ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (Barcelona) – Mediterranean Cruise Trip 8

 

Processed with VSCO with s3 preset
ฟ้าสางที่บาร์เซโลนา

Barcelona – Day 8 สัมผัสดินแดน Catalan และดื่มด่ำกับ Gaudi ที่บาร์เซโลนา

หลังจากพักผ่อนนอนเล่นอยู่บนเรือมา 1 วันเต็ม (เพราะอดไป Palma de Mallorca T^T) ก็ถึงเวลาที่คณะทัวร์สามแม่ลูกของเราจะได้ไปเหยียบแผ่นดินสเปนกันแล้วค่ะ พวกเราตื่นเต้นมาก โดยเฉพาะฉัน เพราะตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยไปเที่ยวสเปนเลย นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตจริงๆ (ขนาดตอนเขียนบล็อกนี่ยังตื่นเต้นอยู่เลยค่ะ ประมาณว่ายังจับต้นชนปลายไม่ถูก เหมือนบ้านนอกเข้ากรุงยังไงยังงั้น 😀 ) พวกเรารีบตื่นมาต้ังแต่เช้ามืดด้วยความเห่อ อยากไปเที่ยวบาร์เซโลนาเร็วๆ (เรียกว่ารีบตื่นมาดูแสงแรกของบาร์เซฯกันเลยทีเดียว) โดยวันที่ไปนี้ เป็นวันที่อากาศหนาวเป็นพิเศษ (ประมาณ 8-10 องศาคงที่ตลอดทั้งวัน อาจเป็นเพราะเมื่อวานมีพายุก็เป็นได้) แต่ด้วยความที่เราตื่นเช้ามาก เลยไม่ทันเฉลียวใจ คิดว่ายังไงซะ บ่ายๆ ก็คงอุ่นขึ้นเอง แต่ที่ไหนได้ หนาวสั่นงั่กคงที่แบบนี้จนถึงเวลากลับเรือเลย T^T ฉันเองเกือบแย่ เพราะใส่เสื้อผ้าไม่อบอุ่นพอ มีแค่เสื้อโค้ทบางๆ แถมกางเกงยีนส์ก็ยังบางอีก รองเท้า Ballerina flats ที่ใส่ไปก็แทบช่วยอะไรไม่ได้ T^T เล่นเอาเกือบป่วยกลับมาแน่ะค่ะ ยิ่งเวลาลมพัดมาแรงๆ จะแข็งตายให้ได้เลย (ขนาดเพื่อนไปเที่ยวตอนช่วงคริสต์มาส อากาศยังอุ่นกว่าตอนที่ฉันไปเที่ยวเยอะเลย แม้แต่คนที่นั่นก็ยังออกปากว่าวันนี้หนาวจริงๆ หนาวพอๆกับปารีสเลยค่ะ)

แต่ถึงจะหนาวยังไง พอได้สัมผัสกับบาร์เซโลนาจริงๆ ก็ลืมความหนาวหมดค่ะ เมืองเขาสวยงาม ใหญ่โต เต็มไปด้วยศิลปะแบบชาวคาตาลัน มีเสน่ห์เฉพาะตัวมากค่ะ ตกหลุมรักไปเลย (ยิ่งเวลาเดินชมเมือง จะยิ่งมีความสุขมาก ตึกรามบ้านช่องของเขามันช่างสวยงาม ใหญ่โต โอ่อ่า น่าอยู่ไปหมด) แค่เห็นท่าเรือ กับอนุสาวรีย์ Christopher Columbus ที่ชี้มือออกสู่ท้องทะเล ก็รักแล้ว ใครมาเที่ยวเมืองนี้ ต้องหาเวลามาเดินเล่นแถวนี้กันนะคะ แล้วคุณจะมีความสุขมากเลย จริงๆจะเรียกว่าสวยอย่างเดียวก็ไม่ได้ มันมีเสน่ห์อย่างบอกไม่ถูก เพราะมันคือสัญลักษณ์ของการค้นพบโลกใหม่ของโคลัมบัส โดยการเดินทางของโคลัมบัสครั้งนั้น ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนจากพระเจ้า เฟอร์ดินัน แห่งสเปน และคริสโตเฟอร์ โคลัมบัสก็กลับมาขึ้นบกที่ท่าเรือบาร์เซโลนานี่เอง (แต่จริงๆเขาเป็นคนอิตาเลียนนะคะ เป็นคนเมืองเจนัว)

Processed with VSCO with s3 preset
อนุสาวรีย์ Christopher Columbus

นอกจากอนุสาวรีย์นี้จะมีความสำคัญด้านประวัติศาสตร์แล้ว ก็ยังมีความสำคัญกับพวกเราชาวเรือ Norwegian Epic เป็นอย่างยิ่งด้วยค่ะ เพราะใกล้ๆกันนั้น จะเป็นท่าจอดรถ shuttle bus สำหรับรับส่งผู้โดยสารจากเรือสำราญกลับขึ้นเรือ (ไม่ว่าจะไปเที่ยวไหนต่อไหนในบาร์เซฯ ถ้ากลับมาเห็นอนุสาวรีย์ คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ก็อุ่นใจได้ว่า ไม่ตกเรือแน่นอนค่ะ 😀 ) และใกล้ๆกันนั้น ก็จะมีบูธ Tourist Information ตั้งอยู่ เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้เป๊ะเวอร์มากค่ะ นึกว่าสาวอเมริกันมาเอง คุณสามารถขอคำแนะนำ ซื้อแผนที่ หรือตั๋วรถไฟ รถเมล์จากที่นี่ได้เลย เพราะเดินถัดไปอีกถนนนึง ก็ถึงถนนคนเดิน La Rambla อันแสนโด่งดังของบาร์เซโลนาแล้ว หรือถ้าอยากไปดู Sagrada Familia ของ Gaudi ก็ลงรถไฟใต้ดินจากสถานี La Rambla ได้เลยค่ะ

Processed with VSCO with s3 preset
El Gotic

เนื่องจากเรามาถึงบาร์เซฯเช้ามาก (ประมาณ 7 โมงกว่าๆได้) พวกตลาดนัด หรือร้านขายของที่ตั้งเรียงรายอยู่บนถนน La Rambla ยังไม่ตื่นมาเปิดให้บริการกัน เราเลยเดินเล่นแถว El Gotic (Gothic Quarter) ที่เป็นย่านเมืองเก่าของบาร์เซโลนากันก่อน เรามาถึงเช้ามาก เขาเพิ่งฉีดน้ำราดพื้นถนนกันอยู่เลย เดินไปก็ต้องระวัง เพราะเกือบลื่นหกล้มหลายรอบเลยค่ะ  โดยย่านนี้จะอยู่ระหว่างถนน La Rambla กับส่วนที่ติดกับชายหาด (แต่ไม่ใกล้ท่าเรือนะคะ ท่าเรือจะอยู่เลยไปอีกไกล และใหญ่มาก ขนาดน้องๆดอนเมืองเราได้เลยค่ะ ต้องนั่งรถเข้าไปอย่างเดียว ไม่งั้นเดินกันอาน)

จากนั้นก็เดินไปลงรถไฟใต้ดินที่สถานี La Rambla ตรงหัวถนน La Rambla เพื่อไปเยี่ยมชม Sagrada Familia ที่เป็นผลงานชิ้นเอกของ Antoni Gaudi ศิลปินชาวบาร์เซโลนาผู้โด่งดังกันค่ะ ตื่นเต้นแล้วล่ะ โดยจะใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมง เรานั่งรถไฟใต้ดินสายสีเขียวจากสถานี La Rambla มา 2 ป้าย เพื่อมาเปลี่ยนรถที่ Parallel แล้วนั่งสายสีม่วงต่อไปอีก 6 ป้ายก็ถึงพอดี โดยจะโผล่ขึ้นมาตรงข้าม Sagrada เลยค่ะ (แต่อยากเตือนนิดนึง รถไฟใต้ดินของสเปน เราต้องเปิดประตูเองนะคะ ถ้าไปรอให้เครื่องมันเปิดเอง รถอาจแล่นไปก่อน พวกเราก็ไม่ทราบ ยืนรอเป็นคุณนายให้รถมันเปิดประตูเอง จนคนบาร์เซฯข้างหลังเริ่มรอไม่ไหว จึ๊กจั๊กกันใหญ่ รีบยื่นมือมาเปิดประตูให้ เราก็เอิ่ม ถึงกับเงิบไปเล็กๆ ก็ที่กทม หรือที่ไหนๆ มันก็เปิดเองโดยอัตโนมัตินี่นา)

พอโผล่ขึ้นมาบนดิน ก็ถึงกับอึ้งทึ่งตะลึงงัน ไม่รู้จะสรรหาคำอธิบายไหนมาบรรยายให้เห็นภาพค่ะ คือภาพแรกของ Sagrada Familia ที่เห็นนั้น เธอช่าง วิจิตร อลังการ และมหัศจรรย์สุดบรรยาย เหมือนปราสาท หรือมหาวิหารในเทพนิยายมากกว่าสถานที่ที่คนจริงๆอย่างพวกเราจะเข้าไป โดยเฉพาะส่วนที่เรียกว่า Nativity Facade ตามรูปข้างล่าง (ซึ่งเป็นฝั่งที่สร้างเสร็จสมบูรณ์เป็นฝั่งแรก และเป็นผลงานของ Gaudi แท้ๆ เราเข้าทาง facade นี้ล่ะค่ะ เพราะซื้อตั๋วออนไลน์มา เลยไม่ต้องเดินไปซื้อตั๋วฝั่ง Passion Facade) Facade ด้านนี้คือคือที่สุดแล้วค่ะ ทำเอา Passion Facade ดูแข็ง และจืดไปเลย ในความคิดของฉัน คงไม่มีสถาปัตยกรรมไหนในโลกที่จะถ่ายทอดกำเนิดของพระเยซูเจ้า และการเฉลิมฉลองของเหล่าทวยเทพเทวดา และสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกได้อย่างละเอียดลออ ใกล้ชิดกับธรรมชาติ และยิ่งใหญ่เท่ากับงานออกแบบของ Gaudi อีกแล้ว คำว่าอัจฉริยะยังฟังดูน้อยไปเสียด้วยซ้ำ คนที่จะออกแบบได้ลึกซึ้งขนาดนี้ จะต้องมีศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าอย่างเต็มเปี่ยมแน่นอน ถ้าใครมีโอกาสมาบาร์เซฯ อยากให้เดินเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วแหงนหน้าขึ้นมองให้เต็มอิ่มเลยค่ะ ลืมเวลา และความเร่งรีบต่างๆไปให้หมด และใช้เวลาอยู่ตรงนี้ให้นานเท่าที่ใจต้องการ  เพราะมันคือที่สุดแล้วจริงๆ ❤

Processed with VSCO with s3 preset
Nativity Facade of Sagrada Familia

Processed with VSCO with s3 preset

image

Sagrada Familia หรือ Basillica i Temple Expiatori de la Sagrada Familia หรือ Basillica and Expiatory Church of the Holy Family คือมหาวิหารที่สำคัญ และสัญลักษณ์คู่เมืองบาร์เซโลนา เป็นผลงานการออกแบบชิ้นเอกของสถาปนิกชาวคาตาลันคนสำคัญ Antoni Gaudi โดยมหาวิหารแห่งนี้เริ่มก่อสร้างมาตั้งแต่ปี 1882 โดย Gaudi เข้ามารับช่วงต่อในปี 1883 จนถึงปัจจุบัน ก็ยังก่อสร้างไม่เสร็จ แต่ถึงจะยังสร้างไม่เสร็จ มหาวิหาร Sagrada Familia ก็ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกไปเรียบร้อยแล้ว และได้รับการเจิมจากโป๊ปเบเนดิกต์ที่ 16 (โป๊ปองค์ก่อน) ให้มีสถานะเป็น Minor Basillica อีกด้วย โดยความคิดที่จะก่อสร้าง Sagrada Familia แห่งนี้เกิดจากแรงบันดาลใจของเจ้าของร้านหนังสือชาวคาตาลันนามว่า Josep Maria Bocabella ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมผู้มีศรัทธาแรงกล้าต่อนักบุญยอแซฟ (St. Joseph ผู้เป็นสามีของพระแม่มารี และบิดาของพระเยซูนั่นเอง – เด็กเซนต์โยอย่างฉัน ยิ่งทราบประวัติ ยิ่งอินมากขึ้นเป็นสองเท่าเลยค่ะ ❤ รักมากเลยโบสถ์นี้) หลังจากที่เขากลับจากวาติกัน ก็เลยเกิดความคิดที่จะสร้างโบสถ์ขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองนักบุญยอแซฟ โดยแรกเริ่มเดิมที Bocabella ได้ว่าจ้างให้สถาปนิกนามว่า Francisco de Paula del Villar ให้ทำการออกแบบ และดูแลการก่อสร้าง โดยคงคอนเซ็ปต์ของความเป็นโบสถ์ยุคโกธิคไว้ แต่ต่อมา Villar ได้ลาออกไป Gaudi เลยเข้ามารับช่วงแทน ทำให้ความเป็นศิลปะยุคโกธิคตามความตั้งใจเริ่มแรกของเจ้าของโครงการ ได้ถูกปรับแต่งโดยอัจฉริยภาพสุดบรรเจิดของ Gaudi ผลที่ได้ ก็เลยออกมาเป็นศิลปะแบบโกธิคที่ผสมผสานเส้นสายที่โค้งมนงดงามแบบ Art Nouveau เข้าไป กลายเป็นสไตล์ใหม่เฉพาะตัวสุดล้ำ ที่เรียกว่า Modernisme

แต่ถึงแม้จะได้ Gaudi เข้ามาช่วยออกแบบ และดูแลโครงการ การก่อสร้าง Sagrada Familia ก็ดำเนินไปอย่างช้ามาก ถึงมากที่สุด เนื่องจากขาดเงินทุน (เพราะต้องขึ้นกับเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว) เท่านั้นยังไม่พอ ยังเจอสงครามกลางเมืองของสเปนเข้าไป จนต้องหยุดก่อสร้างไปนาน และกลับมาก่อสร้างใหม่ในยุคห้าศูนย์นี่เองค่ะ

แต่กว่าที่ Sagrada Familia จะกลายมาเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองบาร์เซโลนา มหาวิหารแห่งนี้ ได้ทำให้ชาวบาร์เซโลนาทะเลาะกัน และแบ่งแยกออกเป็นหลายฝักหลายฝ่าย พวกอนุรักษ์นิยม ก็กลัวว่า Sagrada Familia จะมาแข่งกับ Barcelona’s Cathedral บางพวกก็ว่างานออกแบบของ Gaudi ล้ำเกินไป ส่วนพวกแฟนพันธุ์แท้ของ Gaudi เองก็ไม่อยากให้สร้างต่อ เพราะกลัวคนที่เข้ามาทำต่อจะมือไม่ถึง และจะเสียอัตลักษณ์ของมหาวิหารไป แต่ที่หนักข้อที่สุดก็คือการก่อสร้างอุโมงค์รถไฟด่วนใต้ดิน ที่เชื่อมระหว่างสเปน กับฝรั่งเศสที่ตัดผ่านฐานรากของมหาวิหารแห่งนี้พอดี ก็มีหลายฝ่ายที่กลัวกันว่า ความสั่นสะเทือนของรถไฟด่วน อาจทำให้หอคอยที่สร้างสูงเสียดฟ้าขึ้นไปร้อยกว่าเมตรพังครืนลงมาได้ แต่ก็นั่นล่ะนะคะ ก็คงต้องปล่อยให้เป็นปัญหาของชาวบาร์เซโลนากันไป เพราะ Gaudi เองก็คงทำใจไว้ตั้งแต่ตอนที่ตัวเองมีชีวิตอยู่แล้ว ว่ายังไงก็คงตายก่อนได้เห็นมหาวิหารแห่งนี้สร้างเสร็จแน่นอน เพราะตอนที่ Gaudi เสียชีวิตนั้น มหาวิหารเพิ่งสร้างเสร็จไปได้ไม่ถึง 25% เองค่ะ ทั้งๆที่ตัวเขาทุ่มเทให้กับโครงการนี้ในช่วงบั้นปลายของชีวิต เรียกว่ากินนอนอยู่ที่ไซต์งานเลย จนตัว Gaudi เองเสียชีวิตตอนอายุ 73 ปีเนื่องจากโดนรถรางชน แล้วได้รับความช่วยเหลือไม่ทัน เพราะไม่มีใครคิดว่าเป็น Gaudi นึกว่าเป็นคนจรจัด เพราะในช่วงบั้นปลายของชีวิต Gaudi ได้กลายเป็นผู้ที่เลื่อมใส และศรัทธาในศาสนาอย่างแรงกล้า และใช้ชีวิตแบบสมถะสุดๆ แต่งตัวซอมซ่อ ซึ่งต่างจากตอนหนุ่มๆที่เป็นหนุ่มสำอางค์ ชอบแต่งตัว ใช้เงินฟุ่มเฟือย แบบผิดไปเป็นคนละคน โดยตอนที่เขาเสียชีวิตนั้น มีเพียงส่วนที่เป็น Nativity Facade กับ Crypt (ซึ่งเป็นหลุมฝังศพของเขาเอง) เท่านั้นที่เสร็จสมบูรณ์

โดยโครงสร้างของ Sagrada Familia จะประกอบไปด้วยหอคอยสูง 18 หอ และ Facade ที่สำคัญได้แก่ Nativity Facade ที่อยู่ฝั่งตะวันออก แสดงถึงกำเนิดพระเยซู Passion Facade อยู่ฝั่งตะวันตก ที่แสดงให้เห็นตอนพระเยซูโดนตรึงกางเขน (ใช้สถาปนิกออกแบบคนละคนกันค่ะ ตอนไปดู รู้สึกมันแข็งๆ ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่) และ Glory Facade ที่แสดงถึงการฟื้นคืนชีพของพระเยซูค่ะ ส่วนนี้ยังสร้างไม่เสร็จ ซึ่งต่อไปจะเป็นทางเข้าหลักเลยค่ะ

ทราบประวัติกันคร่าวๆแล้วนะคะ คราวนี้ เข้าไปดูข้างในกันดีกว่า งดงามประหนึ่งเทพนิยายมากๆเลยค่ะ

Processed with VSCO with s3 preset

Processed with VSCO with s3 preset
กระจกสีมลังเมลือง สวยตะลึงมากค่ะ
Processed with VSCO with kk1 preset
โปรดสังเกตการจัดวางเสา ที่สุดแล้วค่ะ
Processed with VSCO with s3 preset
บันไดเหมือนปราสาทในเทพนิยายมากค่ะ น่ารักที่สุด

Processed with VSCO with s3 preset

Processed with VSCO with s3 preset

หลังจากชื่นชมจนเต็มอื่มแล้ว เราก็เดินลงไปดูมิวเซียมข้างล่างกันค่ะ

image
Antoni Gaudi

This slideshow requires JavaScript.

เสร็จแล้วก็เดินอ้อมมาดูแบบเต็มๆข้างหลังค่ะ

Processed with VSCO with s3 preset

image
มีความสุขมากค่ะ

ปัจจุบัน การก่อสร้าง Sagrada Familia เข้าสู่ช่วงสุดท้าย ใกล้เสร็จเต็มทีแล้วนะคะ โดยมีกำหนดเสร็จสิ้นสมบูรณ์ภายในปี 2026 (ใช้เวลาทั้งหมด 144 ปีพอดี) เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีที่ Antoni Gaudi เสียชีวิต ถ้า Gaudi มาเห็นคงดีใจที่คนรุ่นหลังสานต่องานอันแสนยิ่งใหญ่ของเขาจนสำเร็จ และเมื่อสำเร็จแล้ว คาดว่าจะเป็นแบบนี้ค่ะ เด็กนักเรียนคอนแวนต์ของนักบุญยอแซฟอย่างฉัน เห็นแล้วน้ำตารื้นเลย อินมากค่ะ ❤

หลังจากดื่มด่ำกับ Sagrada Familia กันจนเต็มอิ่มแล้ว พวกเราก็ปรึกษากันว่าจะไปไหนต่อดี ระหว่าง Parc Guell หมู่บ้านจัดสรรที่ Gaudi ออกแบบ หรือว่า Montjuic ดี ด้วยความที่น้องสาวเขาเคยไปดู Parc Guell มาแล้ว และไปเดินหลงอยู่บนเขาซะนานเกือบชั่วโมง ก็เลยไม่ค่อยอยากกลับไปดูอีก ส่วนฉันเอง ขอสารภาพว่าไม่ค่อยปลื้มกับ Parc Guell เท่าไหร่ ก็เลยตัดสินใจไป Montjuic (ที่เป็นเนินเขาเล็กๆของบาร์เซฯ) กันดีกว่า จะได้เห็นบาร์เซโลนาในมุมสูง และได้เห็นศิลปะของชาวคาตาลันด้านอื่นที่นอกเหนือจาก Gaudi บ้าง ว่าแล้วเราก็นั่งรถไฟใต้ดินไปเลยค่ะ เพราะ Montjuic อยู่ไกลพอสมควร ใช้เวลาประมาณ ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงตีนเขาที่เป็นส่วนที่เรียกว่า Parc Montjuic ซึ่งเคยใช้เป็นสถานที่จัดการแข่งขันโอลิมปิคฤดูร้อน งาน World Expo และเป็นสนามแข่งขัน Montjuic Formula One มาแล้ว จริงๆ จากสวนนี่ ถ้าเดินขึ้นเขาไปอีก ก็จะถึงสถานีเคเบิลคาร์พาขึ้นไปถึงยอดเขาเลย แต่วันที่เราไปนั้นเป็นวันอาทิตย์ เคเบิลคาร์ดันปิดซ่อมเสียนี่ ก็เลยได้แต่เดินเล่นในบริเวณสวนสาธารณะแทน มีเด็กๆมาแข่งวิ่งเยอะมาก น่าจะเป็นทัวร์นาเมนท์สำคัญเลยค่ะ เพราะมีโค้ชคุมมาเป็นทีมเลย เจี๊ยวจ๊าวมาก สนุกสนานไปอีกแบบนะคะ นักท่องเที่ยวอย่างเราเห็นแล้วก็เพลิน ได้ดูสภาพครอบครัววันอาทิตย์ของชาวบาร์เซฯไปด้วย น่ารักมากเลยค่ะ 🙂

Processed with VSCO with s3 preset
Parc Montjuic

พอนั่งเล่น รับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อย ก็เดินไต่บันไดขึ้นไปชม Museu Nacional d’Art de Catalunya หรือ National Museum of Catalan ที่จัดแสดงงานศิลปะของขาวคาตาลัน ที่โดดเด่นก็เห็นจะเป็นภาพเขียนในโบสถ์ วิหาร ภาพเขียนแนว Modernisme และ Noucentisme ค่าเข้าชมคนละ 12 ยูโรค่ะ

Processed with VSCO with s3 preset
Museu Nacional d’Art de Catalunya
image
เข้าไปถ่ายใกล้ๆอีกหน่อย

จากตรงนี้ หันหลังกลับ ก็จะเห็นวิวของเมืองบาร์เซโลนาจากเบื้องสูงค่ะ ตื่นตาตื่นใจมากเลย ❤

image
Barcelona – Bird’s eye view

เสร็จจากที่นี่ก็บ่ายแล้ว ก็ถึงเวลากลับไปสู่อ้อมอก Gaudi ต่อแล้วค่ะ จาก Montjuic เราจะไปดู Casa Batllo ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกของ Gaudi ที่ตั้งอยู่ในใจกลางเมืองกันค่ะ

Casa Batllo คือบ้านที่ Gaudi ออกแบบ และ สร้างขึ้นภายใต้การว่าจ้างของ Lluis Sala Sanchez เป็นบ้านที่คนในพื้นที่จะรู้จักกันดีในนามของ Hose of Bones เพราะรูปร่างเหมือนเอากระดูกเป็นท่อนๆมาต่อกัน พอสร้างเสร็จ ก็เหมือนกับ Parc Guell เลยค่ะ คือขายไม่ออก 5555 แต่ในที่สุดก็มีมหาเศรษฐีชื่อ Josep Batllo ขื้อไปในปี 1900 เพราะเห็นว่าอยู่ใจกลางเมือง และเป็นสมบัติของตระกูล Batllo ไปจนถึงปี 1970 จากนั้นจึงเปลี่ยนมือ และเปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมจนถึงปัจจุบัน

Processed with VSCO with s3 preset
Casa Batllo

image

บ้านหลังนี้เป็นผลงานของ Gaudi ที่ฉันชอบมากเลยค่ะ เป็นบ้านที่สวยมากๆ ล้ำ และเก๋สุดๆ น่ารักด้วยค่ะ ชอบตรงที่กรุด้วยกระเบื้อง มลังเมลืองมาก ดูกุ๊กกิ๊กอีกต่างหาก จริงๆเป็นบ้านที่ถ่ายรูปขึ้นด้วยนะคะ ถ่ายรูปออกมาสวยทุกรูป ห้ามพลาดเลยบ้านนี้

หลังจากนั้น เราก็ไปเที่ยวกันต่อ เพราะบ้านนี้อยู่ใจกลางเมืองบาร์เซฯเลยค่ะ เดินอีกแป๊บก็ถึง shopping street, Placa de Catalunya (ซึ่งเป็นจตุรัสกลางเมือง) แล้ว จริงๆ กะมาละลายทรัพย์ที่นี่เลยนะคะ ทั้ง Zara, Massimo Dutti, Loewe, Balenciaga สารพัน แต่ปรากฏว่าเราดันมาบาร์เซฯวันอาทิตย์ซะนี่ ร้านปิดหมดเกลี้ยงเลยค่ะ ขนาดร้านขาย Jamon ในตลาดตรงถนน La Rambla ที่ดังๆยังปิดเลยค่ะ T^T สรุปบาร์เซฯ ไม่มีโอกาสได้เงินพวกเราแล้วล่ะ เราเลยประหยัดเงินสบายไป ระหว่างทางเราก็ผ่าน Placa de Catalunya อลังการมากค่ะ

imageimageimage

จากนั้นก็มาต่อที่ La Rambla ถนนคนเดินที่โด่งดังที่สุดในบาร์เซโลนาค่ะ ถนนสวยงาม ใหญ่โต กว้างขวาง น่าเดินมากค่ะ

image
La Rambla

ถนนนี้น่าเดินมากค่ะ ที่สำคัญ จากจุดนี้ ไปอีก 2-3 ซอยก็เจอร้าน Gelato ขวัญใจชาวยุโรป Amorino Gelato แล้วค่ะ ไหนๆมาแล้ว ก็ต้องจัดซักหน่อย อร่อยที่สุดค่ะ เลิฟมากๆๆ ทานเจลาโต้ที่อิตาลีก็อร่อยนะคะ แต่พอเจอ Amorino แล้ว เจลาโต้ที่อิตาลีกลายเป็นไอติมบ้านๆไปเลย 😀 ชอบที่สุดค่ะ กลับมายังอยากทานอยู่เลย คิดถึงมาก ใครไปยุโรปอย่าลืมแวะไปชิมนะคะ อร่อยที่สุด ❤

หม่ำเจลาโต้เสร็จแล้ว ก็ถึงคราวของถนน La Rambla แล้วค่ะ ร้านรวงเปิดกันแล้ว มีทั้งร้านอาหาร ร้านขายดอกไม้ ของที่ระลึกตลอดทาง เดินเพลินมาก จริงๆเขามีตลาดด้วย แต่เสียดายที่ปิดวันอาทิตย์ ก็เลยอดชิมแฮมเสียบไม้ร้านดังของเขาเลยค่ะ แต่ร้านอาหารแถวนั้นไม่แพงเลยนะคะ ค่าครองชีพของสเปนถูกกว่าอิตาลี และฝรั่งเศสมาก ราคาเป็นมิตรเกือบทุกร้าน น่าเที่ยวมากๆเลยค่ะ

ถนน La Rambla ของบาร์เซฯ เป็นถนนคนเดินที่โด่งดังของบาร์เซโลนา เป็นถนนที่ทอดยาว 1.2 กิโลเมตร เชื่อมระหว่าง Placa de Catalunya กับอนุสาวรีย์คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส แต่สิ่งที่มีชื่อเสียง และเป็นเสน่ห์ของ La Rambla เลยก็คือ การแสดงเปิดหมวกของที่นี่คือที่สุดแล้วค่ะ อลังการมาก โดยจะอยู่ตรงฝั่งที่ติดกับอนุสาวรีย์โคลัมบัส เรียกว่าขนกันมาแบบจัดเต็มสุดๆ จะเป็น Star Wars นกฟีนิกซ์หรือมารี อังตัวเนตต์ยังมีเลยค่ะ ไปมาหลายที่ในยุโรป ไม่มีที่ไหนจัดหนัก จัดเต็มสู้ที่นี่ได้เลยค่ะ สุดยอดมาก ต้องไปดู 😀

Processed with VSCO with s3 preset
นี่แค่เบาๆค่ะ

ก่อนจะกลับขึ้นเรือตรงอนุสาวรีย์คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส เราบังเอิญเห็นจตุรัสเล็กๆแยกออกมาจากถนน La Rambla เป็นจตุรัสที่สวยมากเลยค่ะ เต็มไปด้วยร้านอาหาร บาร์ ตกแต่งเก๋ๆ อยู่รอบจตุรัส (มีบาร์ที่ดังที่สุดในบาร์เซฯด้วยค่ะ ใครอยู่หลายวัน น่าลองแวะไปเที่ยวดู อาหารไม่ค่อยแพง แถมตกแต่งสวยทุกร้านค่ะ) เราเลยลองเดินเข้าไปดู ชอบมากเลยค่ะ พอมาหาข้อมูล ถึงได้ทราบว่าเป็นพลาซ่าชื่อว่า Placa Reial สวยมาก มีต้นปาล์มล้อมรอบ แต่ที่สวยจริงๆ และสะดุดตาก็คือโคมไฟค่ะ สวยโดนใจฉันมาก เดินวนดูอยู่หลายรอบ

Processed with VSCO with kk1 preset
Placa Reial

พอกลับกรุงเทพมาหาข้อมูล ถึงได้ทราบว่าเสาไฟที่ฉันแอบปลื้มนั้น ออกแบบโดย Gaudi อีกแล้วค่ะ โดยเป็นงานออกแบบงานแรกๆของ Gaudi หลังจากจบโรงเรียนสถาปัตย์มาหมาดๆค่ะ มิน่า ถึงได้สวยเตะตามาก ❤ ใครไปเที่ยว อย่าลืมแวะไปดูนะคะ ขยายให้เห็นชัดๆอีกรอบ ว่าสวยงามน่ามองขนาดไหน

Processed with VSCO with kk1 preset
Lamppost designed by Gaudi

พอเดินมาสุดถนน ก็ถึงเวลาที่เราต้องกลับเรือแล้วค่ะ เพราะตรงหน้า ก็คืออนุสาวรีย์คริสโตเฟอร์ โคลัมบัสแล้ว เราขึ้น shuttle bus กลับเรืออย่างใจหายหน่อยๆ เพราะไม่นึกเลยว่าจะประทับใจ Gaudi และบาร์เซโลนาขนาดนี้ เรียกว่าหลงรักไปเลย ถ้ามีโอกาส ต้องกลับมาอีกแน่นอนค่ะ ❤  (อยากกระซิบบอกว่าหนุ่มบาร์เซฯหล่อม้ากกก เดินมา 10 หล่อ 9 ขนาดนั้นเลยค่ะ หนุ่มอิตาเลียนชิดซ้ายตกคลองไปเลย ณ โมเมนต์นี้หนุ่มบาร์เซฯเขามาแรงจริงๆ 😀 )

Processed with VSCO with s2 preset
Port of Barcelona กลับขึ้นเรือแล้วค่ะ

ไว้เจอกันใหม่นะคะ คราวนี้เราจะกลับไปอิตาลีอีกรอบ โดยจะขึ้นท่าที่เมืองเนเปิลส์ค่ะ จะไปเที่ยวเมืองไหนบ้าง และประทับใจขนาดไหน ติดตามตอนต่อไปนะคะ 🙂

 

อ่านตอนก่อนหน้าได้ที่นี่ค่ะ 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (7) – At sea – Norwegian Epic

ติดตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดในทริปนี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค

 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (Norwegian Epic) – Mediterranean Cruise Trip 7

image

At sea Day 7 – เหมือนจะเบื่อ แต่ก็ไม่เบื่อ เพราะบนเรือมีกิจกรรมสนุกๆเยอะมาก

และแล้ว สิ่งที่เรากังวลกันอยู่ตั้งแต่เมื่อคืน ว่าอาจไม่ได้ไปเที่ยวมายอร์กาก็เป็นความจริง เนื่องจากสภาพอากาศไม่เป็นใจ เพราะเมื่อคืน คลื่นลมแรงมากค่ะ เรือโคลงตลอดเวลา (ขนาดเรือใหญ่ขนาดนี้ยังโคลง แล้วถ้าเป็นเรือขนาดกลาง หรือย่อมลงมาหน่อย มีหวังเมาเรืออ้วกแตกกันหมด) ตอนนั่งในห้องอาหาร เห็นเลย ว่าม่านไหวไปทางซ้ายที ขวาทีตลอด เวลาเดินในเรือก็โคลง เซไปเซมา ตอนโคลงมากๆ มีเซแซ่ดๆ ไปชนคนอื่นก็มี ไม่เราเซไปชนเค้า เค้าก็เซมาชนเรา เหมือนเมาเหล้ากันทั้งเรือ 😀 แต่โชคดีที่ไม่เมาเรือเลยค่ะ หัวแข็งมาก ทานอาหารเย็นเสร็จ ก็รีบเข้านอน ก็หลับไปทั้งๆที่เรือโคลงนี่แหละ เพราะตาม itinerary คือ เราจะมาเทียบท่าที่ Palma de Mallorca ตอนบ่าย พวกเราเลยนอนกันเพลิน ตื่นเอาสิบโมง สายโด่งเลยค่ะ (จากที่ตื่นตีห้าทุกวัน) พอตื่นมาปุ๊บ Duke (stateroom steward) พ่อบ้านประจำห้องของเรา ก็แจ้งว่าวันนี้เรือจะไม่เทียบฝั่ง เพราะสภาพอากาศไม่ดี เราจะต้องอยู่บนเรือทั้งวัน

พอได้ยินก็แอบเซ็งหน่อยๆค่ะ แต่ก็ทำไงได้ ก็คงต้องหาอะไรทำสนุกๆบนเรือ ฆ่าเวลาดีกว่า ฉันเอง เอาหนังสือมาอ่าน ก็กะว่าจะนั่งอ่านหนังสือ บ่ายๆก็คงเข้าฟิตเนส ด้วยความที่ตื่นสาย กว่าจะแต่งตัวเสร็จ ก็ใกล้เที่ยงแล้ว เลยตัดสินใจทานบรันช์ไปเลย ไม่แวะทานบุฟเฟต์ที่ Garden Cafe แล้วล่ะ เลยมุ่งหน้าไปทานบรันช์กันที่ O’Sheehan ที่เป็นร้านอาหารกึ่งผับสไตล์ไอริชที่เราเล็งไว้ตั้งแต่ขึ้นเรือกันดีกว่า เพราะน้องสาวอยากหม่ำ buffalo wings มาก ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ อาหารอร่อยทุกอย่าง ชอบมาก ยังอยากจะกลับไปกินอีก แต่ก็ไม่มีเวลา

image
ที่ O’Sheehan
Processed with VSCO with s3 preset
เขามีลานโบว์ลิ่งให้เล่นด้วยค่ะ
Processed with VSCO with kk2 preset
บรรยากาศในร้าน

คราวนี้ก็มาถึงอาหารผับแสนอร่อย ทานก้นอิ่มจนแทบจุกไปตามๆกัน 😀

This slideshow requires JavaScript.

ทานเสร็จ เราก็เดินขึ้นไปดูวิวบนดาดฟ้าเรือกันค่ะ คราวนี้ได้เห็นทะเลเมดิเตอร์เรเนียนกันอย่างชัดๆ แม้ฟ้าจะขมุกขมัวไปบ้าง แต่แค่ได้เห็นท้องทะเลที่แสนจะกว้างใหญ่ ก็สุขใจแล้วค่ะ

Processed with VSCO with a5 preset
Mediterranean Sea

เดินย่อยอาหารกันไปซักพัก ลมชักเริ่มแรง เลยพากันเข้ามานั่งเล่นข้างใน กะว่าจะอ่านหนังสือซักหน่อย เอาเข้าจริง นั่งสบายมาก เผลอหลับไปเลย 😀

image

หลังจากนั้น ก็เข้าฟิตเนสต่อ fitness center ของเรือ Norwegian Epic นี่ทันสมัยสุดๆเลยค่ะ เลิฟมาก กรุกระจก เห็นวิวทะเลสุดอลังการ มีเครื่องออกกำลังกายทุกอย่าง พร้อมเทรนเนอร์ไว้คอยบริการ มีความสุขมากค่ะ ทำเอาเราแทบไม่อยากลงจากเรือเลย เอาใจนักเดินทางที่ชอบออกกำลังกายมากค่ะ

fitness_center_epic

Norwegian-Epic-fitness-area-e1328198049879

ไม่ใช่แค่ฟิตเนสนะคะ พวกสปา ร้านทำผม ทำเล็บ ก็มีให้บริการ ดูดีมากๆๆ แต่ราคาแพงค่ะ เลยไม่ได้ลองไปใช้บริการ 😀

นอกจากร้านอาหาร O’Sheehan แล้ว ก็ยังมีอีกหลายร้านมาก ทั้งที่เป็นแบบ complimentary dining กับที่ต้องจ่ายเงินเอง คณะทัวร์แม่ลูก (ที่ไม่ค่อยงก) ของเรา แค่ทานแบบ complimentary dining ก็ยังทานไม่หมดเลย ร้านที่ต้องเสียตังค์เลยต้องขอผ่านไปก่อนละกันค่ะ เพราะแค่ complimentary dining เองก็อร่อยมากเกินพออยู่แล้ว เลยไม่รู้ว่าจะขวนขวายหาเรื่องเสียเงินเพิ่มไปทำไม 😀

นี่คือร้าน Manhattan ร้านหรู สุดโปรดของพวกเรา ร้านสวย เวอร์วังมาก อาหารก็อร่อยเริ่ดทุกอย่าง บริการก็ดี แถมเพลงเพราะด้วยค่ะ กลับมายังคิดถึงอยู่เลย อยากทานอีก (สเต้กเนื้ออร่อยมากๆๆๆๆ)

manhattan-room

image
ร้านโปรดของพวกเรา
image
เวลานึกไม่ออกว่าจะกินอะไรดี ก็ไป Manhattan

และนี่ก็คือร้าน Taste อาหารก็จะคล้ายๆกับ Manhattan แต่ว่าบรรยากาศจะ cozy กว่า สบายๆกว่า เหมาะสำหรับคนชอบฟังเปียโนค่ะ

Processed with VSCO with kk2 preset
Taste
Processed with VSCO with s3 preset
แม่ถ่ายกับแชนเดอร์เลียร์สุดเวอร์วังอลังการมากค่ะ

ถ้าเกิดเบื่ออาหารฝรั่ง ทางเรือเขาก็มีอาหารจีนไว้คอยบริการที่ร้าน Shanghai ค่ะ จัดร้านสวยเลยล่ะ อาหารพอใช้ได้ค่ะ เป็นแบบผัดๆ แบบอาหารจีนทั่วไป (แต่คนแน่นตลอดเวลา กว่าจะได้ทาน รอคิวนานเป็นชั่วโมง)

Shanghai_epic
Shanghai

อาหารที่ Shanghai ก็จะประมาณนี้ค่ะ ไม่ดี ไม่เลว พอทานได้

This slideshow requires JavaScript.

ทานเสร็จ จะมาเดินเล่นดูภาพเขียนต่อ หรือช้อปปิ้งดิวตี้ฟรีก็ได้ ตามอัธยาศัยเลยค่ะ

Processed with VSCO with a4 preset
แกลอรี่ขายงานศิลปะ

Processed with VSCO with a4 preset

วันที่ at sea อีกวัน เขาจัดคลาสให้ความรู้เรื่องการประมูลภาพเขียนด้วยค่ะ ได้ความรู้ดีเลยล่ะ

Processed with VSCO with s1 preset
เลคเชอร์เรื่องการประมูลภาพเขียน

พอตกค่ำ ก็แต่งตัวสวย ไปดูโชว์กันค่ะ จริงๆโชว์กับปาร์ตี้นี่มีทุกคืน ชอบใจอยากดูโชว์บุ๊คได้ตามอัธยาศัยเลยค่ะ

image

เรือ Norwegian Epic เขามี Epic Theater สำหรับจัดแสดงโชว์หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนกันไปทุกคืน ตั้งแต่ดูฟรี ไปจนถึงจ่ายเพิ่ม จัดโชว์ได้สุดยอดมากๆค่ะ ทั้งร้อง ทั้งเต้น อลังการงานสร้างมาก ที่ประทับใจมากๆก็เห็นจะเป็นโชว์เต้น Burn the floor ที่เต้นเก่งสุดๆ กับโชว์ร้องเพลงโมทาวน์ Soul Satisfaction กับ Man of Motown ที่ full house ทุกรอบ (พวกเราบุ๊คที่นั่งไม่เคยทันค่ะ ต้องยืนดู แต่ถึงจะยืนดูก็คุ้มมาก)

image
Soul Satisfaction (ชอบโชว์นี้ที่สุดค่ะ ร้องดีมาก)

ต่อมาก็เป็นบาร์ชื่อ Bliss ค่ะ จะมีจัดปาร์ตี้แดนซ์กระจายทุกคืน แบ่งเป็นธีมต่างๆ อย่างเช่น Abba night, 70’s night, 80’s night เป็นต้น ขอบอกว่า 80’s night party สนุกที่สุดค่ะ แดนซ์กระจายกันทุกคน สนุกเหมือน Spasso ตอนที่กำลังพีคสุดขีด (เค้าจะมีคนนำเต้นที่เต้นเท้าไฟกระเจิงอยู่ 2-3 คน แดนซ์มันส์ ลืมโลกมากค่ะ) เรือนี้จัดปาร์ตี้สนุกจริงๆ

Processed with VSCO with s3 preset
ปาร์ตี้ที่ Bliss สนุกสุดๆค่ะ

แต่ถ้าใครแดนซ์ไม่ไหว ตรง atrium ของเรือ เขาก็มีจัดแดนซ์จังหวะละติน หรือจังหวะบอลรูมเบาๆ เอาใจคู่ฮันนีมูน หรือไม่ก็กลุ่มผู้สูงอายุกันไป เรียกว่าไม่เหงาเลยค่ะ ขนาดมี แชมเปญ กับมาร์ตินีบาร์เอาใจผู้โดยสารชาวเกย์ด้วย สนุกสนานกันมาก (Shakers Champagne and Martini Bar) เรียกว่าไม่มีเบื่อ ไม่มีเหงากันเลย พวกเรากว่าจะได้กลับห้องก็ปาเข้าไปเกือบตีหนึ่งทุกคืนค่ะ 😀

นอกจากนี้ ก็ยังมีคาสิโนไว้ให้แขกได้เสี่ยงโชคกันขำๆด้วย

จากคาสิโน ก็มี Ice Bar อันนี้ฉันกับน้องสาวชอบมาก หนาวสุดๆเลยค่ะ เขาจะตั้งอุณหูมิไว้ที่ -5 °c ก่อนจะเข้า ต้องใส่เสื้อคลุมที่เขาจัดให้พิเศษเพื่อกันหนาวค่ะ ขอบอกว่าบาร์เทนเดอร์ผสมคอกเทลอร่อยมาก ใจดีแถมให้เราตั้งคนละสองแก้วแน่ะ เล่นเอาเมา เดินไม่ตรงทางเลยค่ะ 😀

image
Svedka Ice Bar
Processed with VSCO with s3 preset
ก่อนจะเข้า ต้องใส่เสื้อคลุมแบบนี้ค่ะ
image
บรรยากาศข้างในคือหนาวงั่ก

เรียกว่าเมื่อขึ้นมาอยู่บนเรือ Norwegian Epic เมื่อไหร่ เวลาจะผ่านไปเร็วเหมือนติดปีกมากค่ะ ทุกอย่าง ไม่มีคำว่าน่าเบื่อเลยจริงๆ อาหารอร่อยมาก โชว์เยี่ยม กิจกรรมยอด บริการเลิศ ประทับใจมากค่ะ กลับมาแล้ว ยังคิดถึงอยากกลับไปเที่ยวอีกหลายๆรอบเลย ❤

คงต้องบอกลากันแค่นี้ก่อน เพราะต้องเข้านอน เพื่อเตรียมตัวตื่นแต่เช้า เพราะพรุ่งนี้ เราจะไปเที่ยวบาร์เซโลน่ากัน จะสนุก และน่าประทับใจขนาดไหน ติดตามอ่านกันนะคะ 🙂

สำหรับท่านที่สนใจรายละเอียดของเรือลำนี้ คลิกดูรายละเอียดที่นี่ได้เลยค่ะ Norwegian Epic ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ แนะนำสุดตัว

ติดตามอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (6) – นีซ – คานส์ – โมนาโค

ติดตามอ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (8) – บาร์เซโลนา

ติดตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดในทริปนี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค 

 

เครดิตภาพ Kosher Travelers, Cruise Maven, Travel Server, Millennia Cruiser

 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (นีซ-คานส์-โมนาโค) Mediterranean Cruise Trip 6

Processed with VSCOcam with s3 preset
ยามเช้าที่คานส์

Nice-Cannes-Monaco – Day 6 แสนสุขกับสวรรค์บนดินที่ French Riviera (Nice-Cannes-Monaco)

และแล้ว วันที่เรารอคอยก็มาถึง เรียกว่าเป็นไฮไลท์ของการล่องเรือเลยก็ว่าได้ เพราะเป็นวันที่เราจะได้ไปเที่ยว French Riviera กัน หรือถ้าให้พูดฝรั่งเศสแบบเก๋ๆ ให้เข้ากับบรรยากาศ ก็ต้องเรียกว่า Cote d’Azur ดินแดนที่อาบไปด้วยแสงแดดสีทอง เมืองท่าชายทะเลที่แสนจะหรูหรา อลังการ สถานที่ตากอากาศยอดนิยมของเหล่าคนดัง และมหาเศรษฐีระดับโลก วันนี้ เราสามคนจะได้สัมผัสกันจริงๆแล้วค่ะ หลังจากใฝ่ฝันมานาน แค่คิดก็ตื่นเต้นแล้วนะคะ ยิ่งโดนกัปตันบนเรือบิลท์ไว้ตั้งแต่เมื่อคืนอีก (ย้ำแล้วย้ำอีก ว่าห้ามลืมไปโมนาโคเด็ดขาด)  ยิ่งอยากให้ถึงคานส์เร็วๆ เพราะกัปตันเตือนไว้ตั้งแต่เมื่อคีน ว่าให้รีบตื่นเช้า เพราะ 9 โมงตรง เราจะขึ้นที่ท่าเรือเมืองคานส์ (Port de Cannes) แต่เรือจะเข้าไปจอดเทียบท่าไม่ได้นะคะ เพราะท่าค่อนข้างเล็ก เลยต้องจอดกลางทะเล แล้วให้พวกเรานั่งเรือ tender เข้าฝั่ง

และก็เป็นดังคาด ทุกคนบนเรือตื่นแต่เช้า มารอลงเรือ tender กันอย่างพร้อมเพรียง เรือ tender ก็คือเรือเล็กที่ทำหน้าที่รับส่งผู้โดยสารนั่นล่ะค่ะ ลำนึงจุคนได้ประมาณ 70-80 คนเห็นจะได้ นั่งไปแป๊บเดียวก็ถึงฝั่งแล้ว ท่ามกลางแสงแดดสีทองรอต้อนรับเราตั้งแต่เทียบท่าเลยค่ะ นับเป็นวันที่สุขสดใสมากๆอีกวันหนึ่ง อากาศดี ประมาณ 15-17 C เรียกว่าเก็บเสื้อโค้ทไว้ที่เรือได้เลย

หลังจากขึ้นท่าที่คานส์ โปรแกรมที่เราวางไว้คือแบบนี้ค่ะ นั่งรถไฟจากคานส์ – โมนาโค – นีซ – แล้วกลับมาขึ้นเรือที่คานส์อีกทีให้ทันห้าโมงเย็น เรียกว่าต้องทำเวลากันสุดๆเลย แล้ววันนี้แหละที่เราเกือบตกรถไฟ วิ่งสู้ฟัดกันแบบหืดขึ้นคอเพื่อให้ทันขึ้นเรือ 😀

image
Port de Cannes

เราเดินเลียบชายหาด ผ่านร้านรวงสุดหรูของคานส์เพื่อไปขึ้นรถไฟที่สถานีค่ะ โดยจะนั่งรถไฟสาย French Railway (SNCF) จากคานส์ ผ่านนีซ ไปโมนาโค (มอนติ คาร์โล) ใช้เวลา 1 ชั่วโมง 3 นาที ค่าเดินทางตกคนละประมาณ 360 บาท ประเดิมเที่ยวประเทศฝรั่งเศสเป็นวันแรก รถไฟก็ดีเลย์เลย สายไปเกือบครึ่งชั่วโมง เรียกว่า schedule เรารวนตั้งแต่โมเมนท์แรกที่มาเหยียบคานส์เลย จึงไม่แปลกที่หลายๆที่ที่เราตั้งใจไว้ว่าจะไปจัด มีอันต้องล้มเลิกกลางคัน (เหมือนเป็นการบอกให้กลับมาแก้ตัวใหม่คราวหน้านะจ๊ะ French Riviera ยังรอพวกเธออยู่เสมอ ❤ )

ในขณะที่นั่งรถไฟ ก็ดิ่มด่ำกับวิวไปด้วย โดยช่วงที่ออกจากนีซ วิวสวยตะลึงมากเลยค่ะ ตรงนี้ ต้องถ่ายรูปเลยนะคะ เรียกว่าถ้าไม่นั่งรถไฟ หรือขับรถไปเอง ไม่มีทางได้วิวนี้แน่นอน (เพราะถ้านั่งรถเมล์ จะมีเสาไฟฟ้า กับสายไฟบัง ทำให้ถ่ายรูปไม่สวย มันจะไม่ panoramic แบบนี้)

image
French Riviera (Nice)

นั่งชื่นชมความงามของชายหาดเฟรนช์ริเวียร่ากันอย่างเพลิดเพลิน แป๊บเดียวก็ถึงโมนาโคแล้วค่ะ (จำไว้ว่าพอถึง Cap-d’Ail เมื่อไหร่ สถานีหน้าก็คือโมนาโคเลย) สถานีรถไฟของโมนาโคทันสมัยมาก ออกมา ก็เจอโมนาโคที่แสนจะสวยงาม หรูหรา ประหนึ่งสวรรค์บนดินแล้วค่ะ ไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาบรรยายที่จะเหมาะกว่านี้ เพราะโมนาโคคือสวรรค์บนดินจริงๆ คุณเธอช่างสวยงาม มีระดับ และรื่นรมย์ไปหมด เหมือนหลุดไปอีกโลกนึงเลยค่ะ คือดีงามมาก ดูหรู ดูแพงไปหมดทุกสิ่งอย่าง ที่สำคัญผู้หญิงสวยมากกกกก แต่งตัวดีมากกกกกก ดูแพงมากกกกกกก (ก ไก่ล้านตัว)ทุกกระเบียดนิ้วเลยค่ะ เหมือนนางแบบที่เพิ่งเดินกรีดกรายลงจากแคทวอล์คยังไงยังงั้น สวยหรูขนาดสาวปารีเซียงยังอาย

และสถานที่แรกที่เราจะไปคือ Prince’s Palace พระราชวังของกษัตริย์ราชวงศ์กริมัลดีที่อยู่บนเขา เรานั่งรถเมล์จากสถานีรถไฟขึ้นไปจนสุดสายก็ถึงพอดี ตามมาเที่ยวด้วยกันเลยนะคะ

image
ทางขึ้น Prince’s Palace
Processed with VSCOcam with s3 preset
On the way to Prince’s Palace
Processed with VSCOcam with s3 preset
เราสามคน
Processed with VSCOcam with s3 preset
ร้านอาหารระหว่างทาง สีชมพูสวยงามมากค่ะ ตอนที่ถ่ายร้านยังไม่เปิด
image
ขาดไม่ได้นะคะ มาถึงโมนาโค แล้วไม่เห็นเจ้าหญิงเกรซ รูปนี้อยู่ที่ที่ทำการไปรษณีย์ของโมนาโค

ถึงแล้วค่ะ Prince’s Palace ของราชวงศ์กริมัลดี สุดๆไปเลยค่ะ ทั้งสวยงาม หรูหรา ร่ำรวย สมเป็นโมนาโคจริงๆ

Processed with VSCOcam with s3 preset
Prince’s Palace

 

Processed with VSCOcam with s3 preset
In front of Pince’s Palace

จากนั้นเราก็มาดูวิวอ่าวที่จอดเรือยอชท์กันนะคะ เกิดมายังไม่เคยเห็นที่ไหนมีเรือยอชท์เยอะขนาดนี้มาก่อน ที่สุดแห่งความรวยแล้ว

image
ถ่ายกับเรือยอชท์ที่โมนาโค

 

Processed with VSCOcam with s3 preset
Beautiful Monaco

แล้วเราก็จะเดินลงเขามาชมโบสถ์ Saint Nicholas Cathedral ที่เจ้าชายเรเนียร์ และเจ้าหญิงเกรซ รวมถึงเชื้อพระวงศ์ทุกพระองค์ของโมนาโคทรงประกอบพิธีแต่งงาน

Processed with VSCOcam with s3 preset
ระหว่างทางไปโบสถ์

 

Processed with VSCOcam with s3 preset
ยลโฉมเรือยอชท์กันใกล้ๆอีกซักนิด
Processed with VSCOcam with s3 preset
ใกล้ถึงโบสถ์แล้วค่ะ
image
Saint Nicholas Cathedral

ถ่ายรูปกันจนหนำใจแล้ว ถึงเวลาไปคาสิโนแห่งกรุงมอนติคาร์โลแล้วค่ะ ❤ เราเดินลงเขามาตามทางเดิม และขึ้นรถเมล์ไปยังมอนติคาร์โล ที่อยู่อีกฟากหนึ่งของรัฐ ก็ถึงคาสิโนสุดหรูที่ใครๆหลายคนใฝ่ฝันอยากจะเห็นซักครั้งในชีวิตแล้ว 🙂

Processed with VSCOcam with s3 preset
ฟ้าใส แดดสวย และท้องทะเลสีครามแห่งมอนติคาร์โล

เดินจากจุดนี้ต่อไปอีกแป๊บเดียวก็ถึงแล้วค่ะ คาสิโนแห่งมอนติคาร์โล สังเกตรถที่จอดข้างหน้า จะเอายี่ห้อไหนได้หมด (พูดถึงซูเปอร์คาร์นะคะ พวกอีโคคาร์อย่ามาแหยม 😀 ) คือยืนอยู่แป๊บเดียว เห็นเกือบหมดทุกรุ่น ทุกสี ทุกยี่ห้อ โรลส์รอยซ์รุ่นงามๆก็มี พวกแลมโบ หรือเฟอร์รารี่ไม่ต้องพูดถึง แล่นฉวัดเฉวียนกันทั้งเมือง ผู้หญิงที่เข้าคาสิโนที่นี่สวยเจิดเฉิดฉายมากค่ะ ทั้งโค้ทสีคาเมล ทั้งเฟอร์ ทั้งรองเท้าบู้ต จัดเต็มกันหมด เหมือนนางแบบเกือบทุกคน มาแป๊บเดียวเห็นกระเป๋าชาเนลเกือบหมดทุกรุ่นเลย สาวๆที่นี่ฮิตชาเนลแบบจริงจังมากค่ะ ถ้าเป็นผู้ใหญ่หน่อยก็ถือเบอร์กิ้น กับเคลลี่ แอร์เมสรุ่นอื่นไม่เห็นเลยนะคะ พวก tool box, garden party, lindy, picotinไม่มีเลยแม้แต่ใบเดียว ถ้ามาที่นี่ ต้องชาเนล เบอร์กิ้น และเคลลี่เท่านั้นค่ะ นอกนั้นเอาท์หมด (เรียกว่ามาที่นี่เห็นสัจธรรมเลย ว่ากระเป๋ารุ่นไหนคลาสสิคของจริง ^^ถ้าจะเสียเงินถอย คงต้องสองยี่ห้อ สองรุ่นนี้เท่านั้นแล้วค่ะ แต่ถ้าอยากเพลย์เซฟ ชาเนลใบเดียว เอาอยู่จริงๆสำหรับที่นี่) แต่ถ้าเป็นสาวออฟฟิศ ก็จะฮิตถือกระเป๋าสไตล์ Celine รุ่นใหม่กัน ตั้งแต่เดินเที่ยวมา ยังไม่เห็นคนชาวโมนาโคคนไหนแต่งตัวเยินเลยค่ะ (อย่าว่าแต่เยินเลยค่ะ แต่งตัวธรรมดายังไม่มี มีแต่พวกนักท่องเที่ยวอย่างเราๆเท่านั้นแหละค่ะ ที่เยินๆหน่อย) ทุกอย่างดูหรู และดูแพงมากกันหมดทุกคน ขนาดเด็ก พ่อแม่จับแต่งตัวคุณหนูสุดขีด เดินลงจากรถเบนซ์กันมาเลย คือรวยจริง รวยจัง อู้ฟู่ เงินถุงเงินถังมากค่ะ ตั้งแต่เที่ยวมา เพิ่งจะเห็นสาวๆใส่รองเท้า Louboutin พื้นแดง ส้นเข็ม สูงสี่นิ้วก็ที่นี่แหละค่ะ ใส่เดินขึ้นเขา ลงเขาด้วย เก่งมาก กราบเลย ขนาดที่ปารีสยังหาแทบไม่เห็น T^T

Processed with VSCOcam with s3 preset
Casino Monte-Carlo
image
ไหนๆมาแล้ว ก็ต้องขอซักรูป
Processed with VSCOcam with s3 preset
ลูกแก้วนี้ตั้งอยู่ตรงข้ามคาสิโนพอดี ประจันหน้ากันเลย น่าจะเป็นเรื่องของฮวงจุ้ย

และนี่ก็คือโรงแรมสุดหรูในมอนติคาร์โล Hotel de Paris Monte Carlo ที่แพงระยับ (แอบได้ยินไกด์ข้างหลังบอกว่าห้องหนึ่งอย่างต่ำตกคืนละสามหมื่นกว่า) มีห้องอาหารมิชลินสามดาวชื่อ Louis XV โรงแรมนี้สร้างโดยได้รับพระราชานุญาติจากพระเจ้าชาร์ลส์ที่ 13 แห่งโมนาโคค่ะ

Processed with VSCOcam with s3 preset
Hotel de Paris Monte Carlo

หลังจากนั้น เราก็ไปเดินเล่นกันต่อที่สวนสาธารณะในเมืองที่ต้องขึ้นเขาไปอีกเหมือนกันค่ะ (คือเมืองเขาจะอยู่บนเขาที่สุงต่ำลดหลั่นกันไป ถ้าช่วงไหนขึ้นเขาสูงมากๆ เล่นเอาเน็ตเดี้ยงไปเลยก็มี) สวนนี้จะมีพวกหนุ่มสาวออฟฟิศมานั่งทานอาหารกลางวันกันที่นี่ (ห่อเป็นแพ็คๆกันมา) มีไวไฟให้ฟรีอีกต่างหาก (เริ่ดมากค่ะ) ทานเสร็จก็เดินลงเขาไปทำงานต่อ น่ารักดีค่ะ สวนสวย มีดอกชบา ดอกเฟื่องฟ้า เต็มเลย เหมือนเมืองไทยเด๊ะเลยค่ะ พวกนักท่องเที่ยวฝรั่งจะตื่นเต้นกันมาก กรูไปถ่ายรูปดอกชบากันใหญ่ เราคนไทย เห็นแล้วเฉยๆอ่ะ (เพราะที่บ้านชั้นก็มี 555) เลยไม่ได้ถ่ายมา

มัวแต่เพลินกับโมนาโคจนเกือบบ่ายสองแน่ะค่ะ หลุดเข้าไปแล้ว แทบไม่อยากกลับออกมาเลย แต่เวลาก็ล่วงเลยมาขนาดนี้ ต้องรีบไปนีซแล้วค่ะ เรานั่งรถเมล์จากโมนาโค ไปนีซ (ผ่านเมือง Eze ด้วยค่ะ เมืองสวยมาก แม่เห็นแล้วกรี๊ดเลย เสียดายไม่มีเวลา)

เราลงจากรถเมล์ตรง shopping street ของนีซพอดี แต่ก็ไม่มีอะไรน่าเดินมาก เลยตัดสินใจนั่งรถเมล์ต่อไปยังย่านเมืองเก่า (Vieux Nice) แต่ด้วยความที่นีซเป็นเมืองใหญ่เกินความคาดหมายของเรามาก ไอ้ที่คิดว่าเดินแป๊บเดียวก็ถึง กลายเป็นไม่ถึงซะแล้ว เราเลยได้เดินชมย่านเมืองเก่าแค่แป๊บเดียวค่ะ เสียดายเหมือนกันอีกนิดเดียวก็ถึง Cours Saleya แล้ว แต่ถ้าช้าอีกนิดเดียว ตกรถไฟแน่นอน เพราะไปถึงสถานีรถไฟแบบฉิวเฉียดมาก แถมยังต้องซื้อตั่วจากเครื่องอีก ปลุกปล้ำกันอยู่พักใหญ่ ยังไงก็ซื้อไม่ได้ โชคดีที่คุณแม่หัวไวมาก รีบขอให้คนแถวนั้นช่วย เลยรอดกลับมาขึ้นรถไฟได้ทันค่ะ เกือบแล้วจริงๆ คนที่นีซน่ารัก และมีน้ำใจมากนะคะ ช่วยเหลือเราตลอดทาง ไม่งั้นมีตกรถไฟแน่นอนค่ะ

Processed with VSCOcam with s3 preset
Vieux Nice
image
Vieux Nice

image

พอถึงคานส์ ก็ต้องวิ่งอีกเกือบกิโล เพราะดันมาถึงตอนเวลาแท็กซี่ส่งรถพอดี ด้วยความที่เราใจชื้น และประมาทด้วย เพราะคิดว่ายังไงนั่งแท็กซี่ก็ทัน แต่พอออกจากสถานีรถไฟมา เห็นคนรอคิวรถแท็กซี่เกือบ 20 คิวได้ (ก็คือเพื่อ่นร่วมเรือสำราญ Norwegian Epic ของเรานั่นแหละค่ะ เพราะหน้าตาคุ้นๆกันทั้งนั้น) ก็เลยตัดสินใจไม่รอดีกว่า เดินเอา คราวนี้เลยได้เดินเลียบชายหาดของคานส์ ดูเรือยอทช์กันคุ้มเลย แต่ไม่ได้ถ่ายรูปนะคะ เพราะต้องรีบจ้ำอ้าวเลย กลัวเรือออกไปก่อน ผ่านสถานที่ที่ใช้จัดเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ด้วยค่ะ แต่ ณ เวลานั้น คือหยุดถ่ายรูปไม่ทันแล้ว ยังไงขอให้ถึงเรือไว้ก่อนเป็นดี และก็เป็นตามคาด กลุ่มเราอยู่กลุ่มสุดท้ายของพวกที่รอขึ้นเรือพอดี เย้ 😀

นี่คือ Cannes Palais des Festivals et des Congres สถานที่ที่ใช้จัดงานเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ตั้งอยู่บน Boulevard of Promenade de la Croisette ตรง JW Marriot ของเมืองคานส์น่ะค่ะ คือเดินผ่านสองรอบ แต่รีบทั้งสองรอบ เลยไม่ได้ถ่ายไว้ ค้นรูปจากกูเกิ้ลมาแปะไว้แทนละกัน จริงๆตรงนี้ใกล้ชายหาดมากค่ะ เดินออกถนนมาแป๊บเดียวก็ถึงชายหาดเลย โลเกชั่นสวย ปัง สุดๆ

palais des festivals in cannes
Cannes Palais des Festivals et des Congres
Processed with VSCOcam with s3 preset
Norwegian Epic จอดรออยู่ลิบๆ
Processed with VSCOcam with s3 preset
Tender Boat ของเรา
Processed with VSCOcam with s3 preset
ได้ขึนเรือแล้วค่ะ ดีใจมาก

นับว่าเป็นวันทรหดอีกวันหนึ่ง ที่เราต้องวิ่งสู้ฟัดกันแบบลืมวัยกันทั้งสามแม่ลูก วันนั้นเรากลับขึ้นเรือพร้อมกับพายุที่เริ่มตั้งเค้า ระหว่างที่รอขึ้นเรือกันอยู่นั้น ลมก็พัดแรงขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบยืนกันไม่ไหว แทบจะปลิวไปตามลมเลยค่ะ (ลมแรงขนาดนั้นเลย ไม่ได้พูดให้เวอร์นะคะ เป็นอย่างนั้นจริงๆ ฝรั่งบางคู่ถึงกับต้องยืนกอดกันเลย) พอขึ้นเรือใหญ่ได้ก็โคลงตลอด ก็เลยเข้านอนกันแบบโคลงๆนี่แหละ (แต่โชคดีที่ไม่เมาเรือเลย ดีใจสุดๆเลยค่ะ) หวังว่าเช้าขึ้นทุกอย่างจะเป็นปกติ เพราะเราจะไปเที่ยว Palma de Mallorca กัน แต่จะได้ไปหรือไม่นั้น พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ ❤

ติดตามอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (5) – Florence – Pisa (Port of Livorno) 

อ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (7) – at sea with Norwegian Epic 

ติดตามอ่านเรื่องราวทั้งหมดในทริปนี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค

 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ฟลอเรนซ์-ปิซ่า) Mediterranean Cruise Trip 5

image
Morning at Port of Livorno, Italy

Florence – Pisa (Port of Livorno) – Day 5 ดื่มด่ำกับความงดงาม อลังการของ Duomo และความมหัศจรรย์ของหอเอนเมืองปิซ่า

หลังจากนอนพักเอาแรงกันให้หายเหนื่อยแล้ว วันนี้ เรารีบตื่นแต่เช้า เพื่อไปเที่ยวเมือง Florence และ Pisa กันค่ะ ตามแพลนที่กะกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เราจะต้องขึ้นจากท่าที่เมือง Livorno (Port of Livorno) กันก่อน เพื่อนั่งรถ Shuttle Bus จากท่าเรือเข้าไปในตัวเมือง Livorno จากนั้นถึงค่อยนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟ Livorno Centrale ต่อไปยังเมือง Florence (Firenze Santa Maria Novella) และ Pisa พอขากลับก็นั่งรถไฟจากเมือง Pisa กลับมา Livorno ให้ทันเวลาหกโมงเย็น (ตามที่กัปตันเรือได้นัดไว้) เรียกว่าใช้เวลา 9 ชั่วโมงที่มีให้คุ้มค่าที่สุด 😀

เราจึงต้องรีบตื่นตั้งแต่เช้า (ประมาณตี 5 ได้ค่ะ) เพื่ออาบน้ำ แต่งตัว ลงมารับประทานบุฟเฟต์อาหารเช้าที่ห้องอาหารแบบ all-day dining ของเรือที่มีชื่อว่า Garden Cafe เวลา 8 โมงตรง จะได้ทันขึ้นรถ shuttle bus เข้าเมืองรอบ 9 โมงพอดี โดยห้องอาหาร Garden Cafe ของเรือ Norwegian Epic นี้ ก็เป็น complimentary dining อีกเช่นกันค่ะ เป็นห้องอาหารบุฟเฟต์บนชั้น 15 ที่ใหญ่มาก กินเนื้อที่เกือบครึ่งเรือเห็นจะได้ ตัวร้านอาหารกรุด้วยกระจก มองเห็นวิวทะเล 360 องศาเลยค่ะ จุคนได้เกือบ 700 คนแบ่งเป็นโซน indoor และ outdoor ใครอยากทานที่ไหนก็ตามอัธยาศัยเลยค่ะ ทำให้ช่วงเช้า อาจต้องรีบตื่นมาจองที่กัน เพราะไม่อย่างนั้น อาจหาที่นั่งไม่ได้ เพราะคนแน่นจริงๆ (capacity ของเรือลำนี้คือ 4,100 คน ตอนที่ไป ดูๆแล้วเหมือนเรือมีผู้โดยสารเกือบเต็มลำเลยนะคะ) ร้านอาหารนี้เสิร์ฟบุฟเฟต์ตลอดทั้งวันค่ะ ถ้าใครไม่อยากออกไปเที่ยวข้างนอก หรือออกไปแล้วหิว อยากกลับขึ้นมาทานบนเรือก็ย่อมได้ อาหารก็เป็นไปตามท่าเรือที่จอดค่ะ ถ้าจอดที่ประเทศอิตาลี ก็จะมีอาหารอิตาเลียนเยอะหน่อย หรือถ้าจอดที่สเปน ก็จะมีพวก paella กับอาหารทะเลเพิ่มเข้ามา อาหารเยอะมากๆ บรรยายกันสามวันสามคืนก็ไม่หมด ที่สำคัญคืออร่อยมากทุกอย่างค่ะ ฟินทุกมื้อเลย 😀

และแน่นอน Breakfast มื้อแรกของเราบนเรือ ก็ต้องจัดเต็มกันหน่อย คณะทัวร์สามแม่ลูกของเรา เดินไปตักเกือบทุกอย่าง (แต่ก็ไม่ครบซักที เพราะอาหารเยอะม้ากกกก) egg station มีไข่ให้เลือกทุกชนิดค่ะ แต่ที่คิวยาวหน่อยก็คือ omelette เพราะปรุงให้ทานกันสดๆ มีไส้ให้เลือกประมาณ 5-6 อย่าง อื่มท้องแทบแตกเลย 😀 แต่ที่เริ่ดสุดๆคือ smoked salmon ค่ะ มีมาเติมไม่ขาด เราเดินไปตักกันคนละสามสี่รอบ จนทานไม่หมด ต้องทำเป็นแซนด์วิชไว้ทานระหว่างทาง มีรูปเป็นพยานค่ะ 😀 (ที่ลงนี่ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่ทางเรือให้มานะคะ อยู่บนเรือ 7 วันยังทานไม่ครบทุกอย่างเลย แสนสุขมากค่ะ) เรียกว่ากลับมาเบื่อ smoked salmon ไปนานเลย 😀

พออิ่มท้อง และเตรียมเสบียงเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาเที่ยวแล้วค่ะ เรารีบขึ้นจากเรือ เพื่อไปขึ้น shuttle bus ที่จะไปส่งเราที่ใจกลางเมือง Livorno ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงค่ะ โดยรถจะจอดส่งตรงหน้าโบสถ์ใจกลางเมืองพอดี แต่แค่นี้ยังขึ้นรถไฟไม่ได้นะคะ ต้องนั่งรถเมล์ต่อ โดยต้องเดินไปขึ้นรถเมล์อีกถนนหนึ่ง (มีจุดสังเกตคือป้ายรถเมล์อยู่หน้าร้าน H&M พอดี) นั่งไปประมาณ 2 ป้ายก็ถึงสถานีรถไฟ Livorno Centrale พอถึงแล้วก็ซื้อตั๋วต่อไปยังเมือง Florence ลงที่สถานี Firenze Santa Maria Novella ค่ะ (ที่ต้องบอกชื่อสถานีเพราะฟลอเรนซ์มีหลายสถานีค่ะ ถ้าเขาบอกให้ลงที่ SMN ก็ต้องที่นี่เท่านั้น อย่าเพิ่งด่วนใจร้อนลงสถานีก่อนหน้า ไม่งั้นอาจต้องเสียตังค์นั่งต่ออีกรอบได้) โดยรถไฟจะออกทุกชั่วโมง ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 17 นาที ค่าตั่วคนละประมาณ 270 บาท เราออกเที่ยว 10 โมง ก็มาถึงฟลอเรนซ์ตอน 11 โมงเกือบครึ่ง

พอถึงแล้ว คราวนี้ก็ง่ายเลยค่ะ เพราะทุกอย่างในฟลอเรนซ์อยู่ใกล้ๆแบบเดินถึงกันหมด เดินตามไกด์ที่ชื่อกูเกิ้ลไปสักพัก (จริงๆไม่ต้องใช้กูเกิ้ลก็ได้ค่ะ เพราะถนนทุกสาย นักท่องเที่ยวทุกคน ล้วนมุ่งไปสู่ Duomo ด้วยกันทั้งนั้น) ก็เห็นภาพโดมสีส้มค่อยๆปรากฏขึ้นตรงหน้า เล่นเอาตกตะลึงไปชั่วขณะ ในความงดงาม อ่อนหวาน อลังการ ของมหาวิหารหินอ่อนสลับสีเแห่งนี้

image
The Duomo starts to appear before my eyes

พอเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนได้เห็นอย่างเต็มตา ความตกตะลึงตอนแรกเริ่มของฉัน ก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความอิ่มใจ อิ่มเอิบใจ และ ความสุขใจเหลือที่จะกล่าว ใครที่เคยสัมผัสกับฟลอเรนซ์มาแล้วคงพอเข้าใจความรู้สึกของฉันในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี ไม่อยากเชื่อเลยว่าศิลปะจะส่งผลต่อจิตใจคนเราได้ถึงเพียงนี้ วันนั้น ฉันเดินเข้าไปเหมือนต้องมนตร์ ไม่รู้สึกหิว ไม่หนาว ไม่เหนื่อย ขอแค่ได้ดื่มด่ำกับความงดงาม อลังการของมหาวิหารตรงหน้าก็พอ ❤

image
The Duomo

image

image

จริงๆสมัยก่อน ตอนอายุน้อยกว่านี้ ฉันค่อนข้างเฉยๆกับฟลอเรนซ์นะคะ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร แค่เป็นเมืองที่ต้องแวะ และเดินเที่ยวให้ทั่วก็จบ แต่น่าแปลกที่พอมีอายุมากขึ้น กลับยิ่งชอบ และยิ่งหลงไหลฟลอเรนซ์มากขึ้นทุกที จนตอนนี้ ฟลอเรนซ์ติดอันดับเมืองแสนรักเมืองหนึ่งของฉันไปเลย ฉันว่าฟลอเรนซ์เป็นเมืองที่ enchanting มากๆ เธออาจไม่ได้วิจิตรอลังการ หรือ ยิ่งใหญ่อย่างโรม แต่ในทุกความอลังการของฟลอเรนซ์ จะมีความอ่อนหวานปนอยู่ ซึ่งฉันรักมาก บ้านเมืองเป็นระเบียบ หรูหรา และเต็มไปด้วยศิลปะมากค่ะ เรียกว่าเดินเที่ยวเพลินจนลืมเวลาเลย ยิ่งตอนแดดออกเมืองทั้งเมืองจะเปล่งประกายเป็นสีส้มอมทอง สวยตะลึงงันมากค่ะ ❤

image
ถ่ายคู่กับอาสนวิหารในดวงใจ (Basilica of Saint Mary of the Flower)
image
ลองแต่งให้เป็นแบบ HDR ดูบ้าง ก็ยังอลังการอยู่
image
Basilica of Saint Mary of the Flower
image
With Mom

imageหลังจากเดินเที่ยวชม และดื่มด่ำกับมหาวิหารแล้ว ก็ถึงเวลาของการถ่ายรูปกับรูปปั้นเดวิด (จำลอง) ตรงแถวๆ Uffizi Gallery เป็นที่ระลึกกันซักรอบ เพราะคงไปถ่ายเดวิดตัวจริงไม่ทันแน่นอน เดินผ่านเห็นคนต่อคิวยาว ถ้าขืนรอคงกลับเรือไม่ทันแน่ๆ 🙂

 ตรงใกล้ๆกันมีจัดแสดงผลงานของศิลปินร่วมสมัยด้วยค่ะ น่าสนใจดีเหมือนกัน

เสร็จแล้วก็เดินไปหม่ำเจลาโต้ และเดินเที่ยวชมเมือง มีความสุขมากค่ะ

จากนั้นก็ถึงเวลาของแม่น้ำ Arno และ Ponte Vecchio ที่แสนจะงามงด ก่อนไปเที่ยวเมือง Pisa ต่อ

Processed with VSCOcam with c1 preset

image

image

ระหว่างทางไปสถานีรถไฟ เจอนักร้องกำลังร้องเพลงอยู่ เพราะมากค่ะ พร้อมด้วยมุมน่ารักๆของฟลอเรนซ์ ฉลองแสงแดดแรกของทริปนี้ 🙂

จากนั้น เราก็รีบเตือนกันว่าคงต้องถึงเวลาที่จะต้องไปเมืองปิซ่าแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ทัน ก็เลยรีบจ้ำอ้าวขึ้นรถไฟค่ะ โดยรถไฟจาก Firenze S.M.N ไป Pisa S. Rossore (ง่ายๆ คือเลย Pisa Centrale มาสถานีหนึ่ง) สายนี้จะออกทุกชั่วโมง ใช้เวลา ชั่วโมงเศษ มาถึงปิซ่าก็บ่ายแก่ๆได้แล้ว เที่ยวไปก็ลุ้นไปว่าจะกลับมา Livorno ทันเวลามั้ยน้อ

พอลงจากรถไฟมา ก็งงๆเล็กน้อย เพราะเหมือนโผล่มากลางหมู่บ้านคนยังไงยังงั้น แต่พอเดินตามหัวหน้าทัวร์ที่ชื่อกูเกิ้ลไปซัก 5 นาที ก็เห็นภาพนี้ ทำให้เราใจชื้นขึ้น เพราะแน่ใจว่ามาถูกแน่นอน 🙂

imageพอเดินเข้าประตูไป ก็ตามอัธยาศัยเลยค่ะ จะนั่งยัน นอนยัน ตีลังกายัน เอาที่สบายใจเลย 55555 แต่ละคนจัดเต็มกันสุดๆ ก็แหม นานๆ จะได้มาหอเอนเมืองปิซ่าซักครั้ง ก็ต้องเอาให้คุ้ม 😀

อยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็สมควรแก่เวลาที่เราจะต้องกลับกันแล้ว เรานั่งรถไฟจาก Pisa Centrale กลับ Livorno Centrale ซึ่งใช้เวลาแค่ 14 นาทีเอง แถมรถไฟยังออกทุก 20 นาที ค่าโดยสารประมาณ 55 บาท ด้วยความที่เดินทางแป๊บเดียว เราเลยเดินจากหอเอนเมืองปิซ่า ไปยังสถานีรถไฟ ซึ่งก็ไกลพอสมควร เลยได้เดินดูเมืองไปด้วย ปิซ่าเป็นเมืองเล็กๆที่น่ารักมากค่ะ เหมือนเมืองมหาวิทยาลัยมากกว่า เพราะเต็มไปด้วยนักศึกษามานั่งติวหนังสือกันตามคาเฟ่ ได้อารมณ์ไปอีกแบบ คราวนี้ ได้มีโอาสเดินเลียบแม่น้ำ Arno กันอย่างจุใจเลย

image
Pisa

อีกแป๊บนึงเราก็มาถึง Livorno ทันขึ้นรถบัสกลับเรือพอดี ก็เป็นอีกวันที่เดินกันอย่างมาราธอนมาก นับๆดูแล้ว ก็เกือบๆสิบกิโลอยู่นะคะ กลับมาบนเรือ น้องสาวชวนดูโชว์ต่อหลังอาหารอีก เล่นเอาเหนื่อยเลย คงต้องขอตัวไปนอนก่อนนะคะ เพราะพรุ่งนี้ เราจะเข้าประเทศฝรั่งเศส ไปเที่ยว Nice, Cannes และ Monaco กันค่ะ คงต้องบอกลาประเทศอิตาลีแต่เพียงเท่านี้ แล้วติดตามต่อนะคะ ❤

One doesn’t come to Italy for niceness”. was a retort, “One comes for life. Buon giorno! Buon giorno!” – E.M. Forster, A Room with a View

ติดตามอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (1) – เวนิส

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (2) – เวนิส

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (3) – เวนิส (บูราโน่, มูราโน่)

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (4) – เวนิส, โรม

ติดตามอ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (6) – นีซ – คานส์ – โมนาโค 

และติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ

 ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส-โรม) Mediterranean Cruise Trip (4)

image
Leaving Venice

Venice – Rome (Civitavecchia – Port of Rome) – Day 4 อำลาเวนิส เพื่อไปขึ้นเรือสำราญที่โรม

หลังจากเที่ยวเวนิสกันเต็มอิ่ม แบบประทับใจกันสุดๆไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราต้องลาจากเวนิสกันจริงๆซักที (พอนึกแล้วก็ใจหายนะคะ เพราะเราทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าต้องไปเช้านี้ เมื่อคืน เลยเดินเที่ยวรอบเมืองกันจนดึกดื่น เรียกว่าขอเก็บความสุข ความเพลิดเพลินของเมืองนี้ให้เต็มอิ่มก่อนจากลา) เพราะเวนิสเป็นเมืองที่ห้ามไม่ให้รถแล่น พวกเราเลยทั้งเดิน ทั้งนั่งเรือเที่ยวเมืองกันอย่างมีความสุขมาก บ้านเมืองสวยงาม มีเสน่ห์ แถมอากาศดีสุดๆ ไม่มีมลพิษมากวนใจ ฉันเลยแอบเศร้าเล็กน้อย เลยรีบตื่นแต่เช้าออกมาเดินเที่ยวรอบๆโรงแรม และดูวิว Grand Canal แสนสวยของเวนิสเพื่อเป็นการสั่งลา ก่อนจะเช็คเอาท์จากโรงแรม เดินลากกระเป๋าไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟ Santa Lucia ระหว่างเดินเล่น ก็นึกทบทวนช่วงเวลา 2 วันเต็มที่อยู่ที่เวนิสไปด้วย จริงๆก็มีหลายอย่างเหมือนกันที่เรายังไม่ได้สัมผัสอย่างเช่น

การนั่งเรือกอนโดล่า มาเที่ยวเวนิสครั้งนี้ ขอสารภาพเลยว่าไม่ได้นั่งค่ะ เพราะราคาแพงมาก (ตามมาตรฐานเวนิส) คือ 80 ยูโร ต่อเที่ยว อย่าคิดว่าจะต่อราคาได้นะคะ เพราะทุกลำพร้อมใจกันให้บริการราคานี้กันหมด โดยแต่ละลำจะรับนักท่องเที่ยวได้มากสุดถึง 6 คน ถ้ากลุ่มเราคนน้อย ก็หาคนอื่นมาแชร์ จะได้ประหยัดไป กลุ่มเราเองก็รอแชร์กับนักท่องเที่ยวรายอื่นเหมือนกัน แต่วันนั้น ยืนรอกันอยู่นานก็ยังหาไม่ได้ เลยต้องข้ามไป เพราะยังต้องไปต่ออีกหลายที่มาก การเสียเงินก้อนโตถึง 80 ยูโร ในวันแรก ก็เป็นอะไรที่เสี่ยงอยู่ กลัวว่าวันหลังๆจะไม่มีเงินสดเหลือ เลยต้องขอยกยอดไปคราวหน้าละกันค่ะ 😀

ร้านอาหารชื่อดังของเวนิส Da Fiore ร้านนี้ เพื่อนสาวที่เป็นเซียนร้านอาหารหรูๆเจ้าอร่อยในยุโรป แนะนำมา แต่เสียดายที่นางมาบอกเอาตอนที่เราออกจากเวนิสไปแล้ว ก็เลยต้องยกยอดไปคราวหน้าอีกเช่นกัน 🙂

แต่ถึงจะพลาดไปสองอย่าง เราก็โชคดีอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่พักที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ ทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากค่ะ ลากกระเป๋าขนาดใหญ่มหึมา หนัก 20 กว่ากิโลถึง 3 ใบ (แถมเป็นผู้หญิงด้วย) ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงแล้ว ก็เลยอย่ากจะขอแนะนำนะคะ สำหรับคนที่อยากมาเที่ยวเวนิส ถ้ามีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาด้วย ให้จองโรงแรมที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ Santa Lucia จะสะดวกที่สุด ไม่ว่าคุณจะมาเวนิสด้วยรถไฟ หรือเครื่องบินก็ตาม

และด้วยความที่ที่พักอยู่ใกล้สถานีรถไฟ Santa Lucia ก็เลยใกล้ท่าเรือหลักของ Grand Canal ทำให้ไปไหนต่อไหนได้สะดวกสบายมากค่ะ ไม่ต้องกลัวหลงเลย แถมแถวนั้นยังมีร้านอาหารที่อร่อยมากๆ บรรยากาศอบอุ่น น่ารัก แบบชาวเวนิสแท้ๆ ที่สำคัญคือราคาไม่แพง แถมบริการดีเยี่ยม ที่ชื่อว่า Trattoria Il Vagone อีกด้วยค่ะ ถ้าใครไปเวนิสขอแนะนำเลยนะคะ โดยเฉพาะถ้าสั่งเป็นเซ็ตจะอร่อยและคุ้มค่ามาก ขอบอกว่า pasta arrabiata, pasta with bolognese sauce  กับ beef lasagna อร่อยสุดๆเลยค่ะ (อร่อยกว่าร้านอาหารอิตาเลียนแพงๆในกรุงเทพเยอะเลย ฉันว่าอร่อยกว่า Lenzi ที่กำลังดังอยู่ในขณะนี้มากเลยนะคะ) ร้านนี้น้องสาวเขาไปเสิร์ชจาก TripAdvisor เห็นได้ตั้ง 4 ดาวครึ่ง และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ โดยเฉพาะ 3 จานนี้ ถ้าได้กลับไปเวนิสอีก ก็จะกลับมาทานที่นี่อีกรอบแน่นอนค่ะ 🙂

This slideshow requires JavaScript.

พวกพาสต้าที่เสิร์ฟ ทางร้านเขาลวกเส้นแบบ al dante ที่ไม่กรุบเกินไป (ที่ต้องพูดถึง Lenzi ก็เพราะวันก่อนไปทาน แล้วรู้สึกว่าร้านลวกเส้นกรุบเกิน แข็งโป๊ก ข้างในตรงกลางยังดิบอยู่เลย กว่าจะกลืนลงคอได้ ลำบากยากเย็นมากค่ะ ไปทานที่อิตาลีมากี่ร้านต่อกี่ร้าน เส้นก็ไม่กรุบขนาดนี้ – เดี๋ยวคงต้องรีวิวร้าน Lenzi ต่ออีกรอบ เพราะข้องใจการลวกเส้นแบบ al dante ของร้านนี้มากค่ะ ^^)

กลับมาที่เวนิสกันดีกว่า อีกอย่างที่อยากแนะนำสำหรับใครที่ไปเที่ยวยุโรปในช่วงหน้าหนาว ก็คือการดื่ม hot wine หรือไวน์แดงต้มร้อนๆที่ตามร้านรวงต่างๆเอาออกมาขายให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาจิบแก้หนาวกันค่ะ ที่เวนิสเค้าก็มีขายเหมือนกัน สนนราคาก็ไม่แพง แค่ถ้วยละ 1.5 ยูโรเท่านั้น (ในขณะที่ปารีสขายถ้วยละตั้ง 4 ยูโร!) กลิ่นจะหอมมาก แต่รสชาติแปลกๆค่ะ ออกเปรี้ยวๆหวานๆ เหมือนไวน์น้ำกระเจี๊ยบต้มบ้านเรา 😀 แต่ก็ช่วยให้คลายความหนาวได้ไม่น้อย (ร้านที่เห็นนี่คนเชียร์ไวน์หล่อม้ากกกกค่ะ อิอิ สาวๆเห็นแล้วเดินตรงรี่เข้าไปอุดหนุนกันตรึมเลย)

Processed with VSCOcam with s2 preset
Sipping hot wine in Venice

ตัดกลับมาที่วันเดินทาง วันนั้นเราออกแต่เช้า เพื่อไปขึ้นรถไฟ Trenitalia (ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟสายหลักของอิตาลี รัฐบาลอิตาลีถือหุ้น 100%) จาก Venezia Santa Lucia ไป Roma Termini ที่โรมก่อน โดยจับรถไฟเที่ยว 9 โมงเช้าเลยค่ะ เพราะต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 3 ชั่วโมง 43 นาที โดยรถไฟไปโรมเที่ยวนี้จะออกทุกชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็คนละ 2,400 บาท (เราจองทางเว็บมาก่อนค่ะ เพื่อจะได้ไม่ฉุกละหุก และสามารถเลือกที่นั่ง และโบกี้ได้ด้วย) รถไฟอิตาลีสะอาด ใหม่ ทันสมัย และตรงเวลามากค่ะ (พอฟัดพอเหวี่ยงกับสวิสเลย ประมาทไม่ได้เลยนะคะ จะคิดว่าเรื่อยๆมาเรียงๆแบบบ้านเราไม่ได้เด็ดขาด) ประมาณเที่ยงเศษก็ถึงโรม

เนื่องจากช่วงเวลาที่เราไปเที่ยวยุโรปกันนั้น ห่างจากเหตุการณ์ก่อการร้ายในปารีสแค่ 3 วัน เพราะฉะนั้น การรักษาความปลอดภัยของอิตาลีเข้มข้นถึงระดับสูงสุดเลยค่ะ มีตำรวจ พร้อมสุนัขดมกลิ่นระเบิดคอยตรวจตรา อารักขาตลอดเวลา นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เพราะมิจฉาชีพหายเกลี้ยงเลย 😀 โดยเฉพาะที่ปราบเซียนอย่าง Roma Termini ที่คุณพี่มิจฉาชีพชุกชุมมาก จนสถานทูตไทยต้องออกจดหมายเตือน เราสามสาวเลยเดินทางท่องเที่ยวกันอย่างสบายใจมากค่ะ เพราะมีตำรวจคุมเข้มแทบจะทุก 50 เมตร ไม่มีมิจฉาชีพหน้าไหนกล้าแหยมมาล้วงกระเป๋าพวกเราเลย 😀

พอถึง Roma Termini เราก็จับรถไฟต่อไปยัง Civitavecchia อีกประมาณ 45 นาทีก็ถึงค่ะ (รถไฟจะออกทุก 2 ชั่วโมง) โดย Civitavecchia เป็นเมืองท่าของโรม (ก็คงเทียบได้กับแหลมฉบังของกรุงเทพนั่นล่ะค่ะ) เป็นเมืองท่าตั้งแต่ครั้งโบราณกาล มีป้อมปราการในทะเลที่สวยงามแปลกตามากค่ะ

พอถึงแล้ว เราก็ต้องเดินลากกระเป๋าจากสถานีรถไฟเพื่อไปขึ้น shuttle bus เพื่อไปส่งเราที่เรืออีกทีค่ะ (ระยะทางประมาณเกือบกิโลเห็นจะได้ เหนื่อยม้ากกกค่ะ T_T) โดยเรือแต่ละลำ ก็จะมี shuttle bus ประจำของใครของมัน โดยท่าเรือจะใหญ่โตมโหฬารมาก เรามองเห็นเรือ Norwegian Epic ของเราตระหง่านอยู่ตั้งแต่เข้า port มาเลยเพราะใหญ่ที่สุดแล้ว แต่ไม่สามารถเดินไปได้นะคะ ต้องรถบัสอย่างเดียว เพราะมันไกลม้ากกกก

พอรถบัสนำเรามาถึงท่าที่เรือ Epic ของเราจอดอยู่ คราวนี้ก็ถึงขั้นตอนของการ check-in แล้วค่ะ โดยเราจะต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม อันได้แก่ พาสปอร์ต เอกสารการจองตั๋วเรือ และกรอกแบบฟอร์มด้านสุขภาพให้เรียบร้อย พอเช็คอินเสร็จ เจ้าหน้าที่จะเก็บพาสปอร์ตของเราไว้ (โดยแจ้งให้มารับคืนได้ตอนขึ้นจากท่าเรือบาร์เซโลนา – ที่เก็บไว้ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเรามาจากประเทศในแถบเอเชียหรือเปล่านะคะ ไม่ได้ถามเหมือนกัน เพราะเหนื่อยจากการเดินลากกระเป๋าเป็นระยะทางเกือบกิโลมาก ทั้งเหนื่อยทั้งร้อนแทบเป็นลม 5555) จากนั้นก็ให้บัตรที่เป็นเหมือน id -card ให้เราเก็บไว้ โดยเราจะต้องเก็บบัตรนี้ติดตัวไว้ตลอดเวลาที่อยู่บนเรือ ไม่ว่าจะเข้า-ออก stateroom (ห้องพัก) จองห้องอาหาร ขึ้น-ลง เรือ โดยเฉพาะเวลาอยู่บนเรือสามารถรูดใช้แทนเงินสด หรือบัตรเครดิตได้เลยค่ะ

พอเช็กอินเรียบร้อย ก็ถึงเวลาขึ้นเรือ พอเห็นเรือใกล้ๆเท่านั้น ก็ถึงกับตกตะลึงในความใหญ่โตอลังการของเรือลำนี้มากค่ะ (ตอนที่เราไปเที่ยว Norwegian Epic อยู่อันดับ 5 ของเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก) มีทั้งหมด 15 ชั้นด้วยกัน แต่จะใหญ่โตอลังการขนาดไหน ดูตามรูปได้เลยค่ะ

Processed with VSCOcam with s3 preset
Norwegian Epic Cruise

พอเข้ามาแล้ว ก็ไปเดินเล่นบนดาดฟ้าเรือ ทางเรือเขาจัดปาร์ตี้ตอนรับแบบนี้ค่ะ

Processed with VSCOcam with s3 preset
มี band มาเล่นเพลงละตินให้ฟัง
image
สวนน้ำสุดอลังการ ในยามค่ำคืน

ในส่วนของรายละเอียดต่างๆในเรือ ขอยกยอดไปเล่าในวันที่เรา at sea กันนะคะ จะเล่าให้ละเอียดเลยว่ามีกิจกรรมอะไรให้ทำให้เล่นบ้าง สำหรับวันแรกนี้ เราทั้งเหนื่อย และหิวมาก เลยต้องขอไปรับประทานอาหารกันก่อน ที่ห้องอาหารสุดหรู Manhattan ที่เป็น complimentary dining ของเรือลำนี้ (ซึ่งก็หมายความว่ารับประทานฟรีค่ะ เริ่ดเนอะ) ขอบอกว่าอาหารอร่อยมากๆ พอๆกับห้องอาหารในโรงแรม 5 ดาวในกรุงเทพเลยค่ะ สำหรับฉันแล้ว (ถ้าไม่นับอาหารจีน) ฉันว่าอาหารอร่อยพอฟัดพอเหวี่ยงกับโรงแรมดุสิตธานีของเราเลยค่ะ 😀

Processed with VSCOcam with m5 preset
3 of us in Manhattan restaurant

พอเราได้ที่นั่งปุ๊บ เขาก็จะ assign บริกรประจำโต๊ะให้เราเลยค่ะ ไม่ว่าเราจะอยากได้อะไร หรือสั่งอาหารอะไร ก็สั่งกับบ๋อยคนนี้ได้เลย ซึ่งนับว่าสะดวก และเป็นระบบระเบียบมากค่ะ

และนี่ก็คืออาหารมื้อแรกของพวกเราบนเรือค่ะ อร่อยมากๆๆๆๆเลยค่ะ เรียกว่าหายเหนื่อย หายเพลียเป็นปลิดทิ้งเลย ❤

This slideshow requires JavaScript.

เรียกว่ารับประทานกันอื่มแทบจุกเลยค่ะ อาหารอร่อยเลิศทุกจาน ทานเสร็จแล้วคงต้องขอตัวไปนอนก่อนนะคะ หลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ เพราะวันรุ่งขึ้นเราจะไปขึ้นที่ท่า Livorno เพื่อไปเที่ยวเมือง Florence กับ Pisa กันค่ะ ❤

 

 

ติดตามอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 1) – เวนิส

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 2) – เวนิส

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 3) – เวนิส (มูราโน – บูราโน) 

อ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 5) – ฟลอเรนซ์ – ปิซ่า

ติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค 

 

 

 

 

 

 

 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส)- Mediterranean Cruise Trip (3)

image
Murano Island

Venice – Day 3 เยี่ยมชมความงามของเกาะ Murano และ Burano

แน่นอนว่า เมื่อมาถึงเวนิสแล้ว ถ้าไม่นั่งเรือไปเที่ยวชมเกาะแก่งเล็กๆของเวนิส ก็เรียกว่าเสียเที่ยวเปล่านะคะ โดยเฉพาะ 2 เกาะที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง Murano และ Burano ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของแก้วเป่าหลากสี และผ้าลูกไม้แบบแฮนด์เมดแท้ๆ ที่เป็นงานฝีมือสวยงามมาก เรียกว่าเป็น ไฟลท์บังคับของทุกคนที่มาเที่ยวเวนิสกันเลย ถ้าใครไม่มาถือว่าพลาดแล้วล่ะ (จริงๆมีเกาะ Lido อีกเกาะ ที่ใช้จัดงานเทศกาลหนัง แต่เราเอง เนื่องจากไม่ค่อยอินกับเทศกาลภาพยนตร์เท่าไหร่ เลยข้ามเกาะนี้ไป อีกอย่าง มาเที่ยวตอนหน้าหนาวแบบนี้ มันมืดเร็วมากค่ะ เลยอยากเอาเวลาไปเดินเที่ยวชมความงามของเกาะมูราโน่ กับ บูราโน่แบบเต็มๆดีกว่า)

คณะทัวร์สามแม่ลูกของเรา เลยรีบตื่นแต่เช้า เดินมาซื้อตั๋วเรือที่สถานีรถไฟ Santa Lucia ที่อยู่ใกล้กับโรงแรมกันเลย จริงๆก็นับว่าสะดวกมากนะคะ เดินจากโรงแรมแป๊บเดียว ไม่ถึง 2 นาที ก็ถึง โดยวันนี้ เราจะซื้อตั๋วเรือ แบบเหมาเที่ยวทั่วทั้งเกาะ (ซึ่งรวมทั้งภายในเกาะ และนอกเกาะด้วย) ที่เรียกว่า Venice Vaporetto Card แบบ 1-day travel card ที่ขายใบละ 20 ยูโรมาใช้กันค่ะ ดูราคาแล้ว แพงเอาเรื่องสมกับอยู่เวนิสเลยนะคะ เพราะฉะนั้น เพื่อความคุ้ม วันนี้ เราจะไม่เดิน แต่จะนั่งเรือเที่ยวเวนิสทั้งไป-กลับ เอาให้เบื่อกันไปเลย โดยตั๋วแบบนี้ เค้าจะตั้งบูธขายอยู่หน้าสถานีรถไฟ แค่บอกว่าจะไปไหน เขาก็จะให้คำแนะนำ พร้อมชี้แผนที่ให้เราดูเสร็จสรรพ ซึ่งสะดวกมากค่ะ เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควร

พอซื้อตั๋วแล้ว ก็มาลงเรือที่ท่าเรือหน้าสถานีรถไฟได้เลยค่ะ แต่ก่อนจะลงเรือทุกครั้ง อย่าลืม validate ตั๋วก่อนนะคะ โดยแตะตั๋วกับเครื่อง Validate ที่อยู่หน้าสถานี แค่นี้ก็เรียบร้อย ไปไหนต่อไหนได้ทั่วเวนิสแล้วค่ะ

โดยจุดหมายแรกของเราก็คือเกาะมูราโน่ที่มีชื่อเสียงเรื่องแก้วเป่าหลากสีสัน ที่สวยงามมาก เราใช้เวลานั่งเรือไปนานพอสมควร (น่าจะราวๆ 40-45 นาที ก็ถึงเกาะนี้แล้ว) วันนี้ อากาศที่เวนิสหนาวเย็นเช่นเคย อยู่คงที่ที่ 10 องศาตลอดวัน เย็นกว่าเมื่อวานนี้อีก ยิ่งตอนนั่งเรือ ยิ่งหนาวเข้าไปใหญ่ มองเห็นท้องทะเลเวิ้งว้าง มีหมอกปกคลุมจางๆ สวยไปอีกแบบค่ะ ทะเล Adriatic หน้าหนาวนี่สุดแสนที่จะโรแมนติกดังเขาว่าจริงๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่เวนิสเป็นต้นกำเนิดของเหล่าศิลปินชื่อก้องโลกหลายท่าน อย่างเช่น Vivaldi เพราะพอมาสัมผัสเอง ถึงได้เข้าใจเลยว่าทำไม Vivaldi ถึงได้ประพันธ์บทเพลง The Four Seasons ออกมาได้ไพเราะขนาดนี้ ก็เวนิสช่างงดงาม และมีเสน่ห์ได้ทุกฤดูจริงๆ ❤

Murano Island
Murano Island

พอเรามาถึง เกาะมูราโนในช่วงหน้าหนาวของวันนี้ ช่างต่างกับเกาะมูราโนในช่วงหน้าร้อน หรือฤดูใบไม้ผลิที่ฉันเคยสัมผัสมาอย่างลิบลับ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่น้อยลงมากถึงขั้นบางตา บางร้านถึงกับปิดชั่วคราวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงหน้าร้อนใหม่ แต่ถึงจะเงียบเหงาอย่างไร เกาะมูราโนก็ยังสวยเหมือนเดิม เราเดินเล่นไปรอบๆเกาะกันสักพัก ดูร้านรวงต่างๆที่ขายแก้วเป่ากันอย่างเพลิดเพลิน เรียกว่าเพลินจริงๆ เพราะมีแต่ของสวยๆงามๆทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแชนเดอร์เลียร์สีชมพูที่สวยอลัง (เค้าผสมสีชมพูออกมาได้สวยสมคำร่ำลือจริงๆ เห็นแล้วแทบอดใจไม่ได้) แจกัน หรือแม้แต่เครื่องประดับต่างๆ อย่างเช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ล้วนแต่สวยงาม น่าซื้อไปหมดทุกสิ่งอย่าง ที่สำคัญคือ ดูทันสมัย และเก๋ไก๋กว่าเดิมเยอะมากค่ะ ❤ แต่คราวนี้ไม่ได้ช้อปอะไร เพราะติดที่ต้องไปอีกหลายที่ เลยไม่อยากมีภาระมาก อีกอย่างคราวที่แล้ว หมดเงินไปกับเครื่องแก้วมูราโนเยอะมาก คราวนี้เลยขอชมอย่างเดียวพอ (ไม่ได้เข้าไปชมโรงงานเป่าแก้วของเค้านะคะ เพราะไปมาแล้วเมื่อคราวก่อน พอเห็นเค้าทำแล้วอดใจไม่ไหว เผลอแป๊บเดียว กระเป๋าเบาไปเลย คราวนี้เลยระวังมากไม่อยากเจ็บตัวอีก T^T)

image

image

image

imageก่อนเราจะออกจากเกาะมูราโน เลยขอถ่ายรูปประติมากรรมแก้วเป่าสุดอลังที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองไว้เป็นที่ระลึกก่อนจากกันซักหน่อย ก่อนจะลงเรือไปเที่ยวเกาะบูราโนกันต่อ

งานประติมากรรมแก้วเป่าของ Murano
งานประติมากรรมแก้วเป่าของ Murano

จากมูราโน เราก็นั่งเรือต่อไปอีกไม่นาน ก็ถึงเกาะบูราโน เกาะที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนหลากสีสัน และเป็นแหล่งผลิตผ้าลูกไม้แบบแฮนด์เมดแท้ๆ สวยงาม ฟรุ้งฟริ้งมากค่ะ เลิฟเลย 😀 พอขึ้นเกาะมา ก็เห็นร้านขายผ้าลูกไม้เต็มพรึ่ดไปหมด เลือกซื้อหาได้ตามชอบใจเลยค่ะ สนนราคาก็มีตั้งแต่หลักพัน ไปจนถึงหลักหมื่น มีทั้งผ้าพันคอ เสื้อ กระโปรง เดรส หมวก ผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน ละลานตาไปหมดค่ะ เห็นแล้วหลงรักเลย ฉันเอง อุดหนุนไปหลายผืนเหมือนกัน งานฝีมือของเขาละเอียดมากค่ะ และนับวันจะยิ่งหายากเข้าไปทุกที ทีแพงสุดคือผ้าลินิน หลักหมื่นขึ้นเลย แต่ถ้าเป็นผ้าเนื้อผสม ราคาก็จะลดหลั่นกันลงมา เลือกซื้อหาได้ตามกำลังทรัพย์ของเราได้เลยค่ะ 🙂

ถ่ายหน้าร้านขายผ้าลูกไม้
ถ่ายหน้าร้านขายผ้าลูกไม้

นอกจากผ้าลูกไม้ที่ขึ้นชื่อของเกาะนี้แล้ว ตัวบ้านเรือนหลากสีสันของ Burano เองก็โด่งดังไม่แพ้กัน เรียกว่าใครมาถึงก็ต้องกรูกันเข้าไปถ่ายรูปกันทุกคน เพราะสีสันของบ้านเรือนที่นี่น่ารักม้ากกกกกกกค่ะ นี่ขนาดมาหน้าหนาว สีดร้อปลงไปเยอะแล้วนะคะ ยังน่ารักขนาดนี้เลย ถ้าหน้าร้อน จะยิ่งสดใสขนาดไหน ถ้าใครมีโอกาสได้มาเที่ยว ขอให้ใช้เวลาที่เกาะนี้นานๆ ไม่มีเบื่อแน่นอนค่ะ

imageimage

image

และในระหว่างที่เรากำลังเดินเล่นชมเมืองกันอยู่นั้น เราก็เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงจตุรัสที่อยู่ใจกลางเกาะ (จตุรัส Galuppi – Galuppi Square) ระหว้่างนั้นก็คุยปรึกษากันไปด้วยว่าจะทานอาหารที่ร้านไหนดี ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงทักเบาๆว่า “สวัสดีครับ” พอหันไปก็เห็นหนุ่มน้อยชาวไทยยืนส่งยิ้มให้เราอยู่หน้าร้านอาหารร้านหนึ่ง เลยไม่ต้องเถียงกันต่อแล้ว ว่าจะทานอาหารกลางวันที่ไหนกันดี เรามาทานกันที่ร้านที่มีหนุ่มน้อยชาวไทยคนนี้ทำงานอยู่ดีกว่า ยังไงก็ได้อุดหนุนคนไทยด้วยกัน พอเดินเข้าไปถึงได้ทราบว่า ร้านอาหารอิตาเลียนที่ชื่อ Restaurant Galuppi ร้านนี้มีเจ้าของเป็นคนไทย ชื่อคุณวัลภาค่ะ เธอแต่งงานกับสามีชาวอิตาเลียน เลยมาเปิดร้านอาหารที่เกาะบูราโน่แห่งนี้ อาหารอร่อยมากค่ะ แค่ได้เห็นคนไทย ได้พูดภาษาไทยกันกระจาย แค่นี้ก็ดีใจน้ำตาเล็ดแล้ว วันนั้น คุณวัลภา เธอแนะนำให้ทาน Spaghetti Seafood ผัดแบบแซ่บๆหน่อย กับ Seafood salad ที่แถมน้ำจิ้มแจ่วสุดแซ่บมาเอาใจคนไทยห่างบ้านอย่างเราด้วย อร่อย ฟินมากกกกค่ะ พูดเลย (เรียกว่าน้ำสลัดใสแบบอิตาเลียนนี้ชิดซ้ายตกคลองไปเลย เมื่อเจอน้ำจิ้มแจ่วของพี่ไทยเข้าไป 😉 ) อาหารทะเลของร้านนี้สดมากค่ะ ถ้าใครได้ไปเที่ยวบูราโน่ อย่าลืมแวะไปอุดหนุน Restaurant Galuppi กันนะคะ ทั้งพนักงาน เจ้าของร้าน น่ารักมาก บริการดีมากค่ะ จุดสังเกตคือ ร้านนี้จะเป็นร้านเดียวที่มีรูปปั้นพระเยซู กับพระแม่มารีอยู่บนระเบียงร้านเลยค่ะ

Spaghetti Seafood
Spaghetti Seafood
Seafood Salad
Seafood Salad
น้ำจิ้มแจ่วสุดแซ่บ
น้ำจิ้มแจ่วสุดแซ่บ
ถ่ายกับคุณวัลภาหน้าร้าน
ถ่ายกับคุณวัลภาหน้าร้าน

หลังจากอิ่มอร่อยฟินกันไปแล้ว เราก็เดินข้ามถนนเพื่อไปถ่ายรูปกับบ้านของคุณลุง Bepi (Bepi’s House) ที่เรียกได้ว่าเป็น The most colorful and famous house in Burano ซึ่งก็สีสันจัดจ้านจริงสมคำร่ำลือค่ะ บ้านน่ารักม้ากกกกก ทาสีเป็นรูปทรงเรขาคณิตหลากหลายแบบ เก๋สุดๆ พอมาถึง ก็ต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันซักหน่อย (บ้านคุณลุง Bepi นี่อยู่ในซอยตรงข้ามกับร้านอาหารพอดีเลยค่ะ สีจัดขนาดนี้ ไม่มีหลงแน่นอน)

In front of Bepi's House
In front of Bepi’s House

หลังจากนั้นก็เดินเล่นย่อยอาหารกันชิลล์ๆไปรอบๆเกาะ เพลินมากค่ะ เกาะนี้มีแมวเยอะด้วย ทาสแมวอย่างฉันปลื้มมากค่ะ โดยเฉพาะเจ้าเหมียวอ้วนตัวนี้ ท่าทางเป็นแมวเซเลปน่าดู เพราะมีแต่คนอยากเล่น อยากถ่ายรูปด้วย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ดูจะเลิฟนางมากเป็นพิเศษ น่ารักมากค่ะ แมวของใครก็ไม่รู้

แมวเซเลปประจำเกาะ
แมวเซเลปประจำเกาะ

เราเดินเล่นกันต่อจนถีงบ่ายแก่ๆ ก็สมควรแก่เวลาที่ต้องนั่งเรือกลับเวนิสกันแล้ว (เหมือนเรือจะออกทุกๆครึ่งชั่วโมงนะคะ ถ้าจำไม่ผิด) โดยเรือนี้จะผ่านบริเวณที่เป็นสุสานของเมืองด้วยค่ะ พอกลับถึงเวนิส ก็ค่ำแล้ว (จริงๆแค่ 5 โมงเย็นเองค่ะ แต่ว่าหน้าหนาว มืดเร็ว) เราเลยนั่งเรือต่อไป San Marco Square อีกรอบ จะได้ชมความงามของจตุรัสนี้ยามค่ำคืน ซึ่งก็สวยงาม ตราตรึงใจไปอีกแบบ

image

image

เสร็จแล้วก็เดินเลาะออกทางด้านหลังตรง Caffe Florian ไปแถวๆโรงแรม The Bauer สุดหรูเพื่อไปกราบขอพรแม่พระที่โบสถ์ San Moise ตรง Campo San Moise ที่เป็นโบสถ์ในยุคบาโรคที่สวยวิจิตรมากค่ะ (เสียดาย ไปตอนมืดแล้ว เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาค่ะ เพราะมันมืดจริงๆ) จากนั้น ก็เดินเล่นดูของหรูๆแถวนั้นซักหน่อย ถ้าใครชอบของแบรนด์เนม ตรงนี้มีหมดเลยค่ะ ตั้งแต่ Chanel, Hermes, Gucci, Prada, LV เพลิดเพลินเจริญใจมากค่ะ จากนั้นเราก็เดินย้อนกลับขึ้นมาตรงร้าน Gucci เก่า เพื่อมาทานอาหารที่ร้าน Deli ร้านโปรดของเราก่อนจากลา เป็นร้าน Deli เล็กๆที่ดูดี และขายอาหารจำพวกสแน็คที่อร่อยมาก ทั้ง Gelato, Cannoli แนะนำเลยค่ะ โดยเฉพาะ Smoked Salmon Sandwich ที่ให้แซลมอนมาแบบปลิ้นมาก อิ่มแทบจุก ที่สำคัญราคาไม่แพง ชื่อร้าน ฺBar al Leon (เขามี FB page ด้วยน้า) ถ้าใครมาเวนิส แล้วอยากอิ่มท้องแบบประหยัด มาร้านนี้ได้เลยค่ะ พนักงานก็น่ารักอีกเช่นกัน 😉

Bar al Leon
Bar al Leon

เสร็จแล้วก็สมควรแก่เวลาที่เราจะกลับไปโรงแรม คงต้องถึงเวลาแพ็คกระเป๋า เตรียมเดินทางกันอีกรอบ เพราะพรุ่งนี้เราก็จะจากเวนิสแสนสวยของเราไปแล้ว เพื่อไปขึ้นเรือที่โรม ที่เมืองท่า Civitavecchia กันค่ะ คงต้องร่ำลาเวนิสด้วยความคิดถึงแต่เพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่คราวหน้านะคะ ❤

Ciao!

อ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) – Mediterranean Cruise Trip (1) 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) – Mediterranean Cruise Trip (2)

อ่านตอนตอนไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส – โรม) – Mediterranean Cruise Trip (4)

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ฟลอเรนซ์ – ปิซ่า) – Mediterranean Cruise Trip (5)

ติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) – Mediterranean Cruise Trip (2)

Venice
Venice

Venice – Day 2

หลังจากนอนหลับพักเอาแรงกันให้หายเหนื่อย เราก็รีบตื่นแต่เช้าเพื่อออกท่องเวนิสกันค่ะ มันเป็นยามเช้าที่แสนสดชื่น อากาศเย็นประมาณ 10 องศานิดๆ มีหมอกลงจางๆ เราออกมาเดินเล่นรับลมหนาวกันแถวโรงแรมก่อน เพื่อสัมผัสชีวิตยามเช้าของผู้คนในเวนิสกัน จากนั้นก็เดินขึ้นไปชมวิวบนสะพานข้าม Grand Canal ตรงท่าเรือของสถานีรถไฟ Santa Lucia เพื่อดื่มด่ำกับทิวทัศน์ที่งดงามของเวนิสกันให้หายคิดถึง ฉันไม่ได้มาเที่ยวเวนิสนานมาก การได้กลับมาเยือนที่นี่อีกครั้ง และได้มองเห็นความงามของเวนิสผ่านม่านหมอกจางๆในตอนเช้าของต้นฤดูหนาว ก็ให้ความรู้สึกชวนฝันไปอีกแบบเลยทีเดียว

Venice in the Morning
Venice in the Morning

หลังจากดื่มด่ำกับทัศยนียภาพแรกของเวนิสกันพอให้หายคิดถึงแล้ว จุดหมายต่อไปของเราก็คือ San Marco Square ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของเวนิส จริงๆระยะทางจากที่พักของเรา ไป San Marco Square นั้น ห่างกันค่อนข้างไกลโขอยู่ หลังจากสองจิตสองใจว่าจะนั่งเรือ หรือเดินไปดี เราเลยเลือกอย่างหลัง เพราะการได้เดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอันแสนคดเคี้ยวของเวนิส ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองนี้เลยจริงๆ และมันก็เป็นการเดินที่แสนจะมีความสุขค่ะ เพราะทุกย่างก้าวที่เดิน ก็ยิ่งทำให้เราหลงเสน่ห์ของเวนิสเข้าไปทุกขณะ ยิ่งอากาศดีขนาดนี้ เราแทบไม่รู้สึกเหนื่อยเลย อยากดื่มด่ำกับความสุขแบบนี้ไปนานๆ แทบจะไม่อยากให้ถึงจุดหมายเลยเสียด้วยซ้ำ 🙂

ครั้งก่อนที่มาเวนิสจำได้ว่านักท่องเที่ยวเยอะมาก เนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดู spring ฉันแทบไม่ต้องทำอะไรนอกจากเดินไหลไปตามกระแสนักท่องเที่ยว ไม่นานก็ถึงจุดหมายที่ทุกคนรอคอย นั่นคือ San Marco Square เพียงแต่ครั้งนี้ เป็นช่วงฤดูหนาว นักท่องเที่ยวค่อนข้างบางตา เราจึงต้องใช้บริการของ Google Map ที่พาเราเดินลัดเลี้ยวไปตามตรอกซอกซอยต่างๆของเวนิส จนในที่สุด เมื่อฉันเห็นร้าน Gucci ร้านเก่า กับร้านรองเท้า Fratelli Rosetti ร้านดั้งเดิมเก่าแก่ที่ฉันใส่ประจำตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เราก็เริ่มสะกิดกันว่าน่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะ และก็เป็นดังคาด อีกเพียงแค่อึดใจเดียว เราก็มาโผล่ที่ San Marco Square ที่แสนจะงดงาม และเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองเวนิสแล้ว ใครที่มาเวนิส คงจำความรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้ได้ทุกคนนะคะ เพราะไม่ว่าเราจะมาเวนิสกี่ครั้ง ก็จะรู้สึกตื่นเต้น และดีใจทุกครั้งเมื่อได้เดินเข้ามาในจตุรัสแห่งนี้ ซึ่งความงดงาม อลังการของนาง ที่แม้แต่โคมไฟ ก็ยังเป็นสีชมพูอ่อนหวาน น่าจะเป็นสถานที่ในดวงใจของใครหลายคนแน่นอน ❤

และเมื่อยืนที่จตุรัสนี้ แล้วมองออกไปยังท้องทะเล Adriatic ที่อยู่เบื้องหน้า ก็จะเห็นเรือกอนโดล่า สัญลักษณ์สำคัญอีกอย่างของเมือง ซึ่งเป็นภาพที่งดงาม ติดตรึงใจมากค่ะ วันนั้น เราสามคนนั่งมองท้องทะเลได้เป็นชั่วโมงๆ แบบไม่มีเบื่อกันเลย ทุกคนลงความเห็นว่า เวนิสเป็นเมืองที่มีมนต์เสน่ห์ชวนให้หลงไหลมาก ไม่ว่าเราจะมาเยือนในฤดูไหนก็ตาม ยิ่งวันนั้น ใน conservatory เล็กๆแถวนั้น มีการจัดคอนเสิร์ตเพื่อบรรเลงบทเพลง The Four Seasons ของ Vivaldi (คีตกวีชาวเวนิส) ที่ไพเราะมาก จนเราต้องรีบวิ่งไปซื้อพิซซ่าจากร้าน Deli แถวนั้น มานั่งทาน โดยมีเสียงเพลงของ Vivaldi คลอไปด้วยเบาๆจนเราทานเสร็จ เศษพิซซ่าที่เหลือ ก็โยนให้นกแถวนั้นกิน นับเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากค่ะ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็สวยงาม และรื่นรมย์ไปหมด ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ดูมีความสุขกันถ้วนหน้า ❤

Venice's famous Gondodas
Venice’s famous Gondolas

หลังจากอิ่มกับพิซซ่า หม่ำเจลาโต้ให้หายอยาก และเดินเล่นแถวนั้นหลายรอบให้หายคิดถึงแล้ว คราวนี้ ก็มาถึงอีกแลนด์มาร์คหนึ่งที่สมควรแวะเวียนเข้าไป สำหรับคนที่ชอบดื่มคอกเทล (โดยเฉพาะ Bellini) ห้ามพลาดเลยนะคะ เพราะเราจะมาดื่มคอกเทล Bellini ต้นตำรับกัน เพราะไหนๆก็ทราบกันอยู่แล้วว่านอกจากเวนิสจะมีความงามอันเลื่องลือแล้ว นางยังเป็นต้นกำเนิดของคอกเทลสีชมพู ที่มีรสชาติละเอียดอ่อนอย่าง Bellini อีกด้วย โดยผู้ที่คิดค้นสูตรก็คือบาร์เทนเดอร์ผู้โด่งดังของยุคที่มีนามว่า Giuseppe Cipriani (ผู้ก่อตั้ง Harry’s Bar ที่เรากำลังจะเข้าไปเยือนนี่ล่ะค่ะ) โดย Bellini คือคอกเทลที่มีส่วนผสมของ Prosecco (Sparkling wine เวอร์ชั่นอิตาเลียน) กับ peach puree นำมาผสมกัน ได้ออกมาเป็นคอกเทลสีชมพูอมส้มอ่อนๆที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสีของคอกเทลนี่เองที่ทำให้ Cipriani หวนคิดถึงภาพวาดโทนสีชมพูอ่อนของนักบุญในสมัยศตวรรษที่ 15 ที่วาดโดยจิตรกรเอกชาวเวนิส Giovanni Bellini เขาเลยตั้งชื่อคอกเทลที่แสนโด่งดังแก้วนี้ว่า Bellini เพื่อเป็นเกียรติแก่จิตรกรท่านนั้นซะเลย

และร้าน Harry’s Bar ที่เรากำลังจะไปเยือน ก็คือร้านที่เปิดร่วมกันระหว่าง Harry Pickering มหาเศรษฐีหนุ่มชาว Boston (Bostonian) ที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหราในเวนิสสมัยนั้น กับ Cipriani บาร์เทนเดอร์ชื่อดังแห่งยุค โดย Pickering นั้นเป็นลูกค้าประจำของบาร์ในโรงแรม Europa ที่ Cipriani ทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่ และจู่ๆ Pickering ก็หายหน้าหายตาไป พอ Cipriani ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ก็ได้ความว่า Pickering กำลังถังแตกอยู่ เพราะโดนพ่อแม่ตัดออกจากกองมรดกเนื่องจากรับสภาพชีวิตเสเพล เอาแต่ดื่มเหล้าไปวันๆของลูกชายไม่ได้ Cipriani สงสาร เลยให้เงิน Pickering ยืมไป 10,000 ลีร์ หลังจากนั้นอีก 2 ปีให้หลัง Pickering กลับมา พร้อมกับคืนเงินให้ Cipriani 50,000 ลีร์ พร้อมกับคำขอบคุณ และข้อเสนอที่่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธที่ว่า เงินดอกเบี้ยอีก 40,000 ลีร์นั้น เป็นจำนวนเงินที่มากพอที่จะเปิดบาร์ได้สักแห่ง แล้วเราจะตั้งชื่อบาร์นี้ว่า Harry’s Bar

และความโด่งดังของ Harry’s Bar ก็เริ่มต้นจากตรงนั้น ตั้งแต่ปี 1931 และขยายสาขาไปอีกหลายประเทศทั่วโลกภายใต้ชื่อ Cipriani อันแสนโด่งดัง ที่บริหารงานโดยทายาทของ Cipriani ทั้งหมด โดยเฉพาะ Harry’s Bar นั้น ได้กลายเป็นแหล่งสิงสถิตของเหล่าคนดังมากมาย ตั้งแต่นักเขียนชื่อก้องโลกอย่าง Ernest Hemingway (ที่เลิฟร้านนี้มาก ขนาดมีที่นั่งประจำ), Truman Capote ไปจนถึงเหล่ามหาเศรษฐีอย่าง Baron Philippe de Rothschild, Aristotle Onassis, Peggy Guggenheim ไปจนถึงผู้กำกับ และนักแสดงชื่อดังอย่าง Alfred Hitchcock, Charlie Chaplin, Orson Welles และ Woody Allen รวมถึงสุดยอดนางแบบอย่าง Naomi Campbell ด้วย

และวันนี้ เราก็จะตามรอย Hemingway มาดื่ม Bellini ต้นตำรับอันแสนโด่งดังที่ Harry’s Bar กันนะคะ โดยเราจะตั้งต้นจาก San Marco Square ถ้าเราหันหน้ามองทะเล ร้านจะอยู่ทางขวามือของจตุรัสนี้ ห่างไปประมาณ 200 เมตร (ถ้าไปทางซ้ายจะเจอ Bridge of Sighs และโรงแรม Danieli) โดยเราจะเดินเลียบทะเลไปเรื่อยๆ พอข้ามสะพานตรงท่าเรือใหญ่ที่อยู่ทางขวามือ ก็เดินมาอีกนิดเดียว จะเห็นซอยเล็กๆที่ชื่อ Calle Vallaresso ร้านอยู่ขวามือ เลยปากซอยไปนิดเดียว เป็นร้านแรก แทบไม่มีจุดสังเกตอะไรเลย เพราะปิดประตูตลอดเวลา ฉันเดินผ่านไปมา 2-3 รอบยังหาไม่เจอเลย ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเห็นค่ะ

พอเข้าไปแล้ว ก็อึ้งๆเล็กน้อย เพราะร้านเรียบมาก และค่อนข้างเล็ก ไม่ได้มีความอลังการงานสร้าง หรือตกแต่งด้วยแชนเดอเลียร์เวเนเชียนแบบตู้มๆ อย่างที่ฉันจินตนาการไว้เลย เป็นร้านในยุโรปที่ Traditional มากๆ เหมือนย้อนเวลากลับไปในอดีตที่บริกรใส่ทักซิโด้สีขาว เรียบ โก้ กิริยามารยาท gentlemanly และให้เกียรติสุภาพสตรีมากค่ะ พอได้ที่นั่ง ฉันก็สั่ง Bellini มาดื่มทันที หน้าตาออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ

ฺFamous "Bellini" at Harry's Bar
ฺFamous “Bellini” at Harry’s Bar

และก็มีเรื่องให้อึ้งเล็กน้อย เมื่อเราเห็น Bellini ใส่แก้วน้ำธรรมดามาเลย (แทนที่จะเป็นแก้วแบบ Champagne Flute ให้โก้เก๋สมฐานะ) และก็ต้องอึ้งสองต่อกับราคา่ที่แสนแพงถึงแก้วละ 16.5 ยูโร (โอ้ แม่เจ้า) นี่คือ Bellini ที่แพงที่สุดในชีวิตที่ฉันเคยดื่มมาเลย แต่พอดื่มเข้าไปแล้ว ก็ต้องอึ้งอึกรอบ เพราะมันรสชาติดีม้ากกกกก (โอ้ แม่เจ้าอีกเหมือนกัน) เพราะนี่คือ Bellini ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยดื่มเลยค่ะ หอมกลิ่นพีชอ่อนๆ สดชื่นมากค่ะ เขาผสม Prosecco กับ peach puree เข้ากันได้ดีเหลือเกิน รสชาติกลมกล่อมที่สุด ยิ่งดื่มแกล้มกับ Olives ยิ่งอร่อย (แถมที่ร้านใจดีมาก ให้ chicken croquette เป็น complimentary อีกจาน ซึ่งอร่อยมากมายค่ะ – แอบเหล่โต๊ะข้างๆแล้ว ไม่เห็นมีใครได้อย่างเราเลย ก็เลยแอบปลื้มนิดๆ) สรุปแล้ว คือประทับใจมากค่ะ Bellini อร่อยที่สุดจริงๆ ถึงจะแพง แต่ก็ใช่ว่าเราจะมานั่งดื่มที่เวนิสได้ทุกวัน ถือว่าซื้อประสบการณ์ดีกว่า ที่สำคัญคือ เขาบริการเราดีมาก (ไม่เห็นหยิ่งอย่างที่หลายคนใน Trip Advisor บ่นไว้เลย พนักงานน่ารักเกือบทุกคนนะคะ โดยเฉพาะพนักงาน 2 คนตรงเคาน์เตอร์บาร์นั้นน่ารักมาก บริการเราดีสุดๆเลยค่ะ ต้องขอชม ได้อารมณ์ประมาณ Brasserie Lipp ในปารีสน่ะค่ะเพียงแต่ที่นี่ราคาโหดกว่าเยอะ) อีกอย่างร้านนี้ เมื่อในปี 2001 Italian Ministry of Cultural Affairs ได้ประกาศให้ Harry’s Bar เป็น National Landmark ของอิตาลีไปแล้ว ถ้าใครสนใจ อยากดื่มด่ำกับบรรยากาศแบบยุโรปแท้ๆในบาร์ที่เป็นตำนานแบบนี้ พร้อมลิ้มรส Bellini ที่อร่อยที่สุด ก็อยากให้ลองนะคะ การได้นั่งดื่มคอกเทลในตำนาน ในร้านโปรดของคนดังระดับโลกมากมาย ถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวค่ะ เพราะ Bellini ของเขารสชาติดีจริงๆ นี่ถ้าไม่ติดว่าแก้วละ 16.5 ยูโร มีหวังโดนฉันซ้ำไม่ต่ำกว่า 5 แก้วแน่นอน ❤

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ Cheers! 

อ่านตอนที่แล้วได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 1 – เวนิส)

อ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 3 – เวนิส) 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 4 – เวนิส – โรม) ขึ้นเรือสำราญ Norwegian Epic

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 5 – ฟลอเรนซ์ – ปิซ่า)

ติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค 

Credit: Cipriani – Harry’s Bar

 

 

 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) – Mediterranean Cruise Trip (1)

Beautiful Venice
Beautiful Venice

Venice – Day 1

สวัสดีค่า ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปซะนาน เพราะแอบหนีร้อนไปเที่ยวยุโรปตอนหน้าหนาวมาค่ะ คราวนี้เป็นทริปครอบครัว ตั้งใจกันว่าจะพาคุณแม่ไปเที่ยวยุโรป พอได้โอกาส เลยไปซะ 18 วันเต็มเลย (กะเอาให้คุ้ม 😀 ) ก็เลยต้องเตรียมตัวโน่นนี่เยอะมาก ทั้งเคลียร์งาน ทั้งเตรียมเสื้อผ้าหน้าหนาว ไหนจะหาโปรแกรมเที่ยวอีก เพราะฉันเองไม่เคยไปยุโรปตอนหน้าหนาวเลย เช็คสภาพอากาศก่อนไป ก็ประมาณ 10 – 12 องศา ก็เลยออกเป็นกังวลนิดหน่อย เพราะกลัวจะใส่เสื้อผ้าไม่อบอุ่นพอ เลยเตรียมมาเต็มพิกัดเลยค่ะ ทั้งเสื้อโค้ท รองเท้าบู้ท sweaterวูล 100% แถมด้วยเสื้อ Heat Tech ของยูนิโคลเข้าไปอีก นี่ยังไม่รวมผ้าพันคอเฟอร์สารพัน (ประหนึ่งย้ายบ้านไปอยู่ยุโรปถาวร เพราะแค่รองเท้าก็ปาเข้าไป 4 คู่เแล้ว 5555) พอเอาเข้าจริงๆ ถึงได้ค้นพบว่าตัวเองเป็นคนขี้ร้อนมาก พอบ่ายๆ ถอดเสื้อโค้ทแทบไม่ทันต้องแบกเสื้อโค้ทกลับเรือแทบทุกวัน พะรุงพะรังมากค่ะ 😀 ยิ่ง Heat Tech แทบไม่ได้ใช้เลย ใส่วันแรกวันเดียวที่เวนิส ร้อนตับแตกแทบเป็นลม (ทั้งๆที่คนทั้งยุโรปใส่เฟอร์หนาวงั่กกันหมด) เลยต้องพับเก็บเข้ากระเป๋ายาวเลย มาได้ใช้จริงๆก็ที่ปารีสนั่นล่ะค่ะ เพราะเริ่มหนาวแบบจริงจังแล้ว 🙂

เนื่องจากเป็นทริปการเดินทางเที่ยวยุโรปที่ยาวนานถึง 18 วัน เราจึงต้องหาเส้นทางการเดินทางแบบไหนที่ไปเที่ยวได้หลายประเทศมากที่สุด และยังแบกกระเป๋าน้อยที่สุดอีกด้วย ก็เลยมาจบลงที่ไปเที่ยว Cruise กันค่ะ เพราะตรงตาม concept เที่ยวสวยๆ ของสามสาวคุณแม่คุณลูกอย่างเราที่สุด (เพราะการแบกกระเป๋าขึ้นลงรถไฟ ตะลอนๆไปทั่วยุโรปเป็นอะไรที่เหนื่อยสาหัสมากนะคะ ยิ่งคราวนี้แม่ไปด้วย คงไม่ไหวแน่ๆ ก็เลยตัดสินใจล่องเรือกันสวยๆ แทน – แต่เอาเข้าจริงก็เหนื่อยหืดขึ้นคอใช้ได้เลยค่ะ เพราะการต้องวิ่งขึ้นรถไฟเพื่อกลับเรือให้ทันตามเวลาที่เขากำหนด เป็นอะไรที่ต้องวิ่งสู้ฟัดกันพอสมควร แถมยังเดินกันวันละเกือบ 10 กิโล กลับมาน้ำหนักลดเลยค่ะ 😀 – ดีที่อากาศหนาว เลยไม่ค่อยเหนื่อย เหงื่อก็ไม่ค่อยออก ถ้าเป็นหน้าร้อน อาจมีตีกันได้ 😀 )

โดยการล่องเรือครั้งนี้ น้องสาวเขาเป็นคนเลือกใช้บริการของเรือสำราญชื่อ Norwegian Epic ค่ะ ตอนที่ทำ booking ยังเป็นเรือสำราญที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลกอยู่ แต่พอตอนไปเที่ยวหล่นมาอยู่อันดับ 5 ซะแล้ว T^T เพราะโดนเรือสำราญลำใหม่ๆแซงหน้าไป ที่เลือกเพราะน้องสาวเขาเคยไปเที่ยวกับเรือสำราญอีกลำหนึ่งในเครือ แล้วประทับใจมาก เลยอยากกลับไปเที่ยวอีก โดยเรือสำราญในเครือ Norwegian Cruise Line นี้ขึ้นชื่อมากเรื่องความคุ้มค่ะ (ประมาณจ่ายร้อย ได้ความบันเทิงกลับมาล้านอะไรประมาณนี้) เพราะเป็นเรืออยู่ในระดับราคากลางๆไม่สูงมาก แต่ทั้ง route ทั้งอาหาร ความหรูหรา และความบันเทิงในเรือ อยู่ระดับ 5 ดาว แนะนำสุดตัวเลยค่ะ โดยเฉพาะเรือ Epic ซึ่งเป็นเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของ NCL (จริงๆ ประทับใจตั้งแต่ที่ออกรายการท่องเที่ยวของคุณฟลุ้คกับคุณนาตาลีแล้ว พอมาเห็นใน ig ของคุณแบม เจณิสตาที่ไปเที่ยวยุโรป กับครอบครัวโดยขึ้นเรือลำนี้อีก) พอได้ขึ้นเรือจริงๆ แล้วชอบมาก ประทับใจมากค่ะ ❤

โดยเราจะต้องไปขึ้นเรือที่เมืองท่า Civitavecchia ซึ่งเป็นเมืองท่าเก่าแก่โบราณของโรม โดยใน 7 วันนี้ เรือก็จะจอดท่าที่ Livorno ซึ่งใกล้กับ Florence, Cannes, Palma de Mallorca, Barcelona, Naples และกลับมาที่โรมอีกที ก็เป็นอันจบทริปเรือ แต่ไหนๆ ก็จะขึ้นเรือแล้ว เราเลยขอไปเที่ยวเวนิสกันก่อนขึ้นเรือดีกว่า

เมื่อจุดหมายปลายทางแรกของเราคือเวนิส แน่นอน ก็ต้องมาแลนดิ้งลงที่สนามบิน Marco Polo ซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติของเวนิสกันก่อน จริงๆสนามบินนี้ตั้งอยู่ในเมืองเทสเซรา ใกล้เมืองเวนิส โดยทุกคนที่จะมาเวนิส พอลงเครื่องปั๊บ เขาก็จะมี Shuttle bus บริการส่งถึงเวนิสเลยค่ะ จอดป้ายเดียว ไม่มีทางหลงแน่นอน โดยคิดค่าโดยสารคนละ 8 ยูโร ใช้เวลาประมาณเกือบๆครึ่งชั่วโมง ก็ถึงเวนิสแล้ว โดยสถานีรถบัสจะส่งผู้โดยสารลงตรงข้ามสถานีรถไฟ Santa Lucia ของเวนิสนั่นเอง แต่อยู่คนละฟากคลองนะคะ พอมาถึงก็ต้องข้ามสะพานคนเดินขนาดใหญ่ ที่ประกอบด้วยขั้นบันไดเกือบร้อยขั้นไปก่อน พอถึงอีกฟากนั่นล่ะค่ะ ถึงจะเรียกว่าเรามาถึงเวนิสได้อย่างเต็มปาก 😉

และความหฤโหดก็ต้อนรับเราตั้งแต่เหยียบเวนิสเลย นั่นคือการแบกกระเป๋าหนักประมาณ 20 กว่ากิโล ข้ามสะพานสูงๆนั่นล่ะค่ะ เพราะเรามาถึงกลางคืน คนที่เคยรับจ้างขนกระเป๋าข้ามคลอง ต่างก็กลับบ้านนอนกันหมด ก็เลยต้องถูลู่ถูกังลากข้ามสะพานกันมา กว่าจะถึงอีกฟากก็หอบแฮ่กกันคนละหลายรอบ เรียกว่าเกือบถอดใจอยู่หลายทีมาก แต่พอนึกว่าเราเองใช่จะมาเวนิสได้บ่อยๆ ก็เลยมีลูกฮึดขึ้นมาทั้งลากทั้งแบกกระเป๋าไปได้จนถึงโรงแรม T^T

นับว่าโชคดีที่น้องสาวจองโรงแรมไว้ใกล้ๆกับสถานีรถไฟ Santa Lucia แบบว่าพอลงสะพานมา เดินลากกระเป๋าอีกแป๊บเดียวก็ถึงโรงแรม โดยโรงแรมแรกที่เราพัก ชื่อโรงแรม Belle Epoque ซึ่งเป็นโรงแรมเล็กๆ ตกแต่งน่ารัก ราคาไม่แพง มีทุกอย่างที่เราต้องการ ที่สำคัญคือสะอาดมาก และมีอาหารเช้าให้ด้วยค่ะ เรียกว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องมาก พอจบทริปกลับมาแล้ว ยังชมน้องสาวอยู่เลย เพราะไม่อย่างนั้น เราต้องลำบากลากกระเป๋ากันไกลแน่ๆ

พอเช็คอินเข้าโรงแรม ก็หลับรวดเอาแรงกันทั้ง 3 คน เพื่อเตรียมตัวเดินท่องเมืองเวนิสแสนสวยวันรุ่งขึ้นกันเลย โดยเวนิสจะมีเสน่ห์งดงาม และน่าประทับใจขนาดไหน ติดตามตอนต่อไปนะคะ จะรีบเขียนให้อ่านกันค่า ❤

อ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) ตอนที่ 2 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) ตอนที่ 3 – เที่ยวเกาะมูราโน – บูราโน

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส – โรม) ตอนที่ 4 ขึ้นเรือสำราญ Norwegian Epic

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ฟลอเรนซ์ – ปิซ่า) ตอนที่ 5

ติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค