My sweet Geneva (1)

Beautiful Lac Leman (Lake Geneva)
Beautiful Lac Leman (Lake Geneva)

และในที่สุด ฉันก็ได้กลับมาสวิสอีกครั้ง ประเทศที่ฉันผูกพันมาตั้งแต่ย่างเข้าวัยรุ่น ดินแดนแห่งชอคโกแลตแสนอร่อย วิวทิวทัศน์ที่งดงาม อากาศบริสุทธิ์สดชื่น คราวนี้ทิ้งช่วงไปนานหลายปี ทำให้การมาสวิสเป็นครั้งที่สามของฉันครั้งนี้ เป็นความสุขลึกๆอยู่ในใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนการได้กลับมาเจอเพื่อนเก่าที่ห่างหายไปนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนครเจนีวาที่ซึ่งฉันไม่เคยมาเยือนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ฉันเฝ้ารอวันที่จะได้มาเยือนอย่างใจจดจ่อเลยทีเดียว

เจนีวาเป็นเมืองใหญ่ (ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รองจากซูริค) อยู่ในเขตสวิส-ฝรั่งเศส ซึ่งก็หมายความว่าผู้คนในเมืองจะพูดภาษาฝรั่งเศสกันหมด ภาพของเจนีวาที่ฉันเคยวาดเอาไว้ในใจ ก็คือเป็นเมืองใหญ่ เมืองธุรกิจที่สำคัญ เพราะเป็นที่ตั้งขององค์กรนานาชาติที่สำคัญ อย่างเช่นองค์การสหประชาชาติ หรือไม่ก็ WTO เป็นต้น ซึ่งพอได้สัมผัสกับเจนีวาจริงๆ ก็ไม่ต่างจากที่ภาพที่ตัวเองเคยวาดไว้เมื่อหลายปีก่อนเท่าไหร่ แต่ถึงภาพลักษณ์ของเจนีวาจะดูเย็นชา และไว้ตัว แต่เจนีวาก็มีเสน่ห์หลายอย่างที่ชวนให้หลงไหลไม่น้อย โดยเฉพาะในบางพื้นที่ก็แสนจะโรแมนติกชวนฝันไม่แพ้ที่ไหนๆในโลกเลยทีเดียว เพียงแต่เสน่ห์ของเจนีวา เป็นเสน่ห์แบบเรียบๆ ไม่กรีดกรายแพรวพราวเหมือนอย่างปารีส หรือเป็นตัวของตัวเองโดดเด่นอย่างลอนดอนเท่านั้นเอง

วันแรกที่มาถึงเจนีวา จะเรียกว่าโชคดีก็ได้ เพราะมาถึงกลางคืนประมาณ 5 ทุ่มกว่า พอเข้าที่พักได้ก็นอนหลับสนิทไปเลย เพราะเหนื่อยที่นั่งเครื่องบินนาน แถมยังต้องมาเปลี่ยนเครื่องที่ Schiphol Airport ที่อัมสเตอร์ดามอีก (เป็นสนามบินที่เดินไกลมากจริงๆ แถมป้ายบอกทางก็ไม่ค่อยชัดเจน กว่าจะผ่านด่านต.ม. มาถึงเกทได้เล่นเอาสติกระเจิง เหงื่อตกไปหลายรอบ) แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร อาจเป็นเพราะอากาศที่ดีมากๆของเจนีวาก็เป็นได้ ทำให้ฉันไม่เกิดอาการเจ็ทแล็กเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะวันรุ่งขึ้นก็สามารถตื่นขึ้นมาตอน 6 โมงครึ่งตามปกติ เหมือนตอนอยู่กรุงเทพเลยค่ะ อาบน้ำ สระผม พร้อมทานอาหารเช้าตอนเก้าโมงตรงอย่างสดชื่นสุดๆ อากาศก็เย็นสบายกำลังดี ประมาณ 19 -20 ºC ได้

ในเมื่อก้าวแรกในเจนีวาสดใสขนาดนี้แล้ว จะให้มามัวนั่งจับเจ่าอยู่ในบ้านได้ยังไง ได้ทีจึงไม่รอช้า คว้าไอโฟน 5คู่ใจเดินออกไปชมบริเวณละแวกบ้านดีกว่า เนื่องจากย่านที่ฉันพักอยู่นั้น อยู่ใกล้กับ Lac Leman หรือ Lake Geneva ที่เราๆรู้จักกันดีนั่นเอง เลยต้องขอออกไปเดินสำรวจตึกรามบ้านช่องของเจนีวาซักหน่อยเพื่อฆ่าเวลาให้ถึงเที่ยงเร็วๆ จะได้ไปหาอะไรกินกัน 🙂

และตึกรามบ้านช่องของเจนีวาก็สวยและหรูหราสมกับที่อยู่ใกล้กับวิวทะเลสาบล่ะค่ะ จริงๆฉันต้องแอบถ่ายบ้านสวยๆพวกนี้ เพราะคนสวิสเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถือความเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด บางบ้านมียืนเท้าสะเอวให้พรก็มี ฉันเลยต้องตีหน้าเจี๋ยมเจี้ยมขอโทษขอโพยเป็นภาษาฝรั่งเศสแบบงูๆปลาๆกันไป ลองเก็บภาพมาให้ดูเป็นตัวอย่างพอเป็นน้ำจิ้มละกันนะคะ ^^

หลังนี้เป็นคอกม้าของชาโตว์ค่ะ
หลังนี้เป็นคอกม้าของชาโตว์แถวบ้านค่ะ
Post office ในแถบที่เราอยู่
Post office ในแถบที่เราอยู่
คฤหาสถ์หลังงามนามเพราะว่า Villa Greta
คฤหาสถ์หลังงามนามเพราะว่า Villa Greta

IMG_1292

หลังนี้มีรูปทรงแปลกตา สวยดีค่ะ
หลังนี้มีรูปทรงแปลกตา สวยดีค่ะ
หลังนี้ใหญ่ และสวยมากอยู่ตรงจุดชมวิวบนเขาพอดี
หลังนี้ใหญ่ และสวยมากอยู่ตรงจุดชมวิวบนเขาพอดี
บ้านนี้แหละที่เท้าสะเอว แต่ก็ถ่ายได้อยู่ดี
บ้านนี้แหละที่เท้าสะเอวตีหน้ายักษ์ใส่ แต่ก็ถ่ายได้อยู่ดี 🙂

ส่วนหลังสุดท้ายนี้เป็น Chateau ของตระกูล Rothchild ที่ทำไวน์ระดับกรองด์ครูค่ะ พยายามเดินขึ้นเขาไปถ่ายหลายรอบ แต่ก็ถ่ายไม่ได้ซักทีเพราะเขาปลูกต้นไม้บังตัวบ้านไว้ทึบมาก เลยต้องถ่ายที่สถานีรถไฟตรงตีนเขา และค่อยมาขยายแทน

Chateau ของพวก Rothchild ในเจนีวา
Chateau ของพวก Rothchild ในเจนีวา

ชมบ้านสวยๆกันพอหอมปากหอมคอนะคะ อัพเดทคราวหน้า จะคุยเรื่องอาหารกลางวันมื้อแรกในเจนีวา กับเลคเจนีวาแบบ up close and personal ค่ะ

Stay tuned na ka 😀

Advertisements

Great Italian Lunch at Jojo, The St. Regis Bangkok

IMG_0865

**อ่านรีวิวอัพเดทล่าสุดของห้องอาหารนี้ได้ที่นี่ค่ะ  Dinner at Jojo, St. Regis Bangkok once again …  เพิ่งไปใช้บริการเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2015 นี้เอง**

เมื่อเดือนที่แล้ว ได้มีโอกาสไปลิ้มลองอาหารอิตาเลียนของโรงแรมระดับ 6 ดาวที่ The  St. Regis Bangkok มาค่ะ เพราะสืบเนื่องจากความประทับใจในรสชาติอาหารของโรงแรมนี้ครั้งที่เคยไปชิมตอนที่โรงแรมเปิดใหม่ๆเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นรู้สึกประทับใจในคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารมาก แต่รู้สึกว่าด้วยความที่เป็นโรงแรมเพิ่งเปิดใหม่ คุณภาพของอาหารยังไม่ค่อยคงที่อยู่บ้าง จานไหนอร่อยก็อร่อยเลิศไปเลย จานไหนธรรมดา ก็ธรรมดาเกินแบบไม่ค่อยคุ้มกับราคา ก็เลยห่างๆไป พอดีช่วงนี้เริ่มว่างประจวบกับโรงแรมจัดโปรโมชั่นน่าลอง ก็เลยต้องขอหวนกลับมาลองซักหน่อย พอได้ทานก็รู้สึกประทับใจนะคะ

วันที่ไป คือไปทาน luch buffet แบบ The Great Big Italian Lunch ที่ทางโรงแรมจัด เป็นบุฟเฟต์อาหารอิตาเลียนแบบจัดเต็มมีทั้ง antipasti, pasta, cold cuts, barbecue และขนมหวานต่างๆนานา พอก้าวเข้าไปก็รู้สึกประทับใจเลยค่ะ ชอบการตกแต่งของห้องอาหารนี้มาก รู้สึกว่ามันเริ่ดสุดๆเลยล่ะ ทั้งโอ่โถง สมัยใหม่ แต่ก็ดูอบอุ่น สบายๆ เหมาะที่จะมากับครอบครัว หรือไม่ก็เดทสำคัญ ได้หมดเลยค่ะ ประทับใจการตกแต่งมาก ขอโหวตให้เป็นห้องอาหารอิตาเลียนที่ตกแต่งได้สวยที่สุดในกรุงเทพไปก่อนเลย (ขนาด Biscotti ที่ว่าสวยแล้ว ส่วนตัวว่ายังสวยสู้โจโจ้ไม่ได้เลย) ส่วนเรื่องการบริการก็ดีมากค่ะ พนักงานน่ารักทุกคน เอาใจใส่ตลอดเวลา วันที่ไป ได้ไปกับคุณแม่ ก็จะมีพนักงานเดินมาคอยถาม คอยให้บริการถึงที่โต๊ะตลอด

เรื่องการตกแต่ง กับบริการผ่านฉลุยแล้ว คราวนี้ก็ถึงส่วนสำคัญที่สุด ก็คืออาหารบ้าง พอได้ที่นั่ง ฉันก็เริ่มเดินสำรวจดู station ต่างๆก่อน ทางโรงแรมจัดวางอย่างพอเหมาะพอเจาะมาก กำลังพอดีๆ ไม่มากเกินไป (ตอนแรกดูเหมือนน้อยไป แต่พอเอาเข้าจริงๆกลับทานไม่หมด) ฉันเลยเริ่มจาก antipasti station ก่อนละกัน ที่ตักมาเป็นเป็ดอบ อาร์ติโชคราดน้ำส้ม ผักย่าง และก็ Beef carpaccio ตามรูป 🙂

IMG_0856

จากประสบการณ์ที่เคยได้คลุกคลีกับผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารระดับนานาชาติ เค้าเคยกระซิบบอกเคล็ดลับว่า เวลาคุณไปทานอาหารอิตาเลียน ถ้าร้านไหนทำ beef carpaccio ผ่านถือว่าร้านนั้นผ่าน เพราะฉะนั้น คำแรกที่ฉันตักเข้าปากก็แน่นอนว่าต้องเป็น beef carpaccio ค่ะ ซึ่งก็ผ่านฉลุย (แต่ระดับนี้ ถ้าไม่ผ่านอาจถึงขั้นต้องปิดโรงแรม อิอิ) ส่วนเป็ดก็เนื้อนุ่ม รสชาติกลมกล่อมมากค่ะ ประทับใจ

พอเสร็จจากจานนี้ ก็เดินต่อมายัง station ถัดไปซึ่งเป็น pasta ก็เป็นสเตชั่นเล็กๆอีกตามเคย มีให้เลือกไม่มาก วันนั้นมีแต่หอยลายกับหอยแมลงภู่ให้เลือก ส่วนเส้นก็เป็นเพนเน่ กับสปาเก็ตตี้ธรรมดา ซอสก็แน่นอนว่าต้องมีครีมซอส ซอสมะเขือเทศ หรือไม่ก็น้ำมันมะกอกผัดกับกระเทียม เห็นตอนแรกบอกตรงๆว่าผิดหวังหน่อยๆ ไม่นึกว่ามันจะธรรมดาอย่างนี้ ไปตามงานแต่งงานยังเลือกได้เยอะซะกว่า ก็เลยเลือกเส้นเพนเน่ กับหอยลาย ผัดกับซอสครีมส่งๆไป (แถมกำชับว่าช่วยใส่ไวน์ขาวให้ด้วย – จะได้คุ้มๆหน่อย ฮาๆ) และผลก็ออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ

So simple dish but exquisitely delicious!
So simple dish but exquisitely delicious!

พอตักเข้าไปคำแรก อร่อยมากๆๆๆๆเลย อร่อยจนตกใจว่าทำไมถึงได้อร่อยอย่างนี้ ทั้งๆที่เป็นพาสต้าที่แสนจะธรรมดาบ้านๆมาก แต่ได้รสชาติของครีม น้ำหอยลาย และไวน์ขาวผสมผสานกันอย่างลงตัวที่สุดเลยค่ะ เป็นจานที่ประทับใจมาก หลังจากจานนี้ก็เลยหันมาลองสเตชั่นฝั่งตรงข้ามบ้าง มีทั้ง Lasagna, poached salmon เนื้อสเต้ก ซึ่งก็อร่อยสุดๆเหมือนกัน ปลาแซลมอนสดมากๆๆ ชิ้นใหญ่บึ้ม แต่คุณแม่เห็นจะโปรดปรานลาซานญ่ามากกว่า พอทานเสร็จก็บังเอิญเหลือบไปเห็น Tuna carpaccio ก็เลยต้องขอลองชิมดูซักหน่อย ว่ารสชาติจะเป็นยังไง

Tuna Carpaccio
Tuna Carpaccio

ผลปรากฎว่าอร่อยมากค่ะ เนื้อปลาทูน่าสด และหวานมาก ตัดกับรสเปรี้ยวของน้ำมะนาวในเดรสซื่ง ผสมกับเคเปอร์สสับ หอมแดงสับ สดชื่นมากๆค่ะ ลงตัวสุดๆ หลังจากนั้นก็มาถึงของโปรด ซึ่งก็คือพิซซ่านั่นเอง เห็นเชฟกำลังนวดแป้งง่วนอยู่ ก็เลยโฉบเข้าไปดู ปรากฏว่าเราสามารถสั่งหน้าได้ตามชอบใจ อยากทานหน้าอะไรสั่งได้เลยค่ะ เชฟน่ารักมาก อบให้สดๆตรงนั้นเลย ก็เลยได้มา 4 หน้า เป็น Parma ham กับ mascarpone cheese, margherita, 4 cheeses, truffle pizza ตามรูปเลยค่ะ

4 cheeses ชีสเยิ่มอร่อยสุดๆ
4 cheeses ชีสเยิ้มอร่อยสุดๆ

แต่ที่ชอบสุดๆก็คือจานนี้ค่ะ truffle pizza เป็นเห็ดทรัฟเฟิลโรยหน้าพิซซ๋ามาเองเลย รสชาติออกเค็มนิดๆ แต่ก็อร่อยมาก ปลื้มมากค่ะ

Truffle pizza
Truffle pizza

หลังจากจานนี้ก็รู้สึกอิ่มมาก ทานต่อไม่ไหวแล้ว จริงๆยังมีสเตชั่นสลัด กับบาร์บีคิว เลยต้องขอผ่าน ระหว่างทานพิซซ่า เชฟก็น่ารักมาก เดินเข้ามาถามว่ารสชาติถูกปากมััย เราเลยดึงตัวมาถ่ายรูปกับคุณแม่ซะเลย

With Chef Carlo
With Chef Carlo

ชักเริ่มอื่มมากแล้ว และก็คงต้องถึงของหวานซักที มีให้เลือกมากมายจริงๆค่ะ แต่ไม่ได้ถ่ายมาเพราะมัวแต่อิ่ม ส่วนมากเป็นเค้กหลากหลายชนิด ตกแต่งได้สวยงามน่าทานมาก แต่เนื้อเค้กจะค่อนข้างหนักแบบเนื้อเค้กฝรั่งนะคะ คนที่ชอบทานเนื้อเค้กนุ่มๆแบบเค้กญี่ปุ่นอาจไม่ค่อยถูกใจ แต่ฉันชอบมากค่ะ ตักทานไปหลายชิ้นแต่ที่ประทับใจที่สุดต้องเป็นของหวานถ้วยเล็กๆถ้วยนี้ค่ะ อร่อยมาก ขอให้คะแนนความคิดสร้างสรรค์ชนะเลิศ 🙂

White wine jelly and gold leaves
White wine jelly and gold leaves

อร่อยจริงๆค่ะ หอมไวน์ขาวอบอวลมาก ทานไปได้ 3 ถ้วยจนเริ่มมึน ก็เลยต้องปิดฉากการทานลันช์อันแสนประทับใจไว้ตรงนี้ พูดได้เต็มปากว่าอร่อยทุกอย่าง แม้อาหารที่มีให้จะไม่ได้หรูหรามาก แต่ก็อร่อยอย่างไม่เสียชื่อโรงแรมระดับนี้เลยค่ะ ส่วนตัวชอบมาก ถูกปากมากค่ะ อร่อยจนคิดว่าต้องหาโอกาสมาทาน a la carte ของเขาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวบ้างแล้วล่ะ

Jojo อยู่ชั้น 1 โรงแรม The St. Regis Bangkok อยู่ตรงข้ามกับร้านอาหารญี่ปุ่นสุดแพง Zuma พอดี สำหรับโปรโมชั่นนี้ 1,200 บาท ++ ต่อคนค่ะ ถ้ามีบัตร SPG card ก็ได้ลดอีก 15% ถ้าใครสนใจก็ลองดูได้นะคะ

Bon Apetit!

Laduree in Singapore

IMG_0984 (2)

หลังจากรอคอยกันมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดร้าน Patisserie แสนสวย และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศสอย่าง Laduree ก็เขยิบเข้าใกล้พวกเราคนไทยเข้ามาอีกนิดนึง ด้วยการเปิดสาขาที่ประเทศสิงคโปร์อย่างเป็นทางการที่ห้าง Takashimaya เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา นับว่าช้ากว่าออสเตรเลีย และฮ่องกงนิดหน่อยที่เปิดไล่กันมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว เป็นที่ถูกใจคนรักการชิม macarons ในเอเชียเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ต้องขึ้นเครื่องบินไปช็อปไกลถึงยุโรปอีกแล้วค่ะ วันที่ Laduree เปิดประตูต้อนรับเหล่า macaron lovers อย่างเป็นทางการที่สิงคโปร์ เพื่อนๆของฉันที่บังเอิญไปอยู่ที่นั่นต่างพากันโพสต์รูปมาให้ดูกันใหญ่ เห็นคนเข้าคิวรอซื้อกันยาว เห็นแล้วก็อยากแวะไปช็อปกับเขามั่งจัง

และก็บังเอิญโชคดีที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวสิงคโปร์ตอนช่วงต้นเดือนมิถุนายน (และก็นับว่าโชคดีสองต่อ ที่ไปเที่ยวก่อนเกิดเรื่องหมอกควันจากอินโดพอดี) ก็เลยต้องถือโอกาสแวะเข้าไปสัมผัสบรรยากาศกับเขาบ้าง เพราะไปอยู่สิงคโปร์ 4 วัน ตอนแรกกะจะไปวันแรกๆเลย เพราะตั้งใจจะไปทานข้าวมันไก่ที่ร้าน Chatter Box ในส่วนของพลาซ่าของโรงแรมแมนดารินออร์ชาร์ด ทานเสร็จจะได้เดินข้ามถนนไปซื้อได้เลย แต่บังเอิญว่าผู้ร่วมทางคนสำคัญติดธุระก็เลยผลัดไปเรื่อย จนวันรุ่งขึ้นจะขึ้นเครื่องกลับกันแล้ว ถึงได้กระหืดกระหอบวิ่งไปซื้อเอานาทีสุดท้ายก่อนห้างปิด 🙂

IMG_0985 (2)

แต่ก็นับว่าโชคดีนะคะที่ไม่ต้องรอคิวนาน เพราะห้างใกล้ปิดแล้ว ตอนที่ก้าวขาเข้าไปในร้านครั้งแรก คนแน่นเต็มร้านเลยค่ะ (ก็แบบสไตล์คนสิงคโปร์ที่ชอบเข้าคิวต่อแถวยาวๆเพื่อทานอาหารเจ้าอร่อย แต่พอถึงเวลาใกล้ห้างปิด หรือใกล้ๆสี่ทุ่ม จู่ๆคนก็รีบซื้อรีบจ่ายเงิน เผลอแป๊บเดียว คนหายหมดเกลี้ยง ไม่เหมือนพี่ไทยที่ยังโอ้เอ้อยากได้นู่นนี่ ไม่ยอมจบง่ายๆ) ฉันเลยได้ macarons แสนสวย ที่แสนหอมหวานมาครอบครอง ฉันเลือกกล่องที่เป็นสัญลักษณ์ของสิงคโปร์ (จะได้เก็บไว้เป็นความทรงจำว่าเราซื้อที่สิงคโปร์นะ) และก็เลือก macarons รสต่างๆมาทั้งหมด 8 ชิ้น ในราคา $38 SGD แต่จะเน้นซื้อ Rose petal macarons มาเยอะหน่อยเพราะชอบกลิ่นกุหลาบมากค่ะ เป็น macaron กลิ่นที่ฉันชอบมากที่สุด  เพราะหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นกุหลาบ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ชิมเลยค่ะ และที่สำคัญไม่หวานเกินไปด้วยค่ะ (ฉันชอบกลิ่นกุหลาบมากขนาดหลงรักโรงแรม Grand Copthorne Waterfront ที่ไปพักเลย เพราะโรงแรมหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นกุหลาบตลอดเวลาที่เข้าพัก) นอกนั้นก็เป็นรสวานิลลา อัลมอนด์ พิสตาชิโอ และรสอื่นๆ สลับกันไป แถมด้วยน้ำผึ้ง กับ ชากลิ่น Eugenie เป็นของขวัญให้กับคนสำคัญใกล้ตัวด้วยค่ะ 😀

Lovely little macarons
Lovely little macarons

แค่ macaron แสนสวย หอมๆ ชิ้นเล็กๆสักชิ้น กับชาถ้วยโปรด แค่นี้ก็ทำให้ชีวิตคนเราอบอวลไปด้วยความหอมหวานแล้วนะคะ ถ้าใครมีโอกาสได้ไปสิงคโปร์ ลองแวะไปได้ที่ห้าง Takashimaya level 2 สำหรับ Laduree Boutique นะคะ อาจต้องรอคิวซักหน่อย แต่ก็คุ้มค่ะ เพราะร้านตกแต่งด้วยโทนสีพาสเทลสวยหรูมาก พอเสร็จธุระเรื่อง macaron เราสองคนก็หิวจนแทบเป็นลม เลยเดินข้ามถนนไปหม่ำราเมงสุดฮิต ippudo ที่อยู่ในพลาซ่าของโรงแรมแมนดารินออร์ชาร์ดกันต่อ แต่น่าเสียดายที่มัวแต่หิวจนหน้ามืดตาลาย เลยลืมถ่ายรูปมา เพราะราเมงของเขาอร่อยมาก ร้านนี้อยู่ถัดลงมาจาก Chatter Box ชั้นหนึ่งค่ะ ตอนไปทานข้าวมันไก่ก็เล็งเอาไว้แล้ว ว่าต้องกลับมาจัดการให้ได้ เพราะคิวยาวมากกกก (ยาวจริงๆค่ะ ยาวเกินธรรมดา) และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะอร่อยสุดยอดมากค่ะ ที่สำคัญไม่ค่อยมันมากเหมือนราเมงเจ้าอื่น ถัาคราวหน้าได้ไปสิงคโปร์เมื่อไหร่ จะไม่เฟอะฟะลืมถ่ายรูปแล้วค่ะ สำหรับคนรักราเมง ขอแนะนำเลยนะคะ อาจต้องฝ่าคิวยาวเป็นทางรถไฟซักหน่อย แต่ว่าอร่อยคุ้มค่ามากค่ะ 😀

ช่วงนี้เริ่มขยันมีแรงบันดาลใจอัพบล็อกแล้วนะคะ ทริปหน้าในอีกไม่กี่วันนี้จะมีโอกาสได้ไปยุโรป จะขยันถ่ายรูป จดรายละเอียด และพยายามหาที่ที่คนไทยไม่ค่อยได้ไปมาเขียนเล่าในบล็อก ไว้คอยติดตามกันนะคะ ขอบคุณค่ะ

xoxoxo