ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (Barcelona) – Mediterranean Cruise Trip 8

 

Processed with VSCO with s3 preset
ฟ้าสางที่บาร์เซโลนา

Barcelona – Day 8 สัมผัสดินแดน Catalan และดื่มด่ำกับ Gaudi ที่บาร์เซโลนา

หลังจากพักผ่อนนอนเล่นอยู่บนเรือมา 1 วันเต็ม (เพราะอดไป Palma de Mallorca T^T) ก็ถึงเวลาที่คณะทัวร์สามแม่ลูกของเราจะได้ไปเหยียบแผ่นดินสเปนกันแล้วค่ะ พวกเราตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะฉัน เพราะตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยไปเที่ยวสเปนเลย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆ (ขนาดตอนเขียนบล็อกนี่ยังตื่นเต้นอยู่เลยค่ะ ประมาณว่ายังจับต้นชนปลายไม่ถูก เหมือนบ้านนอกเข้ากรุงยังไงยังงั้น 😀 ) พวกเรารีบตื่นมาต้ังแต่เช้ามืดด้วยความเห่อ อยากไปเที่ยวบาร์เซโลนาเร็วๆ (เรียกว่ารีบตื่นมาดูแสงแรกของบาร์เซฯกันเลยทีเดียว) โดยวันที่ไปนี้ เป็นวันที่อากาศหนาวเป็นพิเศษ (ประมาณ 8-10 องศาคงที่ตลอดทั้งวัน อาจเป็นเพราะเมื่อวานมีพายุก็เป็นได้) แต่ด้วยความที่เราตื่นเช้ามาก เลยไม่ทันเฉลียวใจ คิดว่ายังไงซะ บ่ายๆ ก็คงอุ่นขึ้นเอง แต่ที่ไหนได้ หนาวสั่นงั่กคงที่แบบนี้จนถึงเวลากลับเรือเลย T^T ฉันเองเกือบแย่ เพราะใส่เสื้อผ้าไม่อบอุ่นพอ มีแค่เสื้อโค้ทบางๆ แถมกางเกงยีนส์ก็ยังบางอีก รองเท้า Ballerina flats ที่ใส่ไปก็แทบช่วยอะไรไม่ได้ T^T เล่นเอาเกือบป่วยกลับมาแน่ะค่ะ ยิ่งเวลาลมพัดมาแรงๆ จะแข็งตายให้ได้เลย (ขนาดเพื่อนไปเที่ยวตอนช่วงคริสต์มาส อากาศยังอุ่นกว่าตอนที่ฉันไปเที่ยวเยอะเลย แม้แต่คนที่นั่นก็ยังออกปากว่าวันนี้หนาวจริงๆ หนาวพอๆกับปารีสเลยค่ะ)

แต่ถึงจะหนาวยังไง พอได้สัมผัสกับบาร์เซโลนาจริงๆ ก็ลืมความหนาวหมดค่ะ เมืองเขาสวยงาม ใหญ่โต เต็มไปด้วยศิลปะแบบชาวคาตาลัน มีเสน่ห์เฉพาะตัวมากค่ะ ตกหลุมรักไปเลย (ยิ่งเวลาเดินชมเมือง จะยิ่งมีความสุขมาก ตึกรามบ้านช่องของเขามันช่างสวยงาม ใหญ่โต โอ่อ่า น่าอยู่ไปหมด) แค่เห็นท่าเรือ กับอนุสาวรีย์ Christopher Columbus ที่ชี้มือออกสู่ท้องทะเล ก็รักแล้ว ใครมาเที่ยวเมืองนี้ ต้องหาเวลามาเดินเล่นแถวนี้กันนะคะ แล้วคุณจะมีความสุขมากเลย จริงๆจะเรียกว่าสวยอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก เพราะมันคือสัญลักษณ์ของการค้นพบโลกใหม่ของโคลัมบัส โดยการเดินทางของโคลัมบัสครั้งนั้น ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากพระเจ้า เฟอร์ดินัน แห่งสเปน และคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสก็กลับมาขึ้นบกที่ท่าเรือบาร์เซโลนานี่เอง (แต่จริงๆเขาเป็นคนอิตาเลียนนะคะ เป็นคนเมืองเจนัว)

Processed with VSCO with s3 preset
อนุสาวรีย์ Christopher Columbus

นอกจากอนุสาวรีย์นี้จะมีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์แล้ว ก็ยังมีความสำคัญกับพวกเราชาวเรือ Norwegian Epic เป็นอย่างยิ่งด้วยค่ะ เพราะใกล้ๆกันนั้น จะเป็นท่าจอดรถ shuttle bus สำหรับรับส่งผู้โดยสารจากเรือสำราญกลับขึ้นเรือ (ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหนต่อไหนในบาร์เซฯ ถ้ากลับมาเห็นอนุสาวรีย์ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ก็อุ่นใจได้ว่า ไม่ตกเรือแน่นอนค่ะ 😀 ) และใกล้ๆกันนั้น ก็จะมีบูธ Tourist Information ตั้งอยู่ เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้เป๊ะเวอร์มากค่ะ นึกว่าสาวอเมริกันมาเอง คุณสามารถขอคำแนะนำ ซื้อแผนที่ หรือตั๋วรถไฟ รถเมล์จากที่นี่ได้เลย เพราะเดินถัดไปอีกถนนนึง ก็ถึงถนนคนเดิน La Rambla อันแสนโด่งดังของบาร์เซโลนาแล้ว หรือถ้าอยากไปดู Sagrada Familia ของ Gaudi ก็ลงรถไฟใต้ดินจากสถานี La Rambla ได้เลยค่ะ

Processed with VSCO with s3 preset
El Gotic

เนื่องจากเรามาถึงบาร์เซฯเช้ามาก (ประมาณ 7 โมงกว่าๆได้) พวกตลาดนัด หรือร้านขายของที่ตั้งเรียงรายอยู่บนถนน La Rambla ยังไม่ตื่นมาเปิดให้บริการกัน เราเลยเดินเล่นแถว El Gotic (Gothic Quarter) ที่เป็นย่านเมืองเก่าของบาร์เซโลนากันก่อน เรามาถึงเช้ามาก เขาเพิ่งฉีดน้ำราดพื้นถนนกันอยู่เลย เดินไปก็ต้องระวัง เพราะเกือบลื่นหกล้มหลายรอบเลยค่ะ  โดยย่านนี้จะอยู่ระหว่างถนน La Rambla กับส่วนที่ติดกับชายหาด (แต่ไม่ใกล้ท่าเรือนะคะ ท่าเรือจะอยู่เลยไปอีกไกล และใหญ่มาก ขนาดน้องๆดอนเมืองเราได้เลยค่ะ ต้องนั่งรถเข้าไปอย่างเดียว ไม่งั้นเดินกันอาน)

จากนั้นก็เดินไปลงรถไฟใต้ดินที่สถานี La Rambla ตรงหัวถนน La Rambla เพื่อไปเยี่ยมชม Sagrada Familia ที่เป็นผลงานชิ้นเอกของ Antoni Gaudi ศิลปินชาวบาร์เซโลนาผู้โด่งดังกันค่ะ ตื่นเต้นแล้วล่ะ โดยจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เรานั่งรถไฟใต้ดินสายสีเขียวจากสถานี La Rambla มา 2 ป้าย เพื่อมาเปลี่ยนรถที่ Parallel แล้วนั่งสายสีม่วงต่อไปอีก 6 ป้ายก็ถึงพอดี โดยจะโผล่ขึ้นมาตรงข้าม Sagrada เลยค่ะ (แต่อยากเตือนนิดนึง รถไฟใต้ดินของสเปน เราต้องเปิดประตูเองนะคะ ถ้าไปรอให้เครื่องมันเปิดเอง รถอาจแล่นไปก่อน พวกเราก็ไม่ทราบ ยืนรอเป็นคุณนายให้รถมันเปิดประตูเอง จนคนบาร์เซฯข้างหลังเริ่มรอไม่ไหว จึ๊กจั๊กกันใหญ่ รีบยื่นมือมาเปิดประตูให้ เราก็เอิ่ม ถึงกับเงิบไปเล็กๆ ก็ที่กทม หรือที่ไหนๆ มันก็เปิดเองโดยอัตโนมัตินี่นา)

พอโผล่ขึ้นมาบนดิน ก็ถึงกับอึ้งทึ่งตะลึงงัน ไม่รู้จะสรรหาคำอธิบายไหนมาบรรยายให้เห็นภาพค่ะ คือภาพแรกของ Sagrada Familia ที่เห็นนั้น เธอช่าง วิจิตร อลังการ และมหัศจรรย์สุดบรรยาย เหมือนปราสาท หรือมหาวิหารในเทพนิยายมากกว่าสถานที่ที่คนจริงๆอย่างพวกเราจะเข้าไป โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า Nativity Facade ตามรูปข้างล่าง (ซึ่งเป็นฝั่งที่สร้างเสร็จสมบูรณ์เป็นฝั่งแรก และเป็นผลงานของ Gaudi แท้ๆ เราเข้าทาง facade นี้ล่ะค่ะ เพราะซื้อตั๋วออนไลน์มา เลยไม่ต้องเดินไปซื้อตั๋วฝั่ง Passion Facade) Facade ด้านนี้คือคือที่สุดแล้วค่ะ ทำเอา Passion Facade ดูแข็ง และจืดไปเลย ในความคิดของฉัน คงไม่มีสถาปัตยกรรมไหนในโลกที่จะถ่ายทอดกำเนิดของพระเยซูเจ้า และการเฉลิมฉลองของเหล่าทวยเทพเทวดา และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกได้อย่างละเอียดลออ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และยิ่งใหญ่เท่ากับงานออกแบบของ Gaudi อีกแล้ว คำว่าอัจฉริยะยังฟังดูน้อยไปเสียด้วยซ้ำ คนที่จะออกแบบได้ลึกซึ้งขนาดนี้ จะต้องมีศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าอย่างเต็มเปี่ยมแน่นอน ถ้าใครมีโอกาสมาบาร์เซฯ อยากให้เดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วแหงนหน้าขึ้นมองให้เต็มอิ่มเลยค่ะ ลืมเวลา และความเร่งรีบต่างๆไปให้หมด และใช้เวลาอยู่ตรงนี้ให้นานเท่าที่ใจต้องการ  เพราะมันคือที่สุดแล้วจริงๆ ❤

Processed with VSCO with s3 preset
Nativity Facade of Sagrada Familia

Processed with VSCO with s3 preset

image

Sagrada Familia หรือ Basillica i Temple Expiatori de la Sagrada Familia หรือ Basillica and Expiatory Church of the Holy Family คือมหาวิหารที่สำคัญ และสัญลักษณ์คู่เมืองบาร์เซโลนา เป็นผลงานการออกแบบชิ้นเอกของสถาปนิกชาวคาตาลันคนสำคัญ Antoni Gaudi โดยมหาวิหารแห่งนี้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1882 โดย Gaudi เข้ามารับช่วงต่อในปี 1883 จนถึงปัจจุบัน ก็ยังก่อสร้างไม่เสร็จ แต่ถึงจะยังสร้างไม่เสร็จ มหาวิหาร Sagrada Familia ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกไปเรียบร้อยแล้ว และได้รับการเจิมจากโป๊ปเบเนดิกต์ที่ 16 (โป๊ปองค์ก่อน) ให้มีสถานะเป็น Minor Basillica อีกด้วย โดยความคิดที่จะก่อสร้าง Sagrada Familia แห่งนี้เกิดจากแรงบันดาลใจของเจ้าของร้านหนังสือชาวคาตาลันนามว่า Josep Maria Bocabella ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมผู้มีศรัทธาแรงกล้าต่อนักบุญยอแซฟ (St. Joseph ผู้เป็นสามีของพระแม่มารี และบิดาของพระเยซูนั่นเอง – เด็กเซนต์โยอย่างฉัน ยิ่งทราบประวัติ ยิ่งอินมากขึ้นเป็นสองเท่าเลยค่ะ ❤ รักมากเลยโบสถ์นี้) หลังจากที่เขากลับจากวาติกัน ก็เลยเกิดความคิดที่จะสร้างโบสถ์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองนักบุญยอแซฟ โดยแรกเริ่มเดิมที Bocabella ได้ว่าจ้างให้สถาปนิกนามว่า Francisco de Paula del Villar ให้ทำการออกแบบ และดูแลการก่อสร้าง โดยคงคอนเซ็ปต์ของความเป็นโบสถ์ยุคโกธิคไว้ แต่ต่อมา Villar ได้ลาออกไป Gaudi เลยเข้ามารับช่วงแทน ทำให้ความเป็นศิลปะยุคโกธิคตามความตั้งใจเริ่มแรกของเจ้าของโครงการ ได้ถูกปรับแต่งโดยอัจฉริยภาพสุดบรรเจิดของ Gaudi ผลที่ได้ ก็เลยออกมาเป็นศิลปะแบบโกธิคที่ผสมผสานเส้นสายที่โค้งมนงดงามแบบ Art Nouveau เข้าไป กลายเป็นสไตล์ใหม่เฉพาะตัวสุดล้ำ ที่เรียกว่า Modernisme

แต่ถึงแม้จะได้ Gaudi เข้ามาช่วยออกแบบ และดูแลโครงการ การก่อสร้าง Sagrada Familia ก็ดำเนินไปอย่างช้ามาก ถึงมากที่สุด เนื่องจากขาดเงินทุน (เพราะต้องขึ้นกับเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว) เท่านั้นยังไม่พอ ยังเจอสงครามกลางเมืองของสเปนเข้าไป จนต้องหยุดก่อสร้างไปนาน และกลับมาก่อสร้างใหม่ในยุคห้าศูนย์นี่เองค่ะ

แต่กว่าที่ Sagrada Familia จะกลายมาเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองบาร์เซโลนา มหาวิหารแห่งนี้ ได้ทำให้ชาวบาร์เซโลนาทะเลาะกัน และแบ่งแยกออกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย พวกอนุรักษ์นิยม ก็กลัวว่า Sagrada Familia จะมาแข่งกับ Barcelona’s Cathedral บางพวกก็ว่างานออกแบบของ Gaudi ล้ำเกินไป ส่วนพวกแฟนพันธุ์แท้ของ Gaudi เองก็ไม่อยากให้สร้างต่อ เพราะกลัวคนที่เข้ามาทำต่อจะมือไม่ถึง และจะเสียอัตลักษณ์ของมหาวิหารไป แต่ที่หนักข้อที่สุดก็คือการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟด่วนใต้ดิน ที่เชื่อมระหว่างสเปน กับฝรั่งเศสที่ตัดผ่านฐานรากของมหาวิหารแห่งนี้พอดี ก็มีหลายฝ่ายที่กลัวกันว่า ความสั่นสะเทือนของรถไฟด่วน อาจทำให้หอคอยที่สร้างสูงเสียดฟ้าขึ้นไปร้อยกว่าเมตรพังครืนลงมาได้ แต่ก็นั่นล่ะนะคะ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นปัญหาของชาวบาร์เซโลนากันไป เพราะ Gaudi เองก็คงทำใจไว้ตั้งแต่ตอนที่ตัวเองมีชีวิตอยู่แล้ว ว่ายังไงก็คงตายก่อนได้เห็นมหาวิหารแห่งนี้สร้างเสร็จแน่นอน เพราะตอนที่ Gaudi เสียชีวิตนั้น มหาวิหารเพิ่งสร้างเสร็จไปได้ไม่ถึง 25% เองค่ะ ทั้งๆที่ตัวเขาทุ่มเทให้กับโครงการนี้ในช่วงบั้นปลายของชีวิต เรียกว่ากินนอนอยู่ที่ไซต์งานเลย จนตัว Gaudi เองเสียชีวิตตอนอายุ 73 ปีเนื่องจากโดนรถรางชน แล้วได้รับความช่วยเหลือไม่ทัน เพราะไม่มีใครคิดว่าเป็น Gaudi นึกว่าเป็นคนจรจัด เพราะในช่วงบั้นปลายของชีวิต Gaudi ได้กลายเป็นผู้ที่เลื่อมใส และศรัทธาในศาสนาอย่างแรงกล้า และใช้ชีวิตแบบสมถะสุดๆ แต่งตัวซอมซ่อ ซึ่งต่างจากตอนหนุ่มๆที่เป็นหนุ่มสำอางค์ ชอบแต่งตัว ใช้เงินฟุ่มเฟือย แบบผิดไปเป็นคนละคน โดยตอนที่เขาเสียชีวิตนั้น มีเพียงส่วนที่เป็น Nativity Facade กับ Crypt (ซึ่งเป็นหลุมฝังศพของเขาเอง) เท่านั้นที่เสร็จสมบูรณ์

โดยโครงสร้างของ Sagrada Familia จะประกอบไปด้วยหอคอยสูง 18 หอ และ Facade ที่สำคัญได้แก่ Nativity Facade ที่อยู่ฝั่งตะวันออก แสดงถึงกำเนิดพระเยซู Passion Facade อยู่ฝั่งตะวันตก ที่แสดงให้เห็นตอนพระเยซูโดนตรึงกางเขน (ใช้สถาปนิกออกแบบคนละคนกันค่ะ ตอนไปดู รู้สึกมันแข็งๆ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่) และ Glory Facade ที่แสดงถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซูค่ะ ส่วนนี้ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งต่อไปจะเป็นทางเข้าหลักเลยค่ะ

ทราบประวัติกันคร่าวๆแล้วนะคะ คราวนี้ เข้าไปดูข้างในกันดีกว่า งดงามประหนึ่งเทพนิยายมากๆเลยค่ะ

Processed with VSCO with s3 preset

Processed with VSCO with s3 preset
กระจกสีมลังเมลือง สวยตะลึงมากค่ะ
Processed with VSCO with kk1 preset
โปรดสังเกตการจัดวางเสา ที่สุดแล้วค่ะ
Processed with VSCO with s3 preset
บันไดเหมือนปราสาทในเทพนิยายมากค่ะ น่ารักที่สุด

Processed with VSCO with s3 preset

Processed with VSCO with s3 preset

หลังจากชื่นชมจนเต็มอื่มแล้ว เราก็เดินลงไปดูมิวเซียมข้างล่างกันค่ะ

image
Antoni Gaudi

This slideshow requires JavaScript.

เสร็จแล้วก็เดินอ้อมมาดูแบบเต็มๆข้างหลังค่ะ

Processed with VSCO with s3 preset

image
มีความสุขมากค่ะ

ปัจจุบัน การก่อสร้าง Sagrada Familia เข้าสู่ช่วงสุดท้าย ใกล้เสร็จเต็มทีแล้วนะคะ โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในปี 2026 (ใช้เวลาทั้งหมด 144 ปีพอดี) เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีที่ Antoni Gaudi เสียชีวิต ถ้า Gaudi มาเห็นคงดีใจที่คนรุ่นหลังสานต่องานอันแสนยิ่งใหญ่ของเขาจนสำเร็จ และเมื่อสำเร็จแล้ว คาดว่าจะเป็นแบบนี้ค่ะ เด็กนักเรียนคอนแวนต์ของนักบุญยอแซฟอย่างฉัน เห็นแล้วน้ำตารื้นเลย อินมากค่ะ ❤

หลังจากดื่มด่ำกับ Sagrada Familia กันจนเต็มอิ่มแล้ว พวกเราก็ปรึกษากันว่าจะไปไหนต่อดี ระหว่าง Parc Guell หมู่บ้านจัดสรรที่ Gaudi ออกแบบ หรือว่า Montjuic ดี ด้วยความที่น้องสาวเขาเคยไปดู Parc Guell มาแล้ว และไปเดินหลงอยู่บนเขาซะนานเกือบชั่วโมง ก็เลยไม่ค่อยอยากกลับไปดูอีก ส่วนฉันเอง ขอสารภาพว่าไม่ค่อยปลื้มกับ Parc Guell เท่าไหร่ ก็เลยตัดสินใจไป Montjuic (ที่เป็นเนินเขาเล็กๆของบาร์เซฯ) กันดีกว่า จะได้เห็นบาร์เซโลนาในมุมสูง และได้เห็นศิลปะของชาวคาตาลันด้านอื่นที่นอกเหนือจาก Gaudi บ้าง ว่าแล้วเราก็นั่งรถไฟใต้ดินไปเลยค่ะ เพราะ Montjuic อยู่ไกลพอสมควร ใช้เวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงตีนเขาที่เป็นส่วนที่เรียกว่า Parc Montjuic ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันโอลิมปิคฤดูร้อน งาน World Expo และเป็นสนามแข่งขัน Montjuic Formula One มาแล้ว จริงๆ จากสวนนี่ ถ้าเดินขึ้นเขาไปอีก ก็จะถึงสถานีเคเบิลคาร์พาขึ้นไปถึงยอดเขาเลย แต่วันที่เราไปนั้นเป็นวันอาทิตย์ เคเบิลคาร์ดันปิดซ่อมเสียนี่ ก็เลยได้แต่เดินเล่นในบริเวณสวนสาธารณะแทน มีเด็กๆมาแข่งวิ่งเยอะมาก น่าจะเป็นทัวร์นาเมนท์สำคัญเลยค่ะ เพราะมีโค้ชคุมมาเป็นทีมเลย เจี๊ยวจ๊าวมาก สนุกสนานไปอีกแบบนะคะ นักท่องเที่ยวอย่างเราเห็นแล้วก็เพลิน ได้ดูสภาพครอบครัววันอาทิตย์ของชาวบาร์เซฯไปด้วย น่ารักมากเลยค่ะ 🙂

Processed with VSCO with s3 preset
Parc Montjuic

พอนั่งเล่น รับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย ก็เดินไต่บันไดขึ้นไปชม Museu Nacional d’Art de Catalunya หรือ National Museum of Catalan ที่จัดแสดงงานศิลปะของขาวคาตาลัน ที่โดดเด่นก็เห็นจะเป็นภาพเขียนในโบสถ์ วิหาร ภาพเขียนแนว Modernisme และ Noucentisme ค่าเข้าชมคนละ 12 ยูโรค่ะ

Processed with VSCO with s3 preset
Museu Nacional d’Art de Catalunya
image
เข้าไปถ่ายใกล้ๆอีกหน่อย

จากตรงนี้ หันหลังกลับ ก็จะเห็นวิวของเมืองบาร์เซโลนาจากเบื้องสูงค่ะ ตื่นตาตื่นใจมากเลย ❤

image
Barcelona – Bird’s eye view

เสร็จจากที่นี่ก็บ่ายแล้ว ก็ถึงเวลากลับไปสู่อ้อมอก Gaudi ต่อแล้วค่ะ จาก Montjuic เราจะไปดู Casa Batllo ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกของ Gaudi ที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองกันค่ะ

Casa Batllo คือบ้านที่ Gaudi ออกแบบ และ สร้างขึ้นภายใต้การว่าจ้างของ Lluis Sala Sanchez เป็นบ้านที่คนในพื้นที่จะรู้จักกันดีในนามของ Hose of Bones เพราะรูปร่างเหมือนเอากระดูกเป็นท่อนๆมาต่อกัน พอสร้างเสร็จ ก็เหมือนกับ Parc Guell เลยค่ะ คือขายไม่ออก 5555 แต่ในที่สุดก็มีมหาเศรษฐีชื่อ Josep Batllo ขื้อไปในปี 1900 เพราะเห็นว่าอยู่ใจกลางเมือง และเป็นสมบัติของตระกูล Batllo ไปจนถึงปี 1970 จากนั้นจึงเปลี่ยนมือ และเปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมจนถึงปัจจุบัน

Processed with VSCO with s3 preset
Casa Batllo

image

บ้านหลังนี้เป็นผลงานของ Gaudi ที่ฉันชอบมากเลยค่ะ เป็นบ้านที่สวยมากๆ ล้ำ และเก๋สุดๆ น่ารักด้วยค่ะ ชอบตรงที่กรุด้วยกระเบื้อง มลังเมลืองมาก ดูกุ๊กกิ๊กอีกต่างหาก จริงๆเป็นบ้านที่ถ่ายรูปขึ้นด้วยนะคะ ถ่ายรูปออกมาสวยทุกรูป ห้ามพลาดเลยบ้านนี้

หลังจากนั้น เราก็ไปเที่ยวกันต่อ เพราะบ้านนี้อยู่ใจกลางเมืองบาร์เซฯเลยค่ะ เดินอีกแป๊บก็ถึง shopping street, Placa de Catalunya (ซึ่งเป็นจตุรัสกลางเมือง) แล้ว จริงๆ กะมาละลายทรัพย์ที่นี่เลยนะคะ ทั้ง Zara, Massimo Dutti, Loewe, Balenciaga สารพัน แต่ปรากฏว่าเราดันมาบาร์เซฯวันอาทิตย์ซะนี่ ร้านปิดหมดเกลี้ยงเลยค่ะ ขนาดร้านขาย Jamon ในตลาดตรงถนน La Rambla ที่ดังๆยังปิดเลยค่ะ T^T สรุปบาร์เซฯ ไม่มีโอกาสได้เงินพวกเราแล้วล่ะ เราเลยประหยัดเงินสบายไป ระหว่างทางเราก็ผ่าน Placa de Catalunya อลังการมากค่ะ

imageimageimage

จากนั้นก็มาต่อที่ La Rambla ถนนคนเดินที่โด่งดังที่สุดในบาร์เซโลนาค่ะ ถนนสวยงาม ใหญ่โต กว้างขวาง น่าเดินมากค่ะ

image
La Rambla

ถนนนี้น่าเดินมากค่ะ ที่สำคัญ จากจุดนี้ ไปอีก 2-3 ซอยก็เจอร้าน Gelato ขวัญใจชาวยุโรป Amorino Gelato แล้วค่ะ ไหนๆมาแล้ว ก็ต้องจัดซักหน่อย อร่อยที่สุดค่ะ เลิฟมากๆๆ ทานเจลาโต้ที่อิตาลีก็อร่อยนะคะ แต่พอเจอ Amorino แล้ว เจลาโต้ที่อิตาลีกลายเป็นไอติมบ้านๆไปเลย 😀 ชอบที่สุดค่ะ กลับมายังอยากทานอยู่เลย คิดถึงมาก ใครไปยุโรปอย่าลืมแวะไปชิมนะคะ อร่อยที่สุด ❤

หม่ำเจลาโต้เสร็จแล้ว ก็ถึงคราวของถนน La Rambla แล้วค่ะ ร้านรวงเปิดกันแล้ว มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายดอกไม้ ของที่ระลึกตลอดทาง เดินเพลินมาก จริงๆเขามีตลาดด้วย แต่เสียดายที่ปิดวันอาทิตย์ ก็เลยอดชิมแฮมเสียบไม้ร้านดังของเขาเลยค่ะ แต่ร้านอาหารแถวนั้นไม่แพงเลยนะคะ ค่าครองชีพของสเปนถูกกว่าอิตาลี และฝรั่งเศสมาก ราคาเป็นมิตรเกือบทุกร้าน น่าเที่ยวมากๆเลยค่ะ

ถนน La Rambla ของบาร์เซฯ เป็นถนนคนเดินที่โด่งดังของบาร์เซโลนา เป็นถนนที่ทอดยาว 1.2 กิโลเมตร เชื่อมระหว่าง Placa de Catalunya กับอนุสาวรีย์คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส แต่สิ่งที่มีชื่อเสียง และเป็นเสน่ห์ของ La Rambla เลยก็คือ การแสดงเปิดหมวกของที่นี่คือที่สุดแล้วค่ะ อลังการมาก โดยจะอยู่ตรงฝั่งที่ติดกับอนุสาวรีย์โคลัมบัส เรียกว่าขนกันมาแบบจัดเต็มสุดๆ จะเป็น Star Wars นกฟีนิกซ์หรือมารี อังตัวเนตต์ยังมีเลยค่ะ ไปมาหลายที่ในยุโรป ไม่มีที่ไหนจัดหนัก จัดเต็มสู้ที่นี่ได้เลยค่ะ สุดยอดมาก ต้องไปดู 😀

Processed with VSCO with s3 preset
นี่แค่เบาๆค่ะ

ก่อนจะกลับขึ้นเรือตรงอนุสาวรีย์คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เราบังเอิญเห็นจตุรัสเล็กๆแยกออกมาจากถนน La Rambla เป็นจตุรัสที่สวยมากเลยค่ะ เต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ ตกแต่งเก๋ๆ อยู่รอบจตุรัส (มีบาร์ที่ดังที่สุดในบาร์เซฯด้วยค่ะ ใครอยู่หลายวัน น่าลองแวะไปเที่ยวดู อาหารไม่ค่อยแพง แถมตกแต่งสวยทุกร้านค่ะ) เราเลยลองเดินเข้าไปดู ชอบมากเลยค่ะ พอมาหาข้อมูล ถึงได้ทราบว่าเป็นพลาซ่าชื่อว่า Placa Reial สวยมาก มีต้นปาล์มล้อมรอบ แต่ที่สวยจริงๆ และสะดุดตาก็คือโคมไฟค่ะ สวยโดนใจฉันมาก เดินวนดูอยู่หลายรอบ

Processed with VSCO with kk1 preset
Placa Reial

พอกลับกรุงเทพมาหาข้อมูล ถึงได้ทราบว่าเสาไฟที่ฉันแอบปลื้มนั้น ออกแบบโดย Gaudi อีกแล้วค่ะ โดยเป็นงานออกแบบงานแรกๆของ Gaudi หลังจากจบโรงเรียนสถาปัตย์มาหมาดๆค่ะ มิน่า ถึงได้สวยเตะตามาก ❤ ใครไปเที่ยว อย่าลืมแวะไปดูนะคะ ขยายให้เห็นชัดๆอีกรอบ ว่าสวยงามน่ามองขนาดไหน

Processed with VSCO with kk1 preset
Lamppost designed by Gaudi

พอเดินมาสุดถนน ก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับเรือแล้วค่ะ เพราะตรงหน้า ก็คืออนุสาวรีย์คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสแล้ว เราขึ้น shuttle bus กลับเรืออย่างใจหายหน่อยๆ เพราะไม่นึกเลยว่าจะประทับใจ Gaudi และบาร์เซโลนาขนาดนี้ เรียกว่าหลงรักไปเลย ถ้ามีโอกาส ต้องกลับมาอีกแน่นอนค่ะ ❤  (อยากกระซิบบอกว่าหนุ่มบาร์เซฯหล่อม้ากกก เดินมา 10 หล่อ 9 ขนาดนั้นเลยค่ะ หนุ่มอิตาเลียนชิดซ้ายตกคลองไปเลย ณ โมเมนต์นี้หนุ่มบาร์เซฯเขามาแรงจริงๆ 😀 )

Processed with VSCO with s2 preset
Port of Barcelona กลับขึ้นเรือแล้วค่ะ

ไว้เจอกันใหม่นะคะ คราวนี้เราจะกลับไปอิตาลีอีกรอบ โดยจะขึ้นท่าที่เมืองเนเปิลส์ค่ะ จะไปเที่ยวเมืองไหนบ้าง และประทับใจขนาดไหน ติดตามตอนต่อไปนะคะ 🙂

 

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่นี่ค่ะ 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (7) – At sea – Norwegian Epic

ติดตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดในทริปนี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค

 

Advertisements

เปลี่ยนบรรยากาศกับอาหารเปรูที่ Above Eleven และแอบเที่ยวบาร์ลับแบบ top secret ที่ Havana Social

Above Eleven
Above Eleven

ห่างหายจากการเที่ยวกลางคืนไปนาน เพราะเพื่อนฝูงในกลุ่มต่างก็ติดภารกิจหลายอย่าง กว่าจะรวมตัวกันได้ก็ปาเข้าไปก่อนสงกรานต์ ก็เลยถือโอกาสนัดรวมตัวท่องราตรีกันซะเลย ก่อนที่ต่างคนต่างแยกย้ายไปเที่ยวสงกรานต์กันตามอัธยาศัย ไหนๆก็ไหนๆแล้ว กว่าจะได้เจอกันทั้งที ควรต้องหาที่เที่ยวให้มันเจิดจรัสกันหน่อยนะคะ โดยน้องนุชคนสุดท้องที่เป็นสาวสวยของกลุ่ม ดำริว่าอยากชวนพี่ๆไปเที่ยวบาร์ลับสุดยอด สไตล์ speakeasy แบบฮาวานากันที่ Havana Social โดยกะว่าจะเจอกันซักใกล้ๆทุ่มนึง หาอะไรอร่อยๆรับประทานกันก่อน แล้วค่อยเดินมาหาดริ๊งค์ดื่มสวยๆกันที่ผับฮาวานา ฉันได้ยินแพลนสุดบรรเจิดนี้ก็ปิ๊งเลย เพราะวันก่อน เพื่อนสาวอีกนาง ก็เพิ่งไปงานเทศกาลอาหารฝั่งละตินอเมริกามา แล้วเกิดปลาบปลื้มอาหารเปรูมาก พอเสิร์ชหาโลเกชั่นก็ยิ่งปิ๊งใหญ่ เพราะต่างก็อยู่ในซอยสุขุมวิท 11 ด้วยกันทั้งคู่ แถมยังอยู่เยื้องๆแบบเดินถึงกันอีก ยิ่งมาคอนเซ็ปต์ละตินอเมริกาเข้าคู่กันอย่างนี้ ก็ต้องรีบจัดไปอย่าให้เสียนะคะ 😀

และก็ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ เพราะประทับใจมากกกก (ก ไก่ล้านตัว) ทั้งคู่เลย โดยจะขอแนะนำร้านแรก Above Eleven ก่อนนะคะ โดย Above Eleven เป็นร้านอาหารแนวฟิวชั่น เปรู ผสม ญี่ปุ่น (Peruvian-Japanese fusion) ที่ตั้งอยู่บนชั้น 33 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด (rooftop restaurant) ของเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ที่ชื่อ Fraser Suites ในสุขุมวิท ซอย 11 ค่ะ การเดินทางมาก็ไม่ยาก ถ้ามารถไฟฟ้าก็ลงที่สถานีนานา เดินลงบันไดมาก็เจอปากซอยสุขุมวิท 11 พอดี จากนั้นก็เรียกใช้บริการพี่วินให้พาเข้าไปก็ได้ค่ะ เพราะถ้าเดิน ก็ไกลอยู่ อาจถึงขั้นเหงื่อซึม (จุดสังเกตก็คือตึกนี้จะอยู่ข้างหลัง Q Bar เก่าค่ะ ใครที่เป็นขาเที่ยวกลางคืนสมัยก่อน ต้องรู้จักดี) ถ้าขับรถก็ง่ายเลยค่ะ จะเข้าทางปากซอยสุขุมวิท 11 เลยก็ได้ หรือจะมาจากซอย 13 หรือ 15 หรือ 19 ก็ได้อีกเหมือนกัน เพราะซอยพวกนี้ สามารถทะลุถึงกันได้หมด อาคาร Fraser Suites จะอยู่เกือบสุดซอย ใกล้ทางแพร่งที่ทะลุซอยนานาได้ค่ะ แต่แทนที่จะเลี้ยวซ้ายไปนานา ก็ตรงขึ้นมานิดนึง ตึก Fraser Suites จะอยู่ขวามือ เลี้ยวขึ้นที่จอดรถได้เลยค่ะ สะดวกมาก พอจอดรถเสร็จ ก็ต้องเดินอ้อมจากล็อบบี้มาขึ้นลิฟต์อีกตัว เพื่อขึ้นไปห้องอาหารที่อยู่บนชั้น 33 อยากแนะนำให้มาก่อนพระอาทิตย์ตกนะคะ จะได้ทันมาดูท้องฟ้าเปลี่ยนสี สวยงาม ตื่นตาตื่นใจมากค่ะ

พอมาถึงแล้ว ก็ถ่ายรูปวิวซักหน่อย จะได้เข้ากับบรรยากาศ แสงสีของกรุงเทพยามราตรีนี่ช่างสวยงามจริงๆค่ะ ชอบมากเลย ❤

Processed with VSCO with s3 preset
We are above Bangkok at Above Eleven
Processed with VSCO with s3 preset
วิวกรุงเทพยามราตรี

ดื่มด่ำกับวิวกันพอประมาณ ก็เริ่มสั่งอาหารกัน จานแรก เป็น appetizer ที่ฉันรอคอยอยากชิมมานานมาก เพราะไปเห็นรายการเชลล์ชวนชิมของต่างประเทศเขาแนะนำมา บอกว่า ceviche ของเปรูนั้นฮ้อทฮิตมากที่อเมริกา มีร้านนึงที่ฮาวาย คนเข้าคิวยาวเหยียดต้ังแต่เปิดร้านเลย ขายดีจนเจ้าของร้าน (ที่เป็นเชฟด้วย) ต้องดำน้ำไปตกหมึกเองกับมือ (ขนาดนั้นเลยค่ะ)

image
Seafood Ceviche

พอลองทานแล้วก็ถึงกับร้องอ๋อ มันคือยำรวมมิตรทะเลของพี่ไทยเองล่ะค่ะ เพียงแต่ ceviche (อ่านว่าเซ-บี-เช่, cebiche) ของเปรู จะเน้นรสเปรี้ยวจากมะนาวโดดออกมาชัดเจนมาก เพราะเขาดองเนื้อปลา หรือเนื้อปลาหมึกในน้ำมะนาว (จะเรียกว่าเปรี้ยวนำไม่ได้ เพราะมันโดดออกมารสเดียวเลย) ตอนแรก ก็แหม่งๆอยู่นะคะ แต่พอทานคู่กับมันเทศ หอมซอย และพริก ที่ปรุงรวมกันอยู่ในจานแล้ว อร่อยลืม รสชาติจัดจ้านมากกกกกเลยค่ะ (เพียงแต่ของเขาไม่เผ็ดเท่าเรา) โดยเฉพาะหอมซอยของเขา สุดๆจริงๆ ทุกคนแย่งทานหอมซอยกันหนุบหนับ จนต้องขอหอมซอยเพิ่มหลายรอบ (น่าแปลกที่เขาดองจนหมดกลิ่นเลยนะคะ ไม่รู้ว่าปรุงยังไง แต่อร่อยจริงๆ) แนะนำเลยค่ะจานนี้ (สังเกต คือสั่งอาหารที่ติดดาวบนเมนูค่ะ จะไม่พลาดเลย)

ลืมบอกไปว่า ร้านนี้เขาเสิร์ฟอาหารเปรู แบบฟิวชั่นผสมญี่ปุ่น (โดย cuisine แบบนี้เขาเรียกว่า Nikkei) เกิดจากการที่มีคนญี่ปุ่นอพยพเข้าไปอยู่ในเปรูเยอะมาก ก็เลย develop อาหารของตนให้เข้ากับของเปรู จะได้รับประทานได้ถูกปาก (มิน่า ประเทศเปรูถึงได้มีนายกรัฐมนตรีที่มีเชื้อสายญี่ปุ่นอย่างนาย Alberto Fujimori นะคะ ฉันก็สงสัยมาตั้งนาน) ร้านนี้จึงมีซูชิแบบญี่ปุ่นเสิร์ฟด้วย แต่พวกเราไม่ค่อยสนเท่าไหร่ค่ะ อยากอิงไปทางเปรูมากกว่า

ถูกปากกับ ceviche มาแล้ว ฉันก็เกิดอยากชิมซ้อส chimichurri บ้าง (ที่คล้ายๆกับ Pesto sauce – Peruvian style) แต่เสียดายที่เขาเสิร์ฟมากับหัวใจวัว (จานนี้ก็จัดว่าเป็นจานเด็ดอีกจาน) สาวๆคณะเราไม่ทานเนื้อกันหลายคน ลองเปลี่ยนไปสั่งเห็ด portobello แทน ก็ไม่มีเห็ดอีก คราวนี้ก็เลยอด อาจต้องแวะมาลองใหม่คราวหน้า แต่ไม่เป็นไรค่ะ เราสั่งมาอีกหลายจาน อร่อยๆทั้งนั้น

จานนี้เป็นมันฝรั่ง มีชื่อว่า Causa เป็นจานเด็ดอีกจานเช่นกันค่ะ หน้าตาดูจืดๆ แต่จริงๆอร่อยมาก โดยวิธีรับประทาน คือตักมันฝรั่งออกมา แล้วคลุกกับซ้อสที่หยอดเป็นวงๆ ทั้งสองสีพร้อมกัน อร่อยฟินเลยค่ะ จานนี้ก็ติดดาวแนะนำอีกเช่นกัน

image
Causa

ส่วนจานนี้จะออกแนวกะหรี่ปั๊บไก่บ้านเรา แต่จะมีกลิ่นเครื่องเทศกับผักยัดไส้ที่แปลกออกไป ทานเพลิน แป๊บเดียวหมดเหมือนกันค่ะ เพราะซ้อสอร่อยมาก เสียดายจำชื่อไม่ได้ แต่บอกพนักงานได้ค่ะ

image

จานนี้สำหรับคนชอบแกะ เป็น lamb shank ที่เคี่ยวจนนุ่มแทบละลายในปากมาก ปรุงเนื้อแกะได้อร่อยเลิศเลอมากค่ะ ห้ามพลาดอีกเช่นกัน ยิ่งเอามาคลุกกับข้าว เหมือนข้าวสตูว์เนื้อแกะเราดีๆนี่เอง (แต่ของเขาทำอร่อยจริงๆ) จานนี้คือ everyone’s favorite ❤

image

จากนั้นก็มาลอง paella แบบเปรูกันบ้างนะคะ เรียกว่าข้าวผัดสเปนสไตล์เปรูก็ละกัน ผัดมากับอาหารทะเล แกล้มด้วยหอมซอยดอง อร่อยสุดๆไปเลย ไม่อยากบอกว่าอร่อยกว่า paella ของสเปนเยอะมาก เพราะมันจะออกแนวข้าวผัดซีฟู้ดของบ้านเรา ผสมข้าวผัดอเมริกันนิดๆ ยิ่งมาเจอหอมซอยด้วยแล้ว โต๊ะเราสั่งหอมซอยเพิ่มหลายรอบเลยค่ะ ทานคู่กันอร่อยอย่างบอกไม่ถูก สมควรลองมาก แนะนำอีกเช่นกันค่ะ 😀

สรุปว่าอาหารอร่อย ถูกใจพวกเราหมดทุกจานค่ะ จริงๆเขามีคอกเทลเสิร์ฟด้วย เพื่อนสั่งไปสองแก้ว แต่ถ่ายไม่ทัน มี pisco sour แก้วหนึ่ง ออกเปรี้ยวนำตามสไตล์เปรู ชื่นใจมาก แต่พวกเราอดใจไว้ เพราะกะจะไปดริ๊งค์ต่อที่ Havana Social ที่อยู่เยื้องๆกัน รับประทานเสร็จ ก็เช็คบิล และเดินข้ามถนนไปเที่ยวต่อกันเลย

image
อาหารอร่อย ถูกปากมาก ผ่านค่ะ

อิ่มอร่อยกันแล้ว ก็เดินลงลิฟต์เพื่อมาต่อกันที่ Havana Social จริงๆ สองร้านนี้เป็นเจ้าของเดียวกันนะคะ (มิน่า ไม่มีหลุดคอนเซ็ปต์เลย) พวกเราเลยสบาย เพราะพอถามยามที่อยู่หน้าตึก ยามก็ชี้บอกทางอย่างรู้งานมากโดย Havana Social จะอยู่ในตรอกเล็กๆ เยื้องไปทางซ้ายมือ ก่อนถึงทางเลี้ยวไปซอยนานาค่ะ ปากซอยเป็นโรงแรม Sun City Hotel ที่ติดไฟนีออนสีชมพู เด่นมาก (แต่ถ้าใครหลง เดินมาถามยามที่อยู่หน้าตึก Fraser Suites ได้เลยค่ะ) พอเดินเข้าซอยไปก็จะเห็นตู้โทรศัพท์เล็กๆที่เขียนว่า Telefono แบบนี้ค่ะ

image

ที่ต้องมีตู้โทรศัพท์ ก็เพราะบาร์นี้เป็นบาร์แบบ speakeasy คือเป็นบาร์ย้อนยุคไปประมาณ 70 กว่าปีก่อน ในฮาวานายุคก่อนคาสโตรเรืองอำนาจ ซึ่งก็ตรงกับอเมริกาในช่วง prohibition period (ยุคที่ห้ามขายเหล้า รวมถึงห้ามผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย) พอดี จึงเกิดบาร์ลับแบบ speakeasy ขึ้นมามากมาย จะเข้าไปดื่มก็ต้องทำแบบลับๆ ไม่งั้นจะโดนตำรวจจับ และที่ Havana Social นี่ก็เหมือนกัน เราเลยต้องเข้าไปในตู้โทรศัพท์เพื่อกดหาโค้ดลับ เพื่อเข้าบาร์กันค่ะ ตื่นเต้นแล้วล่ะ

image
ได้โค้ดลับแล้วค่ะ เข้าไปเที่ยวกันเลย

พอเข้าไปแล้ว ก็เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในคิวบายุคก่อนคาสโตรจริงๆค่ะ คือมันเป๊ะ มันเริ่ด และเท่มากกกก พูดเลอ ตกแต่งออกมาแบบใช่ทุกอย่าง (ขนาดอัญเชิญเฮมิงเวย์มาประดับกันเลย) เก๋สุดๆละค่ะ ไอเดียชนะเลิศ เก่าและเก๋าได้ใจจริงๆ แนะนำเลยค่ะบาร์นี้ 🙂

image

image

พอได้ที่นั่ง พวกเราก็สั่งดริ๊งค์กัน ส่วนมากมีเหล้ารัมเป็นส่วนผสมหลักค่ะ เพราะไหนๆมาฺฮาวานาทั้งที่ จะมานั่งดื่มยินโทนิคอยู่ก็ใช่ทีนะคะ ทางร้านใช้ Bacardi Rum ซะเป็นส่วนใหญ่ ถ้าใครโปรดปราน Cuban rum มาที่นี่จะรักเลย ราคาแก้วละประมาณ 280 – 360 บาทค่ะ

image
Cheers!

ส่วนฉันสั่ง Hemingway มาดื่มที่เสิร์ฟพร้อมกับส้มโอฝานชิ้นเบ้อเริ่ม ราคาแก้วละ 280 บาท รสชาติดีมาก ชอบมากค่ะ

image
Hemingway

นั่งดื่มไปซักพัก เแบนด์ก็เริ่มเล่นเพลงละติน จังหวะ salsa สนุกสนานมากค่ะ เล่นเอาคนเริ่มนั่งไม่ติดกันแล้ว ออกมาวาดลวดลายเต้นซัลซ่ากันใหญ่ สนุกมาก เซ็กซี่มากด้วย ขอบอกว่า สาวๆละตินนี่สวยและเซ็กซี่จริงๆค่ะ ยิ่งเวลาเต้นรำจะยิ่งฮ้อตมาก พวกเราก็ออกไปแดนซ์ด้วยเหมือนกันค่ะ เอาพอขำๆ (ระหว่างนั้นก็แอบเหล่น้องโดม ปกรณ์ ลัม สุดหล่อไปด้วย 5555)

image
แบนด์เล่นเก่งมาก โดยเฉพาะคนเป่าแซกโซโฟน คือสุดๆค่ะ
image
very sexy dancer
image
เต้นเซ็กซี่มากค่ะ
image
the interior
image
บรรยากาศที่เคาน์เตอร์
image
with Papa Hemingway ก่อนกลับ

เรียกว่าเป็นค่ำคืนที่สนุกสนานอีกคืนหนึ่ง ทั้งอาหารอร่อย บรรยากาศดี บาร์ก็เริ่ดสุดๆ แบนด์เล่นได้ดีจริงๆ ร้อนแรงมาก พวกเรานั่งดื่มกันจนเกือบเที่ยงคืนก็กลับค่ะ เพราะยิ่งดึก คนยิ่งแน่น จนเริ่มไม่มีที่นั่งกันแล้ว ก็เลยตัดสินใจกลับดีกว่า จะได้ไม่กินที่คนอื่น ที่บาร์เขามีหมวกแบบฮาวานาให้ใส่เล่นเป็นพร็อพด้วยค่ะ พวกเราเลยโพสต์ท่าเป็นสาวคิวบันสนุกกันใหญ่ (จริงๆ แอบเอาซิการ์มาเป็นพร้อพด้วยค่ะ ถ่ายรูปกันกระจายมาก) ถ้าใครสนใจก็ขอแนะนำ ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ 🙂

Cheers!

Note:  ที่ Above Eleven คนแน่นตลอดเวลา หากใครสนใจ ขอแนะนำให้โทร.จองโต๊ะล่วงหน้าค่ะ ไม่งั้นอาจมาเก้อได้ ส่วน Havana Social ไม่รับจองค่ะ ควรมาแต่เนิ่นๆเป็นดี เพราะยิ่งตกดึก คนจะยิ่งแน่น เปิดถึงตีสองทั้งสองร้านค่ะ

อ้อ ที่ Above Eleven มี dress code ด้วยนะคะ คือต้องแต่งกายสุภาพแบบ semi-casual สำหรับผู้ชาย ห้ามใส่เสื้อกล้าม กับ รองเท้าแตะเข้าร้านค่ะ

Above Eleven

33rd Floor, Fraser Suites Serviced Apartment

Suk่humvit 11

Tel: 083-542-1111

Operating hours: 18.00 – 02.00

 

 

Credit:  Above Eleven, Havana Social