงเป็นบาเบตต์ (ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของเขาเอง) สวยงามมากเลยนะคะ ❤

BABETTE'S FEAST (1988)
Babette’s Feast (1987 Denmark) aka Babettes gÊstebud Directed by Gabriel Axel Shown: StÈphane Audran (as Babette Harsant)

Bon Appetit!

สวนสัตว์กระดาษ คาเฟ่ลูส และเดย์ซี มิลเลอร์ จากงานหนังสือครั้งสั่งลาศูนย์สิริกิติ์

 

คิดแล้วก็ใจหายนะคะ เต๋อเองเป็นคนที่ผูกพันกับงานหนังสือมาเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยเป็นนักอ่านอย่างเดียว ก็จะชอบเดินเที่ยวงานหนังสือมาก ไปทีก็มักจะได้หนังสือกลับบ้านหอบใหญ่ทุกครั้ง ยิ่งถ้าได้ไปกับเพื่อนกลุ่มอ่านหนังสือด้วยกัน ยิ่งมีความสุขเข้าไปใหญ่ ทั้งช้อปหนังสือไป คุยกันไป เข้าบู้ธนั้น ออกบู้ธนี้ ซื้อเสร็จก็เอาหนังสือมาอวดกัน หิวก็หาอะไรทาน เม้ามอยกันไป มีความสุขมากค่ะ พอได้ขยับขึ้นมาเป็นนักแปล ยิ่งมีความสุขเข้าไปไหญ่ เพราะงานหนังสือก็คือช่วงเวลาที่ได้เจอบรรณาธิการ นักเขียน นักแปล รวมถึงเพื่อนพ้องในวงการทั้งหลายทั้งปวง ที่สำคัญคือได้ลุ้นยอดขายหนังสือ และได้เจอนักอ่านควบคู่ไปด้วย สนุกมากค่ะ

แต่ก็นั่นล่ะค่ะ ทุกงานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกรา เมื่อศูนย์สิริกิติ์ถึงคราวต้องปิดปรับปรุง ทำให้งานหนังสือที่จัดปีละสองครั้งเป็นประจำ ต้องย้ายไปจัดที่อิมแพ็คเมืองทองธานีแทน ซึ่งก็แน่นอนว่าเป็นที่ใจหายของคนในวงการทุกคน เพราะศูนย์สิริกิติ์นั้นตั้งอยู่ใจกลางเมือง มีสถานี MRT อยู่ตรงหน้า มันก็เลยสะดวกมาก เมื่อเทียบกับอิมแพ็ค ที่รถติดสนั่น (ขนาดอยู่แถวบ้านเต๋อเอง ถ้าไม่จำเป็นเต๋อยังไม่ไปเลยค่ะ) และถ้าฝนตก แป๊บเดียวน้ำก็จะท่วมอย่างรวดเร็ว คือจบข่าวเลย T^T เมื่อเป็นอย่างนี้ งานหนังสือคราวนี้ ก็เลยดูจะคึกคักเป็นพิเศษ อย่างน้อย พวกบรรดาหนอนๆทั้งหลาย ก็มาร่วมใจช้อปหนังสือสั่งลากันเป็นจำนวนมาก เพราะสำหรับบางคน อาจต้องห่างหายไปถึงสามปี อีกอย่าง ช่วงเวลาสามปีข้างหน้า งานหนังสือจะเป็นยังไง ก็ยังนึกภาพไม่ออกนะคะ ก็คงต้องหวังพึ่งงาน LIT FEST ที่เปิดตัวได้อย่างน่าประทับใจสุดๆตอนต้นปี ไปก่อนละกัน

สำหรับหนังสือที่สอยมาครั้งนี้ มีหลายเล่มมาก ขอเริ่มด้วย 3 เล่มนี้ก่อนละกัน

11cf04aa-554e-42a8-a54e-e70d7ece3b38
สวนสัตว์กระดาษ

สวนสัตว์กระดาษ และเรื่องสั้นอื่นๆ 

ประพันธ์โดย Ken Liu แปลโดย ลมตะวัน สนพ SALT

เป็นเรื่องสั้นแนวแฟนตาซี ไซไฟ ที่เต๋อประทับใจมากถึงมากที่สุดค่ะ ไม่เคยประทับใจหนังสือแนวนี้เท่าเล่มนี้ เพราะมีครบจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นพล็อตที่สุดบรรเจิด ชวนให้ตื่นตะลึง บางเรื่องก็กินใจมาก ขนาดอ่านจบแล้วน้ำตาแทบร่วงก็มี ด้วยความที่เต๋อเห็นว่าเป็นนวนิยายแฟนตาซี ไซไฟ คิดว่าคงอ่านแบบรวดเดียวจบ แต่ที่ไหนได้ กลายเป็นว่าอ่านเรื่องสั้นจบแต่ละเรื่องถึงกับต้องหยุดพัก แล้วค่อยไปต่อ ด้วยความที่มัน intense มาก บางเรื่องก็เศร้า กินใจ ถึงกับน้ำตาไหลก็มี คือมันดีจริงๆ สมแล้วที่ได้รางวัลมานับไม่ถ้วนซะขนาดนี้ ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วยแน่นอน เปิดมาเรื่องแรก (อุปนิสัยการทำหนังสือของสิ่งมีชีวิตบางชนิด) ก็ประทับใจแล้วค่ะ แค่ประโยคท่อนฮุคที่ว่า ใครๆก็ทำหนังสือ  ประโยคเดียว แล้วลองดูผลงานการทำหนังสือของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดที่ยกมานะคะ คืออึ้ง และทึ่งสุดๆ เขียนได้ว้าวมากค่ะ อ่านแล้วถึงกับหัวเราะหึๆ ยอมใจให้กับไอเดียคนเขียนจริงๆ 55555 เล่มนี้ นักแปลแปลเก่งมาก แค่เรื่องแรกเรื่องเดียว ถ้าไม่เก่งจริง เอาไม่อยู่ค่ะ

นอกจากเรื่องแรกแล้ว เรื่องที่เต๋อชอบมากๆ คือเรื่องที่ 4 (นักล่า) เต๋อชอบเรื่องนี้ที่สุดค่ะ มันได้บรรยากาศตั้งแต่หนังจีนกำลังภายใน ยุคโบราณ ไปจนถึงหนังฮ่องกงยุคแปดศูนย์ เก้าศูนย์หน่อยๆ คือเล่าพล็อตให้ฟังไม่ได้เลย ต้องอ่านตั้งแต่ต้นจนจบ แล้วจะรู้ว่าของเค้าดีจริงๆ เรียกว่าเต๋ออ่านตอนจบ แล้วอึ้งอ้าปากค้างไปเลย เขียนได้สุดมากกกกค่ะเรื่องนี้ ❤

อีกเรื่องที่ชอบรองลงมาก็คือ เรื่องสุดท้าย (ชายเจ้าปัญญากับพญาวานร) ที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของจีนไว้ได้อย่างกินใจ ชวนให้นึกถึงหนังฮ่องกงเรื่องหนึ่งที่เต๋อเคยดูตอนเด็กๆ ที่เล่าถึงหมู่บ้านหนึ่งที่โดนญี่ปุ่นบุก แล้วสุดท้าย ไม่ยอมแพ้ ตัดสินใจฆ่่าตัวตายทั้งหมู่บ้าน สำหรับเรื่องนี้ ถึงพล็อตจะไม่เหมือนกันซะทีเดียว แต่ก็หยิบยกเรื่องราวของประเทศจีนสมัยสงครามขึ้นมา และถ่ายทอดความรักชาติ ความเสียสละของคนจีนไว้ได้อย่างลึกซึ้ง กินใจมากค่ะ ลูกจีนทุกคนอ่านแล้วมีน้ำตาไหลแน่นอน

ส่วนเรื่องอื่น ก็ฉีกแนวต่างกันออกไป บางเรื่องมีกลิ่นอายของมูราคามิอยู่จางๆ บางเรื่องก็ออกแนวสืบสวนสอบสวนแบบไซไฟ บางเรื่องก็เกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารล้วนๆ ถึงเต๋อจะไม่ได้กรี๊ดทุกเรื่อง แต่โดยรวมแล้ว ต้องบอกเลยว่าเขียนดีมาก ไอเดียบรรเจิดสุดๆค่ะ

ประทับใจหนังสือเล่มนี้มาก และก็ปลื้มใจมากด้วย เพราะได้ลายเซ็นต์คุณลมตะวันนักแปล เรื่องนี้เป็นเล่มฝากฝีมือนักแปลจริงๆค่ะ แปลเก่งมาก ขอชมจากใจเลยค่า 😀

b84434e2-0734-4f8e-b845-e863e7e922ad
คาเฟ่ลูส เมนูที่รักจากการเดินทาง

คาเฟ่ลูส เมนูที่รักจากการเดินทาง 

ฟุมิเอะ คนโด เขียน กนกวรรณ เกตุชัยมาศ แปล สนพ ซันเดย์อาฟเตอร์นูน

เล่มนี้ก็ชอบอีกแล้วค่ะ ชอบตั้งแต่เห็นหน้าปกเลย 🙂 พอได้อ่านจริงๆก็ยิ่งชอบ หนังสือเกริ่นว่าเป็นแนว cozy mystery ซึ่งก็ cozy จริงๆ อ่านแล้วเห็นภาพคาเฟ่ลูสลอยมาเลยค่ะ เป็นคาเฟ่เล็กๆ ที่ทั้งน่ารัก และน่านั่ง เจ้าของเป็นหญิงสาวหน้าตาดี ใจดี คอยหากาแฟหอมๆ และขนมอร่อยๆ จากทั่วทุกมุมโลก มาเสิร์ฟ ตอนอ่าน รู้สึกเหมือนมีแสงแดดอ่อนๆ ของช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ สาดส่องขึ้นมารำไรเลย รื่นรมย์มากค่ะ 🙂

คาเฟ่ลูสเป็นเรื่องราวของนาระ เอโกะ สาวออฟฟิศวัย 37 ปี เธอเป็นสาวโสดที่มีความสุขกับการอยู่คนเดียว พอเสร็จจากทำงาน ก็ทำโน่นทำนี่มุ้งมิ้งของเธอไป จนกระทั่งวันหนึ่งเธอได้พบเจอกับคาเฟ่ลูส ซึ่งเป็นคาเฟ่เล็กๆ น่ารักๆ ใกล้บ้าน ที่ขายขนมที่เจ้าของอบเอง ที่เธอได้ไปพบเจอระหว่างการเดินทาง การได้ชิมขนมอร่อยๆจากทั่วทุกมุมโลก ได้เปิดโลกกว้างให้กับเอโกะ จนคาเฟ่ลูสได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของเธอไป

เนื้อเรื่องดำเนินไปเรื่อยๆแบบหนังสือญี่ปุ่นเลยค่ะ มีการขมวดพล็อตให้คนอ่านตื่นเต้นบ้าง แต่ไม่มาก คืออ่านได้เรื่อยๆจริงๆ เพลิดเพลินมาก มีความเป็นมูจิสูง คือเรียบง่าย แต่ก็มีความน่าสนใจอยู่ในที เต๋อชอบหนังสือแบบนี้มากค่ะ คือไม่ต้องมีพล็อตอะไรเยอะ แต่แต่ละบท แต่ละตอน มันมีความน่าอ่านด้วยตัวของมันเอง เหมาะมากที่จะนอนขดตัวอ่านบนเก้าอี้โซฟาตัวโปรด ในวันที่ฝนพรำ อะไรแบบนี้เลย ❤

แต่ละบท ก็มีปริศนาให้เราชวนติดตาม พอไม่ให้น่าเบื่อ โดยเฉพาะตอนจบ แอบมีเซอร์ไพรส์ด้วย น่ารักดีค่ะ 🙂

f1582869-d73e-439c-a6d1-35bd61a8ae18
เดย์ซี มิลเลอร์

เดย์ซี มิลเลอร์

เฮนรี่ เจมส์ ประพันธ์ โรเบอต้า เอนกาล็อก แปล สนพ ไลบรารี่ เฮาส์

เป็นเล่มที่ชอบมากอีกเล่มเลย ส่วนตัว เป็นคนที่กริ่งเกรงกับเฮนรี่ เจมส์มาตั้งแต่ไหนแต่ไร มีความรู้สึกว่างานเขียนของเฮนรี่ เจมส์ อ่านค่อนข้างยาก ต้องใช้ความตั้งใจสูง แม้จะอ่านจบแล้ว ก็มีเรื่องชวนให้ขบคิดต่อ ก็เลยรู้สึกดีใจที่เล่มนี้มีแปลเป็นภาษาไทย ช่วยให้เต๋อย่อยงานของเฮนรี่ เจมส์ได้ง่ายขึ้นมากเลยค่ะ

เดย์ซี มิลเลอร์ เป็นเรื่องราวของหญิงสาวชาวอเมริกัน ที่ทั้งสวย และรวยมาก ซึ่งตามแบบฉบับของเศรษฐีชาวอเมริกันที่เป็นเศรษฐีใหม่ทั่วไป เธอและครอบครัวก็เลยนั่งเรือข้ามมหาสมุทรมาท่องเที่ยว พักผ่อนหย่อนใจในแถบยุโรป และได้บังเอิญมาเจอกับคุณวินเทอร์บอร์น ชายหนุ่มอเมริกันจากตระกูลผู้ดีเก่าที่เมืองเวอเวย์ โดยวินเทอร์บอร์นนั้นได้พำนักอยู่ที่เจนีวามานานหลายปี จนพอจะเข้าในธรรมเนียมปฏิบัติของชาวยุโรป และชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในนั้นได้เป็นอย่างดี พูดง่ายๆก้คือ คุ้นกับความเป็นผู้ลากมากดีของสังคมยุโรปไปแล้ว

ครั้นพอมาเจอเดย์ซี สาวสวยผู้เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ซื่อสัตย์กับตัวเอง เชื่อมั่นในความเท่าเทียมกัน และรักอิสระ ซึ่งพูดง่ายๆว่าเป็นตัวแทนของโลกใหม่ ก็เลยเกิดการ clash กันระหว่างโลกเก่า กับโลกใหม่ ทำให้คนอเมริกันผู้ดีเก่าทั้งหลาย ที่อาศัยอยู่ในยุโรป (และอาจรวมถึงคนยุโรปเองด้วย) เกิดอาการรับไม่ได้ ดูถูกเหยียดหยามเธอ ถึงขั้นตัดเธออกจากสังคมไปเลย เพราะเห็นว่าเธอมีกิริยาไม่งาม ระริกระรี้ไป แถมยังไม่ถือตัว เจ้าชู้ คบคนไม่เลือกอีก จนสุดท้ายเธอต้องจบชีวิตลงอย่างน่าเสียดายด้วยโรคไข้จับสั่น

จริงๆ ถ้าอ่านแต่พล็อต ก็ออกจะดูล้าสมัยไปหน่อยนะคะ แต่สำหรับผู้หญิงสมัยโน้น ในยุคที่ชายเป็นใหญ่ การ quest for independence นี่มันยิ่งใหญ่ และยากเย็นเข็ญใจมากจริงๆ ดังจะเห็นตัวเอกฝ่ายหญิงของนวนิยายจากศตวรรษที่ 19 ที่ต่างล้วนแต่ใฝ่หาเจ้าอิสรภาพที่ว่านี้เหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็น Isabel Archer จาก The Portrait of a Lady ที่ประพันธ์โดยเฮนรี่ เจมส์ เหมือนกัน หรือ Lily ฺBart จาก The House of Mirth ที่ประพันธ์โดย Edith Wharton ซึ่งแต่ละคนมีทั้งโชคดี และโชคร้ายแตกต่างกัน  ถ้าฉลาด โชคดี และเข้มแข็ง ก็จะอยู่รอดแบบ Isabel Archer แต่ถ้าอ่อนแอ ใจอ่อน ก็จะต้องพบจุดจบที่น่าสงสารแบบ Lily Bart แทน

ตัดกลับมาที่ Daisy Miller ของเรากันบ้าง จริงๆถ้าไม่นับเรื่องสังคมชายเป็นใหญ่ของยุคก่อน ไอ้ความ clash ระหว่างโลกเก่า และโลกใหม่มันก็ยังมีให้เห็นอยู่ตลอดนะคะ ซึ่งก็เป็นความคลาสสิคของนวนิยายแนวสัจจนิยม (Realism) ที่สามารถสะท้อนให้เห็นความจริงในทุกยุคทุกสมัย เพราะมาจนถึงปัจจุบัน (เอาง่ายๆ บ้านเมืองเรา) ก็ยังมี clash ระหว่างโลกเก่า กับโลกใหม่ให้เห็นอยู่ตลอด

แต่ที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ตัวละครเดย์ซี มิลเลอร์ ยังคงความอมตะอยู่ตลอด แม้เวลาจะผ่านมาเป็นร้อยๆปีก็คือ ความซื่อสัตย์ต่อตัวเองของเธอ ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนตอนที่เธอปฏิเสธไม่ขึ้นรถม้าไปกับมิสซิสวอล์กเกอร์ โดยพูดว่า

ฉันไม่เคยได้ยินอะไรที่เคร่งครัดขนาดนี้! ถ้านี่เป็นสื่งที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นฉันก็ไม่มีอะไรที่เหมาะสมสักอย่าง คุณควรหยุดหวังดีกับฉัน ลาก่อน ขอให้คุณนั่งรถให้สนุกนะคะ!

อ่านแล้วถึงกับลุกขึ้นปรบมือให้ ชอบนางมาก จนไม่อยากให้เดย์ซีตายตอนจบ อยากให้เธออยู่ต่อ แล้วกลับไปอเมริกา ชีวิตเธอคงเป็นสีสันให้กับโลกนี้ได้มากเลยทีเดียว เพราะนางไม่แคร์เวิล์ดของจริง 😀 และถ้านำมาเขียนเป็นนวนิยาย ก็คงจะ timeless พอๆกับเรื่องเดิมแน่นอน ❤

จดหมาย/รัก/หนังสือ จากเกิร์นซีย์

Rosa's Moments

นี่คือสิ่งที่ฉันรักที่สุดเกี่ยวกับการอ่าน สิ่งเล็กสิ่งน้อยในหนังสือเล่มหนึ่งทำให้เราสนใจ และสิ่งเล็กสิ่งน้อยนั้นก็ชักนำเราไปสู่หนังสืออีกเล่ม และสิ่งเล็กสิ่งน้อยอีกเสี้ยวหนึ่งก็พาเราไปยังหนังสือเล่มที่สาม ก้าวกระโดดเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่มีจุดสิ้นสุด และไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากความสนุกสุขแสนเพียงประการเดียว

หลังจากนั่งเลือกอยู่นานว่าจะเอาหนังสือเล่มไหนมาเปิดศักราชบล็อกของตัวเองดี คิดไปคิดมาควรจะเริ่มด้วยเล่มนี้ดีกว่าเพราะเพิ่งได้ข่าวดีให้ปลื้มใจว่าดัชเชสออฟเคมบริดจ์ (หรือเคท มิดเดิลตั้น) เลือกหนังสือเรื่อง The Guernsey Literary and Potato Peel Pie Society หรือ “จดหมาย/รัก/หนังสือ จากเกิร์นซีย์”ของสำนักพิมพ์กำมะหยี่ ในภาคภาษาไทยที่เต๋อเป็นคนแปล กับเรื่อง When God was a Rabbit ให้เป็นหนังสือน่าอ่านประจำฤดูร้อนนี้ ลองเช็คข่าวตามลิงค์ข้างล่างได้เลยค่ะ

หนังสือเล่มโปรดของ Duchess of Cambridge (Kate Middleton)

อ่านแล้วก็ชวนให้ดีใจมากๆเพราะหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือที่คนแปลชอบมากๆเลย ยิ่งมีเจ้าสาวที่โด่งดังที่สุดในโลกออกโรงการันตีขนาดนี้ ก็ได้แต่ดีใจเป็นที่สุด ^_^ ด้วยความที่เป็นคนชอบอ่านหนังสือ กับเขียนจดหมายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การได้แปลหนังสือเล่มนี้ถือเป็นความสุขมากเลยค่ะ ขนาดแปลใกล้จบแล้ว ยังดึงต่ออีกหน่อย เพราะไม่อยากจบเร็ว อิอิ

9f926bc5-dcf5-473c-af66-28eff31895c6 จดหมาย/รัก/หนังสือ จากเกิร์นซีย์

สงสัยจังว่าหนังสือเล่มนี้เดินทางไปถึงเกิร์นซีย์ได้อย่างไร บางทีอาจเป็นสัญชาตญาณลี้ลับในการหาที่อยู่ของพวกหนังสือที่นำมันไปหานักอ่านที่คู่ควร

แต่ไหนๆเกริ่นมายืดยาวแล้ว ก็น่าจะบอกเล่าเรื่องราวย่อๆของหนังสือเล่มนี้ให้คนที่ผ่านไปมาได้รับทราบหน่อยนะคะ จดหมาย/รัก/หนังสือ จากเกิร์นซีย์เป็นเรื่องราวของจูเลียต แอชตัน นักข่าวสาวคนเก่งที่จู่ๆก็ได้รับจดหมายจากหนุ่มแปลกหน้าขี้อายชื่อดอว์ซีย์ อดัมส์ที่อยู่ไกลถึงเกาะเกิร์นซีย์ซึ่งเป็นหมู่เกาะในช่องแคบอังกฤษที่เขียนถามข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือ ด้วยความที่เขาไปซื้อหนังสือเก่าเล่มหนี่งซึ่งเป็นของเธอมาก่อน (น่ารักเนอะ) อ่านไปอ่านมาเกิดติดใจ เลยเขียนจดหมายมาถามนางเอกว่าพอจะหาซื้อหนังสือเล่มอื่นของคนเขียนคนนี้ได้ที่ไหนในลอนดอนบ้าง เพราะตอนนี้เป็นช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เกาะเกิร์นซีย์ถูกพวกเยอรมันยึดครอง ร้านหนังสือกับหนังสือดีๆถูกทำลายเรียบ ไม่เหลือเลยสักเล่ม และด้วยความรักในหนังสือเหมือนกันแบบนี้ ทำให้ท้ังคู่เขียนจดหมายหากันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

แต่ท่ามกลางห้วงน้ำแห่งความทุกข์ เรามีเกาะเล็กๆแห่ง – ความหวังไม่ใช่หรือ หรือจะเป็นความสุข หรืออะไรคล้ายๆแบบนั้นอยู่บ้าง

แต่สิ่งที่ทำให้นางเอกสนใจความเป็นไปของผู้คนในเกาะเกิร์นซีย์ก็คือการที่ดอว์ซีย์เขียนเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ สมาคมวรรณกรรม และพายเปลือกมันฝรั่งแห่งเกิร์นซีย์ ซึ่งความน่ารัก และความใสซื่อของชื่อสมาคมทำให้นางเอกของเราสนใจขึ้นมาทันที โดยดอว์ซีย์เล่าต่อว่าสมาคมชื่อประหลาดนี้เกิดขึ้นในวันที่ผู้คนในเกาะเกิร์นซีย์แอบกินหมูย่างกันอยู่ แล้วโดนพวกเยอรมันจับได้ ทำให้ต้องอุปโลกย์ว่าพวกตนกำลังนั่งเสวนาเรื่องหนังสือกันกับเหล่าสมาชิกสมาคมที่มีชื่อยาวเหยียดนี้ ปรากฎว่าพวกเยอรมันดันเชื่ออีก และสนใจสมาคมที่ว่านี้มาก พวกที่ละเมิดเคอร์ฟิวทั้งหลายเลยต้องตกกระไดพลอยโจนจัดตั้งสมาคมวรรณกรรมที่ว่านี่ขึ้นมาทันที ต่างคนต่างพยายามควานหาหนังสือที่พอจะมีติดบ้านมาอ่านกันใหญ่ ด้วยความกลัวพวกเยอรมันจะเล่นงาน

เอลิซาเบธเป็นเพื่อนของฉัน และในสถานที่แห่งนั้น มิตรภาพคือสิ่งเดียวที่ช่วยให้เราคงความเป็นมนุษย์อยู่ได้

การที่ต้องอ่านหนังสืออย่างจำยอมในตอนแรก ทำให้เหล่าสมาชิกในสมาคมอึดอัดกันไม่น้อย แต่พอเวลาผ่านไป พร้อมกับจำนวนหนังสือดีๆมีคุณค่าที่ได้อ่านเพิ่มมากขึ้น ทัศนคติและการมองโลกของผู้คนในนั้นเริ่มเปลี่ยนไป และทุกคนก็เริ่มรู้สึกว่าหนังสือ และมิตรภาพที่งอกงามขึ้นจากหนังสือ และการอ่านนั้น ทำให้พวกเขาทั้งหมดสามารถผ่านช่วงเวลาอันแสนโหดร้ายของสงครามโลกครั้งที่สองมาได้

หนังสือ จดหมาย/รัก/หนังสือ จากเกิร์นซีย์ เล่มนี้ ไม่เพียงแต่เป็นหนังสือที่ถ่ายทอดเรื่องราวของความรักระหว่างชายหญิง (ซึ่งก็คือพระเอก กับนางเอกในเรื่อง) ที่ทำออกมาได้น่ารัก และหวานละมุนใจมาก แต่ยังแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพในยามยาก คุณค่าของการอ่าน อิทธิพลของหนังสือดีๆที่มีต่อชีวิตคนเรา รวมถึงเกร็ดประวัติศาสตร์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และความเลวร้ายของสงครามที่คนสมัยนั้นต้องเผชิญ ด้วยโทนเรื่องที่อบอุ่น ละมุนมาก ทั้งยังสอดแทรกไปด้วยอารมณ์ขันน่ารักๆ ทำให้คนอ่านไม่รู้สึกหดหู่ไปกับสงคราม แต่ได้ความรู้ด้านเกร็ดประวัติศาสตร์กลับมาอีกเพียบเลยค่ะ

ดอว์ซีย์พูดน้อยที่สุด แต่พาไปดูสิ่งที่แสนอัศจรรย์ – อย่างโบสถ์เล็กๆหลังนั้น เขาจะยืนอยู่ข้างหลัง ปล่อยให้ฉันชื่นชมความงามของมันอย่างเต็มที่

สำหรับใครที่ชอบอ่านหนังสือ เขียนจดหมาย (คนชอบเขียนจดหมายต้องกรี๊ดแน่ๆ เพราะเล่มนี้ผูกเรื่องโดยการเขียนจดหมายหากันทั้งเล่ม)  และสนใจเรื่องราวในประวัติศาสตร์ ก็อยากจะขอแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ค่ะ เพราะจะอ่านด้วยความอิน เหมือนที่คนแปล แปลด้วยความอิน และมีความสุขสุดๆ

เธอต้องตัวสูงประมาณหนูคิตนะถึงจะมองโลกใบนี้ได้พอดี แกเก่งมากในการมองเห็นอะไรต่ออะไรที่ฉันไม่ทันสังเกต – ผีเสื้อ แมงมุม ดอกไม้จิ๋วๆที่ขึ้นอยู่ตามพื้นดิน ซึ่งยากจะเห็นเวลามีดอกฟูเซีย หรือดอกบูกาเวียแข่งกันบานเป็นดงอยู่ตรงหน้า

ขอให้อ่านอย่างมีความสุขนะคะ 🙂 ❤

อัพเดทล่าสุด

จดหมาย/รัก/หนังสือจากเกิร์นซีย์ 

View original post 109 more words

ราชินีนักอ่าน – The Uncommon Reader ชวนให้หลงเสน่ห์ของการอ่าน เพราะนักอ่านทุกคนเท่าเทียมกัน

 

ด้วยความที่ตัวเต๋อเองเป็นคนรักการอ่านอย่างยิ่งยวด ถึงขั้นสุด เรียกว่าพูดได้เต็มปากเลยว่าการอ่านคือ  my one and only passion ถึงขนาดอดข้าวก็ยอม ขอแค่มีหนังสือดีๆให้อ่าน 😀 และจากประสบการณ์ส่วนตัวของการเป็นนักอ่านมาตลอดชีวิตนี่เอง ทำให้เต๋อเชื่อมั่นมาตลอดว่าการอ่านมันเปิดโลกทัศน์ของเราให้กว้างไกลจริงๆ โดยเฉพาะการอ่านหนังสือประเภทวรรณกรรม (หรือ literature) ฉะนั้น พอมีสำนักพิมพ์ หรือบรรณาธิการเปิดโอกาสให้แปลงานที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ หรือการอ่านหนังสือ เต๋อจะรีบตอบรับทันที และดีใจจนแทบกระโดดตัวลอยทุกครั้ง เพราะมันคือ สิ่งที่ใกล้เคียงกับตัวเอง และหัวใจตัวเองมากที่สุด เพราะนักอ่านอย่างพวกเราย่อมรู้ดีว่าการอ่านหนังสือมันช่างดีงาม และเพิ่มพูนคุณค่าให้กับชีวิตมากมายขนาดไหน จนอยากเชิญชวนทุกคนให้หันมาอ่านหนังสือกันเยอะๆเลยค่ะ 🙂

เจ้าต้องไม่ฝากชีวิตไว้กับหนังสือ แต่จงหามันในนั้น

และหนึ่งในหนังสือเล่มที่ว่านั้นก็คือหนังสือเรื่อง ราชินีนักอ่าน  ที่ประพันธ์โดย อลัน เบนเน็ตต์ นักประพันธ์ชาวอังกฤษ เล่มนี้เต๋อแปลไว้นานหลายปีแล้วกับสำนักพิมพ์อื่น แต่จู่ๆก็โชคดีที่สำนักพิมพ์ Bookmoby Press มองเห็นคุณค่าหยิบขึ้นมาปัดฝุ่น และจับแต่งตัวซะใหม่ เปลี่ยนลุคให้น่ารัก น่าหยิบจับขึ้นมาอ่านเลยจริงๆค่ะ ต้องขอบคุณน้องที่ออกแบบปกมาก ทำออกมาน่ารักสุดๆเลยค่ะ ❤

เสน่ห์ของการอ่าน อยู่ที่ความเป็นกลางของมัน มีบางอย่างที่สูงส่งในเนื้อวรรณกรรม แต่หนังสือไม่ได้สนใจว่าใครอ่านมันอยู่ หรือว่าเราอ่านมันหรือไม่ นักอ่านทุกคนเท่าเทียมกัน รวมทั้งพระองค์ด้วย

ราชินีนักอ่าน เป็นเรื่องแต่งนะคะ และก็เป็นนวนิยายขนาดสั้นด้วย ที่ผูกเรื่องโดยใช้ควีนเอลิซาเบธที่สองแห่งสหราชอาณาจักรเป็นตัวเดินเรื่อง โดยสร้างสถานะการณ์ให้จู่ๆพระองค์เสด็จฯไปพบกับห้องสมุดเคลื่อนที่ประจำเมืองเวสต์มินสเตอร์เข้า ก็เลยได้ทรงพบปะกับคุณฮัทชิงส์ที่เป็นเจ้าของห้องสมุด และนอร์มัน ลูกค้าหนึ่งเดียวของห้องสมุด ที่กำลังค้นหาหนังสือง่วนอยู่ ด้วยความที่เกรงว่าจะเสียมารยาท และอาจทำให้คุณฮัทชิงส์รู้สึกไม่ดี พระองค์จึงทรงขอยืมหนังสือไปลองอ่านเล่มหนึ่ง ซึ่งเป็นนวนิยายของไอวี คอมป์ตัน-เบอร์เน็ต

พระองค์ยังทรงพบว่าหนังสือเล่มหนึ่งนำไปสู่หนังสืออีกเล่มได้อย่างไร และไม่ว่าพระองค์จะผินพระพักตร์ไปทางไหน พระทวารก็จะเปิดกว้างสำหรับพระองค์เสมอ จนวันวารที่มีนั้นไม่ยาวนานพอให้ทรงพระอักษรได้ตามพระทัยอีกต่อไป

และจากนวนิยายของไอวี คอมป์ตัน-เบอร์เน็ต ที่อ่านค่อนข้างยากเล่มนี้เอง ได้นำพระองค์ไปสู่หนังสือเล่มอื่นอีกมากมาย รวมถึงนำพาพระองค์ให้รู้จักนักประพันธ์ชื่อก้องโลกทั้งหลายทั้งปวงอีกด้วย สิ่งที่เต๋อชอบมากๆในหนังสือเล่มนี้ ก็คือพัฒนาการในการอ่านของควีน จากที่แทบจะไม่รู้จักหนังสือดีๆ หรือนักเขียนคนไ่หนเลย แค่หนังสือที่พระองค์ยืมจากห้องสมุดเพียงเล่มเดียว ทำให้พระองค์เกิดความกระหายใคร่รู้ และมีความมุ่งมั่นที่จะอ่านหนังสืออย่างไม่ท้อถอย ค่อยๆไต่ระดับการอ่านขึ้นไปเรื่อยๆ ตั้งแต่  ฌอง เฌอเนต์ เจ อาร์ แอคเคอร์ลีย์ อี เอ็ม ฟอร์สเตอร์ โธมัส ฮาร์ดี้ พี่น้องบรองเต้ เจน ออสเตน เฮนรี่ เจมส์ หรือนักเขียนรางวัลบุ๊กเกอร์อย่าง อนิตา บรุคเนอร์ เอียน แมคอีวาน และนักเขียนรางวัลโนเบลอย่าง อลิซ มันโร หรือคาซุโอะ อิชิกุโร่ จนในที่สุดพระองค์ก็สามารถอ่าน In Search of Lost Time (หรือ Remembrance of Things Past) ของพรูสต์จบทั้ง 8 เล่ม ซึ่งสำหรับเต๋อถือว่าควีนพัฒนามาจนถึงระดับสูงสุดของการเป็นนักอ่านค่ะ 🙂

ซึ่งหนังสือ และนักเขียนที่อ้างถึงในหนังสือเล่มนี้ ล้วนแต่เป็นวรรณกรรมที่ดีงามมาก ควรค่าแก่การอ่านทุกเล่มเลยค่ะ จะเห็นได้จากการเปลี่ยนแปลงนิสัยใจคอของควีนหลังจากได้อ่านหนังสือพวกนี้ ผู้แต่งแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงเห็นใจ และมีความเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น (รวมถึงการหักมุมในตอนจบที่อ่านแล้วขำ แทบตกเก้าอี้ นึกไม่ถึงว่าพี่แกจะเล่นแบบนี้ด้วย 555) เต๋อในฐานะคนแปล ก็อยากแนะนำให้ผู้อ่าน ราชินีนักอ่าน ทุกท่านที่สนใจ ได้ลองหามาอ่านดูบ้างทุกเล่มนะคะ ถึงบางเล่มจะอ่านยากอยู่สักนิด แต่ถ้าเราตั้งใจ ย่อมพิชิตมันได้แน่นอนค่ะ ❤

วรรณกรรมในความคิดของเรา คือประเทศอันแสนกว้างใหญ่ที่เราไม่เคยเดินทางไปถึงพรมแดนของมัน และการที่เราเริ่มเอาเมื่อสายเกินไปเช่นนี้ เราเลยไม่มีทางตามมันได้ทัน

นอกจากหนังสือที่กล่าวถึงในเล่มแล้ว สิ่งที่เต๋อชอบอีกอย่างของหนังสือเล่มนี้ ก็คือการที่ผู้แต่งเอาควีนมาล้อเลียน เสียดสี ซึ่งก็ทำได้อย่างตลกขบขัน แถมยังน่ารักอีกด้วย บางตอน เต๋อแปลเองยังถึงกับหัวเราะออกมาดังๆ 😀 ซึ่งเรื่องนี้ (สำหรับประเทศอังกฤษ คงไม่แปลกอะไร เพราะระบอบกษัตริย์ของเขา พัฒนาก้าวไกลขนาดเอาราชวงศ์มาล้อเลียนได้จนเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว 😀 ) อาจแปลกใหม่สำหรับประเทศเราอยู่บ้างนะคะ แต่ถ้าอ่านแบบเปิดใจ เต๋อก็ว่ามันขำๆดี 😉

การอ่านทำให้คนเรานุ่มนวลขึ้น ในขณะที่การเขียน ส่งผลในทางตรงกันข้าม การจะเขียนหนังสือได้นั้น คุณต้องทั้งแกร่งและอดทน

แต่สิ่งที่ชอบที่สุดของหนังสือเล่มนี้ ก็คือ quote ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ และการอ่านหลายโคว้ทเลย ที่เต๋อเห็นว่ามันโดนใจมาก 😀 จริงๆหนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือแปลของตัวเอง ที่มีคนหยิบยกข้อความโดนๆในหนังสือมาโคว้ทต่อเยอะที่สุดเลยนะคะ ตั้งแต่ตอนพิมพ์ครั้งแรกแล้ว เป็นอะไรที่คนแปลชื่นใจ และภูมิใจมาก โดยโคว้ทที่เด๋อว่าโดนสุด และชอบสุดก็คือโคว้ทที่บอกว่านักอ่านทุกคนเท่าเทียมกัน ซึ่งเต๋อว่าจริงมาก เพราะไม่ว่าจะเป็นใครมาจากไหน จะยากดีมีจนอย่างไร การอ่านหนังสือมันทำให้คนเราเท่าเทียมกันจริงๆ เพราะฉะนั้น ใครที่อยากอ่านหนังสือ ก็อย่าผัดวันประกันพรุ่งต่อไปอีกเลยนะคะ เพราะหนังสือดีๆในโลกนี้มีมากมายเกินกว่าจะอ่านได้หมดจริงๆ ยิ่งช้า จะยิ่งไล่ตามอ่านไม่ทันนะเออ ❤

หนังสือไม่มีการโอนอ่อนผ่อนตาม นักอ่านทุกคนเท่าเทียมกัน ….. มันไร้ซึ่งชื่อเสียงเรียงนาม มันถูกแบ่งปัน มันเป็นของร่วมกัน …

img_0105
ราชินีนักอ่าน (The Uncommon Reader)

ราชินีนักอ่าน (The Uncommon Reader) 

อลัน เบนเน็ตต์ เขียน

รสวรรณ พึ่งสุจริต แปล 

สำนักพิมพ์ Bookmoby Press

147 หน้า ราคา 200 บาท 

 

Waiting for the Dark, Waiting for the Light – บันทึกการเปลี่ยนผ่านของสาธารณรัฐเช็กในช่วง Velvet Revolution

บางครั้งการหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านซักเล่ม ก็ไม่ได้มีสาเหตุอะไรมาก นอกจากความบังเอิญ 😀 ด้วยความที่อยู่ดีๆ อยากลุกขึ้นมาจัดตู้หนังสือใหม่ ทำให้เต๋อเจอหนังสือเล่มนี้ซ่อนตัวอยู่ในซอกหลืบที่ลึกสุดของตู้ ในสภาพใหม่เอี่ยมอ่อง ครั้นลองพลิกหน้าปกดู ก็พบว่าตัวเองซื้อมาตั้งแต่ปี 1997 นู่น คือยาวนานมาก จำได้แต่เพียงรางๆว่าชอบ และประทับใจในระดับหนึ่ง แต่เนื้อหาที่แท้จริงจะเป็นอย่างไรนั้น คงต้องหยิบขึ้นมาอ่านอย่างจริงจังอีกซักรอบ

แต่ที่จำได้แม่นก็คือตอนนั้น เป็นช่วงที่เต๋อกำลังอินเลิฟกับงานเขียนของ Milan Kundera อย่างสุดๆ เพราะประทับใจเล่ม Unbearable Lightness of Being ของเขามาก จนต้องหาเล่มอื่นมาอ่านเพื่อดับความอยาก ซึ่งก็ชอบเกือบทุกเล่มนะคะ คืออ่านได้เรื่อยๆ แค่รู้สึกตะหงิดนิดๆ ว่าเล่มหลังๆที่คุนเดอร่าเขียนเป็นภาษาฝรั่งเศสนั้น ดีงามสู้เล่มก่อนๆที่เขียนด้วยภาษาเช็กไม่ได้ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เต๋ออยากลอง explore งานเขียนของนักเขียนเช็กท่านอื่น (ที่ไม่ใช่คาฟกาบ้าง 😀 – ไม่ใช่ไม่ชอบคาฟกานะคะ แต่อยากอ่านอะไรที่มันร่วมสมัยบ้าง เปลี่ยนบรรยากาศ) ก็เลยมาลงเอยที่หนังสือเล่มนี้ ยิ่งหนังสือพิมพ์ NYTimes จัดให้เป็น Notable Book of the Year ด้วย ก็เลยยิ่งมั่นใจว่าน่าจะดี 🙂

Waiting for the Dark, Waiting for the Light เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราว และสะท้อนสภาพสังคมของประเทศเชคโกสโลวาเกีย ในช่วง Velvet Revolution ได้อย่างชัดเจนชวนให้หดหู่ใจ 😢 ซึ่งก็คือช่วงเปลี่ยนผ่านจากการปกครองระบอบคอมมิวนิสต์ (หรือ Totalitarian ที่ปกครองโดยพรรคการเมืองพรรคเดียวมาตลอด 41 ปี) มาเป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย และแตกออกเป็น 2 ประเทศคือ สาธารณรัฐเช็ก และประเทศสโลวาเกียอย่างในปัจจุบัน

ตอนอ่านครั้งแรก ยอมรับเลยว่าไม่อิน และไม่ค่อยเข้าใจแก่นแท้ของเรื่องเท่าไหร่ อาจเป็นเพราะ อ่านตอนช่วงที่บ้านเมืองยังอยู่ในภาวะปกติอยู่ ก็เลยไม่เก็ทว่าคนที่มีชีวิตอยู่แบบโดนกดหัว ไร้ซึ่งสิทธิเสรีภาพนั้น มันขมขื่นขนาดไหน มาเข้าใจอย่างลึกซึ้งก็เมื่อ 21 ปีให้หลังนี้เอง 😰

เนื้อเรื่องในหนังสือ เป้นการบอกเล่าเรื่องราวของ Pavel Fuka ช่างภาพคนนึง ที่เคยคิดจะหนีออกนอกประเทศ เพราะทนสภาพการปกครองแบบลัทธิคอมมิวนิสต์ไม่ไหว เขากับปีเตอร์เพื่อนสนิทจึงวางแผนที่จะฝ่ารั้วลวดหนามที่กั้นพรมแดนระหว่างประเทศออกไป เพื่อไปตายเอาดาบหน้าที่อื่น ซึ่งก็แน่นอนว่าไม่สำเร็จ ทั้ง Pavel และ Peter จึงถูกตำรวจตระเวณชายแดนจับกุมตัว และถูกจำคุกในที่สุด

พอออกมาได้ ทั้ง Pavel และ Peter ต่างก็แยกย้ายไปมีชีวิตของตน โดย Pavel ทำงานเป็นตากล้องให้กับสถานีโทรทัศน์ของรัฐบาล ต้องกล้ำกลืนฝืนทน ทำหน้าที่ผลิตภาพยนตร์ propaganda ให้รัฐบาลเพื่อหาเลี้ยงตัวเองไปวันๆ ซึ่งเขาก็ประสบความสำเร็จพอควร ในขณะที่ปีเตอร์ ยังคงยึดมั่นอยู่กับอุดมการณ์เดิม เขาแต่งงานกับ Alice เพื่อนสาวร่วมอุดมการณ์ และหลบไปสร้างครอบครัวเล็กๆ โดยทำงานเป็นผู้ดูแลปราสาทแห่งหนึ่งแถบชานเมือง

Ivan Klima เขียนเรื่องนี้ได้ดีมากค่ะ มีวิธีการเล่าเรื่อง และเดินเรื่องได้อย่างน่าสนใจ โดยมีลักษณะของการซ้อนเหลื่อมกันระหว่างชีวิตจริงของ Pavel และ ภาพยนตร์ที่เขาตั้งใจจะถ่ายทำแบบนี้ตลอด จนแยกแทบไม่ออก มันจะมีความอึมครึม หม่นมัว และ obscure อย่างนี้ไปทั้งเรื่อง (ต้องใช้สมาธิ และตั้งใจอ่านพอสมควร ไม่งั้นจะเริ่มงง ว่าตอนไหนเรื่องจริง ตอนไหนคือหนัง) ระหว่างนั้น ก็จะมี sub-plot แทรกเข้ามาเป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการถ่ายทำภาพยนตร์ propaganda ของ Pavel  ที่โรงงานทำระเบิด หรือสภาพชีวิตในช่วงท้ายๆของผู้นำที่เข้าสู่สภาพถดถอยอย่างเต็มตัว (ประมาณ Autumn of the Patriarch ภาคเช็ก) หรือช่วงที่ประชาชนออกมาเดินขบวนประท้วงรัฐบาลจนนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ทั้งหมดนี้ ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นความคับแค้น ขมขื่น และสิ้นหวังของผู้คน จนบางคนต้องตัดสินใจทำอะไรบางอย่างที่นำใปสู่จุดจบอันน่าเศร้าของตน และผู้คนรอบข้าง นอกจากนี้ ยังแสดงให้เห็นถึงความเสื่อมโทรม และความพังพินาศของเชคโกสโลวาเกียภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์ได้อย่างถึงแก่น อ่านแล้วทั้งหดหู่ และสลดใจมากค่ะ 😢

หรือแม้แต่ช่วงที่ปลดแอกจากคอมมิวนิสต์แล้ว ก็ยังมีปัญหาอีกหลายเรื่องให้เผชิญ และถ้ายังปรับตัวไม่ได้ ก็ต้องขมขื่นต่อไป คือทุกอย่างที่เขียนนี่ Nobel Prize material ทั้งนั้นเลย จริงๆถ้า Ivan Klima จะมีชื่อติดโผพวกนักเขียน contender ของรางวัล Nobel prize for literature ก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะทุกอย่างที่เขียนนี่ล้วนแต่ชวนให้คนอ่านขบคิดต่ออีกหลายข้อทีเดียว

ซึ่งก็แน่นอนว่า ทุกการเปลี่ยนผ่าน ก็ไม่ใช่อะไรที่ง่ายเสมอไป เพราะความเจ็บปวด ขมขื่น ที่ฝังรากลึกมานาน นั้นยากที่จะเยียวยาให้เป็นปกติได้ บางคนจึงต้องอยู่อย่างมีความทุกข์เกาะกินใจตลอดไป ……

ความรู้สึกหลังอ่าน ประทับใจมากค่ะ ขนาดเล่มธรรมดา เบๆ ของเขา ยังชวนให้เราขบคิดได้ถึงขนาดนี้ คงต้องไปหาเล่มอื่นของเขามาอ่านอีกแน่นอน ตอนนี้ก็กำลังเล็ง Love and Garbage กับ The Spirit of Prague มาอ่านต่ออยู่ค่ะ เขียนดีสมกับเป็นนักเขียนระดับแนวหน้าของ Czech Republic จึงไม่น่าแปลกใจที่ Philip Roth จะชื่นชม Ivan Klima มาก ขนาดเอามาเขียนในหนังสือเรื่อง I Married a Communist ของเขาเอง ซึ่งถ้าเต๋อมีเวลา ต้องหามาอ่านแน่นอน

เทียบกับงานเขียนของ Milan Kundera อ่านงานเขียนของ Klima แล้ว คุนเดอร่านี่ขวัญใจมหาชนมากค่ะ ความซีเรียส ความจริงจังห่างไกลกันลิบลับมาก เทียบกันแล้ว คุนเดอร่านี่โคตรป๊อปเลย 😀

Out of the fog that shrouded the countryside, softening the outlines of people and things, demonstrators emerged, flags waved and speakers rose spontaneously to address spontaneous gatherings. Mostly they were people who had not been allowed to speak for years. They clambered on to piles of rock, balanced on the rims of fountains and on pedestals of statues whose removal they demanded, just as they demanded the removal of those who had bowed down before these statues. They spun visions of how everyone’s life, including Pavel’s own, would quickly be transformed and rise above the poverty in which it had for so long been mired. Others, who preferred actions to words, climbed onto rooftops to remove the snow-covered symbols of yesterday’s power. They pulled down street signs and fastened in their place new plaques scrawled with names that until recently had been unmentionable, and they sometimes gathered threateningly under the windows of abandoned Party secretariats, ready to break in and begin, or rather complete, the purging. In every face he saw a kind of ecstasy that looked almost sexual.

img_8282Ivan Klima เกิดเมื่อปี 1931 ที่กรุงปราก เขาเป็นนักเขียนชาวเช็กที่เคยผ่านประสบการณ์อยู่ในค่ายกักกันชาวยิวมาก่อน อีกทั้งงานเขียนยังถูกแบนอยู่หลายปี จนต้องตีพิมพ์นอกประเทศ Ivan Klima จัดเป็นนักเขียนระดับแนวหน้าคนหนึ่งของสาธารณรัฐเช็ก และได้รับรางวัลด้านวรรณกรรมอันทรงเกียรติอาทิ รางวัล Magnesia Litera และ Franz Kafka Prize ผลงานเขียนของเขาได้แก่เรื่อง A Ship Named Hope, My Merry Mornings, Judge on Trial, Love and Garbage, The Spirit of Prague เป็นต้น

Waiting for the Dark, Waiting for the Light

by

Ivan Klima 

234 pages

Picador USA

Lobster & Burger ที่รร. The St. Regis Bangkok

ช่วงนี้ชีวิตติดโปรมากค่ะ 😀 เห็นร้านอาหารแข่งกันออกโปรโมชั่นโดนๆมายั่วกิเลส ยิ่งทนไม่ไหว ต้องหาเวลาไปจัดกันหน่อยซักโปรสองโปร ให้สบายใจ 😉 พอดีเปิดเฟสมาเจอโปรน่าลองของโรงแรมเซนต์รีจิสพอดี ซึ่งเป็นโรงแรมที่เต๋อชอบอยู่แล้ว ก็เลยจัดซะเลย 😀 เป็นเมนูใหม่ของห้อง The Lounge ชั้นล่าง ที่ตอนนี้กำลังเสิร์ฟ Lobster and Burger อยู่ ดูน่าทานมาก อ่านที่โฆษณาในเพจ เบอร์เกอร์ของเขาใช้วัตถุดิบระดับพรีเมียมทั้งนั้น ทั้งล็อบสเตอร์เอย ทั้งเนื้อวากิวเอย  ฟัวกราส์ ชีส raclette roquefort สารพัน ก็เลยทนไม่ไหว พอเห็นเขามีโปรโมชั่นทุกวันพุธจัดเป็นเซ็ตเบอร์เกอร์ และล็อบสเตอร์โรล พร้อมเครื่องดื่มในราคา 700 บาท กับ 990 บาทเน็ตเท่านั้น ลองบวก ลบ คูณ หารดูแล้ว เห็นว่าคุ้ม ก็เลยต้องลองซักหน่อยค่ะ 😀

ว่าแล้วก็เกี่ยวก้อยชวนคุณแม่ไปทานสวยๆด้วยกันซะเลย พอดีช่วงนี้ มีเวลาว่างช่วงบ่ายวันพุธอยู่หนึ่งวันพอดี แถมร้าน The Lounge ก็ยังไม่เคยไปลองซะด้วย ก็เลยเสร็จเรา

ร้านอยู่ชั้นล่าง ใกล้ๆกับโจโจ้อ่ะค่ะ ที่แต่ก่อนเคยจัดเป็นที่ให้แขกนั่งพักเฉยๆ คราวนี้เขาปรับให้เป็นห้องอาหารใหม่อีกห้อง แนวแคชชวล แบบนั่งทานสบายๆ ก็ดูสวยงาม หรูหรา สมฐานะดีนะคะ 🙂

1a44559d-a5eb-40bc-a1fb-06a755de5fd6
The Lounge – St. Regis Bangkok Hotel

บรรยากาศข้างในก็จะเงียบ ออกขรึมๆหน่อย ตกแต่งสวย หรู ดูดีตามสไตล์เซนต์รีจีส จริงๆชอบตรงเงียบนี่แหละค่ะ 😀 มันดู exclusive ดี เหมือนนั่งทานอยู่ในห้องอาหารส่วนตัว โดยรวมแล้วเพลินมากค่ะ 🙂

8359e5fe-4e55-4c55-ba18-a83355506613
บรรยากาศภายในร้าน

พอได้ที่นั่งแล้วก็สั่งเบอร์เกอร์กันเลย คุณแม่สั่ง Rossini Burger ซึ่งก็คือเบอร์เกอร์เนื้อวากิว กับฟัวกราส์ เสิร์ฟพร้อมสลัด กับ truffle fries ที่หอมกลิ่นทรัฟเฟิลเบาๆ อร่อยมากค่ะ ส่วนเครื่องดื่มในเซ็ต คุณแม่สั่งกาแฟเย็น ผสมน้ำเชื่อมกลิ่นวานิลา เข้มข้น หอม อร่อยมาก เซ็ตนี้ 700 บาทถ้วน แอบชิมแล้ว ชอบมากกกกค่ะ คุ้มมาก เนื้อวากิวย่างมากำลังดี หอม ชุ่มฉ่ำมาก ส่วนฟัวกราส์ก็นุ่ม เนียน ละลายในปาก เขาให้มาชิ้นกำลังดี ไม่เล็กเกินไป ใส่มาซะปลิ้นเลย อร่อยมากค่ะ ยังคิดเลยว่าถ้าว่าง จะกลับมาซ้ำอีกรอบ 😀

img_7821
Rossini Burger

ส่วนของเต๋อสั่ง Lobster Roll ซึ่งก็เสิร์ฟพร้อมสลัด กับ truffle fries ตามเคย แต่เหมือน truffle fries เขาโรย parmesan cheese เพิ่มรสชาติด้วยค่ะ อร่อยมาก หอมชีสอวลอยู่ในปาก ส่วนตัว เต๋อแอบผิดหวังกับขนาดของ Lobster Roll นิดหน่อย เพราะใจหวังว่าน่าจะชิ้นใหญ่กว่านี้ T^T จริงๆรสชาติอย่างอร่อยเลยนะคะ เนื้อล็อบสเตอร์สด หวานฉ่ำมาก ตัวโรลก็นุ่ม หอมอร่อย ทามายองเนสรสวาซาบิ อร่อยฝุดๆ คือถ้าชิ้นใหญ่กว่านี้ จะให้สิบเต็มเลยค่ะ เซ็ตนี้ พร้อมเครื่องดื่มอีก 1 แก้ว ราคา 990 บาทเน็ต

img_7820
Lobster Roll

สำหรับเครื่องดื่ม เต๋อสั่ง Iced tea รสลิ้นจี่ ที่เรียกว่า Asia Tea ค่ะ หอม อร่อย ชื่นใจดีเหมือนกัน ให้มาแก้วขนาดบึ้มเลย คุ้มมาก ที่นี่เขาใช้ชา TWG ก็หอมใช้ได้อยู่ แต่ถ้าใช้มารียาจ จะสุดกว่านี้นะคะ

img_7803
Asia Tea

สรุปก็คืออร่อยมากทั้ง 2 อย่างค่ะ แนะนำให้สั่งเป็นเซ็ตจะคุ้มกว่า เพราะเขาให้เครื่องดื่มแก้วโตเลย ดื่มแทบไม่หมด ตัว truffle fries ก็ให้มาเยอะมาก บรรยากาศก็ดี บริการเลิศเหมือนเคย ชอบเลยล่ะค่ะ พุธไหนว่าง จะกลับไปซ้ำอีก 😀 แนะนำ Rossini Burger เลยค่ะ คุ้มมาก เป็นเบอร์เกอร์ไฮโซ 😀 จริงๆเขามีเสิร์ฟเป็น Tower ด้วยนะคะ สำหรับ 4-5 ท่าน มีเบอร์เกอร์อย่างละชนิด พร้อมล็อบสเตอร์อีก 2 ตัว เสียดายที่วันนี้มาแค่ 2 คน เลยสั่งมาทานคนละเซ็ต ก็อิ่มแล้ว แต่ถ้าใครสนใจ สั่งตามเมนูข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ อร่อยมาก ❤

img_7832
เมนู

แต่แค่นี้ก็อิ่มกำลังดีแล้วค่ะ เดิอนหน้า ตั้งใจว่าจะกลับมาจัด Afternoon Tea ที่เป็นเซ็ตน้ำเต้าของ Qeelin ต่อ จะออกมาเป็นอย่างไร และจะอร่อยน่ารักสมคำร่ำลือหรือเปล่า รออ่านนะค้าาาา ❤

img_7819
อาหารอร่อย บรรยากาศดีมากค่ะ

ถ่ายเสร็จก็เข้าปากเลย

img_7833

 

The St. Regis Bangkok Hotel

 

 

ความงดงามของแสงเงา และความสุนทรีย์ขั้นสุดของนักเขียนญี่ปุ่น ใน In Praise of Shadows

นั่งคิดอยู่นานว่าจะเขียนรีวิวหนังสือเล่มนี้ยังไงให้ถ่ายทอดความดีงาม และความสละสลวยได้หมด ด้วยความที่ชอบหนังสือเล่มนี้มากกกกก (ไม่รู้คนอื่นเป็นรึเปล่านะคะ) คืออ่านซ้ำมา 3 รอบแล้วก็ยังไม่เบื่อ ในขณะที่เพื่อนบางคนบอกอ่านแล้วหลับ บางคนบอกรำคาญทานิซากิที่ทำตัวเหมือนตาแก่ขี้บ่น แต่เรากลับชอบแฮะ ไม่รู้เป็นไง ยิ่งอ่าน ยิ่งชอบ ถ้ามาดูหนังสือของเต๋อ จะเห็นว่ามีการขีดเส้นไฮไลต์ประโยคที่ชอบไว้เต็มเล่มเลย คือชอบแทบจะทุกประโยคเลยก็ว่าได้ 😀 รู้สึกว่าทานิซากิเขียนเล่มนี้ได้งดงาม ละเอียดอ่อน และสุนทรีย์เป็นที่สุด การบรรยายแต่ละอย่างนี้พรูสต์มาเองเลย ชอบมากค่ะ ❤

In Praise of Shadows เป็นความเรียง (essay) ด้านสุนทรียภาพในมุมมองของนักประพันธ์ชั้นครูของญี่ปุ่น Jun’ichiro Tanizaki โดยเนื้อหาว่าด้วยความงดงามของแสงเงาที่ทอดผ่าน หรือทาบทับสิ่งต่างๆรอบตัว รวมถึงความหม่นมัวของข้าวของเครื่องใช้ และแสงเงาสลัวรอบกายเรา ซึ่งทานิซากิมองว่างดงาม มีเสน่ห์ ชวนให้เพ่งพินิจ และน่าหลงไหลเป็นที่สุด แต่น่าเสียดายที่ความงามเหล่านี้ นับวันจะสูญหายไปกับกาลเวลา และความเจริญด้านวัตถุของประเทศญี่ปุ่น

หนังสือเล่มนี้ ถูกตีพิมพ์เป็นครั้งแรก (เป็นภาษาญี่ปุ่น) เมื่อปี 1933 (แต่เวอร์ชั่นแปลภาษาอังกฤษออกมาในปี 1977)  ซึ่งอยู่ในยุคที่เป็นจุดเปลี่ยนของประเทศญี่ปุ่นพอดี เป็นช่วงที่ญี่ปุ่นที่ต้องปรับตัว เร่งพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เจริญทัดเทียมชาติตะวันตก ส่งผลให้ผู้คนเกิดความหลงลืม หรือละเลยรากเหง้าของตน ซึ่งทานิซากิ ที่ตอนนั้นเข้าสู่วัยกลางคน ก็คงจะรู้สึกเศร้าใจนิดๆ ในขณะที่เขียนหนังสือเล่มนี้ ทำให้สำนวน และภาษาที่ใช้ มีความโหยหาอาวรณ์ ถึงวันคืนเก่าๆที่แสนดีเจืออยู่ตลอดทั้งเล่ม

And the toilet is the perfect place to listen to the chirping of insects or the song of the birds, to view the moon, or to enjoy any of those poignant moments that mark the change of the seasons

เนื่องจากในช่วงนั้น ประเทศญี่ปุ่นถูกรุกล้ำด้วยวัฒนธรรมตะวันตกเป็นอย่างมาก จนทำให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไป งานเขียนของทานิซากิเล่มนี้ จึงเป็นการเปรียบเทียบความงาม และสุนทรียภาพในแบบของญี่ปุ่น เทียบกับประเทศตะวันตกตลอดเวลา (ทานิซากิเป็นคนที่ชาตินิยมมากค่ะ เต๋อมาเข้าใจความชาตินิยมของคนญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจนก็จากหนังสือเล่มนี้) เริ่มตั้งแต่การสร้างบ้านเรือน ที่แต่เดิม เป็นบ้านที่สร้างให้เข้ากับสภาพแวดล้อม และสภาพอากาศของประเทศญี่ปุ่น ซึ่งแตกต่างจากบ้านแบบตะวันตกโดยสิ้นเชิง (ก็คงจะคล้ายๆกับคนไทยเปรียบเทียบบ้านไม้ใต้ถุนสูงของเรา กับบ้านสมัยใหม่ อะไรประมาณนั้น) ไม่ว่าจะเป็นบ้านที่มีชายคากว้าง จะช่วยกันแดด กันลม กันฝนได้อย่างดี ผนังห้องบุด้วยกระดาษ ไม่ใช้กระจกอย่างของฝรั่ง รวมถึงประตูเลื่อนกรุด้วยกระดาษที่เรียกว่า shoji หรือห้องน้ำแบบญี่ปุ่นแท้ๆ ที่สร้างแยกออกมาจากตัวบ้าน ที่ความหม่นมัวของสุขภัณฑ์ที่ทำจากไม้ และความมืดสลัวของบรรยากาศรอบตัว ได้สร้างความสุนทรีย์ให้กับผู้ใช้งานได้ถึงขีดสุด ในขณะที่สีขาวเจิดจ้า และประกายวาววับของเครื่องสุขภัณฑ์สมัยใหม่ ได้ทำลายความงาม และสุนทรียภาพของการเข้าห้องน้ำไปจนหมดสิ้น

นอกจากความมืดสลัวของห้องน้ำแล้ว ชายคาบ้านที่ใหญ่ และกว้าง รวมถึง ประตูเลื่อนแบบโปร่งแสง (Shoji) ของญี่ปุ่น ก็ยังช่วยกรองแสง และดูดซับแสงให้ลอดผ่านเข้ามาในบ้านได้เพียงรำไร จึงช่วยขับสี และบรรยากาศของบ้านให้เอิบอิ่มด้วยสีนวล ที่มีระดับความนุ่มนวลเข้ม อ่อน ต่างกันในแต่ละช่วงเวลาของวันอีก

… Japanese paper gives us a certain feeling of warmth, of calm and repose.  Western paper turns away the light, while our paper seems to take it in, to envelope it gently, like the soft surface of a first snowfall.  It gives off no sound when it is crumpled or folded , it is quiet and pliant to the touch as the leaf of a tree.

Sometimes a superb piece of black lacquerware, decorated perhaps with flecks of silver and gold ….  and light them not with the rays of the sun or electricity but rather a single lantern or candle: suddenly those garish objects turn somber, refined, dignified.

พวกข้าวของเครื่องใช้ก็เช่นกัน ที่เต๋อชอบมากคือตอนที่ทานิซากิบรรยายถึงถ้วยซุปมิโสะ ซึ่งเป็นถ้วยทรงมนเรียบๆสีดำเคลือบเงาด้วยแลคเกอร์ (และแม้กระทั่งตัวซุปมิโสะเองก็มีความขุ่นมัว) ซึ่งสีดำของถ้วยที่เกิดจากความหม่นมืดซ้อนทับกันหลายชั้น ก่อนจะถูกเคลือบด้วยแลคเกอร์จนขึ้นเงานี่เอง ที่ความงามของมันค่อยๆเผยออกมาให้เราดื่มด่ำอย่างช้าๆ โดยถ้วยบางใบก็อาจแต่งแต้มด้วยผงเงิน ผงทอง ซึ่งถ้ามองผาดๆ ก็จะไม่เห็นความงดงามของมัน จนเมื่อมันต้องแสงเทียน หรือแสงจากโคมไฟ ผงทองของถ้วยซุปก็จะเปล่งประกายวับวามออกมาทันที อ่านแล้วให้ความรู้สึกที่ละมุนมากเลยค่ะ แค่จะยกถ้วยซุปขึ้นจิบ ยังสุนทรีย์ขนาดนี้ เต๋อทึ่งเรื่องการมองสิ่งต่างๆรอบตัวของคนญี่ปุ่นมากค่ะ เพราะล้วนแต่สะท้อนให้เห็นจิตวิญญาณแบบเซนทั้งนั้น ทุกอย่างช่างสงบนิ่ง หม่นมัว และงดงาม

อีกตอนที่ชอบมาก คือตอนที่ทานิซากิบรรยายความงามของห้องเล็กๆด้านใน (Tokonoma – alcove) img_7711สำหรับพักผ่อน ที่ตกแต่งด้วยภาพกระดาษแบบม้วน ดอกไม้ และแจกัน ซึ่งของตกแต่งเหล่านี้ ล้วนแต่ช่วยเพิ่มความเข้มของแสงเงาในห้องเล็กๆนี้ ให้ดูสลัวหม่นมากขึ้น แม้แต่การเลือกภาพมาประดับ ก็ต้องให้เข้ากับห้องด้วย คนญี่ปุ่นจึงพิถีพิถันในการเลือกภาพมาก เพราะไม่ว่าภาพนั้น จะเป็นผลงานของศิลปินนามอุโฆษขนาดไหน แต่ถ้านำมาตกแต่งแล้ว ไม่เข้ากับห้อง ก็ถือว่าไม่ผ่าน แถมทานิซากิยังบอกอีกด้วยว่า ภาพวาดที่เก่าหน่อย จะเข้ากับความสลัวหม่นของ Tokonoma ได้ดีกว่าภาพใหม่ อ่านแล้วชื่นชมความละเอียดอ่อนของคนญี่ปุ่นมากเลยค่ะ ผู้คนเขาละเมียดละไม และเต็มไปด้วยศิลปะมาก ❤

We do our walls in neutral colors so that the sad, fragile, dying rays can sink into absolute repose …. We delight in the mere sight of the delicate glow of fading rays clinging to the surface of a dusky wall, there to live out what little life remains to them.  We never tire of the sight, for to us this pale glow and these dim shadows far surpass any ornament.

เท่านี้ยังไม่พอ ทานิซากิยังได้พูดถึงความงามของเงาสลัว และพิ้นผิวที่หม่นมัวของสิ่งต่างๆรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประดับอย่างหยก หรือขนมโยคัง ที่ความหม่นมัวของพิ้นผิว ได้ดึงดูดให้เราเพ่งมองอย่างพินิจ จนเกิดสมาธิ และมองเห็นความงามอันแสนอ่อนละมุนที่ซ่อนอยู่

img_7715
Yokan – ขนมโยคัง

หรือแม้แต่ละครโนห์ของญี่ปุ่น ที่ทานิซากิมองว่า การตกแต่งอย่างเรียบง่าย และความมืดสลัวของฉาก ช่วยขับให้ตัวละคร และการร่ายรำ ดูงดงาม และสมจริงกว่าละครคาบูกิ ที่ทุกอย่างดูฉูดฉาด และเหนือจริงเกินไป จนไร้ซึ่งความขลังในแบบของโนห์

 

อ่านถึงตอนนี้ เล่นเอาเต๋อต้องไปเปิดหาละครโนห์ในยูทูป มาดูเทียบกับคาบูกิเลยค่ะ พอดูแล้วรู้สึกว่าโนห์ ดูหลอนกว่า และเซอร์กว่าละครคาบูกิอย่างเห็นได้ชัด 5555 รสนิยมของท่านทานิซากินี่คือที่สุดจริงๆ กราบเลย บ้านๆอย่างดิชั้น ดูไม่รู้เรื่อง 😀

ว่าแล้วก็ขอแปะลิงค์ ความเป็นมาของศิลปะการร่ายรำแบบโนห์ของญี่ปุ่นให้คุณผู้อ่านได้ชม เพื่อประดับความรู้ซะเลย 🙂

นอกจากเรื่องตึกรามบ้านช่อง และสิ่งรอบตัวแล้ว ทานิซากิยังพูดถึงอาหารการกินไว้ได้อย่างน่ารับประทานด้วยเช่นกัน ขอบอกว่าข้าวปั้นหน้าแซลมอน ที่ห่อด้วยใบพลับของทานิซากินั้นน่าทานม้ากกกกกก แค่อ่านกรรมวิธีการปั้นก็ทึ่งแล้ว เพราะถึงแม้จะเรียบง่าย แต่ก็พิถีพิถัน กระทั่งการโรยเกลือ หรือเหยาะน้ำส้มสายชู ยังทำอย่างมีจังหวะจะโคน หรือแม้แต่การเก็บข้าวปั้นลงกล่อง ก็ยังต้องเรียงให้ชิดกันแบบไม่ให้มีช่องว่างให้อากาศเข้าไปได้ อ่านจบแล้ว รู้สึกเลยว่าข้าวปั้นของทานิซากิต้องอร่อย และสดมากแน่นอน แทบนึกอยากจะหุงข้าวสวยญี่ปุ่น และปั้นกับปลาแซลมอนทานเองเลย ชอบมากเลยค่า ❤

ในส่วนของความรู้สึกหลังอ่าน  เต๋ออ่านแล้วเข้าใจทานิซากินะคะ แล้วก็เข้าใจความชาตินิยมของคนญี่ปุ่นด้วย วัฒนธรรมของเขาแข็งแกร่ง และหยั่งรากลึกมาก น่าชื่นชมจริงๆ ลองคิดดูสิคะ เวลาผ่านมาหลายสิบปี ญี่ปุ่นกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปแล้วก็จริง แต่รากเหง้า วัฒนธรรมของญี่ปุ่นก็ยังคงอยู่ให้สืบสานต่ออย่างมั่นคง เพราะคนเขาเห็นคุณค่า และช่วยกันอนุรักษ์นั่นเอง ถึงได้บอกว่า เข้าใจความชาตินิยมของคนญี่ปุ่นได้อย่างชัดเจน ก็จากการอ่านหนังสือเล่มนี้ค่ะ

จริงๆเต๋อเสียดายอยู่อย่างเดียว ว่าทำไมทานิซากิถึงพลาดรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมไปได้ยังไง เขียนได้ดีงามขั้นสุดขนาดนี้ หรือว่าเขาชาตินิยมเกินไป ฝรั่งอ่านแล้วอาจมีสะดุ้ง 😀

In Praise of Shadows มีแปลเป็นไทยนานแล้วค่ะ ตั้งชื่อไทยได้อย่างงดงาม และละมุนละไมมากว่า เยิรเงาสลัว ที่กลับมาพิมพ์ใหม่อีกรอบแล้วด้วย แต่เล่มที่เต๋ออ่านเป็นภาษาอังกฤษค่ะ (แปลโดย Edward G. Seidensticker นักแปลในดวงใจ ส่วนตัวคิดว่างานแปลของนักแปลท่านนี้คือที่สุดทุกเล่ม) ซึ่งก็น่าจะให้อารมณ์ไม่ต่างกับภาคภาษาไทยเท่าไหร่

In Praise of Shadows

by

Jun’ichiro Tanizaki 

Translated by Thomas J. Harper and Edward G. Seidensticker 

Vintage Books – 75 pages