Midnight’s Children by Salman Rushdie มหากาพย์ประเทศอินเดียหลังได้รับอิสรภาพ

image
Midnight’s Children by Salman Rushdie

ห่างหายจากการเขียนรีวิวหนังสือมานานม้ากกก เพราะติดภารกิจการงานที่รัดตัวแบบสุดๆ แถมยังหายไปเที่ยวอีกเกือบสามอาทิตย์ ก็เลยอ่านหนังสือได้น้อยกว่าที่ตั้งใจไว้เยอะเลยค่ะ แถมหนังสือที่อ่าน บางเรื่องก็ไม่ได้ดีขนาดที่ต้องหยิบยกมารีวิวเป็นเรื่องเป็นราว (อย่างเรื่องThe Children Act ของ Ian McEwan ที่ออกแนวท่าดีทีเหลว หรือ New York Trilogy ที่ยังอ่านไม่จบ เป็นต้น) แต่ก็บังเอิญโชคดี ที่เมื่อปลายปีที่แล้ว มีเพื่อนๆ และรุ่นพี่ที่เคารพ จากหลากหลายวงการที่ล้วนแต่เป็นผู้ที่รักการอ่าน ได้รวมตัวกันก่อตั้ง book club ขึ้น เพื่อพูดคุย สนทนากันเรื่องหนังสือ แล้วให้เกียรติชวนฉันเข้าร่วมด้วย ซึ่งฉันก็เข้าร่วมด้วยความยินดีเลยค่ะ เพราะถือเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เราได้อ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการอ่าน ที่สำคัญคือ มันเหมือนเป็นเป็นการบังคับ (แบบกลายๆ) ให้เราอ่านหนังสือให้จบเล่มด้วย เพราะบางเล่ม ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะ assignment จากบุ๊กคลับ ฉันคงวางตั้งแต่ครึ่งเล่มไปแล้วล่ะ

และเล่มที่ว่าจะเขวี้ยงทิ้งตั้งแต่ครึ่งเล่มนั้นก็คือเล่มนี้ล่ะค่ะ Midnight’s Children ที่เขียนโดย Salman Rushdie นักเขียนชาวอินเดียผู้โด่งดัง และฝีปากกล้าจนถึงขั้นโดน Fatwa จากประเทศอิหร่านมาแล้วจากเรื่อง The Satanic Verses แต่โชคดีได้อังกฤษอุ้มชู แถมมอบอิสริยยศเป็นถึงท่านเซอร์อีก แต่จะเขียนดี หรือฝีปากกล้าอย่างไร ลองมาอ่านเล่มนี้กันค่ะ

Midnight’s Children คือเรื่องราวชีวิตของ Saleem Sinai ทารกที่คลอดออกมาตอนเวลาเที่ยงคืนเป๊ะของวันที่ 15 สิงหาคม 1947 ซึ่งเป็นวันที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษพอดี ถือเป็นการเริ่มศักราชใหม่ของสาธารณรัฐอินเดีย แม้ว่าอินเดียจะเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่การก่อตั้งประเทศของอินเดียอย่างแท้จริง เริ่มในวันนี้ล่ะค่ะ พล็อตของเรื่อง จริงๆก็คือประวัติศาสตร์ประเทศอินเดียแบบยำใหญ่นั่นแหละ แต่สะท้อนออกมาในเรื่องราวชีวิตของ Saleem Sinai ที่เกิดเหตุการณ์คู่ขนานกับประเทศอินเดียตั้งแต่เกิดไปจนจบเรื่อง ซึ่งก็มีขึ้น มีลง สับสนอลหม่าน ปั่นป่วน โหดร้าย ร่ำรวย ยากจน ตามชะตากรรมของประเทศกันไป เพียงแต่รัชดีเขียนออกมาในรูปแบบของ Magical Realism โดยมีการใส่จินตนาการ ความมหัศจรรย์ต่างๆนานาเข้าไปให้น่าติดตาม และ tone down เรื่องราวโหดร้ายต่างๆ เช่นการสังหารหมู่ และสงครามระหว่างเชื้อชาติ ศาสนา และภาษาในประเทศอินเดียลง

อ่านตอนแรก สนุกมากนะคะ จินนาการบรรเจิดสุดยอด ภาษาเริ่ด ที่สำคัญ อ่านแล้วชวนให้นึกถึงเรื่อง One Hundred Years of Solitude ของมาร์เกซลอยมาเลย จนถึงกับต้องหยุดอ่าน แล้วกลับไปค้นดู เพื่อเปรียบเทียบว่าหนังสือเล่มไหนเกิดก่อนกัน ก็พบว่ามาร์เกซของเรามาก่อนนะ คือมันคล้ายคลึงกันมากเหมือนลอกกันมาเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการเขียนแบบ Magical Realism ของตัวรัชดีเองโดย Midnight’s Children จะสะท้อนให้เห็นถึงประเทศอินเดีย ในขณะที่มาคอนโดในเรื่อง One Hundred Years of Solitude  คือประเทศโคลอมเบีย แต่ก็เอาน่ะ เพื่ออรรถรสในการอ่าน เราคงต้องทำใจข้ามข้อนี้ไป เพราะของแบบนี้มันพ้องกันได้ แล้วหันมาโฟกัสที่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้กันดีกว่า

ก็อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นนะคะว่า Midnight’s Children เป็นยำใหญ่เกี่ยวกับประเทศอินเดีย (ที่ใส่อภิมหาเครื่องเทศของอินเดียไว้อย่างครบครัน) เพราะฉะนั้นทุกอย่างในเรื่องก็เป็นสไตล์อินเดียหมดนั่นแหละ เรียกว่าอ่านแล้วร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลไคลย้อย ได้กลิ่นแขกติดจมูกออกมาเลย T^T ถ้าใครไม่ชอบ หรือไม่พิศมัยความเป็นแขกมาก อาจทนไม่ได้ เพราะมันช่างเยอะไปทุกสิ่ง (แบบแขกๆนั่นแหละค่ะ) ทั้งเขียนเยอะ พูดเยอะ บรรยายเยอะ พล็อตเยอะ ลูกเล่นเยอะ มุขเยอะ ตัวละครเยอะ คือไม่รู้จะเยอะไปไหน จนขาดความลึกในบางเรื่องไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ จิตใจของตัวละคร หรือความขัดแย้งระหว่างศาสนา ภาษา หรือสงครามในอินเดีย คือทุกอย่างมันมีมิติเดียวกันหมดจนน่ารำคาญ จริงๆน่าจะบรรยายให้น้อย แต่ออกเชิงลึกมากกว่านี้ น่าจะสะเทือนอารมณ์ได้มากเลยนะคะ ทำให้อ่านๆไปรู้สึกว่า ที่เอ็งพล่ามมาเนี่ย แค่ฉันเปิดวิกิพีเดียอ่านประวัติศาสตร์ประเทศอินเดียแค่ 2-3 นาทีก็รู้เรื่องแล้ว ไม่ต้องหลอกให้เราอ่านเป็นร้อยๆหน้าก็ได้ ฉันถึงว่าไม่แปลก ถ้าใครจะทนไม่ไหว แล้วเขวี้ยงหนังสือเล่มนี่ทิ้งตั้งแต่ครึ่งเล่ม ที่ขัดใจมากคือ รัชดีวางพล็อตเด็กอีกคน (Shiva) ที่เกิดเวลาเดียวกับ Saleem Sinai ตัวเอกของเรื่องไว้ซะดิบดี คือบิลท์ไว้เยอะว่างั้นเหอะ แต่พอตอนจบ ไหงมันกลับจบด้วนๆ ไม่มีอะไรน่าค้นหาไปซะนี่ (เข้าใจว่าพี่บังแกคงเหนื่อยแล้วแหละ ขนาดคนอ่านยังเหนื่อยตาม เหมือนฟังแขกพูดมาก มาพล่ามเรื่องนึงให้เราฟัง เล่นเอาเพลีย)

แต่อย่างว่า รัชดีเขาก็มีดีเหมือนกัน ถึงจะบ้าน้ำลาย พล่ามเยอะ จนออกอ่าวเบงกอลไปโน่น แต่ในที่สุดก็ตบเรื่องกลับมาเข้าที่เข้าทางได้เอาตอนหน้าที่ 500 กว่าๆ ตอนที่ตัวเอกย้ายไปอยู่ประเทศปากีสถาน แล้วประสบเคราะห์กรรม ระเบิดลงตายยกครัว เลยจับพลัดจับผลูได้ชื่อใหม่เป็น Buddha ต้องพูดเลยว่าตอนนี้เขียนดีเลยค่ะ มีการใช้ metaphor ที่ดี อย่างการใช้คำว่า Buddha จากมุมมองของนักเขียนมุสลิม ที่ทำให้ตัวเอกต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องสงครามระหว่างอินเดีย กับปากีสถาน (Indo-Pakistan War ที่ขนาดแยกประเทศออกมา ก็ยังฆ่ากันไม่เลิก)  การสังหารหมู่ในบังคลาเทศ และเรื่องราวเกี่ยวกับนางอินทิรา คานธี ที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดมาก ช่วงนี้แหละที่ฉันว่าเขียนดี ค่อยมีมิติหน่อย ไม่แบนราบและขยายออกทางแนวกว้างแบบน้ำท่วมทุ่งเหมือนที่ผ่านมา สมกับที่ได้รางวัล Booker Prize  แต่สำหรับรางวัล The Best of Booker ที่เล่มนี้ได้รับ ส่วนตัวก็เฉยๆนะคะ ไม่ได้ฮู้ฮาอะไร เป็นหนังสือที่เขียนดีก็จริง แต่ถ้าเขียนให้สั้นกว่านี้ (โดยเฉพาะตั้งแต่หน้า 300 กว่าถึง 500 เนี่ยถ้าตัดทิ้งไปเลยก็ดี) และลงลึกให้เยอะกว่านี้ จะดีมาก อาจถึงขั้นน้องๆ One Hundred Years of Solitude ได้เลย

สรุปว่า เป็นหนังสือดี แต่ไม่แนะนำให้อ่าน 😀 ขอให้แค่ 4 ดาวพอค่ะ

Midnight’s Children by Salman Rushdie

Vintage Books, London

647 pages

 

Advertisements

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ฟลอเรนซ์-ปิซ่า) Mediterranean Cruise Trip 5

image
Morning at Port of Livorno, Italy

Florence – Pisa (Port of Livorno) – Day 5 ดื่มด่ำกับความงดงาม อลังการของ Duomo และความมหัศจรรย์ของหอเอนเมืองปิซ่า

หลังจากนอนพักเอาแรงกันให้หายเหนื่อยแล้ว วันนี้ เรารีบตื่นแต่เช้า เพื่อไปเที่ยวเมือง Florence และ Pisa กันค่ะ ตามแพลนที่กะกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เราจะต้องขึ้นจากท่าที่เมือง Livorno (Port of Livorno) กันก่อน เพื่อนั่งรถ Shuttle Bus จากท่าเรือเข้าไปในตัวเมือง Livorno จากนั้นถึงค่อยนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟ Livorno Centrale ต่อไปยังเมือง Florence (Firenze Santa Maria Novella) และ Pisa พอขากลับก็นั่งรถไฟจากเมือง Pisa กลับมา Livorno ให้ทันเวลาหกโมงเย็น (ตามที่กัปตันเรือได้นัดไว้) เรียกว่าใช้เวลา 9 ชั่วโมงที่มีให้คุ้มค่าที่สุด 😀

เราจึงต้องรีบตื่นตั้งแต่เช้า (ประมาณตี 5 ได้ค่ะ) เพื่ออาบน้ำ แต่งตัว ลงมารับประทานบุฟเฟต์อาหารเช้าที่ห้องอาหารแบบ all-day dining ของเรือที่มีชื่อว่า Garden Cafe เวลา 8 โมงตรง จะได้ทันขึ้นรถ shuttle bus เข้าเมืองรอบ 9 โมงพอดี โดยห้องอาหาร Garden Cafe ของเรือ Norwegian Epic นี้ ก็เป็น complimentary dining อีกเช่นกันค่ะ เป็นห้องอาหารบุฟเฟต์บนชั้น 15 ที่ใหญ่มาก กินเนื้อที่เกือบครึ่งเรือเห็นจะได้ ตัวร้านอาหารกรุด้วยกระจก มองเห็นวิวทะเล 360 องศาเลยค่ะ จุคนได้เกือบ 700 คนแบ่งเป็นโซน indoor และ outdoor ใครอยากทานที่ไหนก็ตามอัธยาศัยเลยค่ะ ทำให้ช่วงเช้า อาจต้องรีบตื่นมาจองที่กัน เพราะไม่อย่างนั้น อาจหาที่นั่งไม่ได้ เพราะคนแน่นจริงๆ (capacity ของเรือลำนี้คือ 4,100 คน ตอนที่ไป ดูๆแล้วเหมือนเรือมีผู้โดยสารเกือบเต็มลำเลยนะคะ) ร้านอาหารนี้เสิร์ฟบุฟเฟต์ตลอดทั้งวันค่ะ ถ้าใครไม่อยากออกไปเที่ยวข้างนอก หรือออกไปแล้วหิว อยากกลับขึ้นมาทานบนเรือก็ย่อมได้ อาหารก็เป็นไปตามท่าเรือที่จอดค่ะ ถ้าจอดที่ประเทศอิตาลี ก็จะมีอาหารอิตาเลียนเยอะหน่อย หรือถ้าจอดที่สเปน ก็จะมีพวก paella กับอาหารทะเลเพิ่มเข้ามา อาหารเยอะมากๆ บรรยายกันสามวันสามคืนก็ไม่หมด ที่สำคัญคืออร่อยมากทุกอย่างค่ะ ฟินทุกมื้อเลย 😀

และแน่นอน Breakfast มื้อแรกของเราบนเรือ ก็ต้องจัดเต็มกันหน่อย คณะทัวร์สามแม่ลูกของเรา เดินไปตักเกือบทุกอย่าง (แต่ก็ไม่ครบซักที เพราะอาหารเยอะม้ากกกก) egg station มีไข่ให้เลือกทุกชนิดค่ะ แต่ที่คิวยาวหน่อยก็คือ omelette เพราะปรุงให้ทานกันสดๆ มีไส้ให้เลือกประมาณ 5-6 อย่าง อื่มท้องแทบแตกเลย 😀 แต่ที่เริ่ดสุดๆคือ smoked salmon ค่ะ มีมาเติมไม่ขาด เราเดินไปตักกันคนละสามสี่รอบ จนทานไม่หมด ต้องทำเป็นแซนด์วิชไว้ทานระหว่างทาง มีรูปเป็นพยานค่ะ 😀 (ที่ลงนี่ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่ทางเรือให้มานะคะ อยู่บนเรือ 7 วันยังทานไม่ครบทุกอย่างเลย แสนสุขมากค่ะ) เรียกว่ากลับมาเบื่อ smoked salmon ไปนานเลย 😀

พออิ่มท้อง และเตรียมเสบียงเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาเที่ยวแล้วค่ะ เรารีบขึ้นจากเรือ เพื่อไปขึ้น shuttle bus ที่จะไปส่งเราที่ใจกลางเมือง Livorno ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงค่ะ โดยรถจะจอดส่งตรงหน้าโบสถ์ใจกลางเมืองพอดี แต่แค่นี้ยังขึ้นรถไฟไม่ได้นะคะ ต้องนั่งรถเมล์ต่อ โดยต้องเดินไปขึ้นรถเมล์อีกถนนหนึ่ง (มีจุดสังเกตคือป้ายรถเมล์อยู่หน้าร้าน H&M พอดี) นั่งไปประมาณ 2 ป้ายก็ถึงสถานีรถไฟ Livorno Centrale พอถึงแล้วก็ซื้อตั๋วต่อไปยังเมือง Florence ลงที่สถานี Firenze Santa Maria Novella ค่ะ (ที่ต้องบอกชื่อสถานีเพราะฟลอเรนซ์มีหลายสถานีค่ะ ถ้าเขาบอกให้ลงที่ SMN ก็ต้องที่นี่เท่านั้น อย่าเพิ่งด่วนใจร้อนลงสถานีก่อนหน้า ไม่งั้นอาจต้องเสียตังค์นั่งต่ออีกรอบได้) โดยรถไฟจะออกทุกชั่วโมง ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 17 นาที ค่าตั่วคนละประมาณ 270 บาท เราออกเที่ยว 10 โมง ก็มาถึงฟลอเรนซ์ตอน 11 โมงเกือบครึ่ง

พอถึงแล้ว คราวนี้ก็ง่ายเลยค่ะ เพราะทุกอย่างในฟลอเรนซ์อยู่ใกล้ๆแบบเดินถึงกันหมด เดินตามไกด์ที่ชื่อกูเกิ้ลไปสักพัก (จริงๆไม่ต้องใช้กูเกิ้ลก็ได้ค่ะ เพราะถนนทุกสาย นักท่องเที่ยวทุกคน ล้วนมุ่งไปสู่ Duomo ด้วยกันทั้งนั้น) ก็เห็นภาพโดมสีส้มค่อยๆปรากฏขึ้นตรงหน้า เล่นเอาตกตะลึงไปชั่วขณะ ในความงดงาม อ่อนหวาน อลังการ ของมหาวิหารหินอ่อนสลับสีเแห่งนี้

image
The Duomo starts to appear before my eyes

พอเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนได้เห็นอย่างเต็มตา ความตกตะลึงตอนแรกเริ่มของฉัน ก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความอิ่มใจ อิ่มเอิบใจ และ ความสุขใจเหลือที่จะกล่าว ใครที่เคยสัมผัสกับฟลอเรนซ์มาแล้วคงพอเข้าใจความรู้สึกของฉันในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี ไม่อยากเชื่อเลยว่าศิลปะจะส่งผลต่อจิตใจคนเราได้ถึงเพียงนี้ วันนั้น ฉันเดินเข้าไปเหมือนต้องมนตร์ ไม่รู้สึกหิว ไม่หนาว ไม่เหนื่อย ขอแค่ได้ดื่มด่ำกับความงดงาม อลังการของมหาวิหารตรงหน้าก็พอ ❤

image
The Duomo

image

image

จริงๆสมัยก่อน ตอนอายุน้อยกว่านี้ ฉันค่อนข้างเฉยๆกับฟลอเรนซ์นะคะ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร แค่เป็นเมืองที่ต้องแวะ และเดินเที่ยวให้ทั่วก็จบ แต่น่าแปลกที่พอมีอายุมากขึ้น กลับยิ่งชอบ และยิ่งหลงไหลฟลอเรนซ์มากขึ้นทุกที จนตอนนี้ ฟลอเรนซ์ติดอันดับเมืองแสนรักเมืองหนึ่งของฉันไปเลย ฉันว่าฟลอเรนซ์เป็นเมืองที่ enchanting มากๆ เธออาจไม่ได้วิจิตรอลังการ หรือ ยิ่งใหญ่อย่างโรม แต่ในทุกความอลังการของฟลอเรนซ์ จะมีความอ่อนหวานปนอยู่ ซึ่งฉันรักมาก บ้านเมืองเป็นระเบียบ หรูหรา และเต็มไปด้วยศิลปะมากค่ะ เรียกว่าเดินเที่ยวเพลินจนลืมเวลาเลย ยิ่งตอนแดดออกเมืองทั้งเมืองจะเปล่งประกายเป็นสีส้มอมทอง สวยตะลึงงันมากค่ะ ❤

image
ถ่ายคู่กับอาสนวิหารในดวงใจ (Basilica of Saint Mary of the Flower)
image
ลองแต่งให้เป็นแบบ HDR ดูบ้าง ก็ยังอลังการอยู่
image
Basilica of Saint Mary of the Flower
image
With Mom

imageหลังจากเดินเที่ยวชม และดื่มด่ำกับมหาวิหารแล้ว ก็ถึงเวลาของการถ่ายรูปกับรูปปั้นเดวิด (จำลอง) ตรงแถวๆ Uffizi Gallery เป็นที่ระลึกกันซักรอบ เพราะคงไปถ่ายเดวิดตัวจริงไม่ทันแน่นอน เดินผ่านเห็นคนต่อคิวยาว ถ้าขืนรอคงกลับเรือไม่ทันแน่ๆ 🙂

 ตรงใกล้ๆกันมีจัดแสดงผลงานของศิลปินร่วมสมัยด้วยค่ะ น่าสนใจดีเหมือนกัน

เสร็จแล้วก็เดินไปหม่ำเจลาโต้ และเดินเที่ยวชมเมือง มีความสุขมากค่ะ

จากนั้นก็ถึงเวลาของแม่น้ำ Arno และ Ponte Vecchio ที่แสนจะงามงด ก่อนไปเที่ยวเมือง Pisa ต่อ

Processed with VSCOcam with c1 preset

image

image

ระหว่างทางไปสถานีรถไฟ เจอนักร้องกำลังร้องเพลงอยู่ เพราะมากค่ะ พร้อมด้วยมุมน่ารักๆของฟลอเรนซ์ ฉลองแสงแดดแรกของทริปนี้ 🙂

จากนั้น เราก็รีบเตือนกันว่าคงต้องถึงเวลาที่จะต้องไปเมืองปิซ่าแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ทัน ก็เลยรีบจ้ำอ้าวขึ้นรถไฟค่ะ โดยรถไฟจาก Firenze S.M.N ไป Pisa S. Rossore (ง่ายๆ คือเลย Pisa Centrale มาสถานีหนึ่ง) สายนี้จะออกทุกชั่วโมง ใช้เวลา ชั่วโมงเศษ มาถึงปิซ่าก็บ่ายแก่ๆได้แล้ว เที่ยวไปก็ลุ้นไปว่าจะกลับมา Livorno ทันเวลามั้ยน้อ

พอลงจากรถไฟมา ก็งงๆเล็กน้อย เพราะเหมือนโผล่มากลางหมู่บ้านคนยังไงยังงั้น แต่พอเดินตามหัวหน้าทัวร์ที่ชื่อกูเกิ้ลไปซัก 5 นาที ก็เห็นภาพนี้ ทำให้เราใจชื้นขึ้น เพราะแน่ใจว่ามาถูกแน่นอน 🙂

imageพอเดินเข้าประตูไป ก็ตามอัธยาศัยเลยค่ะ จะนั่งยัน นอนยัน ตีลังกายัน เอาที่สบายใจเลย 55555 แต่ละคนจัดเต็มกันสุดๆ ก็แหม นานๆ จะได้มาหอเอนเมืองปิซ่าซักครั้ง ก็ต้องเอาให้คุ้ม 😀

อยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็สมควรแก่เวลาที่เราจะต้องกลับกันแล้ว เรานั่งรถไฟจาก Pisa Centrale กลับ Livorno Centrale ซึ่งใช้เวลาแค่ 14 นาทีเอง แถมรถไฟยังออกทุก 20 นาที ค่าโดยสารประมาณ 55 บาท ด้วยความที่เดินทางแป๊บเดียว เราเลยเดินจากหอเอนเมืองปิซ่า ไปยังสถานีรถไฟ ซึ่งก็ไกลพอสมควร เลยได้เดินดูเมืองไปด้วย ปิซ่าเป็นเมืองเล็กๆที่น่ารักมากค่ะ เหมือนเมืองมหาวิทยาลัยมากกว่า เพราะเต็มไปด้วยนักศึกษามานั่งติวหนังสือกันตามคาเฟ่ ได้อารมณ์ไปอีกแบบ คราวนี้ ได้มีโอาสเดินเลียบแม่น้ำ Arno กันอย่างจุใจเลย

image
Pisa

อีกแป๊บนึงเราก็มาถึง Livorno ทันขึ้นรถบัสกลับเรือพอดี ก็เป็นอีกวันที่เดินกันอย่างมาราธอนมาก นับๆดูแล้ว ก็เกือบๆสิบกิโลอยู่นะคะ กลับมาบนเรือ น้องสาวชวนดูโชว์ต่อหลังอาหารอีก เล่นเอาเหนื่อยเลย คงต้องขอตัวไปนอนก่อนนะคะ เพราะพรุ่งนี้ เราจะเข้าประเทศฝรั่งเศส ไปเที่ยว Nice, Cannes และ Monaco กันค่ะ คงต้องบอกลาประเทศอิตาลีแต่เพียงเท่านี้ แล้วติดตามต่อนะคะ ❤

One doesn’t come to Italy for niceness”. was a retort, “One comes for life. Buon giorno! Buon giorno!” – E.M. Forster, A Room with a View

ติดตามอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (1) – เวนิส

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (2) – เวนิส

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (3) – เวนิส (บูราโน่, มูราโน่)

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (4) – เวนิส, โรม

ติดตามอ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (6) – นีซ – คานส์ – โมนาโค 

และติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ

 ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค