One Hundred Years of Solitude by Gabriel Garcia Marquez บาดจิต กระแทกใจ และติดตรึงอยู่ในหัวใจไม่มีวันลืม

image
One Hundred Years of Solitude

Many years later, as he faced the firing squad, Colonel Aureliano Buendia was to remember that distant afternoon when his father took him to discover ice…

ขอเริ่มการเขียนรีวิวด้วยประโยคเปิดเรื่องสุดคลาสสิคของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งจริงๆต้องขอบอกไว้ก่อนว่า นี่เป็นการกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้อีกเป็นรอบที่ 4 หลังจากที่ทิ้งห่างไปนานกว่าสิบห้าปี และด้วยความที่ห่างหายจากหนังสือเล่มนี้ไปนาน ประกอบกับอายุที่เพิ่มขึ้น ได้เห็นโลกมากขึ้น มีประสบการณ์ในชีวิตมากขึ้น  ทำให้การหวนกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้อีกรอบ ได้ให้แง่คิด และเปิดมุมมองใหม่ๆให้ฉันอย่างมากมายเกินคาด เหมือนกับเราอ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างเข้าใจ และลึกซึ้งกว่าทุกรอบที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมด้านความรัก ปรัชญาการใช้ชีวิต และการมองโลก (โดยเฉพาะการใช้ขีวิตในช่วงบั้นปลาย – the charm and philosophy of old age) รวมถึงนัยยะสำคัญเรื่องการเมืองที่จัดว่าเป็นแก่นแท้ของหนังสือเล่มนี้ (ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องดุเดือดเลือดพล่านตามสไตล์ของประเทศในแถบละตินอเมริกา ที่พอดูๆไป ก็คล้ายคลึงกับบ้านเราเหมือนกัน เพียงแต่บ้านเขาเผชิญมรสุมทางการเมืองมาเยอะมาก ทั้งรัฐบาลเผด็จการทหาร ทั้งกลุ่มกองโจร กองกำลังติดอาวุธต่างๆ กลุ่ม liberal นักปฏิวัติ ไหนจะปัญหาด้านยาเสพติดอีก เรียกว่าโหดกว่าบ้านเราหลายเท่านัก) ที่สำคัญก็คือภาษาเขียนของมาร์เกซเอง ที่มีเสน่ห์ล้ำลึก และเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ สะกดให้เราอ่านอย่างซาบซึ้งดื่มด่ำตั้งแต่ต้นจนจบ

และบ่อยครั้งที่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ยังเป็นเหมือนกระจกเงา ที่สะท้อนความจริงออกมากระแทกใจเรา ให้ฉุกคิดถึงเรื่องราวบางอย่างที่อาจหลงลืม หรือละเลยไม่ใส่ใจไปนานหลายปี แต่ที่จัดว่าเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวตลอดกาลของหนังสือเล่มนี้จริงๆเลยก็คือ อารมณ์ขันของมาร์เกซนี่ล่ะค่ะ ที่ทำให้ฉันต้องหัวเราะออกมาดังๆอยู่หลายรอบจนจบเล่ม (อาจเป็นเพราะพื้นเพของประเทศเรา กับคนละตินมันใกล้กันมากก็ได้นะคะ สมัยตอนที่ยังทำงานใกล้ชิดกับนักการทูตชาวโคลอมเบีย – ที่หนึ่งในนั้น เป็นเพื่อนบ้านของมาร์เกซเอง! เรามักจะชอบพูดเย้ากันเสมอว่า we laugh the same joke เพราะฉะนั้น เราถึงสนิทกันเร็ว 😀 )

and both of them remained floating in an empty universe where the only everyday and eternal reality was love

One Hundred Years of Solitude  (หรือที่รู้จักในภาคภาษาไทยว่า หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว) เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของตระกูล Buendia ในช่วงเวลา 100 ปี ที่ครอบคลุมถึง 7 ชั่วอายุคน ตั้งแต่วันที่ต้นตระกูล ซึ่งก็คือ Jose Arcadio Buendia กับ Ursula (Iguaran) Buendia ตกลงแต่งงานกัน และตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากที่ Macondo (ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในจินตนาการของมาร์เกซ ซึ่งจะว่าไป ก็คือภาพสะท้อนของประเทศโคลอมเบีย และประเทศในแถบละตินอเมริกา รวมถึงประเทศในโลกที่สามส่วนใหญ่นั่นเอง) และในช่วงเวลา 100 ปีนี้เอง ที่ตระกูล Buendia และมาคอนโด ต่างก็ประสบเคราะห์กรรมต่างๆมากมาย ตั้งแต่เป็นเมืองในอุดมคติที่รุ่งโรจน์ รุ่งเรือง จนตกต่ำ และดับสลายไปในที่สุด โดยผ่านการเล่าแบบ magical realism ซึ่งก็คืองานเขียนแนวสัจจะนิยม (ที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของชีวิต ที่จริงมาก ถึงมากที่สุด) ที่เล่าเรื่องโดยใส่ความมหัศจรรย์ต่างๆนานาลงไป เพราะมาร์เกซเอง เป็นคนที่ผูกพันกับเรื่องเล่าแบบนิทานชาวบ้าน (folklore) มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะคุณยายชอบเล่าให้ฟัง  จึงได้รับอิทธิพลการเล่าเรื่องแบบนี้ไปเต็มๆ คนอ่านอย่างเราจึงได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์สุดบรรเจิดเหล่านี้ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น พรมที่เหาะเหินเดินอากาศได้ของพวกยิปซี ดอกไม้สีเหลืองที่ตกลงมาอย่างพรั่งพรูเหมือนสายฝน กลุ่มผีเสื้อสีเหลืองที่บินวนเวียนเหนือหัวตัวละครตัวหนึ่งทุกครั้งที่เขาปรากฎตัว ฝนที่ตกติดต่อกันมานานกว่าสี่ปีแบบไม่มีหยุด หรือห้องที่ปิดตายมาหลายสิบปี แต่ก็ยังสะอาดเอี่ยมอ่อง ไม่มีฝุ่น หรือหยากไย่ ใยแมงมุมแม้แต่นิดเดียว แบบนี้เป็นต้น ที่พออ่านแล้ว จะรู้สึกว่ามันมีมนตร์เสน่ห์แห่งความโรแมนติกอบอวลอยู่ในนั้นตลอดทั้งเรื่อง (ทั้งๆที่เป็นหนังสือซีเรียสนะคะ)

he had decided upon the layout of the streets and the location of the new houses so that no one would enjoy privileges that everyone did not have

หนังสือเริ่มต้นตั้งแต่การก่อตั้งมาคอนโดของ Jose Arcadio Buendia ที่มาร์เกซถ่ายทอดออกมาได้อย่างซื่อๆ บ้านๆ น่ารักมาก เหมือนเป็นเมืองอุดมคติ ที่ทุกคนต่างเท่าเทียมกันหมด และอยู่เย็นเป็นสุข (แบบขำๆฮาๆ และเล่นแร่แปรธาตุกันอย่างสนุกสนานไป) จนมาถึงยุคที่สอง ยุคของ Colonel Aureliano Buendia, Jose Arcadio และ Amaranta ซึ่งเป็นรุ่นลูกของ Jose Arcadio Buendia และ Ursula จะสังเกตว่า เรื่องนี้จะมีชื่อซ้ำๆกันหมดนะคะ ถ้าเป็นลูกผู้ชายก็จะใช้ชื่อ Aureliano ไม่ก็ Jose Arcadio ถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะเป็น Remedios กับ Amaranta Ursula เพราะฉะนั้น เวลาอ่าน ต้องพลิกกลับไปดู family tree ที่อยู่หน้าแรก จะได้ไม่สับสน

และแล้ว ความสงบสุขก็มีอันสิ้นสุดลง เมื่อรัฐส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุม เพราะความแตกแยกระหว่างฝ่าย Liberal และ Conservative ภายในประเทศเริ่มลุกลาม และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยทางการได้ให้คำนิยามของพวก conservative และ liberal ไว้แบบนี้ค่ะ

The Liberals, he said, were Freemasons, bad people, wanting to hang priests, to institute civil marriage and divorce, to recognize the rights of illegitimate children as equal to those legitimate ones, and to cut the country up into a federal system that would take power away from the supreme authority.  The Conservatives, on the other hand, who had received their power directly from God, proposed the establishment of public order and family morality.  They were the defenders of the faith of Christ, of the principle of authority, and were not prepared to permit the country to be broken down into autonomous entities.

และในที่สุด ก็เกิดการแตกหักขึ้น เมื่อฝ่ายรัฐบาล (ที่เป็นพวก conservative) โกงการเลือกตั้ง ทำให้ Colonel Aureliano Buendia ซึ่งเอนเอียงไปทาง liberal อยู่แล้ว หันไปเป็นกบฎเพื่อสู้รบกับฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นพวก conservative อย่างเต็มตัว และผ่านการสู้รบมานับครั้งไม่ถ้วน เรียกว่ารบจนมึน รบจนตายกันไปเป็นแถบๆ รบจนประเทศแทบล่มจม จนในที่สุด ก็ต้องเจรจาสงบศึก และกลับมาใช้ชีวิตในบั้นปลายที่มาคอนโด อยู่ในวังวนของความโดดเดี่ยวของการใช้งานฝีมือประกอบปลาทองไปจนเสียชีวิต และไม่ใช่แต่ Colonel Aureliano Buendia เท่านั้น ที่ตกอยู่ในวังวนของความโดดเดี่ยว ตัวละครทุกตัว ล้วนตกอยู่ในวังวนของความโดดเดียวของความทุกข์ สุข เศร้า คละเคล้ากันไป คนอ่านอย่างพวกเราเองก็เหมือนกัน (ขอบอกว่าตัวละครแต่ละตัวของมาร์เกซนี่สุดติ่งกันทุกคน) รวมถึงมาคอนโดเองด้วย ที่ต้องเผชิญชะตากรรมต่างๆนานา ตั้งแต่โรคนอนไม่หลับระบาด ฝนตกติดต่อกันไม่หยุดนานถึงสี่ปี หรือเหตุการณ์การสังหารหมู่คนงานไร่กล้วย (banana massacre) จนกระทั่งโดนพายุไซโคลนพัดถล่มจนล่มสลายไป เรียกว่าเป็นตัวอย่างของกลุ่มประเทศที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Banana Republic อ่ะค่ะ คือโดนอเมริกาเข้าแทรกแซงจนเละตุ้มเป๊ะประมาณนั้น 😀 ประเทศที่ชอบเจอเผด็จการทหารบ่อยๆ (จะด้วยความเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) ก็ควรพึงสังวรณ์ไว้บ้างนะคะ T^T

นอกเหนือจากแง่มุมด้านการเมืองที่ดุเดือดเลือดพล่านแล้ว One Hundred Years of Solitude ก็ยังพูดถึงความรัก ชีวิตบั้นปลาย และการจากลาไว้ได้อย่างลึกซึ้งสุดๆ แบบเรียกน้ำตาจากฉันได้ทุกครั้งที่อ่านเลยค่ะ นี่เป็นตอนที่ฉันชอบมาก ตอนที่ Jose Arcadio Buendia (ต้นตระกูลเสียชีวิตลง) เขียนได้บรรเจิดขนาดนี้ ไม่รักได้ไงคะ

through the window they saw a light rain of tiny yellow flowers falling.  They fell on the town all through the night in a silent storm, and they covered the roofs and blocked the doors and smothered the animals who slept outdoors.  So many flowers fell from the sky that in the morning the streets were carpeted with a compact cushion and they had to clear them away with shovels and racks so that the funeral processing could pass by.

ส่วนตรงนี้ ก็เป็นอีกตอนที่ชอบมากเช่นกัน เป็นเรื่องราวความรักในช่วงบั้นปลายชีวิตของ Aureliano Segundo ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 4 กับ Petra Cotes เมียน้อย ที่มาร์เกซเขียนได้ซึ้งบาดจิตฉันมาก อ่านแล้วร้องไห้เลยค่ะ เพราะมันคือนิยามของคำว่าคู่ทุกข์คู่ยากอย่างแท้จริง ที่ท้ายสุดแล้ว ก็ยอมลำบาก อดมื้อกินมื้อไปด้วยกัน

Both looked back then on the wild revelry, the gaudy wealth, and the unbridled fornication as an annoyance and they lamented that it had cost them so much of their lives to find the paradise of shared solitude.  Madly in love after so many years of sterile complicity, they enjoyed the miracle of loving each other as much at the table as in bed, and they grew to be so happy that even when they were two worn-out old people they kept on blooming like little children and playing together like dogs.

he protested.  “At this rate we’ll end up fighting against the Conservative regime again, but this time to install a king in its place”.

นอกจากตอนซึ้งๆแล้ว ก็ยังมีตอนขำๆอีกหลายตอน  อย่างตอนที่ Colonel Aureliano Buendia กัดหลานสะใภ้ที่แสนจะเจ้ายศเจ้าอย่าง นั่งคอแข็งประหนึ่งราชินีอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะฮาไปไหนนะคะ จริงๆคือมีตอนขำๆหลายตอนมาก คงต้องไปลองหามาอ่านกันเอง เพราะแค่นี้ก็หน้าบล็อกยาวมากแล้วค่ะ

สรุปหลังจากอ่านมาสี่รอบก็คือ One Hundred Years of Solitude เป็นหนังสือดีระดับเทพมากๆ ตัวละครสุดติ่งกระดิ่งแมวทุกตัว ขอย้ำว่าทุกตัว! เรียกว่าไม่ซ้ำใครเลยจริงๆ ขอยกดาวให้ทั้งฟ้าเลยด้วยซ้ำ แนะนำให้อ่านสุดตัวค่ะ ไม่ใช่แค่แนะนำให้อ่านอย่างเดียวนะคะ อยากให้อ่านซ้ำหลายๆรอบอีกต่างหาก ถ้าจะให้ดี ควรหยิบขึ้นมาอ่านทุกสิบปี ก็จะยิ่งเห็นความดีงามของหนังสือเล่มนี้มากขึ้นทุกครั้งที่อ่าน จากประสบการณ์การอ่านหนังสือของตัวเอง หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่จะ grow old ไปกับเรา จะอยู่กับเราไปตลอดทุกช่วงชีวิต เป็นหนังสือที่ไม่มีวันล้าสมัย และสามารถให้ข้อคิดกับเราได้มากขึ้นเรื่อยๆตามวัย และประสบการณ์ของเราค่ะ กาโบได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมมาครองอย่างสมศักดิ์ศรีมากค่ะ (เขียนดีเทพขนาดนี้ ถ้าไม่ได้คงต้องมีประท้วงกันเลยล่ะ) สมแล้วที่กาโบคือความภาคภูมิใจของชาวโคลอมเบีย ที่สุดแล้วจริงๆค่ะ ไม่ใช่แค่กาโบอย่างเดียวที่เขียนได้อย่างยอดเยี่ยม สำนวนแปลของ Gregory Rabassa ก็ควรค่าต่อการคารวะเช่นกัน

always remember that the past was a lie, that memory has no return, that every spring gone by could never be recovered and that the wildest and most tenacious love was an ephemeral truth in the end

One Hundred Years of Solitude by Gabriel Garcia Marquez

translated from Spanish by Gregory Rabassa

Picador (1996 edition)

336 pages

 

Midnight’s Children by Salman Rushdie มหากาพย์ประเทศอินเดียหลังได้รับอิสรภาพ

image
Midnight’s Children by Salman Rushdie

ห่างหายจากการเขียนรีวิวหนังสือมานานม้ากกก เพราะติดภารกิจการงานที่รัดตัวแบบสุดๆ แถมยังหายไปเที่ยวอีกเกือบสามอาทิตย์ ก็เลยอ่านหนังสือได้น้อยกว่าที่ตั้งใจไว้เยอะเลยค่ะ แถมหนังสือที่อ่าน บางเรื่องก็ไม่ได้ดีขนาดที่ต้องหยิบยกมารีวิวเป็นเรื่องเป็นราว (อย่างเรื่องThe Children Act ของ Ian McEwan ที่ออกแนวท่าดีทีเหลว หรือ New York Trilogy ที่ยังอ่านไม่จบ เป็นต้น) แต่ก็บังเอิญโชคดี ที่เมื่อปลายปีที่แล้ว มีเพื่อนๆ และรุ่นพี่ที่เคารพ จากหลากหลายวงการที่ล้วนแต่เป็นผู้ที่รักการอ่าน ได้รวมตัวกันก่อตั้ง book club ขึ้น เพื่อพูดคุย สนทนากันเรื่องหนังสือ แล้วให้เกียรติชวนฉันเข้าร่วมด้วย ซึ่งฉันก็เข้าร่วมด้วยความยินดีเลยค่ะ เพราะถือเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เราได้อ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการอ่าน ที่สำคัญคือ มันเหมือนเป็นเป็นการบังคับ (แบบกลายๆ) ให้เราอ่านหนังสือให้จบเล่มด้วย เพราะบางเล่ม ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะ assignment จากบุ๊กคลับ ฉันคงวางตั้งแต่ครึ่งเล่มไปแล้วล่ะ

และเล่มที่ว่าจะเขวี้ยงทิ้งตั้งแต่ครึ่งเล่มนั้นก็คือเล่มนี้ล่ะค่ะ Midnight’s Children ที่เขียนโดย Salman Rushdie นักเขียนชาวอินเดียผู้โด่งดัง และฝีปากกล้าจนถึงขั้นโดน Fatwa จากประเทศอิหร่านมาแล้วจากเรื่อง The Satanic Verses แต่โชคดีได้อังกฤษอุ้มชู แถมมอบอิสริยยศเป็นถึงท่านเซอร์อีก แต่จะเขียนดี หรือฝีปากกล้าอย่างไร ลองมาอ่านเล่มนี้กันค่ะ

Midnight’s Children คือเรื่องราวชีวิตของ Saleem Sinai ทารกที่คลอดออกมาตอนเวลาเที่ยงคืนเป๊ะของวันที่ 15 สิงหาคม 1947 ซึ่งเป็นวันที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษพอดี ถือเป็นการเริ่มศักราชใหม่ของสาธารณรัฐอินเดีย แม้ว่าอินเดียจะเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่การก่อตั้งประเทศของอินเดียอย่างแท้จริง เริ่มในวันนี้ล่ะค่ะ พล็อตของเรื่อง จริงๆก็คือประวัติศาสตร์ประเทศอินเดียแบบยำใหญ่นั่นแหละ แต่สะท้อนออกมาในเรื่องราวชีวิตของ Saleem Sinai ที่เกิดเหตุการณ์คู่ขนานกับประเทศอินเดียตั้งแต่เกิดไปจนจบเรื่อง ซึ่งก็มีขึ้น มีลง สับสนอลหม่าน ปั่นป่วน โหดร้าย ร่ำรวย ยากจน ตามชะตากรรมของประเทศกันไป เพียงแต่รัชดีเขียนออกมาในรูปแบบของ Magical Realism โดยมีการใส่จินตนาการ ความมหัศจรรย์ต่างๆนานาเข้าไปให้น่าติดตาม และ tone down เรื่องราวโหดร้ายต่างๆ เช่นการสังหารหมู่ และสงครามระหว่างเชื้อชาติ ศาสนา และภาษาในประเทศอินเดียลง

อ่านตอนแรก สนุกมากนะคะ จินนาการบรรเจิดสุดยอด ภาษาเริ่ด ที่สำคัญ อ่านแล้วชวนให้นึกถึงเรื่อง One Hundred Years of Solitude ของมาร์เกซลอยมาเลย จนถึงกับต้องหยุดอ่าน แล้วกลับไปค้นดู เพื่อเปรียบเทียบว่าหนังสือเล่มไหนเกิดก่อนกัน ก็พบว่ามาร์เกซของเรามาก่อนนะ คือมันคล้ายคลึงกันมากเหมือนลอกกันมาเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการเขียนแบบ Magical Realism ของตัวรัชดีเองโดย Midnight’s Children จะสะท้อนให้เห็นถึงประเทศอินเดีย ในขณะที่มาคอนโดในเรื่อง One Hundred Years of Solitude  คือประเทศโคลอมเบีย แต่ก็เอาน่ะ เพื่ออรรถรสในการอ่าน เราคงต้องทำใจข้ามข้อนี้ไป เพราะของแบบนี้มันพ้องกันได้ แล้วหันมาโฟกัสที่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้กันดีกว่า

ก็อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นนะคะว่า Midnight’s Children เป็นยำใหญ่เกี่ยวกับประเทศอินเดีย (ที่ใส่อภิมหาเครื่องเทศของอินเดียไว้อย่างครบครัน) เพราะฉะนั้นทุกอย่างในเรื่องก็เป็นสไตล์อินเดียหมดนั่นแหละ เรียกว่าอ่านแล้วร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลไคลย้อย ได้กลิ่นแขกติดจมูกออกมาเลย T^T ถ้าใครไม่ชอบ หรือไม่พิศมัยความเป็นแขกมาก อาจทนไม่ได้ เพราะมันช่างเยอะไปทุกสิ่ง (แบบแขกๆนั่นแหละค่ะ) ทั้งเขียนเยอะ พูดเยอะ บรรยายเยอะ พล็อตเยอะ ลูกเล่นเยอะ มุขเยอะ ตัวละครเยอะ คือไม่รู้จะเยอะไปไหน จนขาดความลึกในบางเรื่องไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ จิตใจของตัวละคร หรือความขัดแย้งระหว่างศาสนา ภาษา หรือสงครามในอินเดีย คือทุกอย่างมันมีมิติเดียวกันหมดจนน่ารำคาญ จริงๆน่าจะบรรยายให้น้อย แต่ออกเชิงลึกมากกว่านี้ น่าจะสะเทือนอารมณ์ได้มากเลยนะคะ ทำให้อ่านๆไปรู้สึกว่า ที่เอ็งพล่ามมาเนี่ย แค่ฉันเปิดวิกิพีเดียอ่านประวัติศาสตร์ประเทศอินเดียแค่ 2-3 นาทีก็รู้เรื่องแล้ว ไม่ต้องหลอกให้เราอ่านเป็นร้อยๆหน้าก็ได้ ฉันถึงว่าไม่แปลก ถ้าใครจะทนไม่ไหว แล้วเขวี้ยงหนังสือเล่มนี่ทิ้งตั้งแต่ครึ่งเล่ม ที่ขัดใจมากคือ รัชดีวางพล็อตเด็กอีกคน (Shiva) ที่เกิดเวลาเดียวกับ Saleem Sinai ตัวเอกของเรื่องไว้ซะดิบดี คือบิลท์ไว้เยอะว่างั้นเหอะ แต่พอตอนจบ ไหงมันกลับจบด้วนๆ ไม่มีอะไรน่าค้นหาไปซะนี่ (เข้าใจว่าพี่บังแกคงเหนื่อยแล้วแหละ ขนาดคนอ่านยังเหนื่อยตาม เหมือนฟังแขกพูดมาก มาพล่ามเรื่องนึงให้เราฟัง เล่นเอาเพลีย)

แต่อย่างว่า รัชดีเขาก็มีดีเหมือนกัน ถึงจะบ้าน้ำลาย พล่ามเยอะ จนออกอ่าวเบงกอลไปโน่น แต่ในที่สุดก็ตบเรื่องกลับมาเข้าที่เข้าทางได้เอาตอนหน้าที่ 500 กว่าๆ ตอนที่ตัวเอกย้ายไปอยู่ประเทศปากีสถาน แล้วประสบเคราะห์กรรม ระเบิดลงตายยกครัว เลยจับพลัดจับผลูได้ชื่อใหม่เป็น Buddha ต้องพูดเลยว่าตอนนี้เขียนดีเลยค่ะ มีการใช้ metaphor ที่ดี อย่างการใช้คำว่า Buddha จากมุมมองของนักเขียนมุสลิม ที่ทำให้ตัวเอกต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องสงครามระหว่างอินเดีย กับปากีสถาน (Indo-Pakistan War ที่ขนาดแยกประเทศออกมา ก็ยังฆ่ากันไม่เลิก)  การสังหารหมู่ในบังคลาเทศ และเรื่องราวเกี่ยวกับนางอินทิรา คานธี ที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดมาก ช่วงนี้แหละที่ฉันว่าเขียนดี ค่อยมีมิติหน่อย ไม่แบนราบและขยายออกทางแนวกว้างแบบน้ำท่วมทุ่งเหมือนที่ผ่านมา สมกับที่ได้รางวัล Booker Prize  แต่สำหรับรางวัล The Best of Booker ที่เล่มนี้ได้รับ ส่วนตัวก็เฉยๆนะคะ ไม่ได้ฮู้ฮาอะไร เป็นหนังสือที่เขียนดีก็จริง แต่ถ้าเขียนให้สั้นกว่านี้ (โดยเฉพาะตั้งแต่หน้า 300 กว่าถึง 500 เนี่ยถ้าตัดทิ้งไปเลยก็ดี) และลงลึกให้เยอะกว่านี้ จะดีมาก อาจถึงขั้นน้องๆ One Hundred Years of Solitude ได้เลย

สรุปว่า เป็นหนังสือดี แต่ไม่แนะนำให้อ่าน 😀 ขอให้แค่ 4 ดาวพอค่ะ

Midnight’s Children by Salman Rushdie

Vintage Books, London

647 pages

 

หนังสือท่องเที่ยวในดวงใจ Journey to the Alcarria by Camilo Jose Cela

Journey to the Alcarria
Journey to the Alcarria

The Alcarria is a beautiful region which people apparently have no desire to visit.  I walked through it for a number of days, and I liked it.  It is a region of great variety, and except for honey (the dealers buy up all of that), it has everything: wheat, potatoes, goats, olives, tomatoes, and game……

Honey from Alcarria
Honey from Alcarria

นี่คือท่อนเปิดสุดคลาสสิคที่ Camilo Jose Cela (นักประพันธ์ชาวสเปนเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ปี 1989) ได้เขียนไว้ในหน้าแรกของหนังสือเรื่อง Journey to the Alcarria หนังสือท่องเที่ยวประเทศสเปนที่บันทึกเรื่องราวตลอด 10 วันที่เขาเดินเท้าเข้าไปท่องเที่ยวในแคว้น Alcarria ในปี 1946 หรือ 7 ปีหลังสงครามกลางเมืองของสเปน ซึ่งเป็นการเดินเท้าจริงๆ โดยผู้เขียนจะออกเดินไปตามไฮเวย์ พอตกค่ำที่ไหน ก็หาที่นอนที่นั่น หากระหว่างทางเกิดเหนื่อย หรืออ่อนล้าขึ้นมา ก็หยุดเดิน และหาที่นอนพักในคูข้างทาง จนเมื่อหายเหนื่อยก็ออกเดินใหม่ เป็นเช่นนี้ตลอดการเดินทาง

Alcarria Map
Alcarria Map

Alcarria เป็นแคว้นที่อยู่ในจังหวัด Guadalajara ของสเปน ค่อนไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของกรุงมาดริด เป็นดินแดนที่มีภูมิประเทศหลากหลาย ทั้งอุดมสมบูรณ์ และแห้งแล้งสลับกันไป Alcarria เป็นแคว้นที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการเป็นแหล่งผลิตน้ำผึ้งคุณภาพดีที่สุดของสเปน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เรียกว่าถ้าพูดถึงน้ำผึ้งคุณภาพเยี่ยมของสเปน ต้องมาจากแคว้น Alcarria เท่านั้น โดยตามท้องเรื่องที่เป็นการเล่าเรื่องราวเมื่อเกือบ 70 ปีที่แล้วนั้น Alcarria เป็นแหล่งเกษตรกรรมที่ชาวพื้นเมืองส่วนใหญ่ยังยากจน และบอบช้ำจากบาดแผลของสงครามกลางเมืองในสเปนอยู่มาก ภาพลักษณ์ของ Alcarria จึงมีความเป็นชนบทขนานแท้ ไร้ซึ่งสิ่งอำนวยความสะดวก และการปรุงแต่งใดๆทั้งสิ้น และนี่เอง ที่เป็นเสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้ ที่ทำให้ฉันรักมาก และมักหยิบขึ้นมาอ่านอยู่เสมอไม่เคยเบื่อ เป็นหนังสือในดวงใจเล่มหนึ่งเลยค่ะ

He believes that everything that comes along is always the best thing that could happen.  It is the best to go on foot ….

โดยการเดินทางครั้งนี้ ตัวผู้เขียน (ซึ่งใช้สรรพนามบุรุษที่ 3 แทนตัวเองตลอดทั้งเรื่องว่า Traveler) ตั้งต้นการเดินทางที่เมือง Guadalajara (ในจังหวัด Guadalajara) และเดินเท้าเข้าไปในเมืองต่างๆ ที่สำคัญๆก็คือเมือง Brihuega, Masegosa, Cifuentes, La Puerta, Casasana, Sacedon จนมาจบที่ Pastrana เป็นเมืองสุดท้าย โดยแต่ละเมืองก็มีคาแรคเตอร์แตกต่างกันออกไป ผู้เขียนใช้การเล่าเรื่องที่เงียบ นิ่ง ในขณะเดียวกันก็ซึมซับสิ่งที่ตนรับรู้ และได้สัมผัสตลอดการเดินทางไปด้วย ซึ่งก็สะท้อนอารมณ์ของการเดินทางท่องเที่ยวคนเดียวได้เป็นอย่างดี ยิ่งเป็นการเดินทางด้วยการเดินเท้า ซึ่งใช้เวลานานกว่าการเดินทางประเภทอื่นมาก ทำให้ผู้เขียนมีเวลาอยู่กับตัวเองมากเป็นพิเศษ สามารถเปิดใจรับรู้ สัมผัสเรื่องราว และสิ่งต่างๆที่ผ่านเข้ามาได้อย่างเต็มที่ และละเอียดอ่อนกว่าการเดินทางประเภทอื่นค่อนข้างมาก ซึ่งก็เป็นไปตามคติประจำใจของ Traveler นั่นเอง ปัจจุบันที่สเปนมีการจัดทัวร์ท่องเที่ยวตามรอยหนังสือเล่มนี้ด้วยนะคะ สามารถคลิกเข้าไปหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่เลยค่ะ Route of the “Journey to the Alcarria”

The garden of the factory is a romantic garden, a garden to die in when one is very young, of love or desperation, of consumption and nostalgia.

โดยเมืองที่ฉันชอบมาก และอยากพูดถึงก็คือเมือง Brihuega (และเมืองนี้ก็อยู่ในโปรแกรมการท่องเที่ยวของทัวร์ด้วยค่ะ) ซึ่งเป็นเมืองสีเทาอมน้ำเงินที่หม่นเหมือนควันบุหรี่ แต่กลับมีสวนของโรงงานทอผ้าร้างที่สวยงามมากตามที่ traveler บรรยายความงดงามของสวนนี้ไว้ได้สวยจับใจ ส่วนตัวคิดว่าเป็น quote ที่งดงามที่สุดในเรื่องเลยทีเดียว ยิ่งตอนที่ traveler บรรยายความงามของดอกไม้ในสวน ทำให้ฉันเข้าใจเลยว่าทำไม Camilo Jose Cela ถึงได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมไปครอง เพราะนอกจากความงามของภาษาแล้ว มันยังมีความหม่น ความครุ่นคิด ที่สะท้อนมุมมองที่แตกต่าง และลึกซึ้งกว่านักเขียนคนอื่นทั่วไป เมื่อเทียบกับภาพสวนจริงที่ทางสเปนเขาจัด cultural tour แล้ว ฉันว่าภาษาเขียนงดงามกว่าของจริงมากค่ะ

Fabric factory in Brihuega
Fabric factory in Brihuega

Near the perennial myrtle the wild honeysuckle is pale by contrast.  The traveler walks among the rhododendrons and in spite of himself his mind is flooded with delicate, unhealthy lines from Shelley; wine, honey, new moon, dog rose …..

โดยสวนนี้มีชื่อว่า Royal Cloth Factory of Charles III มีลักณะเป็นตึกทรงกลมดูแปลกตา แต่เดิมใช้ทอผ้าสำหรับตัดเครื่องแบบทหาร  ปัจจุบันสเปนได้บูรณะจนอยู่ในสภาพดี สวยงามดังภาพ และเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่สำคัญของ Alcarria

เมื่อออกจาก Brihuega แล้ว traveler ก็เดินทางต่อไปยังเมือง Masegoso เมืองที่เต็มไปด้วยฝุ่นปกคลุม จนทำให้ทั้งเมืองกลายเป็นสีเงินที่วับวามด้วยประกายทองยามต้องแสงแดดในตอนเช้า จากนั้นก็ไปที่เมือง Cifuentes ที่อุดมสมบูรณ์ และสดใสกว่า

และ Cifuentes นี่เองที่เป็นเมืองหลวงของแคว้น Alcarria เป็นแหล่งผลิตน้ำผึ้งชั้นดี เพราะเป็นเมืองอุดมสมบูรณ์ตั้งอยู่บนแหล่งน้ำที่สำคัญ ที่แม้จะมีขนาดเล็ก แต่ก็อุมดมไปด้วยน้ำตลอดปี ชาวเมืองจัดว่ามีอันจะกินกว่าเมืองอื่น ตึกรามบ้านช่องสวยงาม โดดเด่นด้วยเหล็กดัดลวดลายอ่อนช้อย วิจิตรบรรจง แม้แต่รูกุญแจยังทำเป็นลวดลายต่างๆ เช่น หัวใจ ใบโพธิ์ ดอกจิก ข้าวหลามตัด หรือดอกลิลลี่ (fleur-de-lis) เป็นตัน

Infantado Palace, Guadalajara
Infantado Palace, Guadalajara

จากนั้น Traveler ก็เดินทางต่อไปยัง La Puerta, Duron และ Budia ที่อยู่ริมแม่น้ำ Tajo ซึ่งล้วนเป็นเมืองที่อุดมสมบูรณ์ เต็มไปด้วยสมุนไพรกว่า 700 ชนิด จึงเป็นแหล่งผลิตน้ำผึ้งที่สำคัญของ Alcarria อีกเช่นกัน ด้วยวิธีการเขียนที่เรียบง่าย ใช้คำน้อย แต่เห็นภาพชัดเจน ทำให้คนอ่านอย่างฉันสามารถอ่าน แล้วมองเห็นภาพทุ่งหญ้าเขียวขจีอยู่ตรงหน้า หรือดอกเจราเนี่ยมบานสะพรั่งอยู่บนระเบียง หรือแม้แต่สัมผัสรสชาติของลูกมะกอก มะเขือเทศสดฉ่ำ ไวน์พื้นเมือง เนื้อแกะที่ปรุงหยาบๆ หรือเหล้าเวอร์มุธที่ traveler ดื่มและกินระหว่างทางได้อย่างชัดเจน และได้ยินแม้กระทั่งเสียงน้ำในแม่น้ำ ลำธารที่กำลังไหลเอื่อยๆ เป็นการอ่านที่ได้ความรู้สึกมากค่ะ เรียกว่าเป็นหนังสือท่องเที่ยวที่เขียนแบบ Picaresque อย่างแท้จริง จากนั้น traveler ก็เดินทางต่อไปเรื่อยๆ จนมาสิ้นสุดที่เมือง Pastrana เป็นเมืองสุดท้ายก่อนกลับบ้าน

Pastrana
Pastrana

ซึ่งเมือง Pastrana นี้เองที่ traveler ต้องเปลี่ยนแปลงวิธีเดินทางของตัวเอง ไปเป็นการขึ้นรถเมล์บ้าง เพื่อให้ถึงที่หมายเร็วขึ้น ซึ่งก็เป็นเพียงช่วงสั้นๆ เพราะพอถึงที่หมายแล้ว ก็ยึดหลักแนวคิดเดิม คือเดินเท้าท่องเที่ยวต่อไป ซึ่ง Pastrana นี้เป็นเมืองที่สวยงาม เต็มไปด้วยสถานที่สำคัญทางประวัติศาตร์มากมาย แต่น่าเสียดายที่ผู้คนในเมือง ไม่มีกำลังพอที่จะอนุรักษ์สิ่งดีงามอันทรงคุณค่าเหล่านี้ไว้ได้ โบราณสถานในเมือง จึงถูกทอดทิ้งให้เสื่อมโทรมไปกับกาลเวลา โดยเฉพาะผ้าปัก Tapestry ที่เป็นของคู่เมือง ก็ไม่สามารถรักษาไว้ได้ เลยมีอันต้องตกไปอยู่ในพิพิธภัณฑ์ในกรุงมาดริดไป ซึ่งในเรื่องนี้ traveler ได้เสนอข้อคิดที่น่าสนใจ ชวนให้ขบคิดต่อ ซึ่งพออ่าน quote นี้แล้ว (ก็ต้องพูดอีกครั้งว่า) ไม่แปลกใจเลยว่าทำไม Camilo Jose Cela ถึงได้รางวัลโนเบลด้านวรรณกรรมไปครอง เพราะแค่หนังสือท่องเที่ยวธรรมดา ยังดีงามขนาดนี้ แล้วเล่มที่จัดว่าเทพของเขา จะขนาดไหน

this mania for putting all the worthwhile things into museums in Madrid is ruining the provinces which are, after all, the nation.  Things are always best seen when they are a trifle mixed-up, a trifle disordered; the chilly administrative neatness of museums is an unhuman and antinatural kind of order; it is, in a word, disorder.  True order belongs to Nature.  Furthermore, to have taken the tapestries out of Pastrana and brought them to the capital was a mistake; it’s much more pleasant to come upon things as it were by chance than to go look at them in a place where you know they’ll be set up to perfection …..

Credit ภาพ  Foods and wines from Spain Spanish Culture

อ่านบทสัมภาษณ์ Camilo Jose Cela ในวารสาร Paris Review เพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ Interview with Camilo Jose Cela

นอกจากเรื่อง Journey to the Alcarria แล้ว Camilo Jose Cela ยังมีผลงานเรื่องอื่นประดับวงการวรรณกรรมร่วมสมัยของสเปนอีก ได้แก่ The Family of  Pascal Duarte, Rest Home และ The Hive ซึ่งเรื่องหล้งได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในวรรณกรรมสเปนที่ดีที่สุดของศตวรรษเลยทีเดียว เขาได้รับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมในปี 1989

Journey to the Alcarria by Camilo Jose Cela 

Translated by Frances M. Lopez-Morillas

Granta Books, London

Bring up the Bodies – The rise of Thomas Cromwell and the fall of Anne Boleyn

Bring Up the Bodies
Bring Up the Bodies

Bring Up the Bodies คือนวนิยายภาคต่อของ Wolf Hall ที่ประพันธ์โดยนักประพันธ์สตรีชาวอังกฤษ Hilary Mantelเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ของอังกฤษสมัยราชวงศ์ทิวดอร์ ในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ที่เขียนดีมากจนสามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้กับผู้เขียนเองโดยได้รับรางวัล Man Booker Prize ทั้งสองเล่ม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์การมอบรางวัลด้านวรรณกรรมที่จัดว่าทรงเกียรติที่สุดรางวัลหนึ่งของสหราชอาณาจักร นักเขียนที่จะได้รับรางวัลถึงสองครั้งซ้อนแบบนี้ ต้องเรียกว่าสุดยอดจริงๆ แบบไม่ธรรมดา

จริงๆจะว่าไป การเขียนเรื่องนี้ค่อนข้างได้เปรียบ เพราะเค้าโครงหลักของเรื่องก็น่าสนใจอยู่แล้ว เรื่องราวในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 นั้นเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย ถ้าจะเรียกภาษานวนิยายก็ต้องเรียกว่าครบรส ทั้งรัก ทั้งแค้น ทั้งแย่งชิง หักหลัง มีการเข่นฆ่า ประหารชีวิตกันเป็นว่าเล่น โดยสองเหตุการณ์ที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นการแยกตัวจากโรม (คริสตจักรนิกายโรมัน คาทอลิก) ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไปตลอดกาล กับการสั่งประหารชีวิตพระราชินีแอนน์ โบลีน

แต่ถึงจะได้เปรียบในแง่ของเค้าโครงเรื่อง นวนิยายทั้งสองเล่มนี้ ยังเหนือชั้นกว่านวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในยุคนี้เรื่องอื่นๆ ก็คือ ทั้งสองเรื่องอันได้แก่ Wolf Hall และ Bring Up the Bodies นั้น (จริงๆ จะมีอีกเล่มออกมาเป็นไตรภาค) เป็นการเล่าเรื่องราวผ่านชีวิต และมุมมองของตัวละครที่สำคัญอีกตัว (ที่แทบไม่มีใครพูดถึงในประวัติศาสตร์) นั่นก็คือ Thomas Cromwell อำมาตย์ผู้อยู่เบื้องหลัง และเป็นผู้จัดการเรื่องราวต่างๆให้เกิดขึ้นตรงตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 โดยการที่จะทำให้เกิดขึ้นได้นั้น (โดยเฉพาะในแง่ของการถ่ายโอนอำนาจของศาสนจักรที่มีอย่างล้นฟ้าให้มาอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของกษัตริย์) ต้องกระทำให้ถูกต้องทั้งในแง่ของตัวบทกฎหมาย และจะต้องได้รับความยินยอมจากรัฐสภา ที่สำคัญเป็นการเปลี่ยนความเชื่อทางศาสนาของผู้คนไปเลย จึงเห็นว่ามีผู้คนมากมายที่ยอมตายเพราะความเชื่อของตน ซึ่งตรงนี้ ถือเป็นหน้าที่ของโทมัส ครอมเวลล์โดยตรงที่จะต้องเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อให้บรรลุผลตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ให้ได้ (ประมาณว่าเฮนรี่ที่ 8 คิด  ครอมเวลล์ทำ อะไรประมาณนั้น 😀 ) จึงต้องบอกว่า นวนิยายชุดนี้ เป็นเรื่องราวของ Thomas Cromwell โดยตรง ที่เกี่ยวโยงไปถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 หาใช่เรื่องราวของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 กับแอนน์ โบลีนไม่

โดย Wolf Hall (ซึ่งเป็นเล่มแรก) นั้น บอกเล่าเรื่องราวของโทมัส ครอมเวลล์ตั้งแต่วัยเด็ก ที่เติบโตขึ้นมาอย่างแร้นแค้น ต่ำต้อย ต้องหลบหนีบิดาผู้โหดร้ายที่ชอบใช้กำลัง มาใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบในยุโรป ทำให้เขามีทักษะในการเอาตัวรอดเป็นเลิศ จนกระทั่งได้รับการชุบเลี้ยงโดยพระคาร์ดินัล Wolsey และชีวิตต้องพลิกผันจนได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในราชสำนัก เมื่อพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ตัดสินพระทัยที่จะทรงหย่าขาดกับพระนางแคเธอรีน แห่งอารากอน พระชายา เพื่ออภิเษกสมรสใหม่กับ แอนน์ โบลีน ผู้ที่พระองค์กำลังหลงรักอย่างหัวปักหัวปำ แต่พระราชประสงค์ของพระองค์ถูกคัดค้านจากหลายทาง ทั้งในและนอกประเทศ โดยหลักๆเลยก็คือจากทางวาติกัน ที่ไม่อนุญาตให้เกิดการหย่าร้างในครั้งนี้ ส่วนในประเทศก็คือพระคาร์ดินัล Wolsey ผู้ซึ่งคัดค้านอย่างหัวชนฝา ทำให้พระเจ้าเฮนรี่ที่แปดไม่พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง นำมาซึ่งจุดจบอันน่าอดสูของพระคาร์ดินัล และการก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างมั่นคงของโทมัส ครอมเวลล์แทน ซึ่งกุศโลบายหลักของครอมเวลล์ในเล่มนี้ก็คือ การทำให้พระเจ้าเฮนรี่ที่แปดทรงหย่าขาดจากพระราชินีแคเธอรีน แห่งอารากอน ได้สมพระทัย จนนำมาซึ่งการออกพระราชบัญญัติอำนาจสูงสุดทางศาสนา (Act of Supremacy) ที่มอบอำนาจให้กษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของคริสจักรแห่งอังกฤษ และแยกตัวออกจากคริสจักรโรมัน คาทอลิกตลอดกาล ซึ่งผลพวงของพระราชบัญญัติฉบับนี้ทำให้พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ได้หย่าขาดกับพระราชินีองค์เดิม และทรงอภิเษกสมรสใหม่กับพระราชินีแอนน์ โบลีน หลังจากที่ต้องเฝ้ารออย่างอดทนมานานเกือบ 7 ปี ด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยมที่จะมีพระราชโอรสกับนาง

ต่อมาในเล่ม Bring Up the Bodies พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ก็ต้องผิดหวังอีก เมื่อพระราชินีแอนน์ โบลีนไม่สามารถมีพระโอรสถวายพระองค์ได้ ความอดทน และความพยายามมากว่า 7 ปี ได้ผลแค่เพียงพระธิดา ซึ่งก็คือเจ้าหญิงเอลิซาเบธพระองค์เดียวเท่านั้น หลังจากนั้น แอนน์ โบลีนก็ตั้งครรภ์อีกหลายครั้ง แต่ก็มีอันต้องแท้งอีกทุกครั้งไป ทำให้ไม่มีพระโอรสสืบราชบัลลังก์แม้เพียงพระองค์เดียว พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 จึงเริ่มรู้สึกแหนงหน่าย ประกอบกับความหลงตัวเอง เจ้าเล่ห์เพทุบาย บ้าคลั่งในอำนาจ และความเป็นคนช่างต่อปากต่อคำของแอนน์ โบลีนยิ่งทำให้พระองค์หมดรักนางอย่างไม่เหลือเยื่อใย และหันมาตกหลุมรัก เจน ซีมัวร์ นางพระกำนัลผู้สงบเสงี่ยมของพระราชินีแอนน์จนถึงขั้นตัดสินใจจะหย่าขาดจากแอนน์ โบลีน เพื่อจะได้อภิเษกสมรสใหม่กับ เจน ซีมัวร์ ประกอบกับการที่ต้องแยกตัวออกจากโรม ทำให้พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ต้องหมางเมินกับกษัตริย์หลายพระองค์ในยุโรปที่แต่ก่อนเคยเป็นพระสหายสนิท เลยยิ่งทำให้พระองค์รู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นเป็นทวีคูณ จนเริ่มรู้สึกว่า สตรีที่พระองค์ทรงทุ่มเทให้ทุกอย่าง ท้ายที่สุดกลับนำแต่ความผิดหวังมาให้พระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จึงเป็นหน้าที่ของโทมัส ครอมเวลล์ที่ต้องหาหนทางว่าจะทำอย่างไรให้การแต่งงานของพระองค์ กับแอนน์ โบลีนในครั้งนี้เป็นโมฆะอีกรอบ แต่ครั้นจะย้อนรอยกลับไปทำตามแผนเดิมก็คงไม่ได้ เพราะไหนๆอังกฤษก็แยกตัวออกมาเป็นเอกเทศได้สำเร็จ จนมีคริสตศาสนานิกาย Church of England เป็นของตนเองแล้ว จะให้หันกลับไปหาโรมอีกรอบ ทรัพย์สมบัติต่างๆของศาสนจักรที่ยึดมาเป็นของกษัตริย์ จะต้องคืนกลับไปให้โรมอย่างนั้นหรือ ประชาชนชาวอังกฤษไม่มีทางยอมแน่นอน เลยต้องใช้ข้อหาคบชู้กับก่อการกบฎดำเนินคดีกับแอนน์ โบลีนแทน จึงนำนางขึ้นสู่แดนประหารได้สมใจ

ความรู้สึกเมื่ออ่าน หลังจากอ่านมาทั้งสองเล่ม ต้องบอกเลยว่าเล่ม 2 (Bring Up the Bodies) นี่สนุกกว่าเล่ม Wolf Hall เยอะมากค่ะ ที่สำคัญก็คืออ่านง่ายกว่ามาก ตอนอ่าน Wolf Hall ยังนึกอยู่เลยว่าคนเขียนมีปัญหากับการใช้ภาษาหรือเปล่า เพราะใช้คำว่า he พร่ำเพรื่อมาก อย่างในเรื่องมีคุยกัน 5 คน ใช้ he อยู่คำเดียว ทำให้คนอ่านไม่รู้เรื่องว่า he นี่แทนใคร บางทีอ่านๆไปจนจบประโยค มั่นใจมากว่า he นี่แทนพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แน่นอน แต่พอขึ้นย่อหน้าใหม่ ถึงได้นึกขึ้นได้ว่า he นี่แทนโทมัส ครอมเวลล์ไปเสียนี่ เลยต้องย้อนกลับไปอ่านแบบนี้บ่อยมากค่ะ จนบางทีหงุดหงิดจนแทบจะเขวี้ยงหนังสือทิ้ง เลยต้องอ่านๆวางๆ หลายรอบมาก ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะภาษาอังกฤษของเราเองหรือเปล่าที่ไม่แข็งแรง แต่พอคลิกเข้าไปอ่านรีวิวในเว็บอเมซอน หรือ good read ก็เห็นพวกฝรั่งวิจารณ์แบบนี้กันเยอะมาก จนมาครึ่งหลังถึงได้ดีขึ้น เริ่มอ่านลื่นไหลไม่สะดุด ทำไห้ได้อรรถรสมาก โดยส่วนที่ฉันชอบที่สุดใน Wolf Hall ก็เห็นจะเป็นแง่มุมในเรื่องการปฏิรูปศาสนาในยุโรป เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่คริสตจักรนิกายโรมัน คาทอลิกเสื่อมโทรมมาก จึงทำให้เกิดการปฏิรูปศาสนาขึ้นในยุโรป ทั้งในประเทศเยอรมัน ซึ่งนำโดย มาร์ติน ลูเธอร์ ที่แยกเป็นนิกายโปรเตสแตนท์ ทางฝั่งสวิสก็มีนิกายคาลวิน และทางฝั่งอังกฤษเองก็มี William Tyndale ที่เป็นผู้นำนิกายโปรเตสแตนท์ด้วยเช่นกัน และเป็นผู้แปลคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าเฮนรี่ที่แปด ต้องการแยกตัวออกจากโรมด้วยเช่นกัน Wolf Hall จึงเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ให้ความรู้ประวัติศาสตร์ยุโรปในช่วงนั้นได้ครอบคลุม และละเอียดมากค่ะ

พอมาถึงเล่มที่ 2 คุณแมนเทลเธอพัฒนาเรื่องการเขียนขึ้นมากค่ะ อ่านสนุก บรรยายดี เห็นภาพชัดเจน คาแรคเตอร์ต่างๆ (โดยเฉพาะของโทมัส ครอมเวลล์) ที่หม่นๆมัวๆไม่ค่อยชัดเจนเหมือนมองผ่านเมฆหมอกของกรุงลอนดอนในเล่มแรก ก็ชัดเจนขึ้นทันตา อย่างคาแรคเตอร์ของโทมัส ครอมเวลล์นี่ชัดมาก ของพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดนี่อ่านแล้วเห็นภาพเลยค่ะ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักรัก ที่มีเสน่ห์ และเอาแต่ใจตัวเองมากมาย แต่ก็เป็นสุภาพบุรุษได้สุดๆเหมือนกัน อาจเป็นเพราะช่วงเวลาในเล่มสองนี่สั้นกว่าเล่มแรกเยอะก็ได้ เพราะแค่ 9 เดือนเท่านั้นในการหาเรื่องดำเนินคดีกับแอนน์ โบลีน แต่ที่ชอบสุดๆก็คือคาแรคเตอร์ของครอมเวลล์ที่นิ่งมาก สมเป็นมือขวาของกษัตริย์แห่งอังกฤษ ทั้งนิ่ง มั่นคงและหนักแน่นดั่งหินผา เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ที่สำคัญคือมีอารมณ์ขันด้วยค่ะ ซึ่งแทรกอยู่หลายจุดในหนังสือ ทำให้การอ่านไม่น่าเบื่อ อย่างตอนนี้อ่านแล้วถึงกับขำเลย

That every monarch needs a blow on the head from time to time….

แต่ที่ชอบที่สุดคือความเหี้ยมของครอมเวลล์ที่อยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดา สมเป็นบุรุษผู้กุมอำนาจในราชสำนักจริงๆ ตอน Wolf Hall ยังไม่ร้ายลึกเท่าเล่มนี้ พออ่านประโยคนี้แล้ว ฉันถึงกับปรบมือให้เลย ชอบมาก เพราะนี่คือนิสัยของครอมเวลล์เลย

Once you have exhausted the process of negotiation and compromise, once you have fixed on the destruction of an enemy, that destruction must be swift and it must be perfect.”

และ destruction ของครอมเวลล์ในภาคนี้ก็ swift และ perfect จริงตามที่พูดค่ะ เพราะทำเอาศัตรูเดินขึ้น Tower โดนประหารชีวิตกันเป็นว่าเล่น อีกตอนที่คนเขียนบรรยายดีจนต้องขอชมเลยก็คือ ตอนประหารชีวิตแอนน์ โบลีน ที่บรรยายดีมาก จนเหมือนกับเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วยจริงๆ เล่นเอาขนลุกเลย เขียนดีสุดยอดมากค่ะ สมกับได้รางวัลบุคเกอร์ซ้อนถึง 2 เรื่องติดกัน

ถ้าใครอ่าน Wolf Hall มาแล้ว ก็ขอแนะนำให้อ่าน Bring Up the Bodies เลยค่ะ จะได้ครบรส ได้ทั้งความสนุก และความรู้ทางประวัติศาสตร์ไปพร้อมๆกัน ในแง่มุมแปลกออกไปโดยไม่มีการชิงรักหักสวาทแบบ ทึ่เราเคยชินด้วยนะคะ

Wolf Hall มีแปลเป็นไทยแล้ว มีชื่อว่า อำมาตย์ผู้พลิกแผ่นดิน โดยสำนักพิมพ์ Earnest Publishing ส่วนเล่มแปลไทยของ Bring Up the Bodies น่าจะออกประมาณปีหน้า

นอกจากได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว Wolf Hall ยังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ซีรีย์โดยช่อง BBC2 ด้วยค่ะ น่าดูมากๆ

สรุปก็คือเป็นหนังสือดีที่น่าอ่านทั้งสองเล่ม ให้คะแนนเฉลี่ย 4/5 ทั้งสองเล่ม อยากแนะนำให้อ่าน ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ ❤

Never Let Me Go by Kazuo Ishiguro

หลังจากต้องเผชิญสภาวะมหาอุทกภัยที่แสนหนักหน่วงมาหมาดๆ คงไม่มีอะไรที่จะฟื้นฟูสภาพจิตใจตัวเองได้ดีเท่ากับการได้นั่งอ่านหนังสือเงียบๆคนเดียวอีกแล้ว และหนังสือที่เลือกหยิบมาอ่านโดยไม่ต้องคิดเลยก็คือหนังสือ Never Let Me Go ที่เขียนโดย Kazuo Ishiguro ที่จขบซื้อเก็บดองไว้นานจนเกือบลืมไปเลยว่ามีเล่มนี้อยู่ในคิวรออ่านด้วย

Never Let Me Go เป็นเรื่องราวความรัก ความสัมพันธ์ของเพื่อนสนิท 3 คนอันได้แก่ Kathy, Tommy และ Ruth โดยทั้งสามเติบโตขึ้นมาด้วยกันในโรงเรียนกินนอนที่สุดแสนจะพิเศษที่มีชื่อว่า Hailsham โดยชีวิตของทั้งสามคนนั้นถ่ายทอดออกมาโดยการเล่าเรื่องย้อนอดีตของ Kathy (ที่ปัจจุบันทำหน้าที่เป็น carer อยู่)ฟังพล็อตคร่าวๆก็แสนที่จะ cliche แล้ว หลายคนคงคิดว่าไอ้โรงเรียนกินนอน Hailsham นี้คงเป็นโรงเรียนประจำในอังกฤษสุดหรูที่มีไว้สำหรับสอนเด็กร่ำรวย คุณหนูสุดพิเศษทั้งหลายให้มีชีวิตเริ่ดหรูแบบเท้าไม่ติดดินเป็นแน่ แต่ไม่ใช่เลยค่ะ ตั้งแต่เปิดอ่านหน้าแรก การใช้คำของอิชิกูโร่ก็ชวนให้ฉุกใจคิดแล้ว โดยเขาใช้คำว่า guardian แทน teacher หรือ carer ที่คอยดูแล donor (donor ที่ donate อะไร ชวนให้สงสัยมาก)  ส่วนเด็กนักเรียนทั้งหมดในโรงเรียนก็มีสภาพความเป็นอยู่แบบปิดมากๆ ไม่มีการข้องแวะกับโลกภายนอกเลยแม้แต่นิดเดียว แถมยังไม่มีการพูดถึงครอบครัวของเด็กๆกันเลย Hailsham จึงเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกของเด็กพวกนี้จริงๆ ทำให้อ่านไปสงสัยไปว่าเด็กพวกนี้เป็นอะไรกันแน่ เป็นเด็กหลอดแก้ว หรือว่าเกิดจากกระบอกไม้ไผ่หรืออย่างไร ซึ่งปริศนานี้ก็ค่อยๆเปิดเผยออกมาเรื่อยๆ ผ่านทางชีวิตความเป็่นอยู่ของเด็กพวกนี้ ที่โรงเรียนพวกเขาถูกสอนฝึกเรียนวิชาศิลปะอย่างจริงจังมาก ทุกครั้งที่เด็กพวกนี้วาดรูป หรือเขียนบทกวี ก็จะมีตัวละครที่ทุกคนเรียกว่า มาดามมาเลือกชิ้นงานที่ดีที่สุดไปเสมอ โดยเป็นที่เข้าใจกันว่าผลงานเหล่านั้นจะถูกนำไปจัดแสดงที่แกลอรี่ (ซึ่งอยู่ที่ไหนก็มีไม่ใครรู้) และถ้างานศิลปะของใครถูกมาดามเลือกไปก็จะถือว่าเป็นความภาคภูมิใจสูงสุดเลยทีเดียว นอกจากศิลปะแล้ว พวกเขาก็ถูกสอนให้เล่นกีฬา รักษาสุขภาพตัวเองให้แข็งแรงอยู่เสมอ อ่านวรรณกรรม และเรียนรู้เรื่องเพศอย่างละเอียดละออ เมื่อเริ่มโตขึ้นพวกเขาก็เรียนรู้ได้มากขึ้นว่าตัวเองไม่สามารถมีลูกได้ แถมยังถูกห้ามไม่ให้อ่านหนังสือ หรือดูหนังที่เกี่ยวข้องกับการสูบบุหรี่กันเลยทีเดียว (โดยเฉพาะเรื่องเชอร์ลอค โฮล์ม ที่ตัวเอกติดฝิ่นงอมแงม)

และด้วยเรื่องวาดเขียนนี่เองที่ดึง Kathy กับ Tommy ให้มาสนิทกัน เพราะ Tommy เป็นคนวาดรูปแย่มาก เลยโดนเพื่อนล้อเป็นประจำ ทำให้เขาต้องระเบิดอารมณ์รุนแรงออกมา ซึ่งสิ่งนี้เองที่ดึงให้ Kathy หันมาสนใจเขา (อ่านๆไปก็พอรู้ว่า Kathy แอบหลงรัก Tommy อยู่ แต่ในที่สุด Tommy ก็ตัดสินใจคบกับ Ruth – ซึ่งเป็นคล้ายๆกับหัวโจกของกลุ่มแทน เรื่องราวจึงออกมาประมาณรักสามเส้า)

เรื่องราวก็ดำเนินไปเรื่อยๆจนกระทั่งเด็กทั้งหมดจบจาก Hailsham แล้วมาใช้ชีวิตต่อที่ Cottage  และความจริงที่น่าตกใจก็เริ่มเปิดเผยขึ้นเรื่อยๆว่าจริงๆแล้วพวกเขาคือมนุษย์โคลน โดยทุกคนที่ออกจาก Cottage ไปแล้วก็จะแยกย้ายกันไป โดยถ้าไม่เป็น carer อย่าง Kathy ก็ต้องทำหน้าที่เป็น donor บริจาคอวัยวะในตัวให้คนอื่นจนกว่าจะจบชีวิตลง ใครที่อึดมากๆ ก็จะบริจาคได้อย่างมากที่สุดถึงสี่ครั้งด้วยกัน เรื่องราวก็เริ่มขมวดขึ้นเรื่อยๆเมื่อแคธี่ต้องมารับหน้าที่ดูแลรูธที่ต้องพักรักษาตัวหลังจากบริจาคอวัยวะเป็นครั้งแรก และความทรงจำเกี่ยวกับทอมมี่จึงกลับมาอีกครั้ง เพราะรูธรู้สึกสำนึกผิดจึงพยายามดึงให้ Kathy กับ Tommy กลับมาสมรักกัน (หลังจากที่โดนตัวเองแย่งไปตั้งนาน) ซึ่งก็ออกจากสายเกินไปสักหน่อย เพราะทอมมี่เองก็บริจาคอวัยวะมาถึงสามครั้งแล้ว เหลืออีกแค่ครั้งเดียวก็ต้องจบชีวิตลง

Ishiguro เขียนเรื่องนี้ได้สะเทือนใจมากค่ะ โดยเฉพาะการหยิบยกประเด็นในแง่ความเป็นมนุษย์ขึ้นมา อ่านแล้วสงสารตัวละครมากเรียกว่า heart breaking เลยล่ะ เพราะทุกคนล้วนแล้วแต่มีความฝัน มีเลือดเนื้อ มีอารมณ์ความรักเหมือนมนุษย์ปุถุชนธรรมดาทั้งๆที่มีชีวิตอยู่เพื่อบริจาคอวัยวะให้คนอื่นจนตัวตายเท่านั้น ทำให้เกิดการตั้งคำถามขึ้นมาว่าจะต้องทำให้พวกเขาเป็นมนุษย์ และมีชีวิตจิตใจแบบมนุษย์ไปทำไม จขบ.ทึ่งในลีลาการเขียนของอิชิกูโร่มาก คือมันจะนิ่งๆ แต่ว่า precise มาก ไม่มีคำไหนที่เกินเลย หรือเวิ่นเว้อแม้แต่คำเดียว ออกจะเป็นการเล่าเรื่องราวที่ไร้อารมณ์ด้วยซ้ำ แต่ไอ้การเขียนแบบไร้อารมณ์นี่แหละที่สุดยอดมาก เพราะสิ่งที่เขาไม่ได้เขียนออกมาตรงๆต่างหากที่ทำให้คนอ่านอย่างเราน้ำตานองหน้าได้เลย ขอคารวะในชั้นเชิงการเขียนจริงๆค่ะ เขียนดีสมเป็นมาสเตอร์พีซอีกเรื่องต่อจาก The Remains of the Day ได้เลย

Kazuo Ishiguro คือนักเขียนระดับแนวหน้าของอังกฤษ เขาเกิดที่ญี่ปุ่น แต่ย้ายมาอยู่ที่อังกฤษต้ังแต่อายุห้าขวบ และเขียนนวนิยายทุกเรื่องเป็นภาษาอังกฤษ (ส่วนตัว จขบ. ไม่เคยคิดว่าเขาเป็นคนญี่ปุ่นเลย คิดว่าเขาคือคนอังกฤษมาโดยตลอด เลยชอบที่จะเรียกชื่อเขาว่าอิชิกูโร่ ตามแบบตัวสะกดภาษาอังกฤษ มากกว่า อิชิงุโร่แบบญี่ปุ่น) ผลงานสร้างชื่อที่ทุกคนชื่นชอบ และรู้จักกันดีก็คือเรื่อง The Remains of the Day ที่ได้รางวัลบุคเกอร์ไปครอง ส่วน Never Let Me Go ถึงจะพลาดบุคเกอร์ไปอย่างน่าเสียดาย แต่ก็ได้รางวัลอื่นอีกหลายรางวัลมาครองแทน (ขี้เกียจสาธยาย ดูที่ปกในแทนละกันนะคะ) เรื่องนี้ถูกนำมาสร้างเป็นหนังด้วยค่ะ แต่ไม่แน่ใจว่าจะสามารถถ่ายทอดความบอบบาง และนุ่มนวลของอารมณ์ออกมาได้ครบถ้วนหรือเปล่า เพราะจขบ. ก็ไม่ได้ดูเหมือนกัน

Never Let Me Go มีแปลเป็นไทยแล้วนะคะ ใช้ชื่อเรื่องว่า แผลลึก หัวใจสลาย โดยสนพ. เออร์เนส พับลิชชิ่งค่ะ

Excerpt (ตอนนี้เองที่อ่านแล้วน้ำตาไหลพรากเลย)

That was the only time, as I stood there, looking at that strange rubbish, feeling the wind coming across those empty fields, that I started to imagine just a little fantasy thing, because this was Norfolk after all, and it was only a couple of weeks since I’d lost him.  I was thinking about the rubbish, the flapping plastic in the branches, the shore-line of odd stuff caught along the fencing, and I half-closed my eyes and imagined this was the spot where everything I’d ever lost since my childhood had washed up, and I was now standing here in front of it, and if I waited long enough, a tiny figure would appear on the horizon across the field, and gradually get larger until I’d see it was Tommy, and he’d wave, maybe even call.  The fantasy never got beyond that – I didn’t let it – and though the tears rolled down my face, I wasn’t sobbing or out of control.  I just waited a bit, then turned back to the car, to drive off to wherever it was I was supposed to be.