หนังสือท่องเที่ยวในดวงใจ Journey to the Alcarria by Camilo Jose Cela

Journey to the Alcarria
Journey to the Alcarria

The Alcarria is a beautiful region which people apparently have no desire to visit.  I walked through it for a number of days, and I liked it.  It is a region of great variety, and except for honey (the dealers buy up all of that), it has everything: wheat, potatoes, goats, olives, tomatoes, and game……

Honey from Alcarria
Honey from Alcarria

นี่คือท่อนเปิดสุดคลาสสิคที่ Camilo Jose Cela (นักประพันธ์ชาวสเปนเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 1989) ได้เขียนไว้ในหน้าแรกของหนังสือเรื่อง Journey to the Alcarria หนังสือท่องเที่ยวประเทศสเปนที่บันทึกเรื่องราวตลอด 10 วันที่เขาเดินเท้าเข้าไปท่องเที่ยวในแคว้น Alcarria ในปี 1946 หรือ 7 ปีหลังสงครามกลางเมืองของสเปน ซึ่งเป็นการเดินเท้าจริงๆ โดยผู้เขียนจะออกเดินไปตามไฮเวย์ พอตกค่ำที่ไหน ก็หาที่นอนที่นั่น หากระหว่างทางเกิดเหนื่อย หรืออ่อนล้าขึ้นมา ก็หยุดเดิน และหาที่นอนพักในคูข้างทาง จนเมื่อหายเหนื่อยก็ออกเดินใหม่ เป็นเช่นนี้ตลอดการเดินทาง

Alcarria Map
Alcarria Map

Alcarria เป็นแคว้นที่อยู่ในจังหวัด Guadalajara ของสเปน ค่อนไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงมาดริด เป็นดินแดนที่มีภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งอุดมสมบูรณ์ และแห้งแล้งสลับกันไป Alcarria เป็นแคว้นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นแหล่งผลิตน้ำผึ้งคุณภาพดีที่สุดของสเปน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรียกว่าถ้าพูดถึงน้ำผึ้งคุณภาพเยี่ยมของสเปน ต้องมาจากแคว้น Alcarria เท่านั้น โดยตามท้องเรื่องที่เป็นการเล่าเรื่องราวเมื่อเกือบ 70 ปีที่แล้วนั้น Alcarria เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่ยังยากจน และบอบช้ำจากบาดแผลของสงครามกลางเมืองในสเปนอยู่มาก ภาพลักษณ์ของ Alcarria จึงมีความเป็นชนบทขนานแท้ ไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวก และการปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น และนี่เอง ที่เป็นเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ ที่ทำให้ฉันรักมาก และมักหยิบขึ้นมาอ่านอยู่เสมอไม่เคยเบื่อ เป็นหนังสือในดวงใจเล่มหนึ่งเลยค่ะ

He believes that everything that comes along is always the best thing that could happen.  It is the best to go on foot ….

โดยการเดินทางครั้งนี้ ตัวผู้เขียน (ซึ่งใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 แทนตัวเองตลอดทั้งเรื่องว่า Traveler) ตั้งต้นการเดินทางที่เมือง Guadalajara (ในจังหวัด Guadalajara) และเดินเท้าเข้าไปในเมืองต่างๆ ที่สำคัญๆก็คือเมือง Brihuega, Masegosa, Cifuentes, La Puerta, Casasana, Sacedon จนมาจบที่ Pastrana เป็นเมืองสุดท้าย โดยแต่ละเมืองก็มีคาแรคเตอร์แตกต่างกันออกไป ผู้เขียนใช้การเล่าเรื่องที่เงียบ นิ่ง ในขณะเดียวกันก็ซึมซับสิ่งที่ตนรับรู้ และได้สัมผัสตลอดการเดินทางไปด้วย ซึ่งก็สะท้อนอารมณ์ของการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวได้เป็นอย่างดี ยิ่งเป็นการเดินทางด้วยการเดินเท้า ซึ่งใช้เวลานานกว่าการเดินทางประเภทอื่นมาก ทำให้ผู้เขียนมีเวลาอยู่กับตัวเองมากเป็นพิเศษ สามารถเปิดใจรับรู้ สัมผัสเรื่องราว และสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาได้อย่างเต็มที่ และละเอียดอ่อนกว่าการเดินทางประเภทอื่นค่อนข้างมาก ซึ่งก็เป็นไปตามคติประจำใจของ Traveler นั่นเอง ปัจจุบันที่สเปนมีการจัดทัวร์ท่องเที่ยวตามรอยหนังสือเล่มนี้ด้วยนะคะ สามารถคลิกเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยค่ะ Route of the “Journey to the Alcarria”

The garden of the factory is a romantic garden, a garden to die in when one is very young, of love or desperation, of consumption and nostalgia.

โดยเมืองที่ฉันชอบมาก และอยากพูดถึงก็คือเมือง Brihuega (และเมืองนี้ก็อยู่ในโปรแกรมการท่องเที่ยวของทัวร์ด้วยค่ะ) ซึ่งเป็นเมืองสีเทาอมน้ำเงินที่หม่นเหมือนควันบุหรี่ แต่กลับมีสวนของโรงงานทอผ้าร้างที่สวยงามมากตามที่ traveler บรรยายความงดงามของสวนนี้ไว้ได้สวยจับใจ ส่วนตัวคิดว่าเป็น quote ที่งดงามที่สุดในเรื่องเลยทีเดียว ยิ่งตอนที่ traveler บรรยายความงามของดอกไม้ในสวน ทำให้ฉันเข้าใจเลยว่าทำไม Camilo Jose Cela ถึงได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมไปครอง เพราะนอกจากความงามของภาษาแล้ว มันยังมีความหม่น ความครุ่นคิด ที่สะท้อนมุมมองที่แตกต่าง และลึกซึ้งกว่านักเขียนคนอื่นทั่วไป เมื่อเทียบกับภาพสวนจริงที่ทางสเปนเขาจัด cultural tour แล้ว ฉันว่าภาษาเขียนงดงามกว่าของจริงมากค่ะ

Fabric factory in Brihuega
Fabric factory in Brihuega

Near the perennial myrtle the wild honeysuckle is pale by contrast.  The traveler walks among the rhododendrons and in spite of himself his mind is flooded with delicate, unhealthy lines from Shelley; wine, honey, new moon, dog rose …..

โดยสวนนี้มีชื่อว่า Royal Cloth Factory of Charles III มีลักณะเป็นตึกทรงกลมดูแปลกตา แต่เดิมใช้ทอผ้าสำหรับตัดเครื่องแบบทหาร  ปัจจุบันสเปนได้บูรณะจนอยู่ในสภาพดี สวยงามดังภาพ และเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของ Alcarria

เมื่อออกจาก Brihuega แล้ว traveler ก็เดินทางต่อไปยังเมือง Masegoso เมืองที่เต็มไปด้วยฝุ่นปกคลุม จนทำให้ทั้งเมืองกลายเป็นสีเงินที่วับวามด้วยประกายทองยามต้องแสงแดดในตอนเช้า จากนั้นก็ไปที่เมือง Cifuentes ที่อุดมสมบูรณ์ และสดใสกว่า

และ Cifuentes นี่เองที่เป็นเมืองหลวงของแคว้น Alcarria เป็นแหล่งผลิตน้ำผึ้งชั้นดี เพราะเป็นเมืองอุดมสมบูรณ์ตั้งอยู่บนแหล่งน้ำที่สำคัญ ที่แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็อุมดมไปด้วยน้ำตลอดปี ชาวเมืองจัดว่ามีอันจะกินกว่าเมืองอื่น ตึกรามบ้านช่องสวยงาม โดดเด่นด้วยเหล็กดัดลวดลายอ่อนช้อย วิจิตรบรรจง แม้แต่รูกุญแจยังทำเป็นลวดลายต่างๆ เช่น หัวใจ ใบโพธิ์ ดอกจิก ข้าวหลามตัด หรือดอกลิลลี่ (fleur-de-lis) เป็นตัน

Infantado Palace, Guadalajara
Infantado Palace, Guadalajara

จากนั้น Traveler ก็เดินทางต่อไปยัง La Puerta, Duron และ Budia ที่อยู่ริมแม่น้ำ Tajo ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสมุนไพรกว่า 700 ชนิด จึงเป็นแหล่งผลิตน้ำผึ้งที่สำคัญของ Alcarria อีกเช่นกัน ด้วยวิธีการเขียนที่เรียบง่าย ใช้คำน้อย แต่เห็นภาพชัดเจน ทำให้คนอ่านอย่างฉันสามารถอ่าน แล้วมองเห็นภาพทุ่งหญ้าเขียวขจีอยู่ตรงหน้า หรือดอกเจราเนี่ยมบานสะพรั่งอยู่บนระเบียง หรือแม้แต่สัมผัสรสชาติของลูกมะกอก มะเขือเทศสดฉ่ำ ไวน์พื้นเมือง เนื้อแกะที่ปรุงหยาบๆ หรือเหล้าเวอร์มุธที่ traveler ดื่มและกินระหว่างทางได้อย่างชัดเจน และได้ยินแม้กระทั่งเสียงน้ำในแม่น้ำ ลำธารที่กำลังไหลเอื่อยๆ เป็นการอ่านที่ได้ความรู้สึกมากค่ะ เรียกว่าเป็นหนังสือท่องเที่ยวที่เขียนแบบ Picaresque อย่างแท้จริง จากนั้น traveler ก็เดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนมาสิ้นสุดที่เมือง Pastrana เป็นเมืองสุดท้ายก่อนกลับบ้าน

Pastrana
Pastrana

ซึ่งเมือง Pastrana นี้เองที่ traveler ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีเดินทางของตัวเอง ไปเป็นการขึ้นรถเมล์บ้าง เพื่อให้ถึงที่หมายเร็วขึ้น ซึ่งก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เพราะพอถึงที่หมายแล้ว ก็ยึดหลักแนวคิดเดิม คือเดินเท้าท่องเที่ยวต่อไป ซึ่ง Pastrana นี้เป็นเมืองที่สวยงาม เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญทางประวัติศาตร์มากมาย แต่น่าเสียดายที่ผู้คนในเมือง ไม่มีกำลังพอที่จะอนุรักษ์สิ่งดีงามอันทรงคุณค่าเหล่านี้ไว้ได้ โบราณสถานในเมือง จึงถูกทอดทิ้งให้เสื่อมโทรมไปกับกาลเวลา โดยเฉพาะผ้าปัก Tapestry ที่เป็นของคู่เมือง ก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้ เลยมีอันต้องตกไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในกรุงมาดริดไป ซึ่งในเรื่องนี้ traveler ได้เสนอข้อคิดที่น่าสนใจ ชวนให้ขบคิดต่อ ซึ่งพออ่าน quote นี้แล้ว (ก็ต้องพูดอีกครั้งว่า) ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Camilo Jose Cela ถึงได้รางวัลโนเบลด้านวรรณกรรมไปครอง เพราะแค่หนังสือท่องเที่ยวธรรมดา ยังดีงามขนาดนี้ แล้วเล่มที่จัดว่าเทพของเขา จะขนาดไหน

this mania for putting all the worthwhile things into museums in Madrid is ruining the provinces which are, after all, the nation.  Things are always best seen when they are a trifle mixed-up, a trifle disordered; the chilly administrative neatness of museums is an unhuman and antinatural kind of order; it is, in a word, disorder.  True order belongs to Nature.  Furthermore, to have taken the tapestries out of Pastrana and brought them to the capital was a mistake; it’s much more pleasant to come upon things as it were by chance than to go look at them in a place where you know they’ll be set up to perfection …..

Credit ภาพ  Foods and wines from Spain Spanish Culture

อ่านบทสัมภาษณ์ Camilo Jose Cela ในวารสาร Paris Review เพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ Interview with Camilo Jose Cela

นอกจากเรื่อง Journey to the Alcarria แล้ว Camilo Jose Cela ยังมีผลงานเรื่องอื่นประดับวงการวรรณกรรมร่วมสมัยของสเปนอีก ได้แก่ The Family of  Pascal Duarte, Rest Home และ The Hive ซึ่งเรื่องหล้งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมสเปนที่ดีที่สุดของศตวรรษเลยทีเดียว เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1989

Journey to the Alcarria by Camilo Jose Cela 

Translated by Frances M. Lopez-Morillas

Granta Books, London

Advertisements