My sweet Geneva (6) เดินเล่นเรื่อยเปื่อยในเจนีวา

Jet d' Eau
Beautiful Jet d’ Eau

หลังจากไปปาร์ตี้เก็บเชอร์รี่ และกลับบ้านกันมาด้วยความอบอุ่นหัวใจในมิตรภาพ และอาหารแสนอร่อยของเจ้าของบ้านที่มีน้ำใจต้อนรับพวกเราจนเกือบถึงตีสาม นี่ถ้าอากาศไม่เย็นลงอย่างรวดเร็ว ก็คงได้นั่งคุยกันต่อจนถึงสว่างแน่นอนค่ะ เพราะในขณะที่กำลังคุยกันอย่างออกรสนั้นจู่ๆก็รู้สึกว่าอากาศเย็นวูบลงแบบเร็วมาก ขนาดเจ้าของบ้านเอาผ้าห่มมาแจกก็ยังเอาไม่อยู่ เรียกว่าหนาวจนปากสั่นคางกระทบกันไปหมดทุกคน เลยต้องขอตัวกลับกันอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่ เรียกว่ามาถึงบ้านเอาประมาณตีสามครึ่ง แล้วก็รีบมุดเข้าใต้ผ้าห่ม นอนหลับสนิทไปจนถึงเช้าเลยค่ะ

และเราก็ตื่นนอนกันอย่างสดใส แถมยังอิ่มกับเชอร์รี่สดฉ่ำของเมื่อวานกันอยู่ ก็เลยถือโอกาสทานบรันช์กันแบบง่ายๆที่บ้านซะเลย เพื่อเตรียมพร้อมจะออกไปท่องเจนีวาตอนกลางวันกันค่ะ วันนี้เป็นวันเสาร์อากาศสดใส และอบอุ่นกว่าทุกวัน อากาศประมาณ 24-25 ºC ผิดกับเมื่อคืนที่หนาวงั่กจนแทบทนไม่ไหว เหมาะมากที่จะเดินเล่นในเจนีวา หาอาหารอร่อยๆทาน และเยี่ยมเยียนถิ่นการูจ Carouge ที่สวยที่สุดในเจนีวากัน

พอคิดได้อย่างนี้แล้ว ก็เดินออกมาขึ้นรถไฟไป Cornavin กันดีกว่า แค่สองสถานีก็ถึงแล้ว คุณผู้อ่านคงสงสัยอีกแน่ว่า Cornavin (คอร์นาแวง) นี่มันคืออะไร ง่ายๆ Cornavin ก็เปรียบเสมือนหัวลำโพงของเจนีวาล่ะค่ะ อยู่ใจกลางเมืองพอดี อยากจะไปไหนต่อไหนในเจนีวา หรือจะไปเที่ยวเมืองอื่นก็ต้องมาตั้งหลักที่ Cornavin ก่อน จะมาดูทะเลสาบ ซื่อนาฬิกาโรเล็กซ์ หรือปาเต็ก ฟิลิป หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่ในเจนีวา ก็ต้องมาลงที่่นี่ด้วยกันท้ังนั้น

พอโผล่ออกมาจาก Cornavin ก็เจอหนุ่มคนนี้ต้อนรับอยู่เลย 😉

Place Cornavin
Place Cornavin

จากนั้นก็เป็นความคึกคักอันแสนไฮโซของนครเจนีวา ที่เต็มไปด้วยธนาคาร และ Watch boutique หรูๆอย่าง Rolex หรือ Patek Philippe ก็มีให้ดูไม่หวาดไม่ไหวค่ะ แต่ฉันคิดว่าควรเริ่มด้วยการเดินเลียบทะเลสาบก่อนดีกว่า ไปทักทายหงส์ประจำเมืองกันซักหน่อย ที่ไม่ว่าใครก็ต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึก ^^

Swans in Lake Geneva
Swans in Lake Geneva

เดินเลยมาหน่อยก็เป็นโบสถ์ Holy Trinity Church ของเจนีวา

Holy Trinity Church of Geneva
Holy Trinity Church of Geneva

จากนั้นก็เดินลึกเข้ามาถึงแหล่งช็อปปิ้งของเมือง

ข้างหลังนี้เป็นธนาคารทั้งนั้น รวยมากค่ะเมืองนี้
ข้างหลังนี้เป็นธนาคารทั้งนั้น ร่ำรวยมากค่ะเมืองนี้
Fetes-de-Geneve
Fetes-de-Geneve

ถ่ายกับป้าย Fetes-de-Geneve ที่เป็นเหมือนงานวัด และงานรื่นเริงที่ใหญ่ และน่ารักที่สุดของเจนีวา เสียดายที่กลับก่อน เลยไม่ได้สัมผัส แต่ผู้ร่วมทางคนสำคัญยังอยู่ต่อ เลยส่งรูปมาให้ดูแทน จะอยู่ในบล็อกตอนท้ายๆนะคะ เป็นมุมน่ารักๆของเจนีวาที่ไม่ค่อยคุ้นเคยกันเท่าไหร่ คอยติดตามอ่านกันนะคะ 😉

และนี่เลยค่ะ Patek Phillipe Museum อยู่ในร้าน Patek Phillipe ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ข้างๆ Rolex โดยมีบูติคของ Chanel คั่นตรงกลาง แต่ว่าไม่ได้เข้าไป เพราะไม่มีปัญญาจะซื้อ ก็เลยไม่รู้จะเข้าไปเกะกะเสียเวลาเค้าทำไม ไว้ให้ร่ำรวยอู้ฟู่กว่านี้ก่อน รับรองว่าไม่พลาดแน่ค่ะ 😀 (เครดิตภาพจากกูเกิลค่ะ)

Patek Phillipe Museum
Patek Phillipe Museum

เดินๆไปชักเริ่มร้อน แดดเปรี้ยงเลยค่ะ ขนาดหาที่นั่งพักทานขนม (ซึ่งแพงมหาโหด) ก็แลัว ก็ยังไม่ดีขึ้น กะว่าจะล่องเรือท่องเลคเจนีวาก็คิวยาวเหยียด แถมไม่มีที่ขายตั๋วด้วย แดดร้อนมากๆเลยค่ะ แสบต้นคอไปหมด โชคดีตอนเดินเข้าไปซื้อตั๋วลงเรือ เจอรถไฟเที่ยวชมเมืองพอดี เหมือนพระมาโปรดมาก จะให้ลากสังขารเดินขึ้นไปดู Geneva Old Town คงเป็นลมกันทั้งสองคนแน่ๆ ว่าแล้วก็ขึ้นรถไฟชมเมืองซะเลย 😉

IMG_1395รถไฟที่ให้บริการเที่ยวชมเมืองนี้ดีมากๆเลยค่ะ ใช้เวลาราวๆ 45 นาทีขับชมทั่วเมือง โดยเลยขึ้นไปถึงส่วนที่เป็น Geneva Old Town ด้วย โดยตลอดทางก็จะเปิดเทปแนะนำสถานที่ต่างๆให้เราทราบตลอด ซึ่งเป็นประโยชน์มากค่ะ ทำให้ทราบข้อมูลที่สำคัญของเมือง รู้สึกเลยว่าเจนีวาเป็นเมืองที่ไฮโซและ Intellectual มากๆ เพราะเป็นแหล่งรวมของนักปราชญ์ และนักคิดคนสำคัญของโลก จริงๆมีเยอะมาก จำไม่หวาดไม่ไหว แต่ที่เรารู้จักกันดีก็ Jean-Jacques Rousseau, John Calvin และ Henry (Henri) Dunant (คนนี้คนไทยรู้จักกันดี เพราะมีถนนชื่อนี้ด้วย^^) แต่ข้อเสียของการนั่งรถไฟชมเมืองแบบนี้ก็คือ เค้าจะจอดให้เราถ่ายรูป แต่ไม่อนุญาตให้เราลงจากรถมาถ่าย ทำให้บางทีได้ภาพบิดๆ เบี้ยวๆ ไม่ค่อยได้มุมสวยเท่าไหร่ อย่าง Cathedral of St. Pierre ที่อยู่บนเขา ก็แค่จอดเฉยๆ ฉันเลยถ่ายได้แค่หน้าโบสถ์ ซึ่งบอกอะไรไม่ได้เลย เสียดายมากๆเลยค่ะ ส่วนที่เป็น Statue ของ Jean-Jacques Rousseau ก็เหมือนกัน พี่คนขับแกเห็นคนมุงดูเต็ม เลยขับผ่านไปเฉยเลย บอกไม่มีที่จอด เราเลยไม่ได้ถ่ายรูป เสียดายเหมือนกันค่ะ บางรูปเลยต้องพึ่งกูเกิลแทนลองชมดูนะคะ

Grand Theatre de Geneve
Grand Theatre de Geneve งดงามอลังการมากค่ะ
Geneva Old Town
Geneva Old Town
Geneva Old Town ซ้่ายมือจะเป็น Rosti Maison ทีีมีชื่อของเจนีวา
Geneva Old Town ซ้่ายมือจะเป็น Rosti Maison ที่มีชื่อของเจนีวา

ขึ้นเขาเพื่อมาชม Cathedral of St. Pierre ใน Geneva Old Town ที่อยู่จุดสูงสุดของเจนีวา

Cathedral of St. Pierre
Cathedral of St. Pierre

ต่อไปก็เป็น Roformation Wall ของ University of Geneva ในสวน Parc des Bastions ซึ่งเป็นสวนที่ร่มรื่นสวยงามมาก ภายในมีตึกเรียนตั้งอยู่กระจัดกระจายบรรยากาศเอื้อต่อการศึกษามากค่ะ โดย University of Geneva จะมีแคมปัสอยู่ใน Old Town ด้วย ดูขลัง และน่าเรียนมากค่ะ ส่วนกำแพงนี้จะมีรูปปั้นนูนของนักปราชญ๋ 4 ท่่านเรียงจากซ้ายมาขวาอันได้แก่ William Farel, John Calvin (ผู้นำคริสตศาสนานิกายคาลวินที่เรารู้จักกันดี), Theodore Beza และ John Knox

Reformation Wall, University of Geneva
Reformation Wall, University of Geneva

และนี่ก็คือรูปปั้นของ Henri Dunant นักธุรกิจชาวเจนีวาผู้ก่อตั้งสภากาชาดสากลที่คนไทย และทุกคนรู้จักกันดีค่ะ ด้วยความที่ชอบอ่านหนังสือเกี่ยวกับประวัติศาสตร์สงครามโลก ทำให้ชื่นชม และซาบซึ้งกับคุโณปการณ์ของกาชาดสากลที่มีต่อมนุษยชาติมาก พอรู้ว่าอองรี ดูนังต์ เป็นชาวเจนีวา ก็ยิ่งรัก และปลิ้มเจนีวาเข้าไปใหญ่ เห็นแล้วน้ำตารื้นเลยค่ะ อินกับรูปปั้นชิ้นนี้มาก 😀

Henri Dunant
Henri Dunant

และรูปปั้น Jean-Jacques Rousseau สุดฮิตที่ฉันไม่มีโอกาสได้ถ่าย เลยต้องขอยืมจากกูเกิลเอา ^^

Jean-Jacques Rousseau
Jean-Jacques Rousseau

อีกซักหน่อยกับร้านรองเท้าร้านโปรด (ที่ Rue du Rhone 17 – shopping street ของเจนีวาที่มีแต่ห้างสุดหรู) ขณะกำลังลดกระหน่ำซัมเมอร์เซลส์ ก็ได้แต่นั่งรถไฟผ่าน ไม่ทันได้เข้าไปละลายทรัพย์ในนั้น (ร้านนี้หันหลังชนกันกับ Jimmy Choo พอดี เลยรู้สึกดีใจเล็กๆที่รถไฟไม่ยอมจอดให้ช้อป ไม่งั้นอาจเป็นหนึ้บัตรเครดิตบาน ;))

Christian Louboutin boutique in Geneva
Christian Louboutin boutique in Geneva

ปิดท้ายกันด้วยต้นกำเนิดของแม่น้ำ Rhone ฉันไม่เคยรู้เลยว่า แม่น้ำ Rhone ที่ไหลไปทั่วยุโรป มีต้นกำเนิดจากนครเจนีวาแสนสวยของเรานี่เอง ซึ่งก็แน่นอนว่าต้นน้ำย่อมมาจากเลค เจนีวาที่อยู่ข้างหลังนั่นเอง 😉

แม่น้ำ Rhone ในเจนีวา
แม่น้ำ Rhone ในเจนีวา

ตอนแรกกะจะเขียนถึง Rosti เจ้าอร่อยใน Geneva Old Town แต่เมื่อดูความยาวเนื้อหา และรูปแล้วคงต้องยกยอดไปอัพบล็อกคราวหน้าแล้วค่ะ โดยก่อนที่จะไปท่องย่านการูจ ขอคั่นด้วย Rosti กับ ฟองดูว์เจ้าอร่อยของเจนีวา และเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับ Jet d’ Eau ก่อน

แล้วติดตามนะคะ 🙂

Advertisements

My sweet Geneva (5) – ไปเก็บเชอร์รี่ และทาน Aioli แสนอร่อยที่เมือง Dully

Cherry tree
Cherry tree

หลังจากชื่นชมความงามของเลค เจนีวาในยามค่ำคืนกันมาแล้ว แถมยังอิ่มไม่หายกับเหล่าบรรดาพาสต้าแสนอร่อย (และอืดมากๆ) จากอาหารเย็นเมื่อวาน วันนี้เราสองคนเลยตกลงกันว่าจะเที่ยวกันแบบชิลล์ๆ นอนตื่นสาย นั่งเล่นนอนเล่นอ่านหนังสือกันที่บัานซักวัน แล้วพอบ่ายแก่ๆ ก็รอเพื่อนของคนสำคัญมารับไปงานปาร์ตี้เก็บเชอร์รี่กัน เรื่องเก็บเชอร์รี่นี่ตอนแรกนึกว่าพูดเล่นนะคะ แต่ปรากฎว่าเป็นเรื่องจริง คนที่นี่เค้าจัดปาร์ตี้เก็บเชอร์รี่กันจริงๆ เพราะตอนที่ไปเที่ยวนั้นเป็นหน้าเชอร์รี่ แข่งกันออกเต็มต้นเลยค่ะ แล้วแต่ละลูกก็โต อวบ หวาน อร่อย ชุ่มฉ่ำทั้งนั้น เรียกว่าเก็บกินจากต้นได้เลย ไม่ต้องเสียเวลามานั่งล้างด่างทับทิมให้วุ่นวาย เพราะบ้านเมืองเค้าสะอาด และที่สำคัญไม่ฉีดยาฆ่าแมลงด้วยค่ะ 😉

โดยเมืองที่เราจะไปเก็บเชอร์รี่กันนั้นคือเมือง Dully ซึ่งเป็นเมืองเล็กๆอยู่ห่างจากเจนีวาประมาณครึ่งชั่วโมง โดยจะต้องผ่าน Nyon มาก่อน แล้วค่อยถึง Dully เมืองเป้าหมายของเรา โดยระหว่างทางนั่งรถมาก็แสนสุขใจค่ะ เพราะขับรถเลียบเลค เจนีวามาตลอด บ้านเมืองเค้าก็สวย น่ารักเหมือนเคย โดยทางขวาก็จะเห็นวิวทะเลสาบ ส่วนทางซ้ายมือก็เป็นบ้านเรือนสวยงาม บางทีก็เป็นไร่องุ่นพร้อมชาโตว์สวยอลังการมากค่ะ

Lac Leman in Nyon
Lac Leman in Nyon

เป็นไงคะ สวยมั้ยคะ เลคเจนีวาที่เมืองนียง สวย สะอาด สดชื่น สบายตาไปหมดเหมือนเคยนะคะ แต่น่าเสียดายที่ถ่ายจากในรถ เลยไม่ค่อยชัด ของจริงสวยกว่านี้อีกค่ะ ความที่กว่าจะรวมพลกันครบก็เลยเวลาไปมากโข เลยต้องรีบทำเวลากันหน่อย จะให้มาจอดรถเดินโอ้เอ้ชมเมืองกันอยู่คงจะไม่ทัน แอบเสียดายเหมือนกันค่ะ เพราะนียงดูเหมือนจะเป็นเมืองท่าเล็กๆ ดูสงบน่าอยู่ดีเหมือนกัน

ชาโตว์สวยงามข้างทาง
ชาโตว์สวยงามข้างทาง

ผ่านชาโตว์นี้มาอีกเพียงอึดใจเดียวก็ถึงบ้านเจ้าของปาร์ตี้ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของคนสำคัญแล้วค่ะ เป็นคู่สามี ภรรยาทำงานอยู่องค์การสหประชาชาติ แต่ด้วยความเบื่อเจนีวา เลยย้ายมาอยู่เมืองเล็กๆด้วยกัน เช้าก็ขับรถเข้าเจนีวาไปทำงาน เย็นก็ขับรถกลับบ้าน ซึ่งแต่ละเที่ยวก็ใช้่เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง แต่บรรยากาศ และค่าครองชีพน่าอยู่กว่ากันเยอะ 🙂 เจ้าของบัานจัดบ้านได้น่ารัก อบอุ่น และน่าอยู่สุดๆเลยค่ะ เห็นแค่สวนก็ปลื้มแล้ว ถ้าได้อยู่ในบ้านที่มีสวนสวยขนาดนี้ จะมีความสุขแค่ไหนก็ไม่รู้นะคะ แค่คิดก็ฝันหวานแล้ว 😉 เลยเอารูปมาให้ยลกันพอหอมปากหอมคอก็แล้วกัน 😀

เข้าประตูบ้านมาก็เจอต้นนี้บานรับอยู่เลย :)
เข้าประตูบ้านมาก็เจอต้นนี้บานยิ้มรับอยู่เลย 🙂
สวนดอกไม้ในบ้าน
สวนดอกไม้ในบ้าน
พุ่มกุหลาบแสนสวย
พุ่มกุหลาบแสนสวย
ชัดๆอีกซักมุม
ชัดๆอีกซักมุม
กระถางดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มของเจ้าของบ้านฝ่ายหญิง
กระถางดอกไม้กระจุ๋มกระจิ๋มของเจ้าของบ้านฝ่ายหญิง
วิวทะเลสาบเจนีวา ฝั่งตรงข้ามคือเมืองเอเวียง
วิวทะเลสาบเจนีวา ฝั่งตรงข้ามคือเมืองเอเวียง ประเทศฝรั่งเศส

หลังจากเดืนเล่นชมความสวยงาม น่ารักของบ้านกับทักทายเจ้าของบ้านกันพอหอมปากหอมคอ พวกผู้ชายก็ยกโขยงไปนั่งคุยกันต่อริมสระว่ายน้ำเล็กๆของบ้าน ส่วนพวกผู้หญิงก็เข้าไปช่วยเจ้าของบ้านฝ่ายหญิงจัดเตรียมอาหารในครัว แต่น่าเสียดายมาก เป็นเพราะนัดรวมพลกันไม่แน่ไม่นอน พวกเราเลยไม่ได้มีโอกาสเก็บเชอร์รี่กัน เพราะเจ้าของบ้านชิงเก็บกันไปก่อน ได้เชอร์รี่ชามเบ้อเริ่มหลายชามมาก เพราะเค้ากลัวว่าจะมืดซะก่อน เดี๋ยวจะมองไม่เห็น พวกเราเลยได้ทานเชอร์รี่จนอิ่มแปล้ไปตามๆกัน (ทานเยอะมากเลยค่ะ ไม่เคยทานเชอร์รี่เยอะขนาดนี้มาก่อน เรียกว่าทานจนตอนเช้าปวดท้่องเลย)

สำหรับอาหาร ก็เป็นอาหารง่ายๆสำหรับปาร์ตี้ล่ะค่ะ พวก Cold cuts ชีส ไวน์ คิช แต่ที่น่าสนใจคืออาหารอิหร่าน (เพราะเจ้าของบ้านฝ่ายหญิงเป็นมาดามชาวอิหร่านที่สวยโดดเด่น เหมือนดารามาก) ทำด้วยข้าว ผัดกับเนื้อไก่ แต่ผัดและอบให้กรอบจนเหมือนข้าวตัง ไม่ทราบว่าทำยังไงเหมือนกัน คือด้านนอกจะกรอบท้ังแผ่นเหมือนข้าวตังชิ้นใหญ่ๆ แต่ด้านในกลับนุ่มเป็นข้าวสวย คลุกเนื้อไก่ ใส่เครื่องเทศอาหรับ หอมมากๆเลยค่ะ เสียดายมัวแต่คุย และวุ่นวายเสิร์ฟอาหารกัน เลยไม่ได้ถ่ายรูปไว้

แต่อีกจานที่อยากเขียนถึงก็คือ Smoked Salmon กับ Aioli ค่ะ โดย Aioli นี้เป็นฝีมือของเจ้าของบ้านฝ่ายชายซึ่งทำอร่อยเลิศเลอมาก ไม่เคยทาน Aioli ที่ไหนอร่อยขนาดนี้มาก่อน ความที่ในกรุงเทพหา Aioli ทานไม่ค่อยจะได้ ประกอบกับชอบ Smoked Salmon เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ฉันเลยปักหลักนั่งหม่ำแต่ smoked salmon ราด Aioli อย่างปรีดิ์เปรมอยู่คนเดียว 😉

Aioli
Aioli

คุณผู้อ่านบางท่าน อาจสงสัยว่า Aioli ที่ว่ามันคืออะไร ง่ายๆเลยนะคะ Aioli (Garlic Mayonnaise) ก็คือมายองเนสรสกระเทียม โดยใส่ไข่แดง กระเทียม น้ำมะนาว และน้ำมันมะกอกหน่อย ปรุงรส ตีให้เข้ากัน แค่นี้ก็ได้ Aioli แสนอร่อยแล้วค่ะ โดย aioli เป็นซ้อสที่นิยมทานกับอาหารทะเลเป็นส่วนใหญ่ โดยจะได้กลิ่นกระเทียมหอมอวลอยู่ในปาก ยิ่งทานกับ Smoked Salmon อร่อยที่สุดค่ะ ให้ดาวเต็มฟ้าเลย 😀

ไหนๆ ก็ไหนๆแล้วขอแถมสูตร Aioli ไว้ด้วยละกันค่ะ เผื่อคุณผู้อ่านท่านไหนสนใจจะลองทำดู เป็นของอร่อยที่ทำง่ายมากค่ะ สูตรนี้เป็นสูตรที่ฉันชอบทำมากมาจาก NYTimes Cookbook ของ Craig Claiborne ปรมาจารย์ด้านอาหารคนโปรดของฉันเองค่ะ (ต้องยกสูตรนี้มาฝาก เพราะไม่ได้ถามสูตรเจ้าของบ้านมา กลัวเจ้าของบ้านฝ่ายหญิงน้อยใจ) แต่ต้องขอเติมน้ำมะนาว (เลมอน) กับ Dijon Mustard ลงไปหน่อยเพื่อชูรส

Aioli (Garlic Mayonnaise) 

2 cups

2 to 4 garlic cloves, minced

2 egg yolks

1/2 teaspoon salt

Freshly ground pepper to taste 

2 cups olive oil 

1 teaspoon Dijon Mustard

1 teaspoon lemon juice

วิธีทำ

1.  ผสมไข่แดง มัสตาร์ด กระเทียมสับ เกลือ และพริกไทย ในชามผสม ใช้ตะกร้อ หรือเครื่องผสมตีให้เข้ากัน

2. หลังจากนั้น ค่อยๆเติมน้ำมันมะกอกลงไปทีละน้อยขณะตี พอส่วนผสมเริ่มข้นขึ้นก็ค่อยๆใส่น้ำมันมะกอกเพิ่มอย่างช้าๆ ขณะที่ใส่น้ำมันมะกอกอย่าหยุดตี ให้ทำไปพร้อมๆกัน จนส่วนผสมเป็นครีมแบบมายองเนส ในระหว่างนั้นให้เติมน้ำมะนาวลงไปเพื่อปรุงรส

3,  พอตีจนส่วนผสมเข้าที่แล้ว นำไปแช่เย็น พร้อมเสริฟ จริงๆควรจะข้นน้อยกว่ามายองเนสแบบขวด และถ้าข้นเกินไป อาจเติมน้ำเย็นได้บ้างเล็กน้อยค่ะ

แค่นี้ก็อร่อยได้ง่ายๆที่บ้านแล้ว หรือถ้าจะจัดปาร์ตี้ ลองทำ Aioli เลี้ยงแขกก็น่าประทับใจไม่น้อยเลยนะคะ

ก่อนตะวันจะลับขอบฟ้า ขอเก็บภาพสวยๆของไร่องุ่นตรงข้ามบ้านมาฝากค่ะ

ไร่องุ่นตรงข้ามบ้าน
ไร่องุ่นตรงข้ามบ้าน

อัพบล็อกคราวหน้า จะกลับไปเจนีวาใหม่ จะพาไปท่องย่าน Geneva Old Town และย่าน Carouge ที่สวยที่สุดในเจนีวากันค่ะ คอยติดตามกันนะคะ 😉

ขอบคุณค่ะ

My sweet Geneva (4) – Lake Geneva Up close and personal

หลังจากอิ่ม และอืดมากจากอาหารอิตาเลียนแสนอร่อย (เรียกว่าอืดต่อไปอีกสามวัน ความคิดที่จะไปลิ้มลองฟองดูที่ร้านขึ้นชื่อของเจนีวา เลยต้องมีอันล้มเลิกไปโดยปริยาย :D) ก็ถึงเวลาไปเยี่ยมชม และสัมผัสกับ Hallmark ของนครเจนีวากันแล้วนะคะ นั่นก็คือเลคเจนีวา ซึ่งต้องขับรถไปที่สวนริมทะเลสาบที่มีชื่อว่า La Perle du Lac แต่วันนั้นคนแน่นมาก หาที่จอดรถไม่ได้เลย เราเลยต้องขับรถไปจอดในซอยเล็กๆ โดยมีคนสำคัญนำทางไป อยู่ตรงไหนฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน รู้แต่ว่าซอยติดกันเป็นโชว์รูมขายรถโบราณที่สวยเจี๊ยบมาก เดี๋ยวจะโพสต์รูปให้ดูนะคะ เราเดินเข้าไปในสวน และเดินต่อให้ถึงทะเลสาบ แค่นี้ก็ได้สัมผัสกับเลคเจนีวาแสนสวยแล้วค่ะ

Lake Geneva ยามโพล้เพล้ ใกล้ค่ำเต็มทีค่ะ
Lake Geneva ยามโพล้เพล้ ใกล้ค่ำเต็มทีค่ะ

ตอนที่ถ่าย Jet d’Eau ยังไม่เปิด ประมาณว่าลมค่อนข้างแรง สวยงามและโรแมนติกไหมคะ ตอนเห็นครั้งแรก บอกได้เลยว่าสวยมากค่ะ อากาศเริ่มหนาวแล้วด้วย ลมพัดโชยมาเย็นชื่นใจที่สุดเลยค่ะ ตอนที่ถ่ายเริ่มจะโพล้เพล้แล้ว ตึกรามบ้านช่องของเจนีวาก็เริ่มเปิดไฟกันวับวาม โรแมนติกมากค่ะ

เลคเจนีวาในยามใกล้ค่ำ
เลคเจนีวาในยามพลบค่ำ
เลคเจนีวายามค่ำคืน
เลคเจนีวายามค่ำคืน

ไหนๆมาแล้ว ต้องถ่ายรูปกับสาวงามนามว่าเลคเจนีวาซักหน่อย 🙂

ถ่ายกับวิวเลคเจนีวาในยามค่ำคืน
ถ่ายกับวิวเลคเจนีวาในยามค่ำคืน

อากาศเริ่มหนาว และลมก็เริ่มพัดแรงด้วยค่ะ ทำเอาเราหนาวสั่นกันไปตามๆกัน เลยตัดสินใจเดินเล่นริมทะเลสาบไปเรื่อยๆ จนถึงห้องอาหารริมทะเลสาบที่มีชื่อว่า La-Perle-du-Lac เพื่อหากาแฟร้อนๆดื่มแก้หนาวกันซักหน่อย ตอนที่ถ่ายนี่ประมาณ 3 ทุ่มได้นะคะ ยังไม่มืดเลย แต่ขอบอกว่าอากาศดี และสดชื่นสุดๆ อากาศของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ก็ขึ้นชื่อเรื่องความสะอาดสดชื่นที่สุดในโลกอยู่แล้ว ยิ่งอยู่ริมทะเลสาบ คงไม่ต้องบรรยายว่าจะสดชื่นขนาดไหน ฉันเองเป็นคนกรุงเทพ เลยต้องสูดอากาศบริสุทธิ์เข้าไปให้เต็มปอดตุนเอาไว้เยอะๆ เรียกว่ากลับมาหน้าใสเลยค่ะ 🙂

ระหว่างทางที่เดินไปร้านอาหาร เพื่อนชาวสวิสก็ชี้ให้ดูทะเลสาบ พร้อมกับถามว่าเราสังเกตเห็นอะไรบ้างหรือเปล่า ฉันก็ตอบว่าน้ำในทะเลสาบมันไม่นิ่งเหมือนทะเลสาบในแถบสวิส เยอรมันที่ฉันเคยเห็นตอนมาสวิสครั้งก่อนๆ เพื่อนชาวเจนีวาก็เลยอธิบายให้ฟังว่า เลคเจนีวา ที่เมืองเจนีวา (ขอย่ำว่าเฉพาะที่นครเจนีวานะคะ) มีคุณลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใครอยู่อย่างคือมีคลื่น ฉันเลยรีบเสริมว่าก็วันนี้มีลมนี่ ถึงจะมีคลื่นก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เพื่อนบอกว่าไม่ใช่ค่ะ ถึงแม้วันลมสงบ คลื่นในเลคเจนีวาก็ก่อตัวได้ตลอดเวลา บางวันสูงเกือบท่วมหัวคนก็มี ทั้งๆที่เป็นวันที่ลมสงบมาก คนสวิสเค้าเรียกปรากฎการณ์นี้ว่า Oscillation ซึ่งเป็นคลื่นในแนวดื่ง ไม่ใช่แนวราบเหมือนอย่างคลื่นในทะเล เมื่อสองสามปีก่อน ซีเอ็นเอ็นถึงกับต้องมาทำข่าว เพราะหน้าหนาววันหนึ่ง อากาศต่ำกว่าศูนย์ คลื่นในเลคเจนีวาพัดขึ้นมาสูงมาก เกือบท่วมหัวคน พอพัดขึ้นมา ก็แข็งเป็นน้ำแข็งตั้งอยู่อย่างนั้น เป็นที่ตื่นตาตื่นใจมาก ถึงกับออกข่าวไปทั่วโลกเลยค่ะ เรื่องนี้นับเป็นเกร็ดความรู้ใหม่ที่ฉันไม่เคยทราบมาก่อนจริงๆ ต้องขอบคุณเพื่อนชาวสวิสที่แสนใจดี เล่าให้ฟังเป็นความรู้ ไหนๆก็ไม่ค่อยมีคนรู้แล้ว ฉันเลยถ่ายรูปคลื่นในเลคเจนีวาเก็บไว้เป็นที่ระลึกซะเลย 😀

คลื่นในเลคเจนีวา เป็นปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Oscillation
คลื่นในเลคเจนีวา เป็นปรากฎการณ์ที่เรียกว่า Oscillation

สังเกตเห็นมั้ยคะ ว่าน้ำในทะเลสาบจะไม่นิ่ง ทั้งๆที่ตอนถ่ายลมหยุดพัดแล้ว และไม่มีเรือแล่นผ่านด้วย อยู่เฉยๆก็มีคลื่นพัดเข้าฝั่งตลอดเวลา น่าทึ่งมากค่ะ และมีอยู่ที่เจนีวาเมืองเดียวด้วย Lac Leman ที่เมืองอื่นน้ำเรียบกริ๊บ ใสเหมือนกระจกเลยค่ะ (ไปดูมาหลายเมืองแล้ว เป็นอย่างนี้จริงๆ ขอยืนยันค่ะ) หลังจากนั้นเราก็ไปนั่งดื่มกาแฟกัน ระหว่างนั่งดื่มกาแฟไป คุยกันไป พวกเราก็สังเกตเห็นกลุ่มวัยรุ่นเดินผ่านหน้ากันไปอย่างไม่ขาดสาย บางคนก็ไถสเก็ตบอร์ด บางคนก็ขี่จักรยานกันบ้าง เป็นเด็กวัยรุ่นหน้าตาน่ารักทั้งนั้น ก็ยังนึกสงสัยอยู่ว่าอาจจะมีคอนเสิร์ตหรืออะไรสักอย่าง เพราะไม่มีที่จอดรถเลย ขณะที่กำลังคุยๆกันอยู่นั้น จู่ๆ Jet d’Eau ก็พุ่งปรี๊ดขึ้่นมา เล่นเอาคนทั้งร้าน และคนที่เดินเล่นอยู่ริมทะเลสาบฮือฮาวิ่งไปถ่ายรูปกันใหญ่ ตอนนั้นเป็นเวลาห้าทุ่มพอดีค่ะ (ใครว่า Jet d’Eau ปิดห้าทุ่มขอเถียงว่าไม่จริงค่ะ เพราะวันนี้เพิ่งเปิดเอาตอนห้าทุ่มพอดี) เลยต้องรีบถ่ายรูปเป็นที่ระลึก 🙂

Jet d'Eau ที่มาเปิดเอาตอนห้าทุ่มตรงพอดี :D
Jet d’Eau ที่มาเปิดเอาตอนห้าทุ่มตรงพอดี 😀

พวกเรานั่งชมความงามของเลคเจนีวา กับ Jet d’ Eau กันต่อจนถึงเที่ยงคืน ก็ถึงเวลาสมควรที่จะต้องกลับบ้านกันแล้ว เราเดินผ่านทางเดินริมทะเลสาบ แล้วเดินออกทางสวนเพื่อไปขึ้นรถ ระหว่างทางก็พบตึกเก่าโบราณสวยๆ เลยถ่ายเก็บไว้ สอบถามพบว่าเป็นมิวเซียมอะไรซักอย่าง จริงๆตลอดเวลาที่อยู่เจนีวาก็จะพบมิวเซียมเยอะแยะไปหมด เรียกได้ว่าเจนีวาเป็นเมืองแห่งมิวเซียมก็ว่าได้ เพื่อนชาวเจนีวาบอกว่าเจนีวาเป็นเมือง intellectual โดยทางการจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ ในขณะที่โลซานน์จะเป็นเมืองมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้น ถ้าใครชอบใฝ่หาความรู้ ชอบเดินมิวเซียม นครเจนีวาต้องเป็นเมืองสวรรค์ของคุณแน่ๆค่ะ มีมิวเซียมเกือบทุกประเภท แม้แต่บางเรื่องที่เรานึกไม่ถึงก็สามารถทำเป็นมิวเซียมได้

มิวเซียมหนึ่งของนครเจนีวา
มิวเซียมหนึ่งของนครเจนีวา
หนังกลางแปลงเวอร์ชั่นชาวเจนีวา น่ารักมากๆค่ะ  :D
หนังกลางแปลงเวอร์ชั่นชาวเจนีวา น่ารักมากๆค่ะ 😀

แล้วพวกเราก็ถึงบางอ้อ ว่ากลุ่มเด็กวัยรุ่นที่เราเห็นเดินผ่านกันอย่างไม่ขาดสายนั้น พวกเขามาทำอะไรกันในสวนนี้ พวกเขามาดูหนังกลางแปลงกันค่ะ นั่งดูกันกลางแจ้งมีขนมขบเคี้ยว พร้อมเครื่องดื่ม เหมือนมาปิคนิคเลย นั่งดูกันอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่ส่งเสียงดังมากด้วยค่ะ น่ารักมากๆเลย วันที่ไปกำลังฉายหนังเก่ายุคแปดศูนย์เรื่อง The Goonies กันอยู่ พวกเด็กๆก็ดูกันอย่างตั้งใจมาก (ทั้งๆที่เป็นหนังรุ่นป้าเลยนะเนี่ย ฮา) น่ารักจริงๆค่ะ เด็กวัยรุ่นสวิสเนี่ย เวลาหลงทางหาอะไรไม่เจอ ก็ได้พวกเด็กๆสวิสนี่แหละที่มีน้ำใจคอยช่วยชี้ทางให้ ประทับใจวัยรุ่นสวิสที่สุดค่ะ

ก่อนออกจากสวน ขอเก็บภาพความงดงามยามค่ำคืนของสวนนี้อีกสักนิดด้วยภาพนี้ค่ะ

Geneve's nocturnal beauty
Geneve’s nocturnal beauty
Geneve's beautiful vintage cars
Geneve’s beautiful vintage cars

หลังจากนั้น เราก็เดินกลับรถ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีทางหลง เพราะจำโชว์รูมขายรถโบราณสวยเจี๊ยบได้ รถอย่างสวยเลยค่ะ ที่โชว์อยู่เป็นโรลส์รอยซ์ กับ แอสตันมาร์ติน เห็นแล้วน้ำลายหกเลย (ส่วนรถของพวกเราก็จอดอยู่ในซอยถัดไป มีป้ายบอกทางที่แสนเก๋ไก๋และไฮโซอย่างนี้ ยังไงก็ไม่หลง)

และขอปิดท้ายกันด้วยภาพสวยๆของเลคเจนีวายามเย็นอีกรอบที่ถ่ายหลังฝนตก อัพบล็อกคราวหน้า จะเป็นเรื่องอะไร อย่าลืมติดตามอ่านกันนะคะ ขอบคุณค่ะ 😀

Lake Geneva
Lake Geneva

My sweet Geneva (3)

พาสต้าแสนอร่อย ที่ร้าน Le Point du Jour
พาสต้าแสนอร่อย ที่ร้าน Le Point du Jour

และแล้วก็ถึงเวลาทานอาหารอิตาเลียนแสนอร่อยกัน เพื่อนของคนสำคัญที่เป็นคู่สามี ภรรยาชาวเจนีวามารับเราที่บ้านประมาณ 5 โมงเย็น จากนั้นก็ขับรถพาเราเข้าไปในเมือง จริงๆฉันเองก็จำทางไม่ค่อยได้ เพราะเพิ่งมาถึงใหม่ๆ ยังไม่คุ้นกับเมือง แต่จำได้ก็คือต้องเห็นตึกที่ทำการของ WTO ก่อน แล้วค่อยเลี้ยวขวา ตรงมาไม่ถึงร้อยเมตรก็ถึงร้านค่ะ ร้านอยู่ทางขวามือ เราต้องเข้าไปหาที่จอดรถในซอยเล็กๆก่อนแล้วค่อยเดินเข้าไปในร้าน โชคดีที่จองไว้ก่อน เพราะคนเริ่มแน่นแล้ว ระหว่างทางตอนนั่งรถมา พอขับรถผ่าน WTO ปุ๊บ คณะของเราก็เริ่มเม้าท์กันเลยทีเดียว โดยคนสำคัญก็เริ่มชี้ให้ฉันดูตัวตึก WTO ซึ่งใหญ่โต เคร่งขรึม อลังการสมกับที่เป็นที่ตั้งขององค๋กรการค้าโลกล่ะค่ะ (แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะนั่งอยู่ในรถ แถมมัวแต่คุยกันเพลิน :-))จากนั้นก็ชี้ให้ดู Chinese Pavilion ที่ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ข้างหน้า (แต่สภาพดูโทรมๆเล็กน้อย) พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า ทางรัฐบาลจีนเป็นคนร้องขอให้มีการสร้าง Chinese Pavilion หลังนี้ขึ้น เพื่อเป็นเสมือน hallmark นึงของ WTO ใครไปใครมาก็จะได้มานั่งเล่น หรือถ่ายรูปด้วยได้ แต่มีข้อแม้ว่าต้องเอา วัสดุอุปกรณ์ และแรงงานจากประเทศจีนมาทั้งหมด ซึ่งทางสวิสก็ยอม เพราะว่าจีนเป็นคนออกแบบ ก็แหม หน้าตาบอกยี่ห้อซะขนาดนั้น ฝรั่งที่ไหนก็ทำตามไม่ได้หรอก (ก็เหมือนเก๋งจีนในหนังกำลังภายในที่เราดูกันตั้งแต่เด็กๆล่ะค่ะ คนไทยเห็นแล้วคุ้นตามาก เลยไม่ได้กรี๊ดกร๊าดขอถ่ายรูปแต่อย่างใด) หลังจากสร้างเสร็จ ก็เป็นที่ฮือฮาอยู่พักใหญ๋ มีคนเข้าไปถ่ายรูปเยอะแยะ แต่พอเวลาผ่านไปซัก 6 เดือน กระเบื้องหลังคาก็เริ่มหลุด กระเบื้องที่ปูพื้นก็เริ่มล่อน ทุกอย่างที่ประกอบเป็น Chinese Pavilion ก็เริ่มผุๆพังๆ จนปัจจุบันอยู่สภาพจะพังมิพังแหล่ เรียกว่าเป็น eyesore ของคนแถวนั้นเลยทีเดียว ใครไปใครมาก็บ่นกันอุบ (ยิ่งคนสวิสยิ่งเนี้ยบเรื่องภูมิทัศน์ของบ้านเมืองเขาอยู่ด้วย) ตอนนี้ ก็เลยต้องซ่อมไป สร้างไป ไม่เสร็จซักที (ส่วนเราก็เม้าท์ค่ะ เม้าท์ ตามนิสัยสาวไทย อิอิ)

หลังจากนั่งเม้าท์กันเรียกน้ำย่อยแล้ว ก็ถึงร้าน Le Point du Jour พอดี ซึ่งร้านนี้ก็เหมือนร้านอาหารทั่วไปในสวิสล่ะค่ะที่มีส่วนอินดอร์เล็กๆ กับส่วนที่เป็นเอาท์ดอร์ให้ลูกค้ามานั่งทานอาหารไป รับลมเย็นๆไป พร้อมกับดูผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ร้านนี้ จะว่าไปไม่ได้จัดแบบน่ารักเหมือนอย่างร้านแรกใน Chambesy ร้านออกจะเก่าๆซะด้วยซ้ำ แต่คนนั่งทานกันแน่นร้าน ที่สำคัญพอก้าวเข้าไปข้างใน กลิ่นอาหารโชยมาหอมมากๆค่ะ ร้านนี้เป็นอาหารอิตาเลียนที่ขึ้นชื่อของนครเจนีวา โดยพาสต้าทุกชนิดเป็นแบบโฮมเมดหมด เครื่่องปรุงทุกอย่างสดหมดค่ะ (อย่างที่เห็นในรูป เส้นพาสต้าเส้นเบ้อเริ่มเลยค่ะ หน้าตาประมาณบะหมี่ฮกเกี้ยน หรือไม่ก็โซบะของญี่ปุ่นไปเลย แต่ว่านวดเส้นได้นุ่มเหนียว อร่อยสุดๆเลยค่ะ :D) ขนาดขนมปังขาไก่ที่ให้ทานรองท้องยังอร่อยที่สุดเลย (ฉันมีแอบกวาดกลับบ้านหมดเลยค่ะ เอากลับไปฝากแม่ แม่ชมเปาะไม่หยุดว่าอร่อยมาก) เซอร์วิสก็ดี เป็นกันเองมากๆ โต๊ะเรามีบริกรสาวสวยเป็นชาวโปรตุเกสมาคอยบริการตลอดเวลา น่ารักมากๆค่ะ

หลังจากนั่งศึกษาเมนูกันซักพัก เราก็สั่งอาหารที่ถูกใจกันได้ โดยฉันสั่ง Green and tomato salad กับ Spaghetti Vongole ซึ่งเป็นจานโปรดมาทาน สลัดก็อร่อยดีค่ะ น้ำสลัดเปรี้ยวจิ๊ด สดชื่นมาก แต่พอสปาเก็ตตี้ วองโกเล่ของฉันมาถึงเท่านั้น เล่นเอาฉันถึงกับตกใจอึ้งไปเลย เสิร์ฟมาอย่างที่เห็นจริงๆค่ะ (มาเป็นหม้อเบ้อเริ่ม ไม่ได้พูดเล่น ฮาๆๆๆ) มิน่าคนสำคัญของเราถึงได้บอกว่าเป็นมื้ออาหารอิตาเลียนแบบจัดหนักจริงๆ 😀

Spaghetti Vongole
Spaghetti Vongole

หลังจากนั่งทำใจให้ลืมเรื่องแคลอรี่ได้แล้ว คณะของเราก็ลงมือรับประทานกันเลย เราทานกันอย่างจริงจังมาก เพราะอาหารอร่อยจริงๆค่ะ โดยเฉพาะวองโกเล่ของฉัน ยิ่งทานยิ่งอร่อย เพราะยิ่งทานลงไปข้างใต้ clam juice จะยิ่งออกมาก ยิ่งทานไป คลุกไป คละเคล้ากับเส้นพาสต้าเหนียวนุ่ม อร่อยที่สุดค่ะ หอยลายสด และหวานมาก ส่วนเครื่องเทศก็สด และหอมกรุ่น เป็น spaghetti vongole ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมาค่ะ (อร่อยกว่าที่ทานที่อิตาลีอีก) ขอยกนิ้วให้เลย ให้ดาวทั้งฟ้ายังได้ ปลิ้มมากค่ะ อร่อยจนลืมเรื่องกลัวอ้วนไปเลย ^^ และนี่ก็คงเป็นเสน่ห์ของความเป็นโฮมเมดนะคะ นั่งทานกันง่ายๆสบายๆ พร้อมคนที่เรารัก และรู้ใจ ไม่ต้องอาศัยดาวมิชแลงมาประดับก็อร่อย และมีความสุขได้ อาหารอร่อยเหมือนมี Big Mama ใจดี หัวเราะเสียงดังมาปรุงให้ทาน

จานนี้ก็อร่อย แต่สู้วองโกเล่ของเราไม่ได้
จานนี้ก็อร่อย แต่สู้วองโกเล่ของเราไม่ได้
จานนี้ของเพื่อนร่วมขณะ โปรดสังเกตว่าเส้นพาสต้ามาเป็นหม้อเหมือนกัน :-)
จานนี้ของเพื่อนร่วมคณะ โปรดสังเกตว่าเส้นพาสต้ามาเป็นหม้อเหมือนกัน 🙂
ชื่อร้านนะคะ ใครไปเจนีวาห้ามพลาดค่ะ :-)
ชื่อร้านนะคะ ใครไปเจนีวาห้ามพลาดค่ะ ราคาไม่โหดร้ายด้วย 🙂

Le Point du Jour

37 Rue Moillebeau

Geneve 1209, Switzerland

Tel: +41.22.733.1755

หลังจากทานจนอิ่มแปล้ ก็ถึงเวลาที่จะต้องไปเดินเล่นย่อยอาหารกันที่ริมทะเลสาบแล้วนะคะ คราวหน้า จะอัพบล็อกให้เห็นความสวยงาม และความโรแมนติกของเลคเจนีวายามค่ำคืน พร้อมกับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับเลคเจนีวาที่เมืองเจนีวาที่คนไทยน้อยคนจะรู้แบบ Up, close and personal ด้วยค่ะ

ติดตามกันนะคะ ขอบคุณค่ะ 🙂

My sweet Geneva (2)

หลังจากเดินเล่นเที่ยวชมบรรยากาศของนครเจนีวาบริเวณแถวบ้านเรียบร้อยแล้ว ท้องก็เริ่มชักจะประท้วงอยากหาอะไรอร่อยๆมารับประทานบ้างแล้วค่ะ อีกอย่างพอเดินกลับถึงบ้านก็ใกล้เที่ยงแล้วด้วย สมควรแก่เวลาที่จะออกไปหาอาหารอร่อยๆทานกันแล้ว ไหนๆก็มาเจนีวา และอยู่ใกล้กับเลคเจนีวา อาหารมื้อแรกอย่างเป็นทางการในนครเจนีวาก็คงหนีไม่พ้นจานที่บรรดาร้านต่างๆ (ที่มีระดับหน่อย) ภูมิใจเป็นนักหนา นั่นก็คือ ปลาเพิร์ชสดอร่อย ที่ตกจากเลคเจนีวานั่นเอง จริงๆ จะว่าไปก็ใช่ว่าจะหาทานกันได้ง่ายๆนะคะ เพราะปลาเพิร์ชที่ขายๆกันตามร้านอาหารในเจนีวามักเป็นปลานำเข้าจากยุโรปตะวันออก โดยมากมักมาจากประเทศลัทเวียซะเป็นส่วนใหญ่ ผู้ร่วมทางคนสำคัญบอกว่ายังไงก็อร่อยสู้เจ้าตัวที่่ตกจากเลคเจนีวาไม่ได้ ยิ่งพอทราบอย่างนี้ คงต้องให้เขาพาไปทานปลาเพิร์ชที่ตกจากเลคเจนีวาแท้ๆแล้วล่ะ

ก็พอดีที่แถวบ้านของเรามีอยู่ร้านนึงที่ใช้ได้ เดินขึ้นสะพานข้ามทางรถไฟ และเดินขึ้นเขามานึดนึง (ก่อนถึง Post Office) ก็ถึงร้านน่ารักที่มีชื่อว่า Au P’tit Bonheur เป็นร้านที่เจ้าหน้าที่ที่ทำงาน UN มาทานกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะอยู่ไม่ไกลจาก UN ขึ้นรถไฟแค่สถานีเดียวเองค่ะ

Au P'tit Bonheur
Au P’tit Bonheur

ร้านนี้เป็นร้านที่ผู้ร่วมทางคนสำคัญชอบทานประจำ มาจนเจ้าของร้านจำได้ ร้านนี้ตกแต่งน่ารักดีค่ะ แบ่งเป็นส่วนอินดอร์เล็กๆดูอบอุ่นน่านั่ง

ส่วนที่เป็น indoor dining area ของร้าน
ส่วนที่เป็น indoor dining area ของร้าน

กับส่วนที่เป็น outdoor เราเลยตัดสินใจว่านั่งทานข้างนอกและชมวิวไปด้วยดีกว่า พอเจ้าของเห็นเราเท่านั้น ก็รีบกุลีกุจอมารับใหญ่ เจ้าของเป็นคนสวิส แต่มีภรรยาเป็นคนญี่ปุ่น เคยมาเมืองไทย และปลื้มเมืองไทยมากด้วยค่ะ เห็นหน้าเราปุ๊ป ก็ทักทายเป็นภาษาฝรั่งเศสปนไทยนิดหน่อย น่ารักเชียว และก็ถึงเวลาสั่งอาหาร ฉันสั่งสลัดมาทานเรียกน้ำย่อยก่อน แล้วจึงค่อยต่อด้วยจานปลาเพิร์ชที่เป็น Specialty ของร้าน ที่เจ้าของรับรองอย่างภาคภูมิใจว่าตกจากเลคเจนีวาที่อยู่ข้างหลังนี้เอง 🙂

ส่วนที่เป็น outdoor ของร้าน สั่งสลัดมาทานเรียกน้ำย่อยก่อน
ส่วนที่เป็น outdoor ของร้าน สั่งสลัดมาทานเรียกน้ำย่อยก่อน

จากนั้นก็ตามด้วยจานที่เป็น Specialty ของร้านที่มีชื่อว่า Filets de Perches frais

Filets de Perches frais
Filets de Perches frais

ซึ่งก็อร่อยมากๆค่ะ ฉันเองด้วยความที่ติดนิสัยคนไทย พอเจ้าของร้านมาเสิร์ฟปุ๊ป ก็จัดแจงเอาทาร์ทาร์ซ้อสราดปลาทันที เลยโดนคนสำคัญท้วงว่าให้ลองบีบมะนาว แล้วทานแต่เนื้อปลาเปล่าๆก่อน ถ้าไม่ถูกปากแล้วค่อยเติมทาร์ทาร์ซ้อสทีหลัง ซึ่งฉันก็ทำตาม และผลก็คือได้รสชาติของเนื้อปลาแท้ๆ คละเคล้ากับ clarified butter ตัดกับน้ำมะนาว หอมอวลอยู่ในปาก อร่อยมากๆค่ะ เพราะเนื้อปลาเพิร์ชจะออกจืดๆ มันๆ เข้ากันดีกับ clarified butter ค่ะ ส่วนทาร์ทาร์ซ้อสนั้นเอาไว้จิ้มทานกับมันฝรั่งทอดแทน ยิ่งทานกับน้ำแร่ San Pellegrino ยี่ห้อโปรด รสชาตินุ่มนวล นั่งคุยกันไป พร้อมดื่มด่ำกับวิวสวิสที่แสนสดใสไปด้วย ช่างมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก ฉันตั้งใจว่าจะยังไม่ดื่มไวน์ เพราะเพิ่งลงจากเครื่องมาใหม่ๆ ดื่มน้ำแร่จะช่วยทำให้ไม่ปวดหัว และปรับผิวพรรณให้สดใสตลอดทั้งวัน ยิ่งต้องเผชิญกับแดดสวิสในช่วงนี้ด้วยแล้ว ต้องใส่ใจกับการบำรุงผิวหน้าเป็นพิเศษค่ะ 🙂

หลังจากทานของคาวเสร็จก็ถึงคราวของหวาน จานนี้ฉันต้องขอเลย เพราะเป็น tradition ของตัวเองที่ว่ามาสวิสทีไรต้องทานสตรอว์เบอร์รี่ราดครีมทุกครั้ง และสตรอว์เบอร์รี่ราดครีมของเราทั้ง 2 คนก็มีหน้าตาอย่างนี้ค่ะ 😀

Strawberry with cream an d vanilla ice cream
Strawberry with cream and vanilla ice cream

อร่อยพอใช้ได้เหมือนกันนะคะ เสียแต่สตรอว์เบอร์รี่ออกเปรี้ยวไปหน่อย ถ้าหวานเหมือนอย่างสตรอว์เบอร์รี่ที่เราไปซื้อที่เมือง Divonne วันอาทิตย์จะเพอร์เฟคมาก แต่ถือว่าได้ทานสมใจ หายอยาก แค่นี้ก็พอแล้วค่ะ

ทางมาที่ร้านนี้ก็ง่ายมากค่ะ ลงรถไฟสถานี Chambesy แล้วเดินข้ามสะพานข้ามทางรถไฟมา เดินขึ้นเขาอีกนึดนึง ร้านอยู่ในซอยเล็กๆฝั่งซ้ายมือค่ะ มีป้ายบอกเห็นชัดเจน

ป้ายบอกทางไปร้านอยู่หน้าปากซอยค่ะ
ป้ายบอกทางไปร้านอยู่หน้าปากซอยค่ะ

หลังจากทานเสร็จ เราก็ออกไปเดินเล่นย่อยอาหารกัน เพราะคนสำคัญบอกว่าเย็นนี้จะพาไปทานอาหารอิตาเลียนแบบจัดหนัก ให้เตรียมตัวไว้ เราเลยเดินเล่นแถวนั้นซะสมอยากเลยค่ะ เดินขึ้นเขาลงเขาซักสองสามรอบ แล้วกลับมาพักผ่อนที่บ้านซักหน่อยรอเพื่อนของคนสำคัญมารับไปทานอาหารอิตาเลียนแสนอร่อยกัน คอยติดตามนะคะ ร้านนี้อร่อยจริงๆ 😀

Au P’tit Bonheur

4 Ch des Cornillons, CH 1292 Chambesy,

Geneve, Switzerland

Tel/Fax: +41.22.758.0848

After celebrating my first day in Geneva by taking a stroll around our lovely neighborhood, now it was time to try my very first meal in this beautiful town.  Since we stayed in a house near Lac Leman, according to my dearest travel companion, nothing is better than trying the fresh produce of this town’s very own natural resource – Lac Leman – that is the beautiful little perch that freshly jumped out of Lac Leman straight to our plate :D.  And that’s the deal! So we went out for a little escapade to find a restaurant serving fresh, nice and yummy  little perch that could gratify my sudden gastronomical desires.  Fortunately, there happened to be one around our neighborhood – only 5 minutes walk from our house!  And that restaurant is called Au P’tit Bonheur.  At a mere glance, the homey and lovely ambiance of this cute little restaurant was enough to draw us in.  But when I looked across the little street and saw the restaurant’s beautiful terrace basking in the sun, we both agreed that this was definitely the one!   And the food wasn’t let us down.   My Filets de Perches frais recommended by my dearest was so lovely.  The filets de Perches were so soft, tangy and extremely well-seasoned.  When eaten with clarified butter with a dash of lemon juice, the real taste and aroma of fresh fish literally flirted in my mouth.  Yummm!!!  How could I find the better way to start my day in Geneva?

With satisfying main course, beautiful scenery coupled with sunny and cozy atmosphere, our first afternoon in foreign country was so lovely that we talked about this and that for hours on end, during which time, the attentive owner came to check and wait on us from time to time.  That was indeed very nice of him! But after a while, we decided that it was time to have dessert and leave.  So I ordered my favorite menu that has become my penchant every time I visit Switzerland.  It’s so simple, I know,  but I love it anyway.  It was strawberry with cream but this time they put vanilla ice-cream on it too, which was very nice.  It was so refreshing, despite the sourness of the strawberries which I found a little too much to my taste.  Had it been sweeter, this dessert must be perfect.

If you are looking for a nice place to lunch or dine, Au P’tit Bonheur is quite a nice choice.  But now we have to leave and prepare ourselves for the great Italian dinner this evening with our friends and a brief tour along Lac Leman afterwards.

Please stay tuned 🙂

My sweet Geneva (1)

Beautiful Lac Leman (Lake Geneva)
Beautiful Lac Leman (Lake Geneva)

และในที่สุด ฉันก็ได้กลับมาสวิสอีกครั้ง ประเทศที่ฉันผูกพันมาตั้งแต่ย่างเข้าวัยรุ่น ดินแดนแห่งชอคโกแลตแสนอร่อย วิวทิวทัศน์ที่งดงาม อากาศบริสุทธิ์สดชื่น คราวนี้ทิ้งช่วงไปนานหลายปี ทำให้การมาสวิสเป็นครั้งที่สามของฉันครั้งนี้ เป็นความสุขลึกๆอยู่ในใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนการได้กลับมาเจอเพื่อนเก่าที่ห่างหายไปนาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนครเจนีวาที่ซึ่งฉันไม่เคยมาเยือนด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ฉันเฝ้ารอวันที่จะได้มาเยือนอย่างใจจดจ่อเลยทีเดียว

เจนีวาเป็นเมืองใหญ่ (ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ รองจากซูริค) อยู่ในเขตสวิส-ฝรั่งเศส ซึ่งก็หมายความว่าผู้คนในเมืองจะพูดภาษาฝรั่งเศสกันหมด ภาพของเจนีวาที่ฉันเคยวาดเอาไว้ในใจ ก็คือเป็นเมืองใหญ่ เมืองธุรกิจที่สำคัญ เพราะเป็นที่ตั้งขององค์กรนานาชาติที่สำคัญ อย่างเช่นองค์การสหประชาชาติ หรือไม่ก็ WTO เป็นต้น ซึ่งพอได้สัมผัสกับเจนีวาจริงๆ ก็ไม่ต่างจากที่ภาพที่ตัวเองเคยวาดไว้เมื่อหลายปีก่อนเท่าไหร่ แต่ถึงภาพลักษณ์ของเจนีวาจะดูเย็นชา และไว้ตัว แต่เจนีวาก็มีเสน่ห์หลายอย่างที่ชวนให้หลงไหลไม่น้อย โดยเฉพาะในบางพื้นที่ก็แสนจะโรแมนติกชวนฝันไม่แพ้ที่ไหนๆในโลกเลยทีเดียว เพียงแต่เสน่ห์ของเจนีวา เป็นเสน่ห์แบบเรียบๆ ไม่กรีดกรายแพรวพราวเหมือนอย่างปารีส หรือเป็นตัวของตัวเองโดดเด่นอย่างลอนดอนเท่านั้นเอง

วันแรกที่มาถึงเจนีวา จะเรียกว่าโชคดีก็ได้ เพราะมาถึงกลางคืนประมาณ 5 ทุ่มกว่า พอเข้าที่พักได้ก็นอนหลับสนิทไปเลย เพราะเหนื่อยที่นั่งเครื่องบินนาน แถมยังต้องมาเปลี่ยนเครื่องที่ Schiphol Airport ที่อัมสเตอร์ดามอีก (เป็นสนามบินที่เดินไกลมากจริงๆ แถมป้ายบอกทางก็ไม่ค่อยชัดเจน กว่าจะผ่านด่านต.ม. มาถึงเกทได้เล่นเอาสติกระเจิง เหงื่อตกไปหลายรอบ) แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร อาจเป็นเพราะอากาศที่ดีมากๆของเจนีวาก็เป็นได้ ทำให้ฉันไม่เกิดอาการเจ็ทแล็กเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะวันรุ่งขึ้นก็สามารถตื่นขึ้นมาตอน 6 โมงครึ่งตามปกติ เหมือนตอนอยู่กรุงเทพเลยค่ะ อาบน้ำ สระผม พร้อมทานอาหารเช้าตอนเก้าโมงตรงอย่างสดชื่นสุดๆ อากาศก็เย็นสบายกำลังดี ประมาณ 19 -20 ºC ได้

ในเมื่อก้าวแรกในเจนีวาสดใสขนาดนี้แล้ว จะให้มามัวนั่งจับเจ่าอยู่ในบ้านได้ยังไง ได้ทีจึงไม่รอช้า คว้าไอโฟน 5คู่ใจเดินออกไปชมบริเวณละแวกบ้านดีกว่า เนื่องจากย่านที่ฉันพักอยู่นั้น อยู่ใกล้กับ Lac Leman หรือ Lake Geneva ที่เราๆรู้จักกันดีนั่นเอง เลยต้องขอออกไปเดินสำรวจตึกรามบ้านช่องของเจนีวาซักหน่อยเพื่อฆ่าเวลาให้ถึงเที่ยงเร็วๆ จะได้ไปหาอะไรกินกัน 🙂

และตึกรามบ้านช่องของเจนีวาก็สวยและหรูหราสมกับที่อยู่ใกล้กับวิวทะเลสาบล่ะค่ะ จริงๆฉันต้องแอบถ่ายบ้านสวยๆพวกนี้ เพราะคนสวิสเป็นเผ่าพันธุ์ที่ถือความเป็นส่วนตัวอย่างที่สุด บางบ้านมียืนเท้าสะเอวให้พรก็มี ฉันเลยต้องตีหน้าเจี๋ยมเจี้ยมขอโทษขอโพยเป็นภาษาฝรั่งเศสแบบงูๆปลาๆกันไป ลองเก็บภาพมาให้ดูเป็นตัวอย่างพอเป็นน้ำจิ้มละกันนะคะ ^^

หลังนี้เป็นคอกม้าของชาโตว์ค่ะ
หลังนี้เป็นคอกม้าของชาโตว์แถวบ้านค่ะ
Post office ในแถบที่เราอยู่
Post office ในแถบที่เราอยู่
คฤหาสถ์หลังงามนามเพราะว่า Villa Greta
คฤหาสถ์หลังงามนามเพราะว่า Villa Greta

IMG_1292

หลังนี้มีรูปทรงแปลกตา สวยดีค่ะ
หลังนี้มีรูปทรงแปลกตา สวยดีค่ะ
หลังนี้ใหญ่ และสวยมากอยู่ตรงจุดชมวิวบนเขาพอดี
หลังนี้ใหญ่ และสวยมากอยู่ตรงจุดชมวิวบนเขาพอดี
บ้านนี้แหละที่เท้าสะเอว แต่ก็ถ่ายได้อยู่ดี
บ้านนี้แหละที่เท้าสะเอวตีหน้ายักษ์ใส่ แต่ก็ถ่ายได้อยู่ดี 🙂

ส่วนหลังสุดท้ายนี้เป็น Chateau ของตระกูล Rothchild ที่ทำไวน์ระดับกรองด์ครูค่ะ พยายามเดินขึ้นเขาไปถ่ายหลายรอบ แต่ก็ถ่ายไม่ได้ซักทีเพราะเขาปลูกต้นไม้บังตัวบ้านไว้ทึบมาก เลยต้องถ่ายที่สถานีรถไฟตรงตีนเขา และค่อยมาขยายแทน

Chateau ของพวก Rothchild ในเจนีวา
Chateau ของพวก Rothchild ในเจนีวา

ชมบ้านสวยๆกันพอหอมปากหอมคอนะคะ อัพเดทคราวหน้า จะคุยเรื่องอาหารกลางวันมื้อแรกในเจนีวา กับเลคเจนีวาแบบ up close and personal ค่ะ

Stay tuned na ka 😀

Great Italian Lunch at Jojo, The St. Regis Bangkok

IMG_0865

**อ่านรีวิวอัพเดทล่าสุดของห้องอาหารนี้ได้ที่นี่ค่ะ  Dinner at Jojo, St. Regis Bangkok once again …  เพิ่งไปใช้บริการเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2015 นี้เอง**

เมื่อเดือนที่แล้ว ได้มีโอกาสไปลิ้มลองอาหารอิตาเลียนของโรงแรมระดับ 6 ดาวที่ The  St. Regis Bangkok มาค่ะ เพราะสืบเนื่องจากความประทับใจในรสชาติอาหารของโรงแรมนี้ครั้งที่เคยไปชิมตอนที่โรงแรมเปิดใหม่ๆเมื่อสองปีก่อน ตอนนั้นรู้สึกประทับใจในคุณภาพของวัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารมาก แต่รู้สึกว่าด้วยความที่เป็นโรงแรมเพิ่งเปิดใหม่ คุณภาพของอาหารยังไม่ค่อยคงที่อยู่บ้าง จานไหนอร่อยก็อร่อยเลิศไปเลย จานไหนธรรมดา ก็ธรรมดาเกินแบบไม่ค่อยคุ้มกับราคา ก็เลยห่างๆไป พอดีช่วงนี้เริ่มว่างประจวบกับโรงแรมจัดโปรโมชั่นน่าลอง ก็เลยต้องขอหวนกลับมาลองซักหน่อย พอได้ทานก็รู้สึกประทับใจนะคะ

วันที่ไป คือไปทาน luch buffet แบบ The Great Big Italian Lunch ที่ทางโรงแรมจัด เป็นบุฟเฟต์อาหารอิตาเลียนแบบจัดเต็มมีทั้ง antipasti, pasta, cold cuts, barbecue และขนมหวานต่างๆนานา พอก้าวเข้าไปก็รู้สึกประทับใจเลยค่ะ ชอบการตกแต่งของห้องอาหารนี้มาก รู้สึกว่ามันเริ่ดสุดๆเลยล่ะ ทั้งโอ่โถง สมัยใหม่ แต่ก็ดูอบอุ่น สบายๆ เหมาะที่จะมากับครอบครัว หรือไม่ก็เดทสำคัญ ได้หมดเลยค่ะ ประทับใจการตกแต่งมาก ขอโหวตให้เป็นห้องอาหารอิตาเลียนที่ตกแต่งได้สวยที่สุดในกรุงเทพไปก่อนเลย (ขนาด Biscotti ที่ว่าสวยแล้ว ส่วนตัวว่ายังสวยสู้โจโจ้ไม่ได้เลย) ส่วนเรื่องการบริการก็ดีมากค่ะ พนักงานน่ารักทุกคน เอาใจใส่ตลอดเวลา วันที่ไป ได้ไปกับคุณแม่ ก็จะมีพนักงานเดินมาคอยถาม คอยให้บริการถึงที่โต๊ะตลอด

เรื่องการตกแต่ง กับบริการผ่านฉลุยแล้ว คราวนี้ก็ถึงส่วนสำคัญที่สุด ก็คืออาหารบ้าง พอได้ที่นั่ง ฉันก็เริ่มเดินสำรวจดู station ต่างๆก่อน ทางโรงแรมจัดวางอย่างพอเหมาะพอเจาะมาก กำลังพอดีๆ ไม่มากเกินไป (ตอนแรกดูเหมือนน้อยไป แต่พอเอาเข้าจริงๆกลับทานไม่หมด) ฉันเลยเริ่มจาก antipasti station ก่อนละกัน ที่ตักมาเป็นเป็ดอบ อาร์ติโชคราดน้ำส้ม ผักย่าง และก็ Beef carpaccio ตามรูป 🙂

IMG_0856

จากประสบการณ์ที่เคยได้คลุกคลีกับผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารระดับนานาชาติ เค้าเคยกระซิบบอกเคล็ดลับว่า เวลาคุณไปทานอาหารอิตาเลียน ถ้าร้านไหนทำ beef carpaccio ผ่านถือว่าร้านนั้นผ่าน เพราะฉะนั้น คำแรกที่ฉันตักเข้าปากก็แน่นอนว่าต้องเป็น beef carpaccio ค่ะ ซึ่งก็ผ่านฉลุย (แต่ระดับนี้ ถ้าไม่ผ่านอาจถึงขั้นต้องปิดโรงแรม อิอิ) ส่วนเป็ดก็เนื้อนุ่ม รสชาติกลมกล่อมมากค่ะ ประทับใจ

พอเสร็จจากจานนี้ ก็เดินต่อมายัง station ถัดไปซึ่งเป็น pasta ก็เป็นสเตชั่นเล็กๆอีกตามเคย มีให้เลือกไม่มาก วันนั้นมีแต่หอยลายกับหอยแมลงภู่ให้เลือก ส่วนเส้นก็เป็นเพนเน่ กับสปาเก็ตตี้ธรรมดา ซอสก็แน่นอนว่าต้องมีครีมซอส ซอสมะเขือเทศ หรือไม่ก็น้ำมันมะกอกผัดกับกระเทียม เห็นตอนแรกบอกตรงๆว่าผิดหวังหน่อยๆ ไม่นึกว่ามันจะธรรมดาอย่างนี้ ไปตามงานแต่งงานยังเลือกได้เยอะซะกว่า ก็เลยเลือกเส้นเพนเน่ กับหอยลาย ผัดกับซอสครีมส่งๆไป (แถมกำชับว่าช่วยใส่ไวน์ขาวให้ด้วย – จะได้คุ้มๆหน่อย ฮาๆ) และผลก็ออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ

So simple dish but exquisitely delicious!
So simple dish but exquisitely delicious!

พอตักเข้าไปคำแรก อร่อยมากๆๆๆๆเลย อร่อยจนตกใจว่าทำไมถึงได้อร่อยอย่างนี้ ทั้งๆที่เป็นพาสต้าที่แสนจะธรรมดาบ้านๆมาก แต่ได้รสชาติของครีม น้ำหอยลาย และไวน์ขาวผสมผสานกันอย่างลงตัวที่สุดเลยค่ะ เป็นจานที่ประทับใจมาก หลังจากจานนี้ก็เลยหันมาลองสเตชั่นฝั่งตรงข้ามบ้าง มีทั้ง Lasagna, poached salmon เนื้อสเต้ก ซึ่งก็อร่อยสุดๆเหมือนกัน ปลาแซลมอนสดมากๆๆ ชิ้นใหญ่บึ้ม แต่คุณแม่เห็นจะโปรดปรานลาซานญ่ามากกว่า พอทานเสร็จก็บังเอิญเหลือบไปเห็น Tuna carpaccio ก็เลยต้องขอลองชิมดูซักหน่อย ว่ารสชาติจะเป็นยังไง

Tuna Carpaccio
Tuna Carpaccio

ผลปรากฎว่าอร่อยมากค่ะ เนื้อปลาทูน่าสด และหวานมาก ตัดกับรสเปรี้ยวของน้ำมะนาวในเดรสซื่ง ผสมกับเคเปอร์สสับ หอมแดงสับ สดชื่นมากๆค่ะ ลงตัวสุดๆ หลังจากนั้นก็มาถึงของโปรด ซึ่งก็คือพิซซ่านั่นเอง เห็นเชฟกำลังนวดแป้งง่วนอยู่ ก็เลยโฉบเข้าไปดู ปรากฏว่าเราสามารถสั่งหน้าได้ตามชอบใจ อยากทานหน้าอะไรสั่งได้เลยค่ะ เชฟน่ารักมาก อบให้สดๆตรงนั้นเลย ก็เลยได้มา 4 หน้า เป็น Parma ham กับ mascarpone cheese, margherita, 4 cheeses, truffle pizza ตามรูปเลยค่ะ

4 cheeses ชีสเยิ่มอร่อยสุดๆ
4 cheeses ชีสเยิ้มอร่อยสุดๆ

แต่ที่ชอบสุดๆก็คือจานนี้ค่ะ truffle pizza เป็นเห็ดทรัฟเฟิลโรยหน้าพิซซ๋ามาเองเลย รสชาติออกเค็มนิดๆ แต่ก็อร่อยมาก ปลื้มมากค่ะ

Truffle pizza
Truffle pizza

หลังจากจานนี้ก็รู้สึกอิ่มมาก ทานต่อไม่ไหวแล้ว จริงๆยังมีสเตชั่นสลัด กับบาร์บีคิว เลยต้องขอผ่าน ระหว่างทานพิซซ่า เชฟก็น่ารักมาก เดินเข้ามาถามว่ารสชาติถูกปากมััย เราเลยดึงตัวมาถ่ายรูปกับคุณแม่ซะเลย

With Chef Carlo
With Chef Carlo

ชักเริ่มอื่มมากแล้ว และก็คงต้องถึงของหวานซักที มีให้เลือกมากมายจริงๆค่ะ แต่ไม่ได้ถ่ายมาเพราะมัวแต่อิ่ม ส่วนมากเป็นเค้กหลากหลายชนิด ตกแต่งได้สวยงามน่าทานมาก แต่เนื้อเค้กจะค่อนข้างหนักแบบเนื้อเค้กฝรั่งนะคะ คนที่ชอบทานเนื้อเค้กนุ่มๆแบบเค้กญี่ปุ่นอาจไม่ค่อยถูกใจ แต่ฉันชอบมากค่ะ ตักทานไปหลายชิ้นแต่ที่ประทับใจที่สุดต้องเป็นของหวานถ้วยเล็กๆถ้วยนี้ค่ะ อร่อยมาก ขอให้คะแนนความคิดสร้างสรรค์ชนะเลิศ 🙂

White wine jelly and gold leaves
White wine jelly and gold leaves

อร่อยจริงๆค่ะ หอมไวน์ขาวอบอวลมาก ทานไปได้ 3 ถ้วยจนเริ่มมึน ก็เลยต้องปิดฉากการทานลันช์อันแสนประทับใจไว้ตรงนี้ พูดได้เต็มปากว่าอร่อยทุกอย่าง แม้อาหารที่มีให้จะไม่ได้หรูหรามาก แต่ก็อร่อยอย่างไม่เสียชื่อโรงแรมระดับนี้เลยค่ะ ส่วนตัวชอบมาก ถูกปากมากค่ะ อร่อยจนคิดว่าต้องหาโอกาสมาทาน a la carte ของเขาอย่างเป็นเรื่องเป็นราวบ้างแล้วล่ะ

Jojo อยู่ชั้น 1 โรงแรม The St. Regis Bangkok อยู่ตรงข้ามกับร้านอาหารญี่ปุ่นสุดแพง Zuma พอดี สำหรับโปรโมชั่นนี้ 1,200 บาท ++ ต่อคนค่ะ ถ้ามีบัตร SPG card ก็ได้ลดอีก 15% ถ้าใครสนใจก็ลองดูได้นะคะ

Bon Apetit!

Laduree in Singapore

IMG_0984 (2)

หลังจากรอคอยกันมาได้สักพักใหญ่ ในที่สุดร้าน Patisserie แสนสวย และเก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของฝรั่งเศสอย่าง Laduree ก็เขยิบเข้าใกล้พวกเราคนไทยเข้ามาอีกนิดนึง ด้วยการเปิดสาขาที่ประเทศสิงคโปร์อย่างเป็นทางการที่ห้าง Takashimaya เมื่อวันที่ 15 เมษายนที่ผ่านมา นับว่าช้ากว่าออสเตรเลีย และฮ่องกงนิดหน่อยที่เปิดไล่กันมาตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว เป็นที่ถูกใจคนรักการชิม macarons ในเอเชียเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่ต้องขึ้นเครื่องบินไปช็อปไกลถึงยุโรปอีกแล้วค่ะ วันที่ Laduree เปิดประตูต้อนรับเหล่า macaron lovers อย่างเป็นทางการที่สิงคโปร์ เพื่อนๆของฉันที่บังเอิญไปอยู่ที่นั่นต่างพากันโพสต์รูปมาให้ดูกันใหญ่ เห็นคนเข้าคิวรอซื้อกันยาว เห็นแล้วก็อยากแวะไปช็อปกับเขามั่งจัง

และก็บังเอิญโชคดีที่ได้มีโอกาสไปเที่ยวสิงคโปร์ตอนช่วงต้นเดือนมิถุนายน (และก็นับว่าโชคดีสองต่อ ที่ไปเที่ยวก่อนเกิดเรื่องหมอกควันจากอินโดพอดี) ก็เลยต้องถือโอกาสแวะเข้าไปสัมผัสบรรยากาศกับเขาบ้าง เพราะไปอยู่สิงคโปร์ 4 วัน ตอนแรกกะจะไปวันแรกๆเลย เพราะตั้งใจจะไปทานข้าวมันไก่ที่ร้าน Chatter Box ในส่วนของพลาซ่าของโรงแรมแมนดารินออร์ชาร์ด ทานเสร็จจะได้เดินข้ามถนนไปซื้อได้เลย แต่บังเอิญว่าผู้ร่วมทางคนสำคัญติดธุระก็เลยผลัดไปเรื่อย จนวันรุ่งขึ้นจะขึ้นเครื่องกลับกันแล้ว ถึงได้กระหืดกระหอบวิ่งไปซื้อเอานาทีสุดท้ายก่อนห้างปิด 🙂

IMG_0985 (2)

แต่ก็นับว่าโชคดีนะคะที่ไม่ต้องรอคิวนาน เพราะห้างใกล้ปิดแล้ว ตอนที่ก้าวขาเข้าไปในร้านครั้งแรก คนแน่นเต็มร้านเลยค่ะ (ก็แบบสไตล์คนสิงคโปร์ที่ชอบเข้าคิวต่อแถวยาวๆเพื่อทานอาหารเจ้าอร่อย แต่พอถึงเวลาใกล้ห้างปิด หรือใกล้ๆสี่ทุ่ม จู่ๆคนก็รีบซื้อรีบจ่ายเงิน เผลอแป๊บเดียว คนหายหมดเกลี้ยง ไม่เหมือนพี่ไทยที่ยังโอ้เอ้อยากได้นู่นนี่ ไม่ยอมจบง่ายๆ) ฉันเลยได้ macarons แสนสวย ที่แสนหอมหวานมาครอบครอง ฉันเลือกกล่องที่เป็นสัญลักษณ์ของสิงคโปร์ (จะได้เก็บไว้เป็นความทรงจำว่าเราซื้อที่สิงคโปร์นะ) และก็เลือก macarons รสต่างๆมาทั้งหมด 8 ชิ้น ในราคา $38 SGD แต่จะเน้นซื้อ Rose petal macarons มาเยอะหน่อยเพราะชอบกลิ่นกุหลาบมากค่ะ เป็น macaron กลิ่นที่ฉันชอบมากที่สุด  เพราะหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นกุหลาบ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ชิมเลยค่ะ และที่สำคัญไม่หวานเกินไปด้วยค่ะ (ฉันชอบกลิ่นกุหลาบมากขนาดหลงรักโรงแรม Grand Copthorne Waterfront ที่ไปพักเลย เพราะโรงแรมหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นกุหลาบตลอดเวลาที่เข้าพัก) นอกนั้นก็เป็นรสวานิลลา อัลมอนด์ พิสตาชิโอ และรสอื่นๆ สลับกันไป แถมด้วยน้ำผึ้ง กับ ชากลิ่น Eugenie เป็นของขวัญให้กับคนสำคัญใกล้ตัวด้วยค่ะ 😀

Lovely little macarons
Lovely little macarons

แค่ macaron แสนสวย หอมๆ ชิ้นเล็กๆสักชิ้น กับชาถ้วยโปรด แค่นี้ก็ทำให้ชีวิตคนเราอบอวลไปด้วยความหอมหวานแล้วนะคะ ถ้าใครมีโอกาสได้ไปสิงคโปร์ ลองแวะไปได้ที่ห้าง Takashimaya level 2 สำหรับ Laduree Boutique นะคะ อาจต้องรอคิวซักหน่อย แต่ก็คุ้มค่ะ เพราะร้านตกแต่งด้วยโทนสีพาสเทลสวยหรูมาก พอเสร็จธุระเรื่อง macaron เราสองคนก็หิวจนแทบเป็นลม เลยเดินข้ามถนนไปหม่ำราเมงสุดฮิต ippudo ที่อยู่ในพลาซ่าของโรงแรมแมนดารินออร์ชาร์ดกันต่อ แต่น่าเสียดายที่มัวแต่หิวจนหน้ามืดตาลาย เลยลืมถ่ายรูปมา เพราะราเมงของเขาอร่อยมาก ร้านนี้อยู่ถัดลงมาจาก Chatter Box ชั้นหนึ่งค่ะ ตอนไปทานข้าวมันไก่ก็เล็งเอาไว้แล้ว ว่าต้องกลับมาจัดการให้ได้ เพราะคิวยาวมากกกก (ยาวจริงๆค่ะ ยาวเกินธรรมดา) และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ เพราะอร่อยสุดยอดมากค่ะ ที่สำคัญไม่ค่อยมันมากเหมือนราเมงเจ้าอื่น ถัาคราวหน้าได้ไปสิงคโปร์เมื่อไหร่ จะไม่เฟอะฟะลืมถ่ายรูปแล้วค่ะ สำหรับคนรักราเมง ขอแนะนำเลยนะคะ อาจต้องฝ่าคิวยาวเป็นทางรถไฟซักหน่อย แต่ว่าอร่อยคุ้มค่ามากค่ะ 😀

ช่วงนี้เริ่มขยันมีแรงบันดาลใจอัพบล็อกแล้วนะคะ ทริปหน้าในอีกไม่กี่วันนี้จะมีโอกาสได้ไปยุโรป จะขยันถ่ายรูป จดรายละเอียด และพยายามหาที่ที่คนไทยไม่ค่อยได้ไปมาเขียนเล่าในบล็อก ไว้คอยติดตามกันนะคะ ขอบคุณค่ะ

xoxoxo