ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส-โรม) Mediterranean Cruise Trip (4)

image
Leaving Venice

Venice – Rome (Civitavecchia – Port of Rome) – Day 4 อำลาเวนิส เพื่อไปขึ้นเรือสำราญที่โรม

หลังจากเที่ยวเวนิสกันเต็มอิ่ม แบบประทับใจกันสุดๆไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราต้องลาจากเวนิสกันจริงๆซักที (พอนึกแล้วก็ใจหายนะคะ เพราะเราทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าต้องไปเช้านี้ เมื่อคืน เลยเดินเที่ยวรอบเมืองกันจนดึกดื่น เรียกว่าขอเก็บความสุข ความเพลิดเพลินของเมืองนี้ให้เต็มอิ่มก่อนจากลา) เพราะเวนิสเป็นเมืองที่ห้ามไม่ให้รถแล่น พวกเราเลยทั้งเดิน ทั้งนั่งเรือเที่ยวเมืองกันอย่างมีความสุขมาก บ้านเมืองสวยงาม มีเสน่ห์ แถมอากาศดีสุดๆ ไม่มีมลพิษมากวนใจ ฉันเลยแอบเศร้าเล็กน้อย เลยรีบตื่นแต่เช้าออกมาเดินเที่ยวรอบๆโรงแรม และดูวิว Grand Canal แสนสวยของเวนิสเพื่อเป็นการสั่งลา ก่อนจะเช็คเอาท์จากโรงแรม เดินลากกระเป๋าไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟ Santa Lucia ระหว่างเดินเล่น ก็นึกทบทวนช่วงเวลา 2 วันเต็มที่อยู่ที่เวนิสไปด้วย จริงๆก็มีหลายอย่างเหมือนกันที่เรายังไม่ได้สัมผัสอย่างเช่น

การนั่งเรือกอนโดล่า มาเที่ยวเวนิสครั้งนี้ ขอสารภาพเลยว่าไม่ได้นั่งค่ะ เพราะราคาแพงมาก (ตามมาตรฐานเวนิส) คือ 80 ยูโร ต่อเที่ยว อย่าคิดว่าจะต่อราคาได้นะคะ เพราะทุกลำพร้อมใจกันให้บริการราคานี้กันหมด โดยแต่ละลำจะรับนักท่องเที่ยวได้มากสุดถึง 6 คน ถ้ากลุ่มเราคนน้อย ก็หาคนอื่นมาแชร์ จะได้ประหยัดไป กลุ่มเราเองก็รอแชร์กับนักท่องเที่ยวรายอื่นเหมือนกัน แต่วันนั้น ยืนรอกันอยู่นานก็ยังหาไม่ได้ เลยต้องข้ามไป เพราะยังต้องไปต่ออีกหลายที่มาก การเสียเงินก้อนโตถึง 80 ยูโร ในวันแรก ก็เป็นอะไรที่เสี่ยงอยู่ กลัวว่าวันหลังๆจะไม่มีเงินสดเหลือ เลยต้องขอยกยอดไปคราวหน้าละกันค่ะ 😀

ร้านอาหารชื่อดังของเวนิส Da Fiore ร้านนี้ เพื่อนสาวที่เป็นเซียนร้านอาหารหรูๆเจ้าอร่อยในยุโรป แนะนำมา แต่เสียดายที่นางมาบอกเอาตอนที่เราออกจากเวนิสไปแล้ว ก็เลยต้องยกยอดไปคราวหน้าอีกเช่นกัน 🙂

แต่ถึงจะพลาดไปสองอย่าง เราก็โชคดีอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่พักที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ ทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากค่ะ ลากกระเป๋าขนาดใหญ่มหึมา หนัก 20 กว่ากิโลถึง 3 ใบ (แถมเป็นผู้หญิงด้วย) ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงแล้ว ก็เลยอย่ากจะขอแนะนำนะคะ สำหรับคนที่อยากมาเที่ยวเวนิส ถ้ามีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาด้วย ให้จองโรงแรมที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ Santa Lucia จะสะดวกที่สุด ไม่ว่าคุณจะมาเวนิสด้วยรถไฟ หรือเครื่องบินก็ตาม

และด้วยความที่ที่พักอยู่ใกล้สถานีรถไฟ Santa Lucia ก็เลยใกล้ท่าเรือหลักของ Grand Canal ทำให้ไปไหนต่อไหนได้สะดวกสบายมากค่ะ ไม่ต้องกลัวหลงเลย แถมแถวนั้นยังมีร้านอาหารที่อร่อยมากๆ บรรยากาศอบอุ่น น่ารัก แบบชาวเวนิสแท้ๆ ที่สำคัญคือราคาไม่แพง แถมบริการดีเยี่ยม ที่ชื่อว่า Trattoria Il Vagone อีกด้วยค่ะ ถ้าใครไปเวนิสขอแนะนำเลยนะคะ โดยเฉพาะถ้าสั่งเป็นเซ็ตจะอร่อยและคุ้มค่ามาก ขอบอกว่า pasta arrabiata, pasta with bolognese sauce  กับ beef lasagna อร่อยสุดๆเลยค่ะ (อร่อยกว่าร้านอาหารอิตาเลียนแพงๆในกรุงเทพเยอะเลย ฉันว่าอร่อยกว่า Lenzi ที่กำลังดังอยู่ในขณะนี้มากเลยนะคะ) ร้านนี้น้องสาวเขาไปเสิร์ชจาก TripAdvisor เห็นได้ตั้ง 4 ดาวครึ่ง และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ โดยเฉพาะ 3 จานนี้ ถ้าได้กลับไปเวนิสอีก ก็จะกลับมาทานที่นี่อีกรอบแน่นอนค่ะ 🙂

This slideshow requires JavaScript.

พวกพาสต้าที่เสิร์ฟ ทางร้านเขาลวกเส้นแบบ al dante ที่ไม่กรุบเกินไป (ที่ต้องพูดถึง Lenzi ก็เพราะวันก่อนไปทาน แล้วรู้สึกว่าร้านลวกเส้นกรุบเกิน แข็งโป๊ก ข้างในตรงกลางยังดิบอยู่เลย กว่าจะกลืนลงคอได้ ลำบากยากเย็นมากค่ะ ไปทานที่อิตาลีมากี่ร้านต่อกี่ร้าน เส้นก็ไม่กรุบขนาดนี้ – เดี๋ยวคงต้องรีวิวร้าน Lenzi ต่ออีกรอบ เพราะข้องใจการลวกเส้นแบบ al dante ของร้านนี้มากค่ะ ^^)

กลับมาที่เวนิสกันดีกว่า อีกอย่างที่อยากแนะนำสำหรับใครที่ไปเที่ยวยุโรปในช่วงหน้าหนาว ก็คือการดื่ม hot wine หรือไวน์แดงต้มร้อนๆที่ตามร้านรวงต่างๆเอาออกมาขายให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาจิบแก้หนาวกันค่ะ ที่เวนิสเค้าก็มีขายเหมือนกัน สนนราคาก็ไม่แพง แค่ถ้วยละ 1.5 ยูโรเท่านั้น (ในขณะที่ปารีสขายถ้วยละตั้ง 4 ยูโร!) กลิ่นจะหอมมาก แต่รสชาติแปลกๆค่ะ ออกเปรี้ยวๆหวานๆ เหมือนไวน์น้ำกระเจี๊ยบต้มบ้านเรา 😀 แต่ก็ช่วยให้คลายความหนาวได้ไม่น้อย (ร้านที่เห็นนี่คนเชียร์ไวน์หล่อม้ากกกกค่ะ อิอิ สาวๆเห็นแล้วเดินตรงรี่เข้าไปอุดหนุนกันตรึมเลย)

Processed with VSCOcam with s2 preset
Sipping hot wine in Venice

ตัดกลับมาที่วันเดินทาง วันนั้นเราออกแต่เช้า เพื่อไปขึ้นรถไฟ Trenitalia (ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟสายหลักของอิตาลี รัฐบาลอิตาลีถือหุ้น 100%) จาก Venezia Santa Lucia ไป Roma Termini ที่โรมก่อน โดยจับรถไฟเที่ยว 9 โมงเช้าเลยค่ะ เพราะต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 3 ชั่วโมง 43 นาที โดยรถไฟไปโรมเที่ยวนี้จะออกทุกชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็คนละ 2,400 บาท (เราจองทางเว็บมาก่อนค่ะ เพื่อจะได้ไม่ฉุกละหุก และสามารถเลือกที่นั่ง และโบกี้ได้ด้วย) รถไฟอิตาลีสะอาด ใหม่ ทันสมัย และตรงเวลามากค่ะ (พอฟัดพอเหวี่ยงกับสวิสเลย ประมาทไม่ได้เลยนะคะ จะคิดว่าเรื่อยๆมาเรียงๆแบบบ้านเราไม่ได้เด็ดขาด) ประมาณเที่ยงเศษก็ถึงโรม

เนื่องจากช่วงเวลาที่เราไปเที่ยวยุโรปกันนั้น ห่างจากเหตุการณ์ก่อการร้ายในปารีสแค่ 3 วัน เพราะฉะนั้น การรักษาความปลอดภัยของอิตาลีเข้มข้นถึงระดับสูงสุดเลยค่ะ มีตำรวจ พร้อมสุนัขดมกลิ่นระเบิดคอยตรวจตรา อารักขาตลอดเวลา นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เพราะมิจฉาชีพหายเกลี้ยงเลย 😀 โดยเฉพาะที่ปราบเซียนอย่าง Roma Termini ที่คุณพี่มิจฉาชีพชุกชุมมาก จนสถานทูตไทยต้องออกจดหมายเตือน เราสามสาวเลยเดินทางท่องเที่ยวกันอย่างสบายใจมากค่ะ เพราะมีตำรวจคุมเข้มแทบจะทุก 50 เมตร ไม่มีมิจฉาชีพหน้าไหนกล้าแหยมมาล้วงกระเป๋าพวกเราเลย 😀

พอถึง Roma Termini เราก็จับรถไฟต่อไปยัง Civitavecchia อีกประมาณ 45 นาทีก็ถึงค่ะ (รถไฟจะออกทุก 2 ชั่วโมง) โดย Civitavecchia เป็นเมืองท่าของโรม (ก็คงเทียบได้กับแหลมฉบังของกรุงเทพนั่นล่ะค่ะ) เป็นเมืองท่าตั้งแต่ครั้งโบราณกาล มีป้อมปราการในทะเลที่สวยงามแปลกตามากค่ะ

พอถึงแล้ว เราก็ต้องเดินลากกระเป๋าจากสถานีรถไฟเพื่อไปขึ้น shuttle bus เพื่อไปส่งเราที่เรืออีกทีค่ะ (ระยะทางประมาณเกือบกิโลเห็นจะได้ เหนื่อยม้ากกกค่ะ T_T) โดยเรือแต่ละลำ ก็จะมี shuttle bus ประจำของใครของมัน โดยท่าเรือจะใหญ่โตมโหฬารมาก เรามองเห็นเรือ Norwegian Epic ของเราตระหง่านอยู่ตั้งแต่เข้า port มาเลยเพราะใหญ่ที่สุดแล้ว แต่ไม่สามารถเดินไปได้นะคะ ต้องรถบัสอย่างเดียว เพราะมันไกลม้ากกกก

พอรถบัสนำเรามาถึงท่าที่เรือ Epic ของเราจอดอยู่ คราวนี้ก็ถึงขั้นตอนของการ check-in แล้วค่ะ โดยเราจะต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม อันได้แก่ พาสปอร์ต เอกสารการจองตั๋วเรือ และกรอกแบบฟอร์มด้านสุขภาพให้เรียบร้อย พอเช็คอินเสร็จ เจ้าหน้าที่จะเก็บพาสปอร์ตของเราไว้ (โดยแจ้งให้มารับคืนได้ตอนขึ้นจากท่าเรือบาร์เซโลนา – ที่เก็บไว้ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเรามาจากประเทศในแถบเอเชียหรือเปล่านะคะ ไม่ได้ถามเหมือนกัน เพราะเหนื่อยจากการเดินลากกระเป๋าเป็นระยะทางเกือบกิโลมาก ทั้งเหนื่อยทั้งร้อนแทบเป็นลม 5555) จากนั้นก็ให้บัตรที่เป็นเหมือน id -card ให้เราเก็บไว้ โดยเราจะต้องเก็บบัตรนี้ติดตัวไว้ตลอดเวลาที่อยู่บนเรือ ไม่ว่าจะเข้า-ออก stateroom (ห้องพัก) จองห้องอาหาร ขึ้น-ลง เรือ โดยเฉพาะเวลาอยู่บนเรือสามารถรูดใช้แทนเงินสด หรือบัตรเครดิตได้เลยค่ะ

พอเช็กอินเรียบร้อย ก็ถึงเวลาขึ้นเรือ พอเห็นเรือใกล้ๆเท่านั้น ก็ถึงกับตกตะลึงในความใหญ่โตอลังการของเรือลำนี้มากค่ะ (ตอนที่เราไปเที่ยว Norwegian Epic อยู่อันดับ 5 ของเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก) มีทั้งหมด 15 ชั้นด้วยกัน แต่จะใหญ่โตอลังการขนาดไหน ดูตามรูปได้เลยค่ะ

Processed with VSCOcam with s3 preset
Norwegian Epic Cruise

พอเข้ามาแล้ว ก็ไปเดินเล่นบนดาดฟ้าเรือ ทางเรือเขาจัดปาร์ตี้ตอนรับแบบนี้ค่ะ

Processed with VSCOcam with s3 preset
มี band มาเล่นเพลงละตินให้ฟัง
image
สวนน้ำสุดอลังการ ในยามค่ำคืน

ในส่วนของรายละเอียดต่างๆในเรือ ขอยกยอดไปเล่าในวันที่เรา at sea กันนะคะ จะเล่าให้ละเอียดเลยว่ามีกิจกรรมอะไรให้ทำให้เล่นบ้าง สำหรับวันแรกนี้ เราทั้งเหนื่อย และหิวมาก เลยต้องขอไปรับประทานอาหารกันก่อน ที่ห้องอาหารสุดหรู Manhattan ที่เป็น complimentary dining ของเรือลำนี้ (ซึ่งก็หมายความว่ารับประทานฟรีค่ะ เริ่ดเนอะ) ขอบอกว่าอาหารอร่อยมากๆ พอๆกับห้องอาหารในโรงแรม 5 ดาวในกรุงเทพเลยค่ะ สำหรับฉันแล้ว (ถ้าไม่นับอาหารจีน) ฉันว่าอาหารอร่อยพอฟัดพอเหวี่ยงกับโรงแรมดุสิตธานีของเราเลยค่ะ 😀

Processed with VSCOcam with m5 preset
3 of us in Manhattan restaurant

พอเราได้ที่นั่งปุ๊บ เขาก็จะ assign บริกรประจำโต๊ะให้เราเลยค่ะ ไม่ว่าเราจะอยากได้อะไร หรือสั่งอาหารอะไร ก็สั่งกับบ๋อยคนนี้ได้เลย ซึ่งนับว่าสะดวก และเป็นระบบระเบียบมากค่ะ

และนี่ก็คืออาหารมื้อแรกของพวกเราบนเรือค่ะ อร่อยมากๆๆๆๆเลยค่ะ เรียกว่าหายเหนื่อย หายเพลียเป็นปลิดทิ้งเลย ❤

This slideshow requires JavaScript.

เรียกว่ารับประทานกันอื่มแทบจุกเลยค่ะ อาหารอร่อยเลิศทุกจาน ทานเสร็จแล้วคงต้องขอตัวไปนอนก่อนนะคะ หลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ เพราะวันรุ่งขึ้นเราจะไปขึ้นที่ท่า Livorno เพื่อไปเที่ยวเมือง Florence กับ Pisa กันค่ะ ❤

 

 

ติดตามอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 1) – เวนิส

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 2) – เวนิส

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 3) – เวนิส (มูราโน – บูราโน) 

อ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 5) – ฟลอเรนซ์ – ปิซ่า

ติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค 

 

 

 

 

 

 

 

Advertisements

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส)- Mediterranean Cruise Trip (3)

image
Murano Island

Venice – Day 3 เยี่ยมชมความงามของเกาะ Murano และ Burano

แน่นอนว่า เมื่อมาถึงเวนิสแล้ว ถ้าไม่นั่งเรือไปเที่ยวชมเกาะแก่งเล็กๆของเวนิส ก็เรียกว่าเสียเที่ยวเปล่านะคะ โดยเฉพาะ 2 เกาะที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง Murano และ Burano ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของแก้วเป่าหลากสี และผ้าลูกไม้แบบแฮนด์เมดแท้ๆ ที่เป็นงานฝีมือสวยงามมาก เรียกว่าเป็น ไฟลท์บังคับของทุกคนที่มาเที่ยวเวนิสกันเลย ถ้าใครไม่มาถือว่าพลาดแล้วล่ะ (จริงๆมีเกาะ Lido อีกเกาะ ที่ใช้จัดงานเทศกาลหนัง แต่เราเอง เนื่องจากไม่ค่อยอินกับเทศกาลภาพยนตร์เท่าไหร่ เลยข้ามเกาะนี้ไป อีกอย่าง มาเที่ยวตอนหน้าหนาวแบบนี้ มันมืดเร็วมากค่ะ เลยอยากเอาเวลาไปเดินเที่ยวชมความงามของเกาะมูราโน่ กับ บูราโน่แบบเต็มๆดีกว่า)

คณะทัวร์สามแม่ลูกของเรา เลยรีบตื่นแต่เช้า เดินมาซื้อตั๋วเรือที่สถานีรถไฟ Santa Lucia ที่อยู่ใกล้กับโรงแรมกันเลย จริงๆก็นับว่าสะดวกมากนะคะ เดินจากโรงแรมแป๊บเดียว ไม่ถึง 2 นาที ก็ถึง โดยวันนี้ เราจะซื้อตั๋วเรือ แบบเหมาเที่ยวทั่วทั้งเกาะ (ซึ่งรวมทั้งภายในเกาะ และนอกเกาะด้วย) ที่เรียกว่า Venice Vaporetto Card แบบ 1-day travel card ที่ขายใบละ 20 ยูโรมาใช้กันค่ะ ดูราคาแล้ว แพงเอาเรื่องสมกับอยู่เวนิสเลยนะคะ เพราะฉะนั้น เพื่อความคุ้ม วันนี้ เราจะไม่เดิน แต่จะนั่งเรือเที่ยวเวนิสทั้งไป-กลับ เอาให้เบื่อกันไปเลย โดยตั๋วแบบนี้ เค้าจะตั้งบูธขายอยู่หน้าสถานีรถไฟ แค่บอกว่าจะไปไหน เขาก็จะให้คำแนะนำ พร้อมชี้แผนที่ให้เราดูเสร็จสรรพ ซึ่งสะดวกมากค่ะ เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควร

พอซื้อตั๋วแล้ว ก็มาลงเรือที่ท่าเรือหน้าสถานีรถไฟได้เลยค่ะ แต่ก่อนจะลงเรือทุกครั้ง อย่าลืม validate ตั๋วก่อนนะคะ โดยแตะตั๋วกับเครื่อง Validate ที่อยู่หน้าสถานี แค่นี้ก็เรียบร้อย ไปไหนต่อไหนได้ทั่วเวนิสแล้วค่ะ

โดยจุดหมายแรกของเราก็คือเกาะมูราโน่ที่มีชื่อเสียงเรื่องแก้วเป่าหลากสีสัน ที่สวยงามมาก เราใช้เวลานั่งเรือไปนานพอสมควร (น่าจะราวๆ 40-45 นาที ก็ถึงเกาะนี้แล้ว) วันนี้ อากาศที่เวนิสหนาวเย็นเช่นเคย อยู่คงที่ที่ 10 องศาตลอดวัน เย็นกว่าเมื่อวานนี้อีก ยิ่งตอนนั่งเรือ ยิ่งหนาวเข้าไปใหญ่ มองเห็นท้องทะเลเวิ้งว้าง มีหมอกปกคลุมจางๆ สวยไปอีกแบบค่ะ ทะเล Adriatic หน้าหนาวนี่สุดแสนที่จะโรแมนติกดังเขาว่าจริงๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่เวนิสเป็นต้นกำเนิดของเหล่าศิลปินชื่อก้องโลกหลายท่าน อย่างเช่น Vivaldi เพราะพอมาสัมผัสเอง ถึงได้เข้าใจเลยว่าทำไม Vivaldi ถึงได้ประพันธ์บทเพลง The Four Seasons ออกมาได้ไพเราะขนาดนี้ ก็เวนิสช่างงดงาม และมีเสน่ห์ได้ทุกฤดูจริงๆ ❤

Murano Island
Murano Island

พอเรามาถึง เกาะมูราโนในช่วงหน้าหนาวของวันนี้ ช่างต่างกับเกาะมูราโนในช่วงหน้าร้อน หรือฤดูใบไม้ผลิที่ฉันเคยสัมผัสมาอย่างลิบลับ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่น้อยลงมากถึงขั้นบางตา บางร้านถึงกับปิดชั่วคราวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงหน้าร้อนใหม่ แต่ถึงจะเงียบเหงาอย่างไร เกาะมูราโนก็ยังสวยเหมือนเดิม เราเดินเล่นไปรอบๆเกาะกันสักพัก ดูร้านรวงต่างๆที่ขายแก้วเป่ากันอย่างเพลิดเพลิน เรียกว่าเพลินจริงๆ เพราะมีแต่ของสวยๆงามๆทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแชนเดอร์เลียร์สีชมพูที่สวยอลัง (เค้าผสมสีชมพูออกมาได้สวยสมคำร่ำลือจริงๆ เห็นแล้วแทบอดใจไม่ได้) แจกัน หรือแม้แต่เครื่องประดับต่างๆ อย่างเช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ล้วนแต่สวยงาม น่าซื้อไปหมดทุกสิ่งอย่าง ที่สำคัญคือ ดูทันสมัย และเก๋ไก๋กว่าเดิมเยอะมากค่ะ ❤ แต่คราวนี้ไม่ได้ช้อปอะไร เพราะติดที่ต้องไปอีกหลายที่ เลยไม่อยากมีภาระมาก อีกอย่างคราวที่แล้ว หมดเงินไปกับเครื่องแก้วมูราโนเยอะมาก คราวนี้เลยขอชมอย่างเดียวพอ (ไม่ได้เข้าไปชมโรงงานเป่าแก้วของเค้านะคะ เพราะไปมาแล้วเมื่อคราวก่อน พอเห็นเค้าทำแล้วอดใจไม่ไหว เผลอแป๊บเดียว กระเป๋าเบาไปเลย คราวนี้เลยระวังมากไม่อยากเจ็บตัวอีก T^T)

image

image

image

imageก่อนเราจะออกจากเกาะมูราโน เลยขอถ่ายรูปประติมากรรมแก้วเป่าสุดอลังที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองไว้เป็นที่ระลึกก่อนจากกันซักหน่อย ก่อนจะลงเรือไปเที่ยวเกาะบูราโนกันต่อ

งานประติมากรรมแก้วเป่าของ Murano
งานประติมากรรมแก้วเป่าของ Murano

จากมูราโน เราก็นั่งเรือต่อไปอีกไม่นาน ก็ถึงเกาะบูราโน เกาะที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนหลากสีสัน และเป็นแหล่งผลิตผ้าลูกไม้แบบแฮนด์เมดแท้ๆ สวยงาม ฟรุ้งฟริ้งมากค่ะ เลิฟเลย 😀 พอขึ้นเกาะมา ก็เห็นร้านขายผ้าลูกไม้เต็มพรึ่ดไปหมด เลือกซื้อหาได้ตามชอบใจเลยค่ะ สนนราคาก็มีตั้งแต่หลักพัน ไปจนถึงหลักหมื่น มีทั้งผ้าพันคอ เสื้อ กระโปรง เดรส หมวก ผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน ละลานตาไปหมดค่ะ เห็นแล้วหลงรักเลย ฉันเอง อุดหนุนไปหลายผืนเหมือนกัน งานฝีมือของเขาละเอียดมากค่ะ และนับวันจะยิ่งหายากเข้าไปทุกที ทีแพงสุดคือผ้าลินิน หลักหมื่นขึ้นเลย แต่ถ้าเป็นผ้าเนื้อผสม ราคาก็จะลดหลั่นกันลงมา เลือกซื้อหาได้ตามกำลังทรัพย์ของเราได้เลยค่ะ 🙂

ถ่ายหน้าร้านขายผ้าลูกไม้
ถ่ายหน้าร้านขายผ้าลูกไม้

นอกจากผ้าลูกไม้ที่ขึ้นชื่อของเกาะนี้แล้ว ตัวบ้านเรือนหลากสีสันของ Burano เองก็โด่งดังไม่แพ้กัน เรียกว่าใครมาถึงก็ต้องกรูกันเข้าไปถ่ายรูปกันทุกคน เพราะสีสันของบ้านเรือนที่นี่น่ารักม้ากกกกกกกค่ะ นี่ขนาดมาหน้าหนาว สีดร้อปลงไปเยอะแล้วนะคะ ยังน่ารักขนาดนี้เลย ถ้าหน้าร้อน จะยิ่งสดใสขนาดไหน ถ้าใครมีโอกาสได้มาเที่ยว ขอให้ใช้เวลาที่เกาะนี้นานๆ ไม่มีเบื่อแน่นอนค่ะ

imageimage

image

และในระหว่างที่เรากำลังเดินเล่นชมเมืองกันอยู่นั้น เราก็เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงจตุรัสที่อยู่ใจกลางเกาะ (จตุรัส Galuppi – Galuppi Square) ระหว้่างนั้นก็คุยปรึกษากันไปด้วยว่าจะทานอาหารที่ร้านไหนดี ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงทักเบาๆว่า “สวัสดีครับ” พอหันไปก็เห็นหนุ่มน้อยชาวไทยยืนส่งยิ้มให้เราอยู่หน้าร้านอาหารร้านหนึ่ง เลยไม่ต้องเถียงกันต่อแล้ว ว่าจะทานอาหารกลางวันที่ไหนกันดี เรามาทานกันที่ร้านที่มีหนุ่มน้อยชาวไทยคนนี้ทำงานอยู่ดีกว่า ยังไงก็ได้อุดหนุนคนไทยด้วยกัน พอเดินเข้าไปถึงได้ทราบว่า ร้านอาหารอิตาเลียนที่ชื่อ Restaurant Galuppi ร้านนี้มีเจ้าของเป็นคนไทย ชื่อคุณวัลภาค่ะ เธอแต่งงานกับสามีชาวอิตาเลียน เลยมาเปิดร้านอาหารที่เกาะบูราโน่แห่งนี้ อาหารอร่อยมากค่ะ แค่ได้เห็นคนไทย ได้พูดภาษาไทยกันกระจาย แค่นี้ก็ดีใจน้ำตาเล็ดแล้ว วันนั้น คุณวัลภา เธอแนะนำให้ทาน Spaghetti Seafood ผัดแบบแซ่บๆหน่อย กับ Seafood salad ที่แถมน้ำจิ้มแจ่วสุดแซ่บมาเอาใจคนไทยห่างบ้านอย่างเราด้วย อร่อย ฟินมากกกกค่ะ พูดเลย (เรียกว่าน้ำสลัดใสแบบอิตาเลียนนี้ชิดซ้ายตกคลองไปเลย เมื่อเจอน้ำจิ้มแจ่วของพี่ไทยเข้าไป 😉 ) อาหารทะเลของร้านนี้สดมากค่ะ ถ้าใครได้ไปเที่ยวบูราโน่ อย่าลืมแวะไปอุดหนุน Restaurant Galuppi กันนะคะ ทั้งพนักงาน เจ้าของร้าน น่ารักมาก บริการดีมากค่ะ จุดสังเกตคือ ร้านนี้จะเป็นร้านเดียวที่มีรูปปั้นพระเยซู กับพระแม่มารีอยู่บนระเบียงร้านเลยค่ะ

Spaghetti Seafood
Spaghetti Seafood
Seafood Salad
Seafood Salad
น้ำจิ้มแจ่วสุดแซ่บ
น้ำจิ้มแจ่วสุดแซ่บ
ถ่ายกับคุณวัลภาหน้าร้าน
ถ่ายกับคุณวัลภาหน้าร้าน

หลังจากอิ่มอร่อยฟินกันไปแล้ว เราก็เดินข้ามถนนเพื่อไปถ่ายรูปกับบ้านของคุณลุง Bepi (Bepi’s House) ที่เรียกได้ว่าเป็น The most colorful and famous house in Burano ซึ่งก็สีสันจัดจ้านจริงสมคำร่ำลือค่ะ บ้านน่ารักม้ากกกกก ทาสีเป็นรูปทรงเรขาคณิตหลากหลายแบบ เก๋สุดๆ พอมาถึง ก็ต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันซักหน่อย (บ้านคุณลุง Bepi นี่อยู่ในซอยตรงข้ามกับร้านอาหารพอดีเลยค่ะ สีจัดขนาดนี้ ไม่มีหลงแน่นอน)

In front of Bepi's House
In front of Bepi’s House

หลังจากนั้นก็เดินเล่นย่อยอาหารกันชิลล์ๆไปรอบๆเกาะ เพลินมากค่ะ เกาะนี้มีแมวเยอะด้วย ทาสแมวอย่างฉันปลื้มมากค่ะ โดยเฉพาะเจ้าเหมียวอ้วนตัวนี้ ท่าทางเป็นแมวเซเลปน่าดู เพราะมีแต่คนอยากเล่น อยากถ่ายรูปด้วย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ดูจะเลิฟนางมากเป็นพิเศษ น่ารักมากค่ะ แมวของใครก็ไม่รู้

แมวเซเลปประจำเกาะ
แมวเซเลปประจำเกาะ

เราเดินเล่นกันต่อจนถีงบ่ายแก่ๆ ก็สมควรแก่เวลาที่ต้องนั่งเรือกลับเวนิสกันแล้ว (เหมือนเรือจะออกทุกๆครึ่งชั่วโมงนะคะ ถ้าจำไม่ผิด) โดยเรือนี้จะผ่านบริเวณที่เป็นสุสานของเมืองด้วยค่ะ พอกลับถึงเวนิส ก็ค่ำแล้ว (จริงๆแค่ 5 โมงเย็นเองค่ะ แต่ว่าหน้าหนาว มืดเร็ว) เราเลยนั่งเรือต่อไป San Marco Square อีกรอบ จะได้ชมความงามของจตุรัสนี้ยามค่ำคืน ซึ่งก็สวยงาม ตราตรึงใจไปอีกแบบ

image

image

เสร็จแล้วก็เดินเลาะออกทางด้านหลังตรง Caffe Florian ไปแถวๆโรงแรม The Bauer สุดหรูเพื่อไปกราบขอพรแม่พระที่โบสถ์ San Moise ตรง Campo San Moise ที่เป็นโบสถ์ในยุคบาโรคที่สวยวิจิตรมากค่ะ (เสียดาย ไปตอนมืดแล้ว เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาค่ะ เพราะมันมืดจริงๆ) จากนั้น ก็เดินเล่นดูของหรูๆแถวนั้นซักหน่อย ถ้าใครชอบของแบรนด์เนม ตรงนี้มีหมดเลยค่ะ ตั้งแต่ Chanel, Hermes, Gucci, Prada, LV เพลิดเพลินเจริญใจมากค่ะ จากนั้นเราก็เดินย้อนกลับขึ้นมาตรงร้าน Gucci เก่า เพื่อมาทานอาหารที่ร้าน Deli ร้านโปรดของเราก่อนจากลา เป็นร้าน Deli เล็กๆที่ดูดี และขายอาหารจำพวกสแน็คที่อร่อยมาก ทั้ง Gelato, Cannoli แนะนำเลยค่ะ โดยเฉพาะ Smoked Salmon Sandwich ที่ให้แซลมอนมาแบบปลิ้นมาก อิ่มแทบจุก ที่สำคัญราคาไม่แพง ชื่อร้าน ฺBar al Leon (เขามี FB page ด้วยน้า) ถ้าใครมาเวนิส แล้วอยากอิ่มท้องแบบประหยัด มาร้านนี้ได้เลยค่ะ พนักงานก็น่ารักอีกเช่นกัน 😉

Bar al Leon
Bar al Leon

เสร็จแล้วก็สมควรแก่เวลาที่เราจะกลับไปโรงแรม คงต้องถึงเวลาแพ็คกระเป๋า เตรียมเดินทางกันอีกรอบ เพราะพรุ่งนี้เราก็จะจากเวนิสแสนสวยของเราไปแล้ว เพื่อไปขึ้นเรือที่โรม ที่เมืองท่า Civitavecchia กันค่ะ คงต้องร่ำลาเวนิสด้วยความคิดถึงแต่เพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่คราวหน้านะคะ ❤

Ciao!

อ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) – Mediterranean Cruise Trip (1) 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) – Mediterranean Cruise Trip (2)

อ่านตอนตอนไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส – โรม) – Mediterranean Cruise Trip (4)

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ฟลอเรนซ์ – ปิซ่า) – Mediterranean Cruise Trip (5)

ติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค