Death in the Afternoon แชมเปญของเฮมิงเวย์ที่ร้าน Vesper

Death in the Afternoon or Hemingway Champagne
Death in the Afternoon or Hemingway Champagne

เมื่อต้นปีได้มีโอกาสไปงานคืนสู้เหย้าของโรงเรียนที่ฉันร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็กๆ ทำให้ฉันได้มีโอกาสกลับไปซอยคอนแวนต์แสนรักของตัวเองอีกครั้ง จริงๆก็ใช่ว่าจะไม่ได้แวะเวียนไปเลยหรอกนะคะ ก็มีไปบ้างเป็นครั้งคราว เพียงแต่ไม่ได้อยู่นานจนถึงดึกดื่น พร้อมกับบรรยากาศครึกครื้นประหนึ่งงานกีฬาสีเหมือนอย่างคราวนี้ ช่วงค่ำๆ ฉันเลยแว่บออกจากโรงเรียน เดินข้ามถนนมาหาอะไรทานกับเพื่อนๆ เห็นร้านเวสเปอร์โดดเด่นมาแต่ไกล จริงๆชอบร้านนี้มากเลยนะคะ เป็นร้านที่บรรยากาศดีมาก อาหารอร่อย บริการดี ไม่ผิดหวัง แต่ที่อยากจะเขียนถึงเป็นพิเศษ แบบยกให้เป็นพระเอกในบล็อกนี้ไปเลยก็คือคอกเทลชื่อแปลก ที่ฟังครั้งแรก ก็ออกแนวเฮมิงเวย์ม้าก มาก (ตอนแรกไม่รู้เลยว่าเป็นชื่อเดียวกับเรื่องสั้นเรื่องนึงของคุณป๋า) เพียงแค่ฟังก็นึกเห็นหน้าป๋าลอยมาเลย อธิบายไม่ถูก คือว่ามันได้ฟีลมากๆเลยค่ะ (คนที่อ่านหนังสือของเฮมิงเวย์มาบ้าง คงพอคุ้นๆกับอารมณ์แบบแมนๆ ที่สุดแสนจะศิวิไลซ์แบบนี้)

เนื่องจากร้านนี้เค้าขึ้นชื่อในเรื่องคอกเทลอยู่แล้ว พอบริกรแนะนำปั๊บ ฉันก็สั่งมาลองทันทีโดยไม่รีรอ บริกรก็ไม่ได้บอกอะไรมาก บอกแค่ว่าเป็น Absinthe (ถ้าอยากอ่านแบบฝรั่งเศสก็แอ๊บแซ็งธ์ แต่ถ้าอยากเป็นอเมริกันชนก็แอ็บซินธ์ ไม่ว่ากัน ^^) ผสมกับ Sparkling wine แต่พอฉันได้ยินคำว่า Absinthe เท่านั้น ก็ตาโตเลย เห็นทีไม่ลองไม่ได้แล้วล่ะ คอกเทลแก้วนี้ เพราะการจะหาเจ้าภูตสีเขียวแอ๊บแซ็งธ์ดื่มนั้น คงไม่ได้มาเสิร์ฟให้เราดื่มถึงบ้านกันได้ง่ายๆ คุณผู้อ่านคงเริ่มสงสัยแล้วว่าเจ้าเหล้าต้องห้าม หรือเจ้าภูตสีเขียว (green fairy) Absinthe นี่มันมีความพิเศษหรือมีความแปลกอะไรกันนักหรือ

แน่นอนว่าต้องมีอยู่แล้วค่ะ โดยความน่าสนใจของมันก็คือ เจ้าเมรัยสีเขียวมรกต Absinthe นี้จัดเป็นเหล้าที่มีปริมาณแอลกอฮอล์สูงมากเป็นอันดับต้นๆในบรรดาหมู่มวลแอลกอฮอล์ทั้งหลาย โดยปริมาณแอลกอฮอล์ของนางอยู่ในระดับ 60 อัพ เรียกว่าจุดไฟติดได้เลยค่ะ Absinthe เป็นเหล้าสัญชาติสวิส (แต่กลับเป็นที่นิยมอย่างสูงสุดในฝรั่งเศส) มีรสชาติของ Anise ที่ได้จากการกลั่นสมุนไพรหลายๆชนิด เช่น green anise, sweet fennel และก็ grand wormwood ซึ่งตัวนี้แหละ ที่ทำให้ Absinthe กลายเป็นภูติสีเขียวมรกตออกฤทธิ์กระตุ้นประสาทสัมผัสของผู้เสพ ให้สร้างจินตนาการไปได้ไกลดั่งใจปรารถนา จึงไม่น่าแปลกที่แอ๊บแซ็งธ์จะเป็นที่โปรดปรานของบรรดานักเขียน และศิลปินชื่อดังก้องโลกทั้งหลาย อย่าง Papa Hemingway (คนนี้ก็แน่นอนอยู่แล้ว), Oscar Wilde, Arthur Rimbaud, Charles Baudelaire, Vincent van Gogh, Pablo Picasso

เนื่องจากเจ้าภูติสีมรกตนางนี้ ส่งผลต่อระบบประสาทโดยตรง ทำให้ผู้คนที่ติดเหล้าชนิดนี้ประสาทเสีย สมองเสีย เป็นบ้าเป็นบอไปตามๆกัน จนทำให้บางประเทศ อย่างสหรัฐอเมริกา และหลายประเทศในยุโรป อย่างเช่น ฝรั่งเศส, สวิตเซอร์แลนด์ และ เนเธอร์แลนด์ ออกกฎหมายห้ามดื่ม ห้ามผลิต จนเจ้าแอ๊บแซ็งธ์นี่กลายเป็นเหล้าต้องห้ามไปจนกระทั่งมีคำสั่งยกเลิกเมื่อกลางยุคเก้าศูนย์นี่เอง

นอกจากนางจะเป็นเหล้าที่ไม่ธรรมดาแล้ว แน่นอนว่ากรรมวิธีการดื่มก็ต้องไม่ธรรมดาตามไปด้วย แน่นอนว่าจะดื่มภูติสีมรกตทั้งที ก็ต้องกรีดกราย วิจิตรบรรจง ให้สมฐานะกันสักหน่อย แต่ถ้าเขียนทั้งหมดก็จะกลายเป็นข่มคอกเทลเจ้าของเรื่องไป คุณผู้อ่านสามารถอ่านเรื่องราวของภูติสีเขียว หรือเมรัยสีมรกตนางนี้เพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ http://lets-drink.blogspot.com/2012/02/absinthe.html

คราวนี้ก็กลับมาที่ Death in the Afternoon ของเรากัน คอกเทลชนิดนี้คิดค้นโดย เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ นักเขียนชื่อดังก้องโลกผู้พิศมัยเมรัยสีมรกตแอ๊บแซ็งธ์เสียเหลือเกิน คุณป๋าเลยคิดค้นสูตรคอกเทลนี้ขึ้น โดยนำเมรัยสุดโปรดมาผสมกับแชมเปญ และตั้งชื่อตามหนังสือที่ตัวเองเขียนซะเลย นอกจากนี้ คอกเทลตัวนี้ยังมีอีกชื่อหนึ่งว่า Hemingway Champagne เพื่อระลึกถึง Papa Hemingway อีกด้วย

วิธีการผสมก็ตามสูตรนี้เลยค่ะ แต่ก่อนจะผสมต้องแช่เย็นก่อนนะคะ

* ส่วนผสม *

Absinthe 1 oz.

แชมเปญ หรือ Dry Sparkling wine 3 oz.

* วิธีผสม *

เทเหล้าแอ๊บแซ็งธ์ลงไปในแก้วแชมเปญ (Champagne Flute) จากนั้นจึงเติมแชมเปญลงไปจนได้คอกเทลสีเขียวขุ่นตามรูป

คอกเทลนี้เหมาะสำหรับดื่มยามบ่าย โดยค่อยๆจิบอย่างช้าๆ เพื่อละเลียดรสชาติ และกลิ่นหอมของ Absinthe ที่ผสานกันอย่างลงตัวกับพรายฟองอ่อนละมุนของแชมเปญ อาจใช้เหล้า Absinthe ที่มีระดับแอลกอฮอล์อ่อนหน่อยถ้าไม่อยากเจอภูติสีมรกตร่ายมนต์จนกลายเป็น Death in the Afternoon จริงๆ 😉

Cheers!

Advertisements

My Summer Dessert – Baba au Rhum (Julia Child’s recipe)

Baba au Rhum
Baba au Rhum

หน้าร้อนปีนี้มาถึงเร็ว และก็ออกจะหนักหน่วงกว่าทุกๆปีนะคะ เรียกว่ามาแบบไม่ทันให้ตั้งตัว เพราะพอเริ่มจะรู้สึกร้อนอ้าวๆเท่านั้น แป๊บเดียวก็จัดเต็มแบบร้อนมากมายจนแทบทนไม่ไหว เล่นเอาคนรอบข้างได้รับผลกระทบ ป่วยไปตามๆกัน ฉันเองก็เหมือนกัน เรียกว่าร้อนจนแทบไม่อยากทำอะไร พาลจะไม่อยากอาหารตามไปด้วย (จะว่าไปก็ดีเหมือนกันนะคะ ได้คุมน้ำหนักไปด้วยในตัว 😉 ) ด้วยความที่ทานอะไรไม่ค่อยลง บางครั้งเลยรู้สึกโหยๆ เพลียๆ อยากทานอะไรหวานๆ เย็นๆ ชื่นใจๆ ที่ไม่ค่อย rich มาก จะทานเค้กมันก็หนักเกิน หรือจะทานขนมตามฤดูกาล อย่างข้าวเหนียวมะม่วง หรือข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียนอะไรแบบนี้ ก็รู้สึกว่าจะทำร้ายกระเพาะของตัวเองมากไป เลยไม่รู้ว่าจะเอาไงดี หันไปหันมา เลยนึกถึงขนมแสนอร่อยชนิดนี้ขึ้นได้ เพราะเคยทานตอนไปเที่ยวต่างประเทศ และจำได้ว่ามันอร่อยม้ากกกก เป็นขนมเนื้อบางเบา ราดด้วย rum syrup หอมหวานชื่นใจสุดๆ ทานกับครีม และผลไม้สด อร่อยเลิศเลอมาก ที่ต้องเรียกว่าเป็นขนมเนื้อบางเบา ก็เพราะมันจะเป็นเค้กก็ไม่ใช่ หรือจะเป็นขนมปังหวานก็ไม่เชิง ทางฝรั่งเจ้าของสูตรเค้าเลยเรียกเจ้าตัวขนมชนิดนี้ไว้อย่างน่ารักว่า Baba ค่ะ เวลาทานก็ราดกับ rum syrup ให้ชุ่ม เพิ่มวิปครีมกับผลไม้ตามฤดูกาลได้ตามชอบใจ

โดยเจ้า Baba au Rhum นี้นางเป็นสาวฝรั่งเศสค่ะ กรรมวิธีการทำก็เลยต้องน่ารัก ฟรุ้งฟริ้ง ละเมียดละไม ตามแบบสาวฝรั่งเศสไปด้วย ถ้าใครเคยดูภาพยนตร์เกี่ยวกับอาหารสุดคลาสสิคเรื่อง Babette’s Feast (มีแปลไทยด้วยนะคะ โดยฉันเอง ชื่อไทยว่า “งานเลี้ยงของบาเบตต์” ขออนุญาตโฆษณาแป๊บ 55555) คงต้องจำขนมปิดท้ายมืออาหารสุดอลังการของบาเบตต์ได้เป็นอย่างดี ที่เป็นขนมในพิมพ์รูป Bundt แล้วราดด้วย rum syrup ทานกับผลไม้สดนั่นล่ะค่ะ โดยขนมแสนน่ารักที่อร่อยเลิศเลอจานนั้นก็คือเจ้า Baba au Rhum ที่ฉันกำลังพูดถึงนี่เอง หรือถ้านักดูหนังรุ่นใหม่ขึ้นมาหน่อย คงจำเรื่อง Julia ที่เป็นเรื่องราวของ Julia Child ปรมาจารย์ด้านอาหารของอเมริกาได้ ขนมนี้ก็อยู่ในหนังเรื่องนี้เหมือนกันค่ะ โดยสูตรที่ฉันใช้ก็คือสูตรของคุณจูเลีย ไชล์ดนี่เอง เพียงแต่ปรับไปใช้พิมพ์เค้กแบบ bundt แทนพิมพ์แท่งทรงจุกคอร์กแชมเปญ เพราะหาง่ายกว่า (และก็เป็นพิมพ์ที่บาเบตต์เลือกใช้ด้วย ^_^ )

แต่จะว่าไปสาวฝรั่งเศสนางนี้ มีบรรพบุรุษที่อพยพมาจากโปแลนด์ในศตวรรษที่ 18 โดยเข้ามาทางแคว้น Alsace-Lorraine เป็นขนมที่กษัตริย์โปแลนด์ที่ทรงลี้ภัยมาอยู่ฝรั่งเศสโปรดมาก เลยหอบหิ้วนางมาด้วย นางเลยกลายเป็นสาวฝรั่งเศสตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา จนเป็นที่รู้กันว่าถ้าพูดถึง Baba (yeast bread) ก็ต้องราดด้วยรัมคู่กันไป ❤

ทราบประวัติกันพอหอมปากหอมคอแล้วนะคะ ถึงคราวลงมือทำกันซักทีเนอะ 🙂

Baba au Rhum (Julia Child’s recipe)

* ส่วนผสม *

เนย 60 กรัม

ยีสต์แห้ง 10 กรัม ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะกับ 1 ช้อนชา

น้ำอุ่น 45 มิลลิลิตร

น้ำตาล 2 ชต

เกลือ 1/8 ชช

ไข่ขนาดใหญ่ 2 ฟอง

แป้ง 1 1/3 ถ้วย

* วิธีทำ *

ละลายเนย แล้วพักไว้ให้เย็น ระหว่างนั้นก็ละลายยีสต์ กับน้ำอุ่นในชามผสม อาจใช้มือ หรือตะกร้อตีไข่คนให้ยีสต์ละลายจนหมด จากนั้นเติมนำ้ตาล เกลือ และไข่ คนให้เข้ากัน แล้วค่อยใส่แป้ง กับเนยละลายลงไป ใช้ช้อนไม้คนให้เข้ากัน

พอแป้งเริ่มจับตัวเป็นก้อนก็ใช้มือนวด โดยนวดลงไปในชามผสมนั่นแหละค่ะ แป้งจะหนืดมาก ไม่ต้องตกใจนะคะ ดึงและตบแป้งไปมากับชามผสมแรงๆ ทำจนกระทั่งแป้งขมวดเป็นก้อน หรือใช้เครื่องนวดแป้งก็ได้ นวดจนกระทั่งแป้งไม่ติดชามผสม จากนั้นก็ปั้นเป็นก้อน โรยด้วยผงแป้งเล็กน้อย ปิดฝาชามผสม แล้วปล่อยให้แป้งขึ้นฟูเป็นสองเท่า (ประมาณ 1 – 2 ชม. ก็ลองกะๆเอาค่ะ)

จากนั้นก็เอาพิมพ์ bundt ออกมา ทาเนยข้างในให้ทั่ว เสร็จแล้วก็ใส่แป้งที่ขึ้นฟูแล้วลงไป ปล่อยให้ขึ้นฟูอีก 1-2 ชม

ระหว่างนั้นก็เปิดเตาอบอุ่นรอไว้ที่อุณหภูมิ 180 C/375 F พอแป้งขึ้นฟูได้ที่ปั๊บ ก็เอาเข้าเตาอบเลย อบไปประมาณ 15 นาที แล้วยกออกมา หน้าตาจะเป็นแบบนี้ค่ะ

Baba หลังอบเสร็จใหม่ๆ
Baba หลังอบเสร็จใหม่ๆ

เอาออกมาพักไว้ให้หายร้อน ระหว่างนั้นก็เตรียมทำน้ำรัมเลยค่ะ มีข้อควรระวังก็คือ เวลาราดตัวเค้ก ทั้งน้ำเชื่อมรัม กับตัวเค้ก  Baba ต้องอุ่นๆ ห้ามร้อนนะคะ

 Rum Syrup 

* ส่วนผสม *

น้ำ 2 ถ้วย

น้ำตาล 1 ถ้วย

เหล้ารัม (Dark Rum) 1/2 ถ้วย

* วิธีทำ *

ผสมน้ำตาลลงในน้ำ ยกขึ้นตั้งไฟให้เดือด แล้วยกลง คนให้น้ำตาลละลายจนหมด ปล่อยทิ้งไว้ให้อุ่น แล้วจึงเติมเหล้ารัม ผสมแล้วออกมาเป็นสีแดงเข้มสวยเชียวค่ะ

Rum Syrup
Rum Syrup

เสร็จแล้วก็เอาน้ำเชื่อมรัมราดตัวเค้กเลยค่ะ ราดให้ชุ่ม แต่อย่าให้ชุ่มเกินไป โดยให้ยังคงรูปตัวเค้กอยู่ ถ้าใครชอบรัม ก็อาจหยดเหล้ารัมเพิ่มลงไปบนตัวเค้กเพื่อให้หอมกลิ่นรัมเพิ่มขึ้นไปอีกก็ได้ค่ะ เสร็จแล้วนำเค้กมาผึ่งบนตะแกรงให้แห้งซักครึ่งชั่วโมง เพื่อไม่ให้ตัวเค้กแฉะเกินไป เค้กที่ราดน้ำรัมจนชุ่มแล้วจะออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ จะหอมกลิ่นรัมม้ากกก 🙂

Baba soaked with rum syrup
Baba soaked with rum syrup

เสร็จแล้วก็แต่งด้วยวิปครีม (ที่ตีพร้อมกับน้ำตาล) และสตรอเบอร์รี่สด เวลาทาน ก็ตัดเค้กมา แล้วราดน้ำรัมลงไปให้ชุ่มอีกที แค่นี้ก็อร่อยที่สุดในสามโลกแล้วค่ะ ❤

Baba au Rhum แสนอร่อย
Baba au Rhum แสนอร่อย

Bon Apetit!