ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) – Mediterranean Cruise Trip (2)

Venice
Venice

Venice – Day 2

หลังจากนอนหลับพักเอาแรงกันให้หายเหนื่อย เราก็รีบตื่นแต่เช้าเพื่อออกท่องเวนิสกันค่ะ มันเป็นยามเช้าที่แสนสดชื่น อากาศเย็นประมาณ 10 องศานิดๆ มีหมอกลงจางๆ เราออกมาเดินเล่นรับลมหนาวกันแถวโรงแรมก่อน เพื่อสัมผัสชีวิตยามเช้าของผู้คนในเวนิสกัน จากนั้นก็เดินขึ้นไปชมวิวบนสะพานข้าม Grand Canal ตรงท่าเรือของสถานีรถไฟ Santa Lucia เพื่อดื่มด่ำกับทิวทัศน์ที่งดงามของเวนิสกันให้หายคิดถึง ฉันไม่ได้มาเที่ยวเวนิสนานมาก การได้กลับมาเยือนที่นี่อีกครั้ง และได้มองเห็นความงามของเวนิสผ่านม่านหมอกจางๆในตอนเช้าของต้นฤดูหนาว ก็ให้ความรู้สึกชวนฝันไปอีกแบบเลยทีเดียว

Venice in the Morning
Venice in the Morning

หลังจากดื่มด่ำกับทัศยนียภาพแรกของเวนิสกันพอให้หายคิดถึงแล้ว จุดหมายต่อไปของเราก็คือ San Marco Square ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของเวนิส จริงๆระยะทางจากที่พักของเรา ไป San Marco Square นั้น ห่างกันค่อนข้างไกลโขอยู่ หลังจากสองจิตสองใจว่าจะนั่งเรือ หรือเดินไปดี เราเลยเลือกอย่างหลัง เพราะการได้เดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอันแสนคดเคี้ยวของเวนิส ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองนี้เลยจริงๆ และมันก็เป็นการเดินที่แสนจะมีความสุขค่ะ เพราะทุกย่างก้าวที่เดิน ก็ยิ่งทำให้เราหลงเสน่ห์ของเวนิสเข้าไปทุกขณะ ยิ่งอากาศดีขนาดนี้ เราแทบไม่รู้สึกเหนื่อยเลย อยากดื่มด่ำกับความสุขแบบนี้ไปนานๆ แทบจะไม่อยากให้ถึงจุดหมายเลยเสียด้วยซ้ำ 🙂

ครั้งก่อนที่มาเวนิสจำได้ว่านักท่องเที่ยวเยอะมาก เนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดู spring ฉันแทบไม่ต้องทำอะไรนอกจากเดินไหลไปตามกระแสนักท่องเที่ยว ไม่นานก็ถึงจุดหมายที่ทุกคนรอคอย นั่นคือ San Marco Square เพียงแต่ครั้งนี้ เป็นช่วงฤดูหนาว นักท่องเที่ยวค่อนข้างบางตา เราจึงต้องใช้บริการของ Google Map ที่พาเราเดินลัดเลี้ยวไปตามตรอกซอกซอยต่างๆของเวนิส จนในที่สุด เมื่อฉันเห็นร้าน Gucci ร้านเก่า กับร้านรองเท้า Fratelli Rosetti ร้านดั้งเดิมเก่าแก่ที่ฉันใส่ประจำตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เราก็เริ่มสะกิดกันว่าน่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะ และก็เป็นดังคาด อีกเพียงแค่อึดใจเดียว เราก็มาโผล่ที่ San Marco Square ที่แสนจะงดงาม และเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองเวนิสแล้ว ใครที่มาเวนิส คงจำความรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้ได้ทุกคนนะคะ เพราะไม่ว่าเราจะมาเวนิสกี่ครั้ง ก็จะรู้สึกตื่นเต้น และดีใจทุกครั้งเมื่อได้เดินเข้ามาในจตุรัสแห่งนี้ ซึ่งความงดงาม อลังการของนาง ที่แม้แต่โคมไฟ ก็ยังเป็นสีชมพูอ่อนหวาน น่าจะเป็นสถานที่ในดวงใจของใครหลายคนแน่นอน ❤

และเมื่อยืนที่จตุรัสนี้ แล้วมองออกไปยังท้องทะเล Adriatic ที่อยู่เบื้องหน้า ก็จะเห็นเรือกอนโดล่า สัญลักษณ์สำคัญอีกอย่างของเมือง ซึ่งเป็นภาพที่งดงาม ติดตรึงใจมากค่ะ วันนั้น เราสามคนนั่งมองท้องทะเลได้เป็นชั่วโมงๆ แบบไม่มีเบื่อกันเลย ทุกคนลงความเห็นว่า เวนิสเป็นเมืองที่มีมนต์เสน่ห์ชวนให้หลงไหลมาก ไม่ว่าเราจะมาเยือนในฤดูไหนก็ตาม ยิ่งวันนั้น ใน conservatory เล็กๆแถวนั้น มีการจัดคอนเสิร์ตเพื่อบรรเลงบทเพลง The Four Seasons ของ Vivaldi (คีตกวีชาวเวนิส) ที่ไพเราะมาก จนเราต้องรีบวิ่งไปซื้อพิซซ่าจากร้าน Deli แถวนั้น มานั่งทาน โดยมีเสียงเพลงของ Vivaldi คลอไปด้วยเบาๆจนเราทานเสร็จ เศษพิซซ่าที่เหลือ ก็โยนให้นกแถวนั้นกิน นับเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากค่ะ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็สวยงาม และรื่นรมย์ไปหมด ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ดูมีความสุขกันถ้วนหน้า ❤

Venice's famous Gondodas
Venice’s famous Gondolas

หลังจากอิ่มกับพิซซ่า หม่ำเจลาโต้ให้หายอยาก และเดินเล่นแถวนั้นหลายรอบให้หายคิดถึงแล้ว คราวนี้ ก็มาถึงอีกแลนด์มาร์คหนึ่งที่สมควรแวะเวียนเข้าไป สำหรับคนที่ชอบดื่มคอกเทล (โดยเฉพาะ Bellini) ห้ามพลาดเลยนะคะ เพราะเราจะมาดื่มคอกเทล Bellini ต้นตำรับกัน เพราะไหนๆก็ทราบกันอยู่แล้วว่านอกจากเวนิสจะมีความงามอันเลื่องลือแล้ว นางยังเป็นต้นกำเนิดของคอกเทลสีชมพู ที่มีรสชาติละเอียดอ่อนอย่าง Bellini อีกด้วย โดยผู้ที่คิดค้นสูตรก็คือบาร์เทนเดอร์ผู้โด่งดังของยุคที่มีนามว่า Giuseppe Cipriani (ผู้ก่อตั้ง Harry’s Bar ที่เรากำลังจะเข้าไปเยือนนี่ล่ะค่ะ) โดย Bellini คือคอกเทลที่มีส่วนผสมของ Prosecco (Sparkling wine เวอร์ชั่นอิตาเลียน) กับ peach puree นำมาผสมกัน ได้ออกมาเป็นคอกเทลสีชมพูอมส้มอ่อนๆที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสีของคอกเทลนี่เองที่ทำให้ Cipriani หวนคิดถึงภาพวาดโทนสีชมพูอ่อนของนักบุญในสมัยศตวรรษที่ 15 ที่วาดโดยจิตรกรเอกชาวเวนิส Giovanni Bellini เขาเลยตั้งชื่อคอกเทลที่แสนโด่งดังแก้วนี้ว่า Bellini เพื่อเป็นเกียรติแก่จิตรกรท่านนั้นซะเลย

และร้าน Harry’s Bar ที่เรากำลังจะไปเยือน ก็คือร้านที่เปิดร่วมกันระหว่าง Harry Pickering มหาเศรษฐีหนุ่มชาว Boston (Bostonian) ที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหราในเวนิสสมัยนั้น กับ Cipriani บาร์เทนเดอร์ชื่อดังแห่งยุค โดย Pickering นั้นเป็นลูกค้าประจำของบาร์ในโรงแรม Europa ที่ Cipriani ทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่ และจู่ๆ Pickering ก็หายหน้าหายตาไป พอ Cipriani ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ก็ได้ความว่า Pickering กำลังถังแตกอยู่ เพราะโดนพ่อแม่ตัดออกจากกองมรดกเนื่องจากรับสภาพชีวิตเสเพล เอาแต่ดื่มเหล้าไปวันๆของลูกชายไม่ได้ Cipriani สงสาร เลยให้เงิน Pickering ยืมไป 10,000 ลีร์ หลังจากนั้นอีก 2 ปีให้หลัง Pickering กลับมา พร้อมกับคืนเงินให้ Cipriani 50,000 ลีร์ พร้อมกับคำขอบคุณ และข้อเสนอที่่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธที่ว่า เงินดอกเบี้ยอีก 40,000 ลีร์นั้น เป็นจำนวนเงินที่มากพอที่จะเปิดบาร์ได้สักแห่ง แล้วเราจะตั้งชื่อบาร์นี้ว่า Harry’s Bar

และความโด่งดังของ Harry’s Bar ก็เริ่มต้นจากตรงนั้น ตั้งแต่ปี 1931 และขยายสาขาไปอีกหลายประเทศทั่วโลกภายใต้ชื่อ Cipriani อันแสนโด่งดัง ที่บริหารงานโดยทายาทของ Cipriani ทั้งหมด โดยเฉพาะ Harry’s Bar นั้น ได้กลายเป็นแหล่งสิงสถิตของเหล่าคนดังมากมาย ตั้งแต่นักเขียนชื่อก้องโลกอย่าง Ernest Hemingway (ที่เลิฟร้านนี้มาก ขนาดมีที่นั่งประจำ), Truman Capote ไปจนถึงเหล่ามหาเศรษฐีอย่าง Baron Philippe de Rothschild, Aristotle Onassis, Peggy Guggenheim ไปจนถึงผู้กำกับ และนักแสดงชื่อดังอย่าง Alfred Hitchcock, Charlie Chaplin, Orson Welles และ Woody Allen รวมถึงสุดยอดนางแบบอย่าง Naomi Campbell ด้วย

และวันนี้ เราก็จะตามรอย Hemingway มาดื่ม Bellini ต้นตำรับอันแสนโด่งดังที่ Harry’s Bar กันนะคะ โดยเราจะตั้งต้นจาก San Marco Square ถ้าเราหันหน้ามองทะเล ร้านจะอยู่ทางขวามือของจตุรัสนี้ ห่างไปประมาณ 200 เมตร (ถ้าไปทางซ้ายจะเจอ Bridge of Sighs และโรงแรม Danieli) โดยเราจะเดินเลียบทะเลไปเรื่อยๆ พอข้ามสะพานตรงท่าเรือใหญ่ที่อยู่ทางขวามือ ก็เดินมาอีกนิดเดียว จะเห็นซอยเล็กๆที่ชื่อ Calle Vallaresso ร้านอยู่ขวามือ เลยปากซอยไปนิดเดียว เป็นร้านแรก แทบไม่มีจุดสังเกตอะไรเลย เพราะปิดประตูตลอดเวลา ฉันเดินผ่านไปมา 2-3 รอบยังหาไม่เจอเลย ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเห็นค่ะ

พอเข้าไปแล้ว ก็อึ้งๆเล็กน้อย เพราะร้านเรียบมาก และค่อนข้างเล็ก ไม่ได้มีความอลังการงานสร้าง หรือตกแต่งด้วยแชนเดอเลียร์เวเนเชียนแบบตู้มๆ อย่างที่ฉันจินตนาการไว้เลย เป็นร้านในยุโรปที่ Traditional มากๆ เหมือนย้อนเวลากลับไปในอดีตที่บริกรใส่ทักซิโด้สีขาว เรียบ โก้ กิริยามารยาท gentlemanly และให้เกียรติสุภาพสตรีมากค่ะ พอได้ที่นั่ง ฉันก็สั่ง Bellini มาดื่มทันที หน้าตาออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ

ฺFamous "Bellini" at Harry's Bar
ฺFamous “Bellini” at Harry’s Bar

และก็มีเรื่องให้อึ้งเล็กน้อย เมื่อเราเห็น Bellini ใส่แก้วน้ำธรรมดามาเลย (แทนที่จะเป็นแก้วแบบ Champagne Flute ให้โก้เก๋สมฐานะ) และก็ต้องอึ้งสองต่อกับราคา่ที่แสนแพงถึงแก้วละ 16.5 ยูโร (โอ้ แม่เจ้า) นี่คือ Bellini ที่แพงที่สุดในชีวิตที่ฉันเคยดื่มมาเลย แต่พอดื่มเข้าไปแล้ว ก็ต้องอึ้งอึกรอบ เพราะมันรสชาติดีม้ากกกกก (โอ้ แม่เจ้าอีกเหมือนกัน) เพราะนี่คือ Bellini ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยดื่มเลยค่ะ หอมกลิ่นพีชอ่อนๆ สดชื่นมากค่ะ เขาผสม Prosecco กับ peach puree เข้ากันได้ดีเหลือเกิน รสชาติกลมกล่อมที่สุด ยิ่งดื่มแกล้มกับ Olives ยิ่งอร่อย (แถมที่ร้านใจดีมาก ให้ chicken croquette เป็น complimentary อีกจาน ซึ่งอร่อยมากมายค่ะ – แอบเหล่โต๊ะข้างๆแล้ว ไม่เห็นมีใครได้อย่างเราเลย ก็เลยแอบปลื้มนิดๆ) สรุปแล้ว คือประทับใจมากค่ะ Bellini อร่อยที่สุดจริงๆ ถึงจะแพง แต่ก็ใช่ว่าเราจะมานั่งดื่มที่เวนิสได้ทุกวัน ถือว่าซื้อประสบการณ์ดีกว่า ที่สำคัญคือ เขาบริการเราดีมาก (ไม่เห็นหยิ่งอย่างที่หลายคนใน Trip Advisor บ่นไว้เลย พนักงานน่ารักเกือบทุกคนนะคะ โดยเฉพาะพนักงาน 2 คนตรงเคาน์เตอร์บาร์นั้นน่ารักมาก บริการเราดีสุดๆเลยค่ะ ต้องขอชม ได้อารมณ์ประมาณ Brasserie Lipp ในปารีสน่ะค่ะเพียงแต่ที่นี่ราคาโหดกว่าเยอะ) อีกอย่างร้านนี้ เมื่อในปี 2001 Italian Ministry of Cultural Affairs ได้ประกาศให้ Harry’s Bar เป็น National Landmark ของอิตาลีไปแล้ว ถ้าใครสนใจ อยากดื่มด่ำกับบรรยากาศแบบยุโรปแท้ๆในบาร์ที่เป็นตำนานแบบนี้ พร้อมลิ้มรส Bellini ที่อร่อยที่สุด ก็อยากให้ลองนะคะ การได้นั่งดื่มคอกเทลในตำนาน ในร้านโปรดของคนดังระดับโลกมากมาย ถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวค่ะ เพราะ Bellini ของเขารสชาติดีจริงๆ นี่ถ้าไม่ติดว่าแก้วละ 16.5 ยูโร มีหวังโดนฉันซ้ำไม่ต่ำกว่า 5 แก้วแน่นอน ❤

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ Cheers! 

อ่านตอนที่แล้วได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 1 – เวนิส)

อ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 3 – เวนิส) 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 4 – เวนิส – โรม) ขึ้นเรือสำราญ Norwegian Epic

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 5 – ฟลอเรนซ์ – ปิซ่า)

ติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค 

Credit: Cipriani – Harry’s Bar

 

 

 

Advertisements

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) – Mediterranean Cruise Trip (1)

Beautiful Venice
Beautiful Venice

Venice – Day 1

สวัสดีค่า ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปซะนาน เพราะแอบหนีร้อนไปเที่ยวยุโรปตอนหน้าหนาวมาค่ะ คราวนี้เป็นทริปครอบครัว ตั้งใจกันว่าจะพาคุณแม่ไปเที่ยวยุโรป พอได้โอกาส เลยไปซะ 18 วันเต็มเลย (กะเอาให้คุ้ม 😀 ) ก็เลยต้องเตรียมตัวโน่นนี่เยอะมาก ทั้งเคลียร์งาน ทั้งเตรียมเสื้อผ้าหน้าหนาว ไหนจะหาโปรแกรมเที่ยวอีก เพราะฉันเองไม่เคยไปยุโรปตอนหน้าหนาวเลย เช็คสภาพอากาศก่อนไป ก็ประมาณ 10 – 12 องศา ก็เลยออกเป็นกังวลนิดหน่อย เพราะกลัวจะใส่เสื้อผ้าไม่อบอุ่นพอ เลยเตรียมมาเต็มพิกัดเลยค่ะ ทั้งเสื้อโค้ท รองเท้าบู้ท sweaterวูล 100% แถมด้วยเสื้อ Heat Tech ของยูนิโคลเข้าไปอีก นี่ยังไม่รวมผ้าพันคอเฟอร์สารพัน (ประหนึ่งย้ายบ้านไปอยู่ยุโรปถาวร เพราะแค่รองเท้าก็ปาเข้าไป 4 คู่เแล้ว 5555) พอเอาเข้าจริงๆ ถึงได้ค้นพบว่าตัวเองเป็นคนขี้ร้อนมาก พอบ่ายๆ ถอดเสื้อโค้ทแทบไม่ทันต้องแบกเสื้อโค้ทกลับเรือแทบทุกวัน พะรุงพะรังมากค่ะ 😀 ยิ่ง Heat Tech แทบไม่ได้ใช้เลย ใส่วันแรกวันเดียวที่เวนิส ร้อนตับแตกแทบเป็นลม (ทั้งๆที่คนทั้งยุโรปใส่เฟอร์หนาวงั่กกันหมด) เลยต้องพับเก็บเข้ากระเป๋ายาวเลย มาได้ใช้จริงๆก็ที่ปารีสนั่นล่ะค่ะ เพราะเริ่มหนาวแบบจริงจังแล้ว 🙂

เนื่องจากเป็นทริปการเดินทางเที่ยวยุโรปที่ยาวนานถึง 18 วัน เราจึงต้องหาเส้นทางการเดินทางแบบไหนที่ไปเที่ยวได้หลายประเทศมากที่สุด และยังแบกกระเป๋าน้อยที่สุดอีกด้วย ก็เลยมาจบลงที่ไปเที่ยว Cruise กันค่ะ เพราะตรงตาม concept เที่ยวสวยๆ ของสามสาวคุณแม่คุณลูกอย่างเราที่สุด (เพราะการแบกกระเป๋าขึ้นลงรถไฟ ตะลอนๆไปทั่วยุโรปเป็นอะไรที่เหนื่อยสาหัสมากนะคะ ยิ่งคราวนี้แม่ไปด้วย คงไม่ไหวแน่ๆ ก็เลยตัดสินใจล่องเรือกันสวยๆ แทน – แต่เอาเข้าจริงก็เหนื่อยหืดขึ้นคอใช้ได้เลยค่ะ เพราะการต้องวิ่งขึ้นรถไฟเพื่อกลับเรือให้ทันตามเวลาที่เขากำหนด เป็นอะไรที่ต้องวิ่งสู้ฟัดกันพอสมควร แถมยังเดินกันวันละเกือบ 10 กิโล กลับมาน้ำหนักลดเลยค่ะ 😀 – ดีที่อากาศหนาว เลยไม่ค่อยเหนื่อย เหงื่อก็ไม่ค่อยออก ถ้าเป็นหน้าร้อน อาจมีตีกันได้ 😀 )

โดยการล่องเรือครั้งนี้ น้องสาวเขาเป็นคนเลือกใช้บริการของเรือสำราญชื่อ Norwegian Epic ค่ะ ตอนที่ทำ booking ยังเป็นเรือสำราญที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกอยู่ แต่พอตอนไปเที่ยวหล่นมาอยู่อันดับ 5 ซะแล้ว T^T เพราะโดนเรือสำราญลำใหม่ๆแซงหน้าไป ที่เลือกเพราะน้องสาวเขาเคยไปเที่ยวกับเรือสำราญอีกลำหนึ่งในเครือ แล้วประทับใจมาก เลยอยากกลับไปเที่ยวอีก โดยเรือสำราญในเครือ Norwegian Cruise Line นี้ขึ้นชื่อมากเรื่องความคุ้มค่ะ (ประมาณจ่ายร้อย ได้ความบันเทิงกลับมาล้านอะไรประมาณนี้) เพราะเป็นเรืออยู่ในระดับราคากลางๆไม่สูงมาก แต่ทั้ง route ทั้งอาหาร ความหรูหรา และความบันเทิงในเรือ อยู่ระดับ 5 ดาว แนะนำสุดตัวเลยค่ะ โดยเฉพาะเรือ Epic ซึ่งเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ NCL (จริงๆ ประทับใจตั้งแต่ที่ออกรายการท่องเที่ยวของคุณฟลุ้คกับคุณนาตาลีแล้ว พอมาเห็นใน ig ของคุณแบม เจณิสตาที่ไปเที่ยวยุโรป กับครอบครัวโดยขึ้นเรือลำนี้อีก) พอได้ขึ้นเรือจริงๆ แล้วชอบมาก ประทับใจมากค่ะ ❤

โดยเราจะต้องไปขึ้นเรือที่เมืองท่า Civitavecchia ซึ่งเป็นเมืองท่าเก่าแก่โบราณของโรม โดยใน 7 วันนี้ เรือก็จะจอดท่าที่ Livorno ซึ่งใกล้กับ Florence, Cannes, Palma de Mallorca, Barcelona, Naples และกลับมาที่โรมอีกที ก็เป็นอันจบทริปเรือ แต่ไหนๆ ก็จะขึ้นเรือแล้ว เราเลยขอไปเที่ยวเวนิสกันก่อนขึ้นเรือดีกว่า

เมื่อจุดหมายปลายทางแรกของเราคือเวนิส แน่นอน ก็ต้องมาแลนดิ้งลงที่สนามบิน Marco Polo ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติของเวนิสกันก่อน จริงๆสนามบินนี้ตั้งอยู่ในเมืองเทสเซรา ใกล้เมืองเวนิส โดยทุกคนที่จะมาเวนิส พอลงเครื่องปั๊บ เขาก็จะมี Shuttle bus บริการส่งถึงเวนิสเลยค่ะ จอดป้ายเดียว ไม่มีทางหลงแน่นอน โดยคิดค่าโดยสารคนละ 8 ยูโร ใช้เวลาประมาณเกือบๆครึ่งชั่วโมง ก็ถึงเวนิสแล้ว โดยสถานีรถบัสจะส่งผู้โดยสารลงตรงข้ามสถานีรถไฟ Santa Lucia ของเวนิสนั่นเอง แต่อยู่คนละฟากคลองนะคะ พอมาถึงก็ต้องข้ามสะพานคนเดินขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วยขั้นบันไดเกือบร้อยขั้นไปก่อน พอถึงอีกฟากนั่นล่ะค่ะ ถึงจะเรียกว่าเรามาถึงเวนิสได้อย่างเต็มปาก 😉

และความหฤโหดก็ต้อนรับเราตั้งแต่เหยียบเวนิสเลย นั่นคือการแบกกระเป๋าหนักประมาณ 20 กว่ากิโล ข้ามสะพานสูงๆนั่นล่ะค่ะ เพราะเรามาถึงกลางคืน คนที่เคยรับจ้างขนกระเป๋าข้ามคลอง ต่างก็กลับบ้านนอนกันหมด ก็เลยต้องถูลู่ถูกังลากข้ามสะพานกันมา กว่าจะถึงอีกฟากก็หอบแฮ่กกันคนละหลายรอบ เรียกว่าเกือบถอดใจอยู่หลายทีมาก แต่พอนึกว่าเราเองใช่จะมาเวนิสได้บ่อยๆ ก็เลยมีลูกฮึดขึ้นมาทั้งลากทั้งแบกกระเป๋าไปได้จนถึงโรงแรม T^T

นับว่าโชคดีที่น้องสาวจองโรงแรมไว้ใกล้ๆกับสถานีรถไฟ Santa Lucia แบบว่าพอลงสะพานมา เดินลากกระเป๋าอีกแป๊บเดียวก็ถึงโรงแรม โดยโรงแรมแรกที่เราพัก ชื่อโรงแรม Belle Epoque ซึ่งเป็นโรงแรมเล็กๆ ตกแต่งน่ารัก ราคาไม่แพง มีทุกอย่างที่เราต้องการ ที่สำคัญคือสะอาดมาก และมีอาหารเช้าให้ด้วยค่ะ เรียกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก พอจบทริปกลับมาแล้ว ยังชมน้องสาวอยู่เลย เพราะไม่อย่างนั้น เราต้องลำบากลากกระเป๋ากันไกลแน่ๆ

พอเช็คอินเข้าโรงแรม ก็หลับรวดเอาแรงกันทั้ง 3 คน เพื่อเตรียมตัวเดินท่องเมืองเวนิสแสนสวยวันรุ่งขึ้นกันเลย โดยเวนิสจะมีเสน่ห์งดงาม และน่าประทับใจขนาดไหน ติดตามตอนต่อไปนะคะ จะรีบเขียนให้อ่านกันค่า ❤

อ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) ตอนที่ 2 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) ตอนที่ 3 – เที่ยวเกาะมูราโน – บูราโน

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส – โรม) ตอนที่ 4 ขึ้นเรือสำราญ Norwegian Epic

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ฟลอเรนซ์ – ปิซ่า) ตอนที่ 5

ติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค