คลายร้อนด้วยข้าวแช่ที่บ้านวรรณโกวิท (Khao Chae – a classic Thai summer delight)

Processed with VSCOcam with s3 preset
บ้านวรรณโกวิท

(scroll down for English version)

หน้าร้อนปีนี้อากาศร้อนมาก และร้อนนาน เหมือนจะไม่ยอมจากไปง่ายๆนะคะ ยิ่งอากาศร้อนจัดแบบนี้ ก็อดชื่นชมภูมิปัญญาของคนไทยสมัยโบราณไม่ได้ ที่ช่างคิด ประดิษฐ์ประดอยปรุงอาหารอร่อยๆ มารับประทานเพื่อดับร้อนกัน อย่างข้าวแช่นี่ที่หนึ่งเลยค่ะ ได้รับประทานเมื่อไหร่ เป็นได้ชื่นใจทุกครั้งไป และเมื่อหน้าร้อนเวียนกลับมาทักทายเราอีกครั้ง ก็ถือเป็นกิจวัตรของฉันที่จะต้องเสาะหาร้านอาหารที่ทำข้าวแช่อร่อยๆมารับประทานทุกปีไป 🙂

และก็บังเอิญโชคดีที่เห็นเพื่อนโพสต์ภาพบ้านเก่าโบราณหลังหนึ่งบนเฟสบุ๊ก พร้อมกับบอกว่ามารับประทานข้าวแช่ที่นี่ ทำเอาฉันสนใจขึ้นมาทันที และมีความมั่นใจอยู่ลึกๆว่า ลองเปิดบ้านเก่าโบราณขายข้าวแช่ขนาดนี้ ก็น่าจะต้องเป็นข้าวแช่สูตรโบราณแต่ดั้งเดิม ซึ่งถ้าไม่ใช่ของวังใดวังหนึ่ง ก็ต้องเป็นของคนเก่าแก่เป็นแน่ และก็ใช่จริงๆ เพราะได้ลองสอบถามคุณแต้วเจ้าของบ้าน จึงทราบว่าเป็นสูตรข้าวแช่ชาววังประจำครอบครัวตั้งแต่รุ่นคุณยาย ที่ถ่ายทอดกันมาจนถึงรุ่นหลาน ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เลยทีเดียว ฟังแล้วน่าทึ่งนะคะ เพราะอาหารรสมือคนโบราณนับวันจะสูญหายไปกับกาลเวลา ถ้ารุ่นลูกรุ่นหลานไม่สนใจสืบสาน ต่อไปก็คงไม่เหลือให้รู้จักกัน

วันนั้น ฉันไปถึงบ้านวรรณโกวิทประมาณเที่ยงครึ่งค่ะ ร้านตั้งอยู่บนถนนราชดำเนินกลาง ตรงสี่แยกคอกวัว เข้าซอยมานิดเดียวก็ถึงบ้านแล้วค่ะ เป็นบ้านเก่าโบราณ สวยงาม เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา เจ้าของบ้านเปิดบ้านทำข้าวแช่ขายเอง จึงทำวันละไม่มากชุดนัก ถ้าจะไป ขอแนะนำให้โทร.มาจองก่อน ถ้าขับรถมาก็จอดรถในบ้านได้ค่ะ จอดได้ประมาณ 10 คัน พอมาถึง คุณแต้วก็นำน้ำมะตูมมาเสิร์ฟ นั่งรอไม่นาน ก็ได้รับประทานข้าวแช่กัน

ชุดข้าวแช่ของร้าน
ชุดข้าวแช่ของร้าน

ข้าวแช่ของที่นี่เค้าจัดมาพอดีอิ่มค่ะ ไม่มากไป ไม่น้อยไป เติมน้ำ เติมข้าว เติมผักเครื่องเคียงได้ตลอด ทานคำแรกบอกเลยว่าอร่อยมากกกกกค่ะ ข้าวขัดขาว เมล็ดเรียว รับประทานกับน้ำข้าวแช่ใสสะอาด อบร่ำควันเทียน หอม ชื่นใจมากค่ะ ที่สำคัญคือหอมกลิ่นดอกชมนาดแบบอบอวลจริงๆ (ใช้ดอกชมนาดที่เจ้าของบ้านปลูกเอง) เรียกว่าทานแล้วปลื้มเลย เพราะนี่คือความละเมียดละไมของการรับประทานข้าวแช่อย่างแท้จริง ฉันเองไม่ได้กลิ่นหอมของน้ำข้าวแช่แบบนี้นานมากแล้ว ส่วนกับก็อร่อยทุกอย่างค่ะ ทั้งพริกหยวกสอดไส้ที่ใช้เนื้อหมูที่แทบไม่ติดมันเลย ปรุงรสเจือหวานนิดๆ อร่อยมากค่ะ ปลาหวาน เนื้อฝอย ลูกกะปิผัด และไชโป๊วผัด โดยเฉพาะเนื้อฝอยนี่หอมกลิ่นเนื้ออวลอยู่ในปากเลย ^_^ โดยรวมแล้วอร่อยทุกอย่าง แต่ถ้าจะติงก็คงเป็นลูกกะปิที่ออกเค็มไปนิด (ด้วยความที่โตมากับกะปิที่เค็มน้อยกว่านี้ และเจือหวานกว่านี้หน่อย) กับไม่มีหัวหอมสอดไส้ แต่แค่นี้ก็ชื่นใจสุดๆแล้วค่ะ

ระหว่างรับประทานไป ก็รื่นรมย์กับบรรยากาศบ้านเก่าโบราณรอบตัวไปด้วย เจ้าของบ้านอยู่กันแบบสบายๆ โดยไม่พยายามตกแต่งหรือปรับเปลี่ยนบ้านเพื่อต้อนรับลูกค้าแต่อย่างใด จึงได้อารมณ์เหมือนแวะมาทานข้าวแช่บ้านเพื่อนที่มีคุณย่าคุณยายอยู่ในบ้าน อาจจะร้อนอบอ้าวไปนิด เพราะไม่ได้ติดแอร์ แต่พอได้ทานข้าวแช่ก็ชื่นใจคลายร้อนได้ดีค่ะ (แต่ถ้ากลัวร้อน ขอแนะนำให้นั่งข้างในจะดีกว่า) นอกจากข้าวแช่แล้วที่ร้านยังมีข้าวตังหน้าตั้ง ขนมจีนซาวน้ำ และซ่าหริ่ม ด้วย แต่แค่ข้าวแช่ฉันก็อิ่มตื้อแล้ว วันนั้นเลยทานแค่ชุดข้าวแช่ (ข้าวแช่ พร้อมซ่าหริ่ม) อย่างเดียว ชุดละ 250 บาทค่ะ และสั่งข้าวแช่เฉยๆกลับไปทานบ้านด้วย (ชุดละ 220) แต่แอบผิดหวังนิดนึงที่ให้ผักเครื่องเคียงกลับบ้านน้อยเหลือเกิน

ทานเสร็จก็ออกมาเดินเก็บภาพบ้านเก่าโบราณ เพลิดเพลินดีค่ะ ได้บรรยากาศที่แปลกออกไป ช่วงสงกรานต์เค้ามีนัดแต่งชุดไทยมาทานข้าวแช่กันด้วย น่ารักดีนะคะ 🙂

พยายามแต่งตัวให้เข้ากับบ้าน
พยายามแต่งตัวให้เข้ากับบ้าน

หากใครสนใจ ลองเข้าไปหาข้อมูลและประวัติของบ้านเพิ่มเติมที่ Facebook บ้านวรรณโกวิท ได้เลยค่ะ ถามคุณแต้วดูแล้ว น่าจะขายข้าวแช่ถึงเดือนมิถุนายนนี้เท่านั้น 🙂

ลองดูนะคะ ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ ❤

 

As a Thai, summer is the least-welcoming season of all for it comes with excessive heat and scorching sun.  When it attacks us in full force (mostly in mid-April during Songkran holiday), the heat is almost unbearable.  Even so, summer still has its bright side to look forward to.  It is the season when we (Thai people) have a chance to enjoy the most refined and the most delectable dish of all (in my opinion – sometimes I even consider it a National pride due to its complex recipe and super deliciousness) Khao Chae – a classic summer dish for Thai people.  The word “Khao Chae” literally means “Rice soaked in cool water”.  It might sound complicating to those who are not familiar with it.  How can it be delicious? Some might wonder….

The history of Khao Chae might take you far back to the reign of King Rama II when Khao Chae first appeared in Royal court (which is around 165 years ago) as a means of relief during hot season.  We have reason to believe that it was originated from Mon cuisine.  During the time when ice had not been invented, scented water was kept cool in an earthen ware.

From simple Mon Cuisine, Khao Chae has grown, developed and graduated into one of the most complex, most elaborated, most beautifully ornated and most delicious dishes of Thai cuisine enjoyed by most Thai people.  Well,  to cut the matter short, let’s get to know the real shining star of authentic Thai cuisine.

 Khao Chae comprises of 3 parts that are rice, scented water and crushed ice.  As for scented water, it is the key component that compliments the whole dish and makes Khao Chae uniquely delicious.  Good scented water must be infused with sweet, light,  floral scents of jasmine, chamanad, and kradanga flowers, combined with the charming scent of scented candle smoke that provides base note for the whole dish.  In olden days, people judged the quality of Khao Chae from the scent of water.

Then come the side dishes.  Recipes vary but the essentials remain the same that are

Kapi ball which is “shrimp paste” mixed with shallot, garlic, wild ginger and palm sugar.  Then cooked in the heat until evaporated.  Then form the paste into the ball.

Stuffed shallots Fried Thai shallots that are stuffed with a mix of ground fish meat, herbs, spices, fish sauce, and palm sugar.

Stuffed sweet pepper Stuff sweet pepper with seasoned ground pork.  Then steam it and let it cool.  After that, deep fry and wrap it in lacy egg wrap.

Shredded sweetened beef or pork Tear meat into strands, then season them with palm sugar and fish sauce. Allow to dry then deep fried afterward.

Stir-fried sweet pickled Chinese turnips with eggs

Accompany the Khao Chae set with fresh vegetable and fruit such as raw mango, cucumber,wild ginger to balance the taste.

Enjoy!

 

Advertisements

อาหารใต้ที่ปรายระย้า

ร้านปรายระย้า
ร้านปรายระย้า

เมื่อคืนเพื่อนโรงเรียนเก่านัดเลี้ยงกลุ่ม ด้วยความที่เพื่อนนางหนึ่งกำลังอินกับอาหารใต้สุดๆ ก็เลยเอาใจนางด้วยการนัดรวมกลุ่มไปทานอาหารใต้กันซะเลย และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะร้านระย้าของคุณป้ากุหลาบ ร้านอาหารใต้ชื่อดังระดับตำนานของภูเก็ต เขาย้ายมาเปิดเอาใจพวกเราชาวกรุงกันถึงที่ โดยอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ในซอยสุขุมวิท ซอย 8 นี่เอง เป็นร้านที่พวกเราเล็งมาตั้งแต่เปิดแล้ว พอมีโอกาสรวมพลกันได้ จึงรีบมาชิมกันอย่างพร้อมเพรียง ประมาณว่ารถติดขนาดไหน ก็ไม่ยั่นค่ะ

ร้านปรายระย้านี้ทราบจากเพื่อนว่าเป็นร้านที่คุณปราย หลานสาวเจ้าของร้านระย้ามาเปิด พอนำสองชื่อมารวมกัน เป็นปรายระย้าเพราะมากเลยค่ะ นอกจากชื่อจะเพราะแล้ว บรรยากาศของร้านก็โอ่โถง สวยงามสไตล์ชิโน-โปรตุกีส น่านั่งมาก (ขอบอกว่ากระเบื้องปูพื้นสวยเชียวค่ะ) การเดินทางก็สะดวก เข้ามาจากสุขุมวิทซอย 8 ประมาณ 400 เมตร ร้านอยู่ซ้ายมือ มองเห็นเด่นมาแต่ไกล มีที่จอดรถไว้บริการด้วยค่ะ สะดวกมาก หรือจะมาโดยรถไฟฟ้า ลงจากสถานีนานาก็ถึงสุขุมวิทซอย 8 เลย

พอจะทราบข้อมูลกันคร่าวๆแล้วนะคะ งั้นเรามาเริ่มกันเลยดีกว่า ฉันขอประเดิมจานแรกด้วยแกงปูใบชะพลูกับเส้นหมี่ จานที่พวกเราทุกคนรอคอย และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะเนื้อปูสดหวาน เสิร์ฟมาเป็นก้อนๆ รสชาติกลมกล่อมสุดๆ เรียกว่าทานกันจนลืมเมาท์เลย 😉

แกงปูใบชะพลูกับเส้นหมี่
หมี่แกงปูใบชะพลู

ตามติดมาด้วย ไข่เจียวกากหมู สำหรับคนชอบกากหมู ห้ามพลาดเลยค่ะ เพราะกากหมูอย่างอร่อยเลย แต่ฉันว่าไข่เจียวอมน้ำมันไปนิด ควรทานตอนกำลังร้อนๆ เพราะพอเย็นแล้วจะเลี่ยนไปหน่อย

ไข่เจียวกากหมู
ไข่เจียวกากหมู

จากนั้นก็มา่ต่อกันด้วยอาหารใต้ยอดฮิต ใบเหลียงผัดไข่ ที่ฉันชอบมากๆเลย คนเดียวซัดไปเกือบหมดจาน เกรงใจเพื่อนเหมือนกัน 😀

ใบเหลี่ยงผัดไข่
ใบเหลี่ยงผัดไข่

ตามติดมาด้วยน้ำพริกกุ้งเสียบ รสจัดจ้าน สมเป็นอาหารใต้ สำหรับฉันแล้ว น้ำพริกกุ้งเสียบของที่นี่อร่อยที่สุดแล้วค่ะ เอามาคลุกกับข้าว แนมกับผักสด ทานเพลินจนลืมอิ่ม 🙂

น้ำพริกกุ้งเสียบ
น้ำพริกกุ้งเสียบ

และก็มาถึงอาหารใต้ยอดฮิต ผัดสะตอกะปิกุ้ง ที่อร่อยมากๆ แต่ฉันเป็นคนทานสะตอไม่ได้มาก ทานได้สองสามคำก็ต้องวาง แต่ถ้าใครชอบสะตอละก็ ห้ามพลาดเลยจานนี้ เป็นดาวเด่นของร้านเลยค่ะ

ผัดสะตอกะปิกุ้ง
สะตอผัดกะปิ

จานต่อมาเป็นจานที่อร่อยสุดๆ หนวดปลาหมึกทอดกรอบ เป็นจานที่ทุกคนบอกว่าอร่อยที่สุด หนวดปลาหมึกสด กรอบ หวาน หนึบได้ใจม้ากกกค่ะ เล่นเอาสั่งซ้ำหลายรอบเลยจานนี้ 🙂

หนวดปลาหมึกทอดกรอบ
หนวดปลาหมึกทอดกรอบ

เสร็จแล้วก็ต่อด้วยห่อหมกปูที่ไม่หวงเนื้อปูเลยค่ะ ใส่มาเป็นก้อนเหมือนเคย รสชาติกลมกล่อม อร่อยมาก

ห่อหมกปู
ห่อหมกปู

ต่อมาเป็นจานโปรดของฉันเอง คั่วกลิ้งกระดูกอ่อน รสชาติจัดจ้าน แต่ไม่เค็มจัด เผ็ดจัดเหมือนร้านอื่น กระดูกหมูกรุบๆ ทานกับผักสด ฟินเลยค่ะ

คั่วกลิ้งกระดูกอ่อน
คั่วกลิ้งกระดูกอ่อน

จานสุดท้าย เพื่อนสั่ง หมูผัดกะปิน้ำ เพื่อนๆในโต๊ะชอบมาก เป็นหมูติดมันรสชาติจัดจ้าน มีทั้งเค็ม ทั้งเปรี้ยว เป็นเอกลักษณ์มาก แต่ฉันชอบคั่วกลิ้งมากกว่า ทานได้ไม่กี่คำ รู้สึกว่ารสจัดเกิน เลยต้องกลับมาหาคั่วกลิ้งตามเดิม

หมูผัดกะปิน้ำ
หมูผัดกะปิน้ำ

สั่งกันมาอย่างบ้าคลั่ง 9 อย่าง16 จาน อิ่มตื้อจนทานอะไรต่อไม่ไหว เลยต้องถึงคราวของหวานซักที โต๊ะเราสั่งเค้กมะพร้าว กับเฉาก๊วย และก็เฉาลำ (ซึ่งก็คือเฉาก๊วยน้ำลำไย – เห็นชื่อตอนแรก เล่นเอาอึ้งไปแพ้บ นึกว่าภาษาใต้ 555) อร่อยใช้ได้หมดค่ะ เสียดายไม่ได้ทานมะม่วงเบาที่ขึ้นชื่อของร้านนี้ เพราะว่าของหมด คงต้องยกยอดไปคราวหน้าแล้ว มะม่วงเบานี่เพื่อนชอบมาก บอกว่าเป็นมะม่วงดองลูกเล็กๆ แต่รสชาติจะเบากว่า และสดชื่นกว่ามะม่วงดองทั่วไป

เค้กมะพร้าว
เค้กมะพร้าว

เรียกได้ว่างานนี้กลับบ้านกันไปแบบฟินสุดๆ ทั้งได้ทานอาหารอร่อย ทั้งได้คุยเม้าท์มอยกันเพื่อนๆอย่างสนุกสนาน ทั้งทานทั้งหัวเราะจนเหนื่อย ไม่ผิดหวังเลยค่ะ ขนาดฉันเองที่ออกจะกริ่งเกรงอาหารใต้ ด้วยความที่กลัวเผ็ดจัด เค็มจัด แต่พอมาทานจริงๆ ชอบมากๆ เพราะอร่อยมากทุกอย่าง เป็นอาหารใต้ที่รสชาติกลมกล่อม อร่อยจนต้องเขียนถึงเลยค่ะ ❤

ทานกัน 10 คน หมดค่าเสียหายไปคนละ 600 บาท นับว่าคุ้มมากๆเลยนะคะ สำหรับร้านในสุขุมวิท

แล้วพบกันใหม่ค่ะ 😉