ทานเครปแบบฝรั่งเศสแท้ๆในสวนสวยที่ La Creperie สุขุมวิท 39

image
La Creperie

สวัสดีค่ะ ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปซะนานเลย ด้วยความที่ช่วงนี้งานเยอะมาก T^T มีเรื่องต้องให้สะสาง พออะไรๆเริ่มลงตัว ก็เลยพอมีเวลากลับมาเขียนบล็อกได้ต่อค่ะ 🙂 ซึ่งจริงๆ จะว่าไป ก็ไม่ได้มีแต่เราที่งานเยอะคนเดียว หันมองไปรอบๆ พรรคพวกเพื่อนฝูงแต่ละนาง ก็ล้วนแต่งานเข้าเต็มมือกันหมดเหมือนกัน ครั้นพอเริ่มจะหาเวลาได้ ก็เลยนัดกินข้าวกันดีกว่า จะได้เมาท์มอย ถามไถ่ชีวิตของแต่ละคนกันด้วย ก็เลยลองหาที่ที่เราสามารถนั่งสวยๆ จิบชา กาแฟ ทานอาหารอร่อยๆ และนั่งเอกเขนกคุยกันได้อย่างยาวนาน ประหนึ่งบ้านของตัวเอง :p หาไปหามา ก็เลยมาลงตัวที่ร้าน La Crêperie ในซอยสุขุมวิท 39 นี่เองค่ะ เพราะเป็นร้านขายเครปแบบฝรั่งเศสแท้ๆ ฟรุ้งฟริ้งตรงคอนเซ็ปท์ทุกอย่าง ที่สำคัญตั้งอยู่ท่ามกลางสวนสวย เขียวชอุ่ม แค่เดินเข้าประตูมา ก็หายเหนื่อย หายเครียดเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ 🙂

แต่ที่ทำให้หายเครียดยิ่งกว่า ก็คือ เมื่อลองคลิกเข้าไปที่ แอพ Eatigo ปรากฏว่ามีโปรโมชั่นลดค่าอาหาร 30% ด้วยค่ะ (ถ้าเราจองในช่วงเวลา 11.30 น.) ดีงามขนาดนี้ จะรออะไรล่ะคะ จองเสร็จ ก็รีบมาทานเครปกันให้ไว และตรงเวลา อย่างพร้อมเพรียง 😀 (คือไม่ค่อยงกเท่าไหร่เลยเนอะ) ร้านอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 ค่ะ แต่จะค่อนไปทางท้ายซอย ตรงที่เป็นวันเวย์แล้ว คือถ้ามาทางเพชรบุรีจะใกล้กว่า แค่ตรงเข้ามาอย่างเดียว ร้านอยู่ซ้ายมือ แต่ถ้าเข้าทางปากซอยสุขุมวิท 39 ก็ต้องเลี้ยวซ้่ายตรงซอยพร้อมจิต แล้ววนอ้อมขวาเข้ามาตรงวันเวย์ ชิดซ้ายตรงมาเรื่อยๆ พอเห็นป้ายนี้ก็คือถึงแล้วค่ะ

lacreperie

ด้วยความที่ฉันเป็นคนจอง ก็เลยต้องมาก่อน เพื่อรักษาสิทธิ์ ระหว่างรอเพื่อนๆมาสมทบ ก็เลยเดินเล่นดูบรรยากาศร้านฆ่าเวลา เพลินๆไป ตัวร้านเป็นบ้านเล็กๆสีขาว มีสวนสวยเขียวชอุ่มล้อมรอบ บรรยากาศโรแมนติก และรื่นรมย์มากค่ะ ออกแนวชนบทฝรั่งเศส นี่ถ้าช่วงหน้าหนาว อากาศเย็นหน่อย คงจะโรแมนติกน่าดู ❤

image
Our table
image
View from our table
image
ทางเข้าจากหน้าร้าน
image
Outdoor dining area
image
มีน้ำพุด้วย
image
ทางเดินเข้าห้องน้ำ

หลังจากนั่งรอไปสักพัก สาวๆอีกสองนางก็มาถึง หลังจากสั่งกาแฟมาจิบกันคนละถ้วยแล้ว ก็สั่ง Salmon Samosa มาทานเล่นกันก่อน ซึ่งจานนี้ฉันว่าเฉยๆ ใส่ไส้น้อยไปหน่อยค่ะ เลยได้ทานแต่แป้งซะเยอะ

image
Salmon Samosas

เมื่อเรียกน้ำย่อยกันพอควรแล้ว ถึงคราวของเครปที่เป็นนางเอกของงานแล้วค่ะ เราสั่งเครปที่เป็นของคาว (savory crêpe) มาสองจาน ซึ่งก็เป็นจานแนะนำของทางร้านทั้งคู่ โปรดสังเกตเนื้อเครปนะคะ ด้วยความที่ทำจากแป้ง buckwheat (จริงๆก็แบบฝรั่งเศสแท้ๆเลยแหละ หน้าตา เนื้อสัมผัส และรสชาติก็จะแตกต่างไปจากเครปนิ่มๆที่เราเคยทานมา คือเนื้อมันจะแข็ง และกระด้างกว่าหน่อยนึง เหมาะกับอาหารคาว) อร่อยใช้ได้เลยค่ะ โดยจานแรกก็คือ Ham & egg crêpe with grated emmental cheese and parisian mushroom เห็ดอร่อยมากกกก ดีงามจริงๆ แต่ส่วนตัวคิดว่าถ้าเปลี่ยนเป็นชีสกรูแยร์ จะยิ่งอร่อยกว่านี้สิบเท่า เพราะกรูแยร์มันหอมกว่า Emmental อยู่แล้ว (และก็แพงกว่าด้วย T^T)

image
Ham & egg crepe with grated emmental cheese and parisian mushroom

ส่วนจานที่สองก็คือ เครปไส้พาร์มาแฮม ไข่ออนเซ็นทานกับซ้อสคาโบนาร่า จานนี้ก็อร่อยมากเช่นกันค่ะ ซ้อสคาโบนาร่าอร่อยมาก ข้นมัน ทานกับไข่ลวกแบบออนเซ็น คือดีงาม ยิ่งทานยิ่งอร่อย

image
Crepe with carbonara sauce

จริงๆตอนแรก เรากระหน่ำสั่งสลัด กับไส้กรอกด้วยนะคะ แต่ด้วยความที่ให้เครปมาจานใหญ่มาก เลยต้องแคนเซิล 2 จานนั้นไป ทานได้สองจานก็เริ่มอิ่ม เราเลยสั่งเครปที่เป็นของหวานมาทานต่อเลยละกัน จะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ เพราะอร่อยมากมาย ทานกับไอศกรีมวนิลลา ราดซ้อสคาราเมล จานนี้แนะนำเลยค่ะ เป็น apricot นะคะ ถ้าจำไม่ผิด

image
Sweet crepe with apricot with vanilla ice-cream and caramel sauce

จานนี้อร่อย ประทับใจมากค่ะ แย่งกันตักจนเกลี้ยง ทานเสร็จ ก็นั่งเอกเขนกพิงหมอนคุยกันต่ออีกเกือบชั่วโมง คือบรรยากาศสบายมาก ฟ้าครึ้มหน่อยๆ เหมือนอยู่บ้านเลยค่ะ พอเริ่มคอแห้ง ก็เลยสั่งชามาดื่มกันต่อ ที่นี่ใช้ของ Mariage Fréres ค่ะ คือ blended tea ที่ดีที่สุด และหอมที่สุดในโลก ชาสุดรักของฉันเอง เราเลยสั่ง Marco Polo มานั่งจิบกัน 1 pot ซึ่งก็หอมอลังการมาก จริงๆมีให้เลือกหลายกลิ่น ทั้ง Earl Grey French Blue, Paris Breakfast ฯลฯ แต่สำหรับฉัน Marco Polo คือที่สุด (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมานะคะ มัวแต่คุยเพลิน) พอนั่งละเลียดดื่มชาหอมกรุ่นจนหมดกา ก็คงต้องถึงเวลาแยกย้ายกันกลับบ้านแล้ว

ก่อนจากกัน ก็เลยต้องขอถ่ายรูปร่วมกันให้หายคิดถึง เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่แสนสุขจริงๆ แม้จะสั้นไปนิดแต่ก็ชวนให้คิดถึงพวกเราสมัยก่อน สมัยที่ยังไม่มีเรื่องให้ต้องรับผิดชอบมากมายเหมือนตอนนี้ สมัยที่มีแต่ความตื่นเต้นกับทุกสิ่ง และพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชีวิต สมัยที่สามารถโทรนัดมาลั้นลากันได้แทบทุกอาทิตย์ เพราะความสุขที่วิ่งเข้าหาพวกเราในตอนนั้น ช่างมีมากมายไม่มีวันหมดจริงๆ  ❤

image
selfie กันก่อนกลับ

ร้าน La Crêperie อยู่ในซอยสุขุมวิท 39 ตามแผนที่ข้างล่างนี้เลยค่ะ

 

เครดิตภาพ: Yummy Gallery

 

ชวนทานพิซซ่าอร่อยที่สุดในกรุงเทพที่ Pizza Massilia สาขาร่วมฤดี – The Best Pizza in Bangkok!

image
Pizza Massilia สาขาร่วมฤดี

หลังจากได้ยินคำร่ำลือจากเหล่าฟู้ดดี้หลายๆท่าน (ซึ่งก็รวมถึงคุณเบนแห่ง Fovefood ด้วย) ถึงความอร่อยล้ำของพิซซ่าร้านนี้ ทำให้ฉันและผองเพื่อนที่ล้วนแต่ชอบทานพิซซ่าเป็นชีวิตจิตใจ ถึงกับอดไม่ได้ ต้องมาลองด้วยตนเอง ยิ่งย้ายร้านมาอยู่ในซอยร่วมฤดีที่ฉันต้องผ่านบ่อยๆด้วยแล้ว ยิ่งต้องมาเลยค่ะ ว่าแล้ว สาวๆคณะเราก็นัดกันทันที ตอนแรก เราวางแพลนไว้ซะสวยหรูสำหรับ long weekend ที่ผ่านมา ว่าจะแต่งตัวสวยไปนั่งทานพิซซ่ากันตอนเย็นๆก่อน จากนั้นค่อยย้ายไปนั่งดื่มต่อที่ Bamboo Bar เพื่อฉลองวันแห่งวิสกี้ (Whiskey Day) กัน แต่บังเอิ๊ญ ที่แต่ละคนต่างติดธุระกับครอบครัวอย่างกะทันหันกันหมด เลยเหลือฉันกับน้องสาวคนสวยของกลุ่มว่างมาทานช่วงกลางวันกันเท่านั้น ไหนๆวางแผนเอาไว้ซะเริ่ดแล้ว ยังไงก็ต้องทำให้สำเร็จ แม้จะเหลือกันแค่สองสาว เราก็อิ่มอร่อย และสนุกได้ ก็เลยควงแขนกันมาทานพิซซ่าที่ Pizza Massilia กัน และก็ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ เพราะเป็นการรับประทานลันช์ที่อิ่มเอม อร่อย ประทับใจ และมีความสุขที่สุดมื้อหนึ่งของเราสองคนเลยทีเดียว

เพราะตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้ามาในร้าน ก็ตื่นตะลึงแล้ว เพราะร้านตกแต่งสวยมว้ากกกกกก ❤ รักเลย นึกไม่ถึงว่าร้านพิซซ่าธรรมดาๆ จะตกแต่งได้สวยขนาดนี้ เหมือนเดินข้ามไทม์โซนไปอยู่ในปารีสยังไงยังงั้น เห็นแล้วก็ชวนให้นึกถึงร้าน Pizza Chic อันแสนโด่งดังของปารีส ที่ต้องจองคิวกันเป็นเดือนๆ ร้านตกแต่งเก๋ไก๋ และสวยงามมากค่ะ แค่เห็นร้านก็ให้สิบเต็มแล้ว มองไปทางไหนก็รื่นรมย์ สวยงามไปหมด (น้องสาวที่มาด้วย บอกเห็นร้านแล้วนึกถึงหนังสือกับหนังเรื่อง Babette’s Feast หรืองานเลี้ยงของบาเบตต์ที่ฉันแปล 🙂 ยิ่งปลื้มใหญ๋เลย)

image
Beautiful decor

image
Our table
แค่นี้ยังไม่พอนะคะ ขนาดในห้องน้ำยังสวยเลยค่ะ เห็นกระเบื้องปูพื้นแล้วถึงกับตะลึงไปแพร้บ

image

หลังจากปลื้มปริ่มกับความงามของร้านกันพอสมควรแล้ว ก็ถึงเวลาของอาหารกันแล้วค่ะ พอพนักงานเอาเมนูมาให้ เราก็เลือกกันเลย จริงๆต้องขอชมเลยนะคะ ว่าบริการดีมาก โดยเฉพาะคุณทัตผู้จัดการร้าน ที่มีความรู้เรื่องอาหารในร้านดีมาก อธิบายเมนูให้เราฟังอย่างละเอียด เราเลยได้ความรู้ไปด้วย แค่บริการ ก็ได้สิบเต็มไปอีกเช่นเคย

เนื่องจากบรรยากาศดีขนาดนี้ สมควรสั่ง bubbles (Prosecco) มาดื่มสวยๆ คู่กับพิซซ่ากันหน่อยแล้วค่ะ จริงๆตอนจิบครั้งแรก ฉันว่าติดหวานไปนิด แต่ความบางเบา และพรายฟองนุ่มกำลังดี ที่สำคัญคือชิลล์มาพอดีเป๊ะ พอดื่มคู่กับพิซซ่า (โดยเฉพาะ burrata ชีสเยิ้มๆ) อร่อยลืมโลกไปเลยค่ะ เข้ากันดีอย่างน่าตื่นตะลึงมาก รู้สึกเหมือนทั้งอาหาร และ prosecco อร่อยขึ้นไปอีกขั้นนึงเลย เพอร์เฟ็คค่ะ ให้สิบเต็ม ❤

image
perfectly chilled Prosecco that goes perfectly with food
วันนี้เราสั่ง Rocket salad with Italian Sausage กับ Octopus carpaccio มาเรียกน้ำย่อยกันก่อน ซึ่งก็ดีงามเช่นเคย Italian sausage อร่อยเทพมากๆๆ

image
Rocket salad with Italian sausage (390 บาท)
ส่วนจานปลาหมึกก็สดและหวานมาก จริงๆ ทางร้านเค้าไม่ใช้ปลาหมึกดิบนะคะ อาจเนื่องด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ (คนไทยไม่ชอบทานอาหารดิบ อีกอย่างเมืองไทยก็ร้อนด้วย) ก็เลยทำให้ปลาหมึกสุกแต่ยังรักษารสชาติแห่งความสดไว้ด้วยวิธี sous vide ซึ่งก็อร่อยมากเลยค่ะ ก่อนเสิร์ฟ เชฟพ่นไฟลงไปด้วย เพื่อให้มีกลิ่นไหม้อ่อนๆ เนื้อปลาหมึกจะหนึบเล็กน้อย ผสมกับกลิ่นควันไฟจางๆ คล้ายปลาหมึกปิ้งบ้านเราเล็กน้อย  อร่อยมากค่ะ เรียกว่าขนาดอิ่มจนแทบจุก ก็ยังกวาดจนหมดจาน 😀

image
Octopus carpaccio อร่อยมากอีกเช่นกัน แย่งกันกวาดจนหมดจาน (390 บาท)
หลังจากปลื้มปริ่มกับอาหารเรียกน้ำย่อยกันไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงพิซซ่าที่เรารอคอย เราสองคนสั่งพิซซ่ามาหนึ่งถาด แต่แบ่งเป็น 2 หน้าก็คือ Burrata & Culatella Pizza กับ Mortadella and Black Truffle Pizza ตามรูปข้างล่างเลยค่ะ พอตัดทานไปได้คำนึง โอ้แม่เจ้า!!!! คือมันอร่อยม้ากกกก อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานในกรุงเทพเลยค่ะ สำหรับตัวแรกนั้น ชีส burrata สดเยิ้มมาก อร่อยที่สุดในสามโลก ยิ่งดื่ม prosecco คู่ไปด้วย คือตายไปเลยค่ะ ส่วนอีกครึ่งหนึ่งที่เป็นแฮมมอร์ตาเดลล่า กับทรัฟเฟิลนั้นก็สุดยอด คือพอน้องพนักงานมาวางตรงหน้าปั๊บ กลิ่นทรัฟเฟิลหอมฟุ้งออกมาเลยค่ะ อร่อยขนาดหอเอนล้ม โคลอสเซียมทลาย วาติกันสะเทือนกันเลยทีเดียว 5555555 (โค้ทนี้จำเค้ามาพูดค่ะ 😀 ) คือมันขนาดนั้นเลย ไม่รู้จะเปรียบปานยังไง ❤

image
Burrata & Culatella  กับ Mortadella with black truffle Pizza (590 บาท)
สังเกตขนาดของพิซซ่านะคะ ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ขนาดทานสองคนอิ่มเกือบจุกค่ะ ที่ดีงามอีกอย่างคือแป้งพิซซ่าค่ะ ไม่บาง ไม่หนาเกินไป ออกหนึบๆ หอมกลิ่นควันไฟจางๆอบอวลอยู่ตลอด คือมันเริ่ดมากค่ะ ที่สำคัญคือไม่เลี่ยนเลย ให้สิบเต็มยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ สำหรับคนอื่นที่อาจเคยทานพิซซ่าที่สวรรค์วิมานไหนที่อร่อยกว่านี้ฉันไม่ทราบ แต่สำหรับฉันแล้ว พิซซ่าที่นี่อร่อยที่สุดในกรุงเทพแล้วค่ะ พูดเลย อยากแนะนำให้มาลองทานกันค่ะ ปลาบปลื้มสุดๆ ❤ จานนี้ 590 บาทค่ะ

image
The Best Pizza in Town! Hands down.
หลังจากอิ่มเอมกับพิซซ่ากันอย่างสุดๆกันแล้ว คราวนี้ก็ถึงคิวของหวานบ้างค่ะ ซึ่งก็ไม่ธรรมดา และอร่อยล้ำคู่ควรกับพิซซ่าเช่นกัน เราสั่ง Le Baba ที่ขึ้นชื่อของ Napoli มาทาน เพราะคุณทัตแนะนำว่ามีรัมผสม เราทั้งคู่น่าจะชอบ ฉันเองสะดุดใจตั้งแต่คำว่า Le Baba แล้วค่ะ ก็เลยคุยกับคุณทัตว่ามันคือ Baba au Rhum แบบอิตาเลียนใช่มั้ย แกก็บอกว่าใช่ เพียงแต่เวอร์ชั่นอิตาเลียนจะต่างกับของฝรั่งเศสต้นแบบตรงที่จะใส่ไอศกรีมลงไปเพื่อให้ทานง่ายขึ้น จริงๆฉันเคยไปทาน Le Baba ครั้งแรกที่เจนีวา ในร้านอาหารทีมีชื่อในย่านการูจ – Carouge ซึ่งเป็นย่านอิตาเลียนเก่าแก่ของเจนีวา แล้วประทับใจในความอร่อยชื่นใจของมันมาก และก็มีโอกาสได้ทาน Baba au Rhum อีกครั้งที่ Brasserie Lipp ที่ปารีส (คราวนี้เป็นแบบฝรั่งเศสแท้ๆ) ก็ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่ มาคราวนี้ เลยต้องขอชิม Le Baba ในกรุงเทพซักหน่อย ซึงก็อร่อยมากไม่แพ้กันเลยค่ะ ตัว baba ของที่นี่หั่นเป็นลูกเต๋า  ชุ่มน้ำรัมหอมมาก (baba ของอิตาเลียนจะหั่นเป็นลูกเต๋า ส่วนของฝรั่งเศสต้นแบบจะมาเป็นชิ้นใหญ่ๆแล้วราดน้ำรัมอย่างเดียว) ทางร้านใส่ไอศกรีมวานิลลา กับ crumble มาให้ด้วย อร่อยสุดๆ ค่ะ จริงๆ เคยให้สูตร Baba au Rhum ไว้ในบล็อกนี้ด้วย คลิกดูสูตรได้เลยนะคะ

image
Le Baba ชุ่มรัม หอมอร่อยมากค่ะ (290 บาท)
เราสองคนรับประทานกันอย่างปลิ้มปริ่ม เพราะอร่อยสุดๆทุกอย่าง ซ้ำยังถ่ายรูป อัพรูปลงโซเชียลกันกระจาย ทางคุณทัตเลยใจดี เห็นเราปลื้มกับอาหาร และร้านมาก เลยแถมขนมหวานจานเด็ดที่อร่อยลือเลื่องให้เราอีกหนึ่งจาน เป็น complimentary ที่ชื่อว่า Citron givre หรือ Lemon granita นั่นเอง แค่เห็นตรงหน้า ก็กรี๊ดแล้วค่ะ อะไรมันจะน่าทานขนาดนั้น ❤ รักเลยอีกเหมือนกัน เห็นแล้วนึกถึง Capri กับ Sorrento ขึ้นมารำไร

image
Citron givre หรือ Lemon granita (290 บาท)
คุณทัตเล่าว่าเชฟต้องตุ๋นเลมอนทั้งลูกถึง 5 ชั่วโมงเพื่อไล่ความขมให้หมด เหลือไว้แต่กลิ่นหอมของเลมอนแท้ๆ ที่พอวางปั๊บ กลิ่นเลมอนก็หอมฟุ้งขึ้นมาแตะจมูกเราเลย สดชื่นมากๆค่ะ ตรงฟองสีขาวนั่นว่าอร่อยแล้วนะคะ แต่พอเราตักลึกลงไปตรงที่เป็น granita นี่ก็อร่อยตายไปเลยอีกเหมือนกัน จานนี้ห้ามพลาดเลยค่ะ สมควรต้องสั่งมารับประทานเป็นอย่างยิ่ง อร่อยสุดยอดจริงๆ ให้สิบเต็มอีกเหมือนกัน (จริงๆ ถ้าให้เกินได้คงให้เกินไปแล้วค่ะ) เพอร์เฟคทุกอย่าง

image
จานนี้ห้ามพลาดเลยค่ะ อร่อยสุดๆ
รับประทานเสร็จ ก็ออกมาถ่ายรูปเล่นกันตรงหน้าร้าน ซึ่งก็ตกแต่งได้สวยน่านั่งสุดๆอีกเหมือนกันค่ะ ถ้าช่วงหน้าหนาว มานั่งทานพิซซ่าหน้าร้าน บรรยากาศคงจะดีน่าดูเลย

image
ในร้านว่าสวยแล้ว หน้าร้านก็สวยไม่แพ้กัน
หันไปหันมา ก็เหลือบไปเห็นร้านเบเกอรี่เล็กๆอยู่ข้างๆตรงหัวมุม ร้าน Amantee นี่เอง ใครที่ปลื้มครัวซองต์ของร้านนี้ รวมถึงเนย Bordier butter ที่อร่อยลือลั่นของ Brittany ไม่ต้องบินไปซื้อถึงปารีส หรือที่เอ็มควอเทียร์แล้วนะคะ Amantee เขาเปิดเพิ่มอีกหนึ่งสาขาใกล้ๆกัน ทานพิซซ่าเสร็จ ซื้อครัวซองต์กับเนยกลับไปทานที่บ้านได้เลย มันเริ่ด มากค่ะ!

image
Amantee ก็มา
สรุปว่าเป็นมื้อกลางวันที่ประทับใจเราสองคนมากค่ะ ประทับใจขนาดต้องกลับมาเขียนถึง ทั้งๆที่ไม่ได้ค่าโฆษณาอะไร แต่รู้สึกอยากให้มาลองทานกัน เพราะของเขาดีจริงๆ ถึงราคาจะค่อนข้างแพง แต่ก็คุ้มค่าทุกอย่าง เพราะดูส่วนผสมแต่ละอย่างที่เขาให้มา (แถมการตกแต่งอีก) คือมันคุ้มกับเงินที่จ่ายมากค่ะ (ยังงงอยู่เลยว่าเขาจะได้กำไรขนาดไหน เพราะใช้แต่ของดีจริงๆ) จริงๆเป็นคนไม่ชอบทานของแพง หรือหรูเวอร์นะคะ แต่ร้านนี้ เต็มใจจ่ายจริงๆค่ะ เพราะอาหารอร่อยเลิศเลอ ร้านสวยเวอร์ บริการสุดยอด แนะนำเลยค่ะ ❤

Pizza Massilia – Ruamruedee สาขาร่วมฤดี อยู่ตรงข้ามกับเวิ้งที่มีร้าน Coffee Bean อ่ะค่ะ

Tel: 02-651-5091-2

หมายเหตุ: วันจันทร์ ถึง ศุกร์มีให้บริการ Lunch Set ที่ประกอบไปด้วยพิซซ่าหนึ่งถาด (ที่มีขนาดย่อมลงมาหน่อย) กับขนม 1 จาน ในราคาเซ็ตละ 380 บาทด้วยค่ะ ฉันเอง ก็ว่าจะพาแม่ไปลองเหมือนกัน 🙂

การเดินทาง: ถ้ามารถไฟฟ้า ลงที่สถานีเพลินจิต แล้วเดินเข้ามาประมาณ 400 เมตร หรือจะพึ่งพี่วินหน้าปากซอยก็สะดวกค่ะ หรือถ้าขับรถมา จอดรถหลังร้านได้เลยค่ะ สะดวกมาก

 

 

 

 

 

 

เปลี่ยนบรรยากาศกับอาหารเปรูที่ Above Eleven และแอบเที่ยวบาร์ลับแบบ top secret ที่ Havana Social

Above Eleven
Above Eleven

ห่างหายจากการเที่ยวกลางคืนไปนาน เพราะเพื่อนฝูงในกลุ่มต่างก็ติดภารกิจหลายอย่าง กว่าจะรวมตัวกันได้ก็ปาเข้าไปก่อนสงกรานต์ ก็เลยถือโอกาสนัดรวมตัวท่องราตรีกันซะเลย ก่อนที่ต่างคนต่างแยกย้ายไปเที่ยวสงกรานต์กันตามอัธยาศัย ไหนๆก็ไหนๆแล้ว กว่าจะได้เจอกันทั้งที ควรต้องหาที่เที่ยวให้มันเจิดจรัสกันหน่อยนะคะ โดยน้องนุชคนสุดท้องที่เป็นสาวสวยของกลุ่ม ดำริว่าอยากชวนพี่ๆไปเที่ยวบาร์ลับสุดยอด สไตล์ speakeasy แบบฮาวานากันที่ Havana Social โดยกะว่าจะเจอกันซักใกล้ๆทุ่มนึง หาอะไรอร่อยๆรับประทานกันก่อน แล้วค่อยเดินมาหาดริ๊งค์ดื่มสวยๆกันที่ผับฮาวานา ฉันได้ยินแพลนสุดบรรเจิดนี้ก็ปิ๊งเลย เพราะวันก่อน เพื่อนสาวอีกนาง ก็เพิ่งไปงานเทศกาลอาหารฝั่งละตินอเมริกามา แล้วเกิดปลาบปลื้มอาหารเปรูมาก พอเสิร์ชหาโลเกชั่นก็ยิ่งปิ๊งใหญ่ เพราะต่างก็อยู่ในซอยสุขุมวิท 11 ด้วยกันทั้งคู่ แถมยังอยู่เยื้องๆแบบเดินถึงกันอีก ยิ่งมาคอนเซ็ปต์ละตินอเมริกาเข้าคู่กันอย่างนี้ ก็ต้องรีบจัดไปอย่าให้เสียนะคะ 😀

และก็ไม่ผิดหวังจริงๆค่ะ เพราะประทับใจมากกกก (ก ไก่ล้านตัว) ทั้งคู่เลย โดยจะขอแนะนำร้านแรก Above Eleven ก่อนนะคะ โดย Above Eleven เป็นร้านอาหารแนวฟิวชั่น เปรู ผสม ญี่ปุ่น (Peruvian-Japanese fusion) ที่ตั้งอยู่บนชั้น 33 ซึ่งเป็นชั้นบนสุด (rooftop restaurant) ของเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ที่ชื่อ Fraser Suites ในสุขุมวิท ซอย 11 ค่ะ การเดินทางมาก็ไม่ยาก ถ้ามารถไฟฟ้าก็ลงที่สถานีนานา เดินลงบันไดมาก็เจอปากซอยสุขุมวิท 11 พอดี จากนั้นก็เรียกใช้บริการพี่วินให้พาเข้าไปก็ได้ค่ะ เพราะถ้าเดิน ก็ไกลอยู่ อาจถึงขั้นเหงื่อซึม (จุดสังเกตก็คือตึกนี้จะอยู่ข้างหลัง Q Bar เก่าค่ะ ใครที่เป็นขาเที่ยวกลางคืนสมัยก่อน ต้องรู้จักดี) ถ้าขับรถก็ง่ายเลยค่ะ จะเข้าทางปากซอยสุขุมวิท 11 เลยก็ได้ หรือจะมาจากซอย 13 หรือ 15 หรือ 19 ก็ได้อีกเหมือนกัน เพราะซอยพวกนี้ สามารถทะลุถึงกันได้หมด อาคาร Fraser Suites จะอยู่เกือบสุดซอย ใกล้ทางแพร่งที่ทะลุซอยนานาได้ค่ะ แต่แทนที่จะเลี้ยวซ้ายไปนานา ก็ตรงขึ้นมานิดนึง ตึก Fraser Suites จะอยู่ขวามือ เลี้ยวขึ้นที่จอดรถได้เลยค่ะ สะดวกมาก พอจอดรถเสร็จ ก็ต้องเดินอ้อมจากล็อบบี้มาขึ้นลิฟต์อีกตัว เพื่อขึ้นไปห้องอาหารที่อยู่บนชั้น 33 อยากแนะนำให้มาก่อนพระอาทิตย์ตกนะคะ จะได้ทันมาดูท้องฟ้าเปลี่ยนสี สวยงาม ตื่นตาตื่นใจมากค่ะ

พอมาถึงแล้ว ก็ถ่ายรูปวิวซักหน่อย จะได้เข้ากับบรรยากาศ แสงสีของกรุงเทพยามราตรีนี่ช่างสวยงามจริงๆค่ะ ชอบมากเลย ❤

Processed with VSCO with s3 preset
We are above Bangkok at Above Eleven
Processed with VSCO with s3 preset
วิวกรุงเทพยามราตรี

ดื่มด่ำกับวิวกันพอประมาณ ก็เริ่มสั่งอาหารกัน จานแรก เป็น appetizer ที่ฉันรอคอยอยากชิมมานานมาก เพราะไปเห็นรายการเชลล์ชวนชิมของต่างประเทศเขาแนะนำมา บอกว่า ceviche ของเปรูนั้นฮ้อทฮิตมากที่อเมริกา มีร้านนึงที่ฮาวาย คนเข้าคิวยาวเหยียดต้ังแต่เปิดร้านเลย ขายดีจนเจ้าของร้าน (ที่เป็นเชฟด้วย) ต้องดำน้ำไปตกหมึกเองกับมือ (ขนาดนั้นเลยค่ะ)

image
Seafood Ceviche

พอลองทานแล้วก็ถึงกับร้องอ๋อ มันคือยำรวมมิตรทะเลของพี่ไทยเองล่ะค่ะ เพียงแต่ ceviche (อ่านว่าเซ-บี-เช่, cebiche) ของเปรู จะเน้นรสเปรี้ยวจากมะนาวโดดออกมาชัดเจนมาก เพราะเขาดองเนื้อปลา หรือเนื้อปลาหมึกในน้ำมะนาว (จะเรียกว่าเปรี้ยวนำไม่ได้ เพราะมันโดดออกมารสเดียวเลย) ตอนแรก ก็แหม่งๆอยู่นะคะ แต่พอทานคู่กับมันเทศ หอมซอย และพริก ที่ปรุงรวมกันอยู่ในจานแล้ว อร่อยลืม รสชาติจัดจ้านมากกกกกเลยค่ะ (เพียงแต่ของเขาไม่เผ็ดเท่าเรา) โดยเฉพาะหอมซอยของเขา สุดๆจริงๆ ทุกคนแย่งทานหอมซอยกันหนุบหนับ จนต้องขอหอมซอยเพิ่มหลายรอบ (น่าแปลกที่เขาดองจนหมดกลิ่นเลยนะคะ ไม่รู้ว่าปรุงยังไง แต่อร่อยจริงๆ) แนะนำเลยค่ะจานนี้ (สังเกต คือสั่งอาหารที่ติดดาวบนเมนูค่ะ จะไม่พลาดเลย)

ลืมบอกไปว่า ร้านนี้เขาเสิร์ฟอาหารเปรู แบบฟิวชั่นผสมญี่ปุ่น (โดย cuisine แบบนี้เขาเรียกว่า Nikkei) เกิดจากการที่มีคนญี่ปุ่นอพยพเข้าไปอยู่ในเปรูเยอะมาก ก็เลย develop อาหารของตนให้เข้ากับของเปรู จะได้รับประทานได้ถูกปาก (มิน่า ประเทศเปรูถึงได้มีนายกรัฐมนตรีที่มีเชื้อสายญี่ปุ่นอย่างนาย Alberto Fujimori นะคะ ฉันก็สงสัยมาตั้งนาน) ร้านนี้จึงมีซูชิแบบญี่ปุ่นเสิร์ฟด้วย แต่พวกเราไม่ค่อยสนเท่าไหร่ค่ะ อยากอิงไปทางเปรูมากกว่า

ถูกปากกับ ceviche มาแล้ว ฉันก็เกิดอยากชิมซ้อส chimichurri บ้าง (ที่คล้ายๆกับ Pesto sauce – Peruvian style) แต่เสียดายที่เขาเสิร์ฟมากับหัวใจวัว (จานนี้ก็จัดว่าเป็นจานเด็ดอีกจาน) สาวๆคณะเราไม่ทานเนื้อกันหลายคน ลองเปลี่ยนไปสั่งเห็ด portobello แทน ก็ไม่มีเห็ดอีก คราวนี้ก็เลยอด อาจต้องแวะมาลองใหม่คราวหน้า แต่ไม่เป็นไรค่ะ เราสั่งมาอีกหลายจาน อร่อยๆทั้งนั้น

จานนี้เป็นมันฝรั่ง มีชื่อว่า Causa เป็นจานเด็ดอีกจานเช่นกันค่ะ หน้าตาดูจืดๆ แต่จริงๆอร่อยมาก โดยวิธีรับประทาน คือตักมันฝรั่งออกมา แล้วคลุกกับซ้อสที่หยอดเป็นวงๆ ทั้งสองสีพร้อมกัน อร่อยฟินเลยค่ะ จานนี้ก็ติดดาวแนะนำอีกเช่นกัน

image
Causa

ส่วนจานนี้จะออกแนวกะหรี่ปั๊บไก่บ้านเรา แต่จะมีกลิ่นเครื่องเทศกับผักยัดไส้ที่แปลกออกไป ทานเพลิน แป๊บเดียวหมดเหมือนกันค่ะ เพราะซ้อสอร่อยมาก เสียดายจำชื่อไม่ได้ แต่บอกพนักงานได้ค่ะ

image

จานนี้สำหรับคนชอบแกะ เป็น lamb shank ที่เคี่ยวจนนุ่มแทบละลายในปากมาก ปรุงเนื้อแกะได้อร่อยเลิศเลอมากค่ะ ห้ามพลาดอีกเช่นกัน ยิ่งเอามาคลุกกับข้าว เหมือนข้าวสตูว์เนื้อแกะเราดีๆนี่เอง (แต่ของเขาทำอร่อยจริงๆ) จานนี้คือ everyone’s favorite ❤

image

จากนั้นก็มาลอง paella แบบเปรูกันบ้างนะคะ เรียกว่าข้าวผัดสเปนสไตล์เปรูก็ละกัน ผัดมากับอาหารทะเล แกล้มด้วยหอมซอยดอง อร่อยสุดๆไปเลย ไม่อยากบอกว่าอร่อยกว่า paella ของสเปนเยอะมาก เพราะมันจะออกแนวข้าวผัดซีฟู้ดของบ้านเรา ผสมข้าวผัดอเมริกันนิดๆ ยิ่งมาเจอหอมซอยด้วยแล้ว โต๊ะเราสั่งหอมซอยเพิ่มหลายรอบเลยค่ะ ทานคู่กันอร่อยอย่างบอกไม่ถูก สมควรลองมาก แนะนำอีกเช่นกันค่ะ 😀

สรุปว่าอาหารอร่อย ถูกใจพวกเราหมดทุกจานค่ะ จริงๆเขามีคอกเทลเสิร์ฟด้วย เพื่อนสั่งไปสองแก้ว แต่ถ่ายไม่ทัน มี pisco sour แก้วหนึ่ง ออกเปรี้ยวนำตามสไตล์เปรู ชื่นใจมาก แต่พวกเราอดใจไว้ เพราะกะจะไปดริ๊งค์ต่อที่ Havana Social ที่อยู่เยื้องๆกัน รับประทานเสร็จ ก็เช็คบิล และเดินข้ามถนนไปเที่ยวต่อกันเลย

image
อาหารอร่อย ถูกปากมาก ผ่านค่ะ

อิ่มอร่อยกันแล้ว ก็เดินลงลิฟต์เพื่อมาต่อกันที่ Havana Social จริงๆ สองร้านนี้เป็นเจ้าของเดียวกันนะคะ (มิน่า ไม่มีหลุดคอนเซ็ปต์เลย) พวกเราเลยสบาย เพราะพอถามยามที่อยู่หน้าตึก ยามก็ชี้บอกทางอย่างรู้งานมากโดย Havana Social จะอยู่ในตรอกเล็กๆ เยื้องไปทางซ้ายมือ ก่อนถึงทางเลี้ยวไปซอยนานาค่ะ ปากซอยเป็นโรงแรม Sun City Hotel ที่ติดไฟนีออนสีชมพู เด่นมาก (แต่ถ้าใครหลง เดินมาถามยามที่อยู่หน้าตึก Fraser Suites ได้เลยค่ะ) พอเดินเข้าซอยไปก็จะเห็นตู้โทรศัพท์เล็กๆที่เขียนว่า Telefono แบบนี้ค่ะ

image

ที่ต้องมีตู้โทรศัพท์ ก็เพราะบาร์นี้เป็นบาร์แบบ speakeasy คือเป็นบาร์ย้อนยุคไปประมาณ 70 กว่าปีก่อน ในฮาวานายุคก่อนคาสโตรเรืองอำนาจ ซึ่งก็ตรงกับอเมริกาในช่วง prohibition period (ยุคที่ห้ามขายเหล้า รวมถึงห้ามผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย) พอดี จึงเกิดบาร์ลับแบบ speakeasy ขึ้นมามากมาย จะเข้าไปดื่มก็ต้องทำแบบลับๆ ไม่งั้นจะโดนตำรวจจับ และที่ Havana Social นี่ก็เหมือนกัน เราเลยต้องเข้าไปในตู้โทรศัพท์เพื่อกดหาโค้ดลับ เพื่อเข้าบาร์กันค่ะ ตื่นเต้นแล้วล่ะ

image
ได้โค้ดลับแล้วค่ะ เข้าไปเที่ยวกันเลย

พอเข้าไปแล้ว ก็เหมือนหลุดเข้าไปอยู่ในคิวบายุคก่อนคาสโตรจริงๆค่ะ คือมันเป๊ะ มันเริ่ด และเท่มากกกก พูดเลอ ตกแต่งออกมาแบบใช่ทุกอย่าง (ขนาดอัญเชิญเฮมิงเวย์มาประดับกันเลย) เก๋สุดๆละค่ะ ไอเดียชนะเลิศ เก่าและเก๋าได้ใจจริงๆ แนะนำเลยค่ะบาร์นี้ 🙂

image

image

พอได้ที่นั่ง พวกเราก็สั่งดริ๊งค์กัน ส่วนมากมีเหล้ารัมเป็นส่วนผสมหลักค่ะ เพราะไหนๆมาฺฮาวานาทั้งที่ จะมานั่งดื่มยินโทนิคอยู่ก็ใช่ทีนะคะ ทางร้านใช้ Bacardi Rum ซะเป็นส่วนใหญ่ ถ้าใครโปรดปราน Cuban rum มาที่นี่จะรักเลย ราคาแก้วละประมาณ 280 – 360 บาทค่ะ

image
Cheers!

ส่วนฉันสั่ง Hemingway มาดื่มที่เสิร์ฟพร้อมกับส้มโอฝานชิ้นเบ้อเริ่ม ราคาแก้วละ 280 บาท รสชาติดีมาก ชอบมากค่ะ

image
Hemingway

นั่งดื่มไปซักพัก เแบนด์ก็เริ่มเล่นเพลงละติน จังหวะ salsa สนุกสนานมากค่ะ เล่นเอาคนเริ่มนั่งไม่ติดกันแล้ว ออกมาวาดลวดลายเต้นซัลซ่ากันใหญ่ สนุกมาก เซ็กซี่มากด้วย ขอบอกว่า สาวๆละตินนี่สวยและเซ็กซี่จริงๆค่ะ ยิ่งเวลาเต้นรำจะยิ่งฮ้อตมาก พวกเราก็ออกไปแดนซ์ด้วยเหมือนกันค่ะ เอาพอขำๆ (ระหว่างนั้นก็แอบเหล่น้องโดม ปกรณ์ ลัม สุดหล่อไปด้วย 5555)

image
แบนด์เล่นเก่งมาก โดยเฉพาะคนเป่าแซกโซโฟน คือสุดๆค่ะ
image
very sexy dancer
image
เต้นเซ็กซี่มากค่ะ
image
the interior
image
บรรยากาศที่เคาน์เตอร์
image
with Papa Hemingway ก่อนกลับ

เรียกว่าเป็นค่ำคืนที่สนุกสนานอีกคืนหนึ่ง ทั้งอาหารอร่อย บรรยากาศดี บาร์ก็เริ่ดสุดๆ แบนด์เล่นได้ดีจริงๆ ร้อนแรงมาก พวกเรานั่งดื่มกันจนเกือบเที่ยงคืนก็กลับค่ะ เพราะยิ่งดึก คนยิ่งแน่น จนเริ่มไม่มีที่นั่งกันแล้ว ก็เลยตัดสินใจกลับดีกว่า จะได้ไม่กินที่คนอื่น ที่บาร์เขามีหมวกแบบฮาวานาให้ใส่เล่นเป็นพร็อพด้วยค่ะ พวกเราเลยโพสต์ท่าเป็นสาวคิวบันสนุกกันใหญ่ (จริงๆ แอบเอาซิการ์มาเป็นพร้อพด้วยค่ะ ถ่ายรูปกันกระจายมาก) ถ้าใครสนใจก็ขอแนะนำ ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ 🙂

Cheers!

Note:  ที่ Above Eleven คนแน่นตลอดเวลา หากใครสนใจ ขอแนะนำให้โทร.จองโต๊ะล่วงหน้าค่ะ ไม่งั้นอาจมาเก้อได้ ส่วน Havana Social ไม่รับจองค่ะ ควรมาแต่เนิ่นๆเป็นดี เพราะยิ่งตกดึก คนจะยิ่งแน่น เปิดถึงตีสองทั้งสองร้านค่ะ

อ้อ ที่ Above Eleven มี dress code ด้วยนะคะ คือต้องแต่งกายสุภาพแบบ semi-casual สำหรับผู้ชาย ห้ามใส่เสื้อกล้าม กับ รองเท้าแตะเข้าร้านค่ะ

Above Eleven

33rd Floor, Fraser Suites Serviced Apartment

Suk่humvit 11

Tel: 083-542-1111

Operating hours: 18.00 – 02.00

 

 

Credit:  Above Eleven, Havana Social

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ฟลอเรนซ์-ปิซ่า) Mediterranean Cruise Trip 5

image
Morning at Port of Livorno, Italy

Florence – Pisa (Port of Livorno) – Day 5 ดื่มด่ำกับความงดงาม อลังการของ Duomo และความมหัศจรรย์ของหอเอนเมืองปิซ่า

หลังจากนอนพักเอาแรงกันให้หายเหนื่อยแล้ว วันนี้ เรารีบตื่นแต่เช้า เพื่อไปเที่ยวเมือง Florence และ Pisa กันค่ะ ตามแพลนที่กะกันไว้ตั้งแต่เมื่อคืน เราจะต้องขึ้นจากท่าที่เมือง Livorno (Port of Livorno) กันก่อน เพื่อนั่งรถ Shuttle Bus จากท่าเรือเข้าไปในตัวเมือง Livorno จากนั้นถึงค่อยนั่งรถไฟจากสถานีรถไฟ Livorno Centrale ต่อไปยังเมือง Florence (Firenze Santa Maria Novella) และ Pisa พอขากลับก็นั่งรถไฟจากเมือง Pisa กลับมา Livorno ให้ทันเวลาหกโมงเย็น (ตามที่กัปตันเรือได้นัดไว้) เรียกว่าใช้เวลา 9 ชั่วโมงที่มีให้คุ้มค่าที่สุด 😀

เราจึงต้องรีบตื่นตั้งแต่เช้า (ประมาณตี 5 ได้ค่ะ) เพื่ออาบน้ำ แต่งตัว ลงมารับประทานบุฟเฟต์อาหารเช้าที่ห้องอาหารแบบ all-day dining ของเรือที่มีชื่อว่า Garden Cafe เวลา 8 โมงตรง จะได้ทันขึ้นรถ shuttle bus เข้าเมืองรอบ 9 โมงพอดี โดยห้องอาหาร Garden Cafe ของเรือ Norwegian Epic นี้ ก็เป็น complimentary dining อีกเช่นกันค่ะ เป็นห้องอาหารบุฟเฟต์บนชั้น 15 ที่ใหญ่มาก กินเนื้อที่เกือบครึ่งเรือเห็นจะได้ ตัวร้านอาหารกรุด้วยกระจก มองเห็นวิวทะเล 360 องศาเลยค่ะ จุคนได้เกือบ 700 คนแบ่งเป็นโซน indoor และ outdoor ใครอยากทานที่ไหนก็ตามอัธยาศัยเลยค่ะ ทำให้ช่วงเช้า อาจต้องรีบตื่นมาจองที่กัน เพราะไม่อย่างนั้น อาจหาที่นั่งไม่ได้ เพราะคนแน่นจริงๆ (capacity ของเรือลำนี้คือ 4,100 คน ตอนที่ไป ดูๆแล้วเหมือนเรือมีผู้โดยสารเกือบเต็มลำเลยนะคะ) ร้านอาหารนี้เสิร์ฟบุฟเฟต์ตลอดทั้งวันค่ะ ถ้าใครไม่อยากออกไปเที่ยวข้างนอก หรือออกไปแล้วหิว อยากกลับขึ้นมาทานบนเรือก็ย่อมได้ อาหารก็เป็นไปตามท่าเรือที่จอดค่ะ ถ้าจอดที่ประเทศอิตาลี ก็จะมีอาหารอิตาเลียนเยอะหน่อย หรือถ้าจอดที่สเปน ก็จะมีพวก paella กับอาหารทะเลเพิ่มเข้ามา อาหารเยอะมากๆ บรรยายกันสามวันสามคืนก็ไม่หมด ที่สำคัญคืออร่อยมากทุกอย่างค่ะ ฟินทุกมื้อเลย 😀

และแน่นอน Breakfast มื้อแรกของเราบนเรือ ก็ต้องจัดเต็มกันหน่อย คณะทัวร์สามแม่ลูกของเรา เดินไปตักเกือบทุกอย่าง (แต่ก็ไม่ครบซักที เพราะอาหารเยอะม้ากกกก) egg station มีไข่ให้เลือกทุกชนิดค่ะ แต่ที่คิวยาวหน่อยก็คือ omelette เพราะปรุงให้ทานกันสดๆ มีไส้ให้เลือกประมาณ 5-6 อย่าง อื่มท้องแทบแตกเลย 😀 แต่ที่เริ่ดสุดๆคือ smoked salmon ค่ะ มีมาเติมไม่ขาด เราเดินไปตักกันคนละสามสี่รอบ จนทานไม่หมด ต้องทำเป็นแซนด์วิชไว้ทานระหว่างทาง มีรูปเป็นพยานค่ะ 😀 (ที่ลงนี่ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่งของที่ทางเรือให้มานะคะ อยู่บนเรือ 7 วันยังทานไม่ครบทุกอย่างเลย แสนสุขมากค่ะ) เรียกว่ากลับมาเบื่อ smoked salmon ไปนานเลย 😀

พออิ่มท้อง และเตรียมเสบียงเสร็จเรียบร้อย ก็ถึงเวลาเที่ยวแล้วค่ะ เรารีบขึ้นจากเรือ เพื่อไปขึ้น shuttle bus ที่จะไปส่งเราที่ใจกลางเมือง Livorno ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีก็ถึงค่ะ โดยรถจะจอดส่งตรงหน้าโบสถ์ใจกลางเมืองพอดี แต่แค่นี้ยังขึ้นรถไฟไม่ได้นะคะ ต้องนั่งรถเมล์ต่อ โดยต้องเดินไปขึ้นรถเมล์อีกถนนหนึ่ง (มีจุดสังเกตคือป้ายรถเมล์อยู่หน้าร้าน H&M พอดี) นั่งไปประมาณ 2 ป้ายก็ถึงสถานีรถไฟ Livorno Centrale พอถึงแล้วก็ซื้อตั๋วต่อไปยังเมือง Florence ลงที่สถานี Firenze Santa Maria Novella ค่ะ (ที่ต้องบอกชื่อสถานีเพราะฟลอเรนซ์มีหลายสถานีค่ะ ถ้าเขาบอกให้ลงที่ SMN ก็ต้องที่นี่เท่านั้น อย่าเพิ่งด่วนใจร้อนลงสถานีก่อนหน้า ไม่งั้นอาจต้องเสียตังค์นั่งต่ออีกรอบได้) โดยรถไฟจะออกทุกชั่วโมง ใช้เวลาเดินทาง 1 ชั่วโมง 17 นาที ค่าตั่วคนละประมาณ 270 บาท เราออกเที่ยว 10 โมง ก็มาถึงฟลอเรนซ์ตอน 11 โมงเกือบครึ่ง

พอถึงแล้ว คราวนี้ก็ง่ายเลยค่ะ เพราะทุกอย่างในฟลอเรนซ์อยู่ใกล้ๆแบบเดินถึงกันหมด เดินตามไกด์ที่ชื่อกูเกิ้ลไปสักพัก (จริงๆไม่ต้องใช้กูเกิ้ลก็ได้ค่ะ เพราะถนนทุกสาย นักท่องเที่ยวทุกคน ล้วนมุ่งไปสู่ Duomo ด้วยกันทั้งนั้น) ก็เห็นภาพโดมสีส้มค่อยๆปรากฏขึ้นตรงหน้า เล่นเอาตกตะลึงไปชั่วขณะ ในความงดงาม อ่อนหวาน อลังการ ของมหาวิหารหินอ่อนสลับสีเแห่งนี้

image
The Duomo starts to appear before my eyes

พอเดินเข้าไปใกล้เรื่อยๆ จนได้เห็นอย่างเต็มตา ความตกตะลึงตอนแรกเริ่มของฉัน ก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นความอิ่มใจ อิ่มเอิบใจ และ ความสุขใจเหลือที่จะกล่าว ใครที่เคยสัมผัสกับฟลอเรนซ์มาแล้วคงพอเข้าใจความรู้สึกของฉันในตอนนั้นได้เป็นอย่างดี ไม่อยากเชื่อเลยว่าศิลปะจะส่งผลต่อจิตใจคนเราได้ถึงเพียงนี้ วันนั้น ฉันเดินเข้าไปเหมือนต้องมนตร์ ไม่รู้สึกหิว ไม่หนาว ไม่เหนื่อย ขอแค่ได้ดื่มด่ำกับความงดงาม อลังการของมหาวิหารตรงหน้าก็พอ ❤

image
The Duomo

image

image

จริงๆสมัยก่อน ตอนอายุน้อยกว่านี้ ฉันค่อนข้างเฉยๆกับฟลอเรนซ์นะคะ ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร แค่เป็นเมืองที่ต้องแวะ และเดินเที่ยวให้ทั่วก็จบ แต่น่าแปลกที่พอมีอายุมากขึ้น กลับยิ่งชอบ และยิ่งหลงไหลฟลอเรนซ์มากขึ้นทุกที จนตอนนี้ ฟลอเรนซ์ติดอันดับเมืองแสนรักเมืองหนึ่งของฉันไปเลย ฉันว่าฟลอเรนซ์เป็นเมืองที่ enchanting มากๆ เธออาจไม่ได้วิจิตรอลังการ หรือ ยิ่งใหญ่อย่างโรม แต่ในทุกความอลังการของฟลอเรนซ์ จะมีความอ่อนหวานปนอยู่ ซึ่งฉันรักมาก บ้านเมืองเป็นระเบียบ หรูหรา และเต็มไปด้วยศิลปะมากค่ะ เรียกว่าเดินเที่ยวเพลินจนลืมเวลาเลย ยิ่งตอนแดดออกเมืองทั้งเมืองจะเปล่งประกายเป็นสีส้มอมทอง สวยตะลึงงันมากค่ะ ❤

image
ถ่ายคู่กับอาสนวิหารในดวงใจ (Basilica of Saint Mary of the Flower)
image
ลองแต่งให้เป็นแบบ HDR ดูบ้าง ก็ยังอลังการอยู่
image
Basilica of Saint Mary of the Flower
image
With Mom

imageหลังจากเดินเที่ยวชม และดื่มด่ำกับมหาวิหารแล้ว ก็ถึงเวลาของการถ่ายรูปกับรูปปั้นเดวิด (จำลอง) ตรงแถวๆ Uffizi Gallery เป็นที่ระลึกกันซักรอบ เพราะคงไปถ่ายเดวิดตัวจริงไม่ทันแน่นอน เดินผ่านเห็นคนต่อคิวยาว ถ้าขืนรอคงกลับเรือไม่ทันแน่ๆ 🙂

 ตรงใกล้ๆกันมีจัดแสดงผลงานของศิลปินร่วมสมัยด้วยค่ะ น่าสนใจดีเหมือนกัน

เสร็จแล้วก็เดินไปหม่ำเจลาโต้ และเดินเที่ยวชมเมือง มีความสุขมากค่ะ

จากนั้นก็ถึงเวลาของแม่น้ำ Arno และ Ponte Vecchio ที่แสนจะงามงด ก่อนไปเที่ยวเมือง Pisa ต่อ

Processed with VSCOcam with c1 preset

image

image

ระหว่างทางไปสถานีรถไฟ เจอนักร้องกำลังร้องเพลงอยู่ เพราะมากค่ะ พร้อมด้วยมุมน่ารักๆของฟลอเรนซ์ ฉลองแสงแดดแรกของทริปนี้ 🙂

จากนั้น เราก็รีบเตือนกันว่าคงต้องถึงเวลาที่จะต้องไปเมืองปิซ่าแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นจะไม่ทัน ก็เลยรีบจ้ำอ้าวขึ้นรถไฟค่ะ โดยรถไฟจาก Firenze S.M.N ไป Pisa S. Rossore (ง่ายๆ คือเลย Pisa Centrale มาสถานีหนึ่ง) สายนี้จะออกทุกชั่วโมง ใช้เวลา ชั่วโมงเศษ มาถึงปิซ่าก็บ่ายแก่ๆได้แล้ว เที่ยวไปก็ลุ้นไปว่าจะกลับมา Livorno ทันเวลามั้ยน้อ

พอลงจากรถไฟมา ก็งงๆเล็กน้อย เพราะเหมือนโผล่มากลางหมู่บ้านคนยังไงยังงั้น แต่พอเดินตามหัวหน้าทัวร์ที่ชื่อกูเกิ้ลไปซัก 5 นาที ก็เห็นภาพนี้ ทำให้เราใจชื้นขึ้น เพราะแน่ใจว่ามาถูกแน่นอน 🙂

imageพอเดินเข้าประตูไป ก็ตามอัธยาศัยเลยค่ะ จะนั่งยัน นอนยัน ตีลังกายัน เอาที่สบายใจเลย 55555 แต่ละคนจัดเต็มกันสุดๆ ก็แหม นานๆ จะได้มาหอเอนเมืองปิซ่าซักครั้ง ก็ต้องเอาให้คุ้ม 😀

อยู่ที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง ก็สมควรแก่เวลาที่เราจะต้องกลับกันแล้ว เรานั่งรถไฟจาก Pisa Centrale กลับ Livorno Centrale ซึ่งใช้เวลาแค่ 14 นาทีเอง แถมรถไฟยังออกทุก 20 นาที ค่าโดยสารประมาณ 55 บาท ด้วยความที่เดินทางแป๊บเดียว เราเลยเดินจากหอเอนเมืองปิซ่า ไปยังสถานีรถไฟ ซึ่งก็ไกลพอสมควร เลยได้เดินดูเมืองไปด้วย ปิซ่าเป็นเมืองเล็กๆที่น่ารักมากค่ะ เหมือนเมืองมหาวิทยาลัยมากกว่า เพราะเต็มไปด้วยนักศึกษามานั่งติวหนังสือกันตามคาเฟ่ ได้อารมณ์ไปอีกแบบ คราวนี้ ได้มีโอาสเดินเลียบแม่น้ำ Arno กันอย่างจุใจเลย

image
Pisa

อีกแป๊บนึงเราก็มาถึง Livorno ทันขึ้นรถบัสกลับเรือพอดี ก็เป็นอีกวันที่เดินกันอย่างมาราธอนมาก นับๆดูแล้ว ก็เกือบๆสิบกิโลอยู่นะคะ กลับมาบนเรือ น้องสาวชวนดูโชว์ต่อหลังอาหารอีก เล่นเอาเหนื่อยเลย คงต้องขอตัวไปนอนก่อนนะคะ เพราะพรุ่งนี้ เราจะเข้าประเทศฝรั่งเศส ไปเที่ยว Nice, Cannes และ Monaco กันค่ะ คงต้องบอกลาประเทศอิตาลีแต่เพียงเท่านี้ แล้วติดตามต่อนะคะ ❤

One doesn’t come to Italy for niceness”. was a retort, “One comes for life. Buon giorno! Buon giorno!” – E.M. Forster, A Room with a View

ติดตามอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (1) – เวนิส

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (2) – เวนิส

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (3) – เวนิส (บูราโน่, มูราโน่)

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (4) – เวนิส, โรม

ติดตามอ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (6) – นีซ – คานส์ – โมนาโค 

และติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ

 ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส-โรม) Mediterranean Cruise Trip (4)

image
Leaving Venice

Venice – Rome (Civitavecchia – Port of Rome) – Day 4 อำลาเวนิส เพื่อไปขึ้นเรือสำราญที่โรม

หลังจากเที่ยวเวนิสกันเต็มอิ่ม แบบประทับใจกันสุดๆไปแล้ว ก็ถึงเวลาที่เราต้องลาจากเวนิสกันจริงๆซักที (พอนึกแล้วก็ใจหายนะคะ เพราะเราทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่าต้องไปเช้านี้ เมื่อคืน เลยเดินเที่ยวรอบเมืองกันจนดึกดื่น เรียกว่าขอเก็บความสุข ความเพลิดเพลินของเมืองนี้ให้เต็มอิ่มก่อนจากลา) เพราะเวนิสเป็นเมืองที่ห้ามไม่ให้รถแล่น พวกเราเลยทั้งเดิน ทั้งนั่งเรือเที่ยวเมืองกันอย่างมีความสุขมาก บ้านเมืองสวยงาม มีเสน่ห์ แถมอากาศดีสุดๆ ไม่มีมลพิษมากวนใจ ฉันเลยแอบเศร้าเล็กน้อย เลยรีบตื่นแต่เช้าออกมาเดินเที่ยวรอบๆโรงแรม และดูวิว Grand Canal แสนสวยของเวนิสเพื่อเป็นการสั่งลา ก่อนจะเช็คเอาท์จากโรงแรม เดินลากกระเป๋าไปขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟ Santa Lucia ระหว่างเดินเล่น ก็นึกทบทวนช่วงเวลา 2 วันเต็มที่อยู่ที่เวนิสไปด้วย จริงๆก็มีหลายอย่างเหมือนกันที่เรายังไม่ได้สัมผัสอย่างเช่น

การนั่งเรือกอนโดล่า มาเที่ยวเวนิสครั้งนี้ ขอสารภาพเลยว่าไม่ได้นั่งค่ะ เพราะราคาแพงมาก (ตามมาตรฐานเวนิส) คือ 80 ยูโร ต่อเที่ยว อย่าคิดว่าจะต่อราคาได้นะคะ เพราะทุกลำพร้อมใจกันให้บริการราคานี้กันหมด โดยแต่ละลำจะรับนักท่องเที่ยวได้มากสุดถึง 6 คน ถ้ากลุ่มเราคนน้อย ก็หาคนอื่นมาแชร์ จะได้ประหยัดไป กลุ่มเราเองก็รอแชร์กับนักท่องเที่ยวรายอื่นเหมือนกัน แต่วันนั้น ยืนรอกันอยู่นานก็ยังหาไม่ได้ เลยต้องข้ามไป เพราะยังต้องไปต่ออีกหลายที่มาก การเสียเงินก้อนโตถึง 80 ยูโร ในวันแรก ก็เป็นอะไรที่เสี่ยงอยู่ กลัวว่าวันหลังๆจะไม่มีเงินสดเหลือ เลยต้องขอยกยอดไปคราวหน้าละกันค่ะ 😀

ร้านอาหารชื่อดังของเวนิส Da Fiore ร้านนี้ เพื่อนสาวที่เป็นเซียนร้านอาหารหรูๆเจ้าอร่อยในยุโรป แนะนำมา แต่เสียดายที่นางมาบอกเอาตอนที่เราออกจากเวนิสไปแล้ว ก็เลยต้องยกยอดไปคราวหน้าอีกเช่นกัน 🙂

แต่ถึงจะพลาดไปสองอย่าง เราก็โชคดีอีกหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องที่พักที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ ทำให้การเดินทางสะดวกสบายมากค่ะ ลากกระเป๋าขนาดใหญ่มหึมา หนัก 20 กว่ากิโลถึง 3 ใบ (แถมเป็นผู้หญิงด้วย) ไม่ถึง 5 นาทีก็ถึงแล้ว ก็เลยอย่ากจะขอแนะนำนะคะ สำหรับคนที่อยากมาเที่ยวเวนิส ถ้ามีกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาด้วย ให้จองโรงแรมที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟ Santa Lucia จะสะดวกที่สุด ไม่ว่าคุณจะมาเวนิสด้วยรถไฟ หรือเครื่องบินก็ตาม

และด้วยความที่ที่พักอยู่ใกล้สถานีรถไฟ Santa Lucia ก็เลยใกล้ท่าเรือหลักของ Grand Canal ทำให้ไปไหนต่อไหนได้สะดวกสบายมากค่ะ ไม่ต้องกลัวหลงเลย แถมแถวนั้นยังมีร้านอาหารที่อร่อยมากๆ บรรยากาศอบอุ่น น่ารัก แบบชาวเวนิสแท้ๆ ที่สำคัญคือราคาไม่แพง แถมบริการดีเยี่ยม ที่ชื่อว่า Trattoria Il Vagone อีกด้วยค่ะ ถ้าใครไปเวนิสขอแนะนำเลยนะคะ โดยเฉพาะถ้าสั่งเป็นเซ็ตจะอร่อยและคุ้มค่ามาก ขอบอกว่า pasta arrabiata, pasta with bolognese sauce  กับ beef lasagna อร่อยสุดๆเลยค่ะ (อร่อยกว่าร้านอาหารอิตาเลียนแพงๆในกรุงเทพเยอะเลย ฉันว่าอร่อยกว่า Lenzi ที่กำลังดังอยู่ในขณะนี้มากเลยนะคะ) ร้านนี้น้องสาวเขาไปเสิร์ชจาก TripAdvisor เห็นได้ตั้ง 4 ดาวครึ่ง และก็ไม่ผิดหวังจริงๆ โดยเฉพาะ 3 จานนี้ ถ้าได้กลับไปเวนิสอีก ก็จะกลับมาทานที่นี่อีกรอบแน่นอนค่ะ 🙂

This slideshow requires JavaScript.

พวกพาสต้าที่เสิร์ฟ ทางร้านเขาลวกเส้นแบบ al dante ที่ไม่กรุบเกินไป (ที่ต้องพูดถึง Lenzi ก็เพราะวันก่อนไปทาน แล้วรู้สึกว่าร้านลวกเส้นกรุบเกิน แข็งโป๊ก ข้างในตรงกลางยังดิบอยู่เลย กว่าจะกลืนลงคอได้ ลำบากยากเย็นมากค่ะ ไปทานที่อิตาลีมากี่ร้านต่อกี่ร้าน เส้นก็ไม่กรุบขนาดนี้ – เดี๋ยวคงต้องรีวิวร้าน Lenzi ต่ออีกรอบ เพราะข้องใจการลวกเส้นแบบ al dante ของร้านนี้มากค่ะ ^^)

กลับมาที่เวนิสกันดีกว่า อีกอย่างที่อยากแนะนำสำหรับใครที่ไปเที่ยวยุโรปในช่วงหน้าหนาว ก็คือการดื่ม hot wine หรือไวน์แดงต้มร้อนๆที่ตามร้านรวงต่างๆเอาออกมาขายให้ผู้คนที่เดินผ่านไปมาจิบแก้หนาวกันค่ะ ที่เวนิสเค้าก็มีขายเหมือนกัน สนนราคาก็ไม่แพง แค่ถ้วยละ 1.5 ยูโรเท่านั้น (ในขณะที่ปารีสขายถ้วยละตั้ง 4 ยูโร!) กลิ่นจะหอมมาก แต่รสชาติแปลกๆค่ะ ออกเปรี้ยวๆหวานๆ เหมือนไวน์น้ำกระเจี๊ยบต้มบ้านเรา 😀 แต่ก็ช่วยให้คลายความหนาวได้ไม่น้อย (ร้านที่เห็นนี่คนเชียร์ไวน์หล่อม้ากกกกค่ะ อิอิ สาวๆเห็นแล้วเดินตรงรี่เข้าไปอุดหนุนกันตรึมเลย)

Processed with VSCOcam with s2 preset
Sipping hot wine in Venice

ตัดกลับมาที่วันเดินทาง วันนั้นเราออกแต่เช้า เพื่อไปขึ้นรถไฟ Trenitalia (ซึ่งเป็นผู้ให้บริการรถไฟสายหลักของอิตาลี รัฐบาลอิตาลีถือหุ้น 100%) จาก Venezia Santa Lucia ไป Roma Termini ที่โรมก่อน โดยจับรถไฟเที่ยว 9 โมงเช้าเลยค่ะ เพราะต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 3 ชั่วโมง 43 นาที โดยรถไฟไปโรมเที่ยวนี้จะออกทุกชั่วโมง คิดเป็นเงินไทยก็คนละ 2,400 บาท (เราจองทางเว็บมาก่อนค่ะ เพื่อจะได้ไม่ฉุกละหุก และสามารถเลือกที่นั่ง และโบกี้ได้ด้วย) รถไฟอิตาลีสะอาด ใหม่ ทันสมัย และตรงเวลามากค่ะ (พอฟัดพอเหวี่ยงกับสวิสเลย ประมาทไม่ได้เลยนะคะ จะคิดว่าเรื่อยๆมาเรียงๆแบบบ้านเราไม่ได้เด็ดขาด) ประมาณเที่ยงเศษก็ถึงโรม

เนื่องจากช่วงเวลาที่เราไปเที่ยวยุโรปกันนั้น ห่างจากเหตุการณ์ก่อการร้ายในปารีสแค่ 3 วัน เพราะฉะนั้น การรักษาความปลอดภัยของอิตาลีเข้มข้นถึงระดับสูงสุดเลยค่ะ มีตำรวจ พร้อมสุนัขดมกลิ่นระเบิดคอยตรวจตรา อารักขาตลอดเวลา นับเป็นความโชคดีอย่างหนึ่ง เพราะมิจฉาชีพหายเกลี้ยงเลย 😀 โดยเฉพาะที่ปราบเซียนอย่าง Roma Termini ที่คุณพี่มิจฉาชีพชุกชุมมาก จนสถานทูตไทยต้องออกจดหมายเตือน เราสามสาวเลยเดินทางท่องเที่ยวกันอย่างสบายใจมากค่ะ เพราะมีตำรวจคุมเข้มแทบจะทุก 50 เมตร ไม่มีมิจฉาชีพหน้าไหนกล้าแหยมมาล้วงกระเป๋าพวกเราเลย 😀

พอถึง Roma Termini เราก็จับรถไฟต่อไปยัง Civitavecchia อีกประมาณ 45 นาทีก็ถึงค่ะ (รถไฟจะออกทุก 2 ชั่วโมง) โดย Civitavecchia เป็นเมืองท่าของโรม (ก็คงเทียบได้กับแหลมฉบังของกรุงเทพนั่นล่ะค่ะ) เป็นเมืองท่าตั้งแต่ครั้งโบราณกาล มีป้อมปราการในทะเลที่สวยงามแปลกตามากค่ะ

พอถึงแล้ว เราก็ต้องเดินลากกระเป๋าจากสถานีรถไฟเพื่อไปขึ้น shuttle bus เพื่อไปส่งเราที่เรืออีกทีค่ะ (ระยะทางประมาณเกือบกิโลเห็นจะได้ เหนื่อยม้ากกกค่ะ T_T) โดยเรือแต่ละลำ ก็จะมี shuttle bus ประจำของใครของมัน โดยท่าเรือจะใหญ่โตมโหฬารมาก เรามองเห็นเรือ Norwegian Epic ของเราตระหง่านอยู่ตั้งแต่เข้า port มาเลยเพราะใหญ่ที่สุดแล้ว แต่ไม่สามารถเดินไปได้นะคะ ต้องรถบัสอย่างเดียว เพราะมันไกลม้ากกกก

พอรถบัสนำเรามาถึงท่าที่เรือ Epic ของเราจอดอยู่ คราวนี้ก็ถึงขั้นตอนของการ check-in แล้วค่ะ โดยเราจะต้องเตรียมเอกสารให้พร้อม อันได้แก่ พาสปอร์ต เอกสารการจองตั๋วเรือ และกรอกแบบฟอร์มด้านสุขภาพให้เรียบร้อย พอเช็คอินเสร็จ เจ้าหน้าที่จะเก็บพาสปอร์ตของเราไว้ (โดยแจ้งให้มารับคืนได้ตอนขึ้นจากท่าเรือบาร์เซโลนา – ที่เก็บไว้ ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเรามาจากประเทศในแถบเอเชียหรือเปล่านะคะ ไม่ได้ถามเหมือนกัน เพราะเหนื่อยจากการเดินลากกระเป๋าเป็นระยะทางเกือบกิโลมาก ทั้งเหนื่อยทั้งร้อนแทบเป็นลม 5555) จากนั้นก็ให้บัตรที่เป็นเหมือน id -card ให้เราเก็บไว้ โดยเราจะต้องเก็บบัตรนี้ติดตัวไว้ตลอดเวลาที่อยู่บนเรือ ไม่ว่าจะเข้า-ออก stateroom (ห้องพัก) จองห้องอาหาร ขึ้น-ลง เรือ โดยเฉพาะเวลาอยู่บนเรือสามารถรูดใช้แทนเงินสด หรือบัตรเครดิตได้เลยค่ะ

พอเช็กอินเรียบร้อย ก็ถึงเวลาขึ้นเรือ พอเห็นเรือใกล้ๆเท่านั้น ก็ถึงกับตกตะลึงในความใหญ่โตอลังการของเรือลำนี้มากค่ะ (ตอนที่เราไปเที่ยว Norwegian Epic อยู่อันดับ 5 ของเรือที่ใหญ่ที่สุดในโลก) มีทั้งหมด 15 ชั้นด้วยกัน แต่จะใหญ่โตอลังการขนาดไหน ดูตามรูปได้เลยค่ะ

Processed with VSCOcam with s3 preset
Norwegian Epic Cruise

พอเข้ามาแล้ว ก็ไปเดินเล่นบนดาดฟ้าเรือ ทางเรือเขาจัดปาร์ตี้ตอนรับแบบนี้ค่ะ

Processed with VSCOcam with s3 preset
มี band มาเล่นเพลงละตินให้ฟัง
image
สวนน้ำสุดอลังการ ในยามค่ำคืน

ในส่วนของรายละเอียดต่างๆในเรือ ขอยกยอดไปเล่าในวันที่เรา at sea กันนะคะ จะเล่าให้ละเอียดเลยว่ามีกิจกรรมอะไรให้ทำให้เล่นบ้าง สำหรับวันแรกนี้ เราทั้งเหนื่อย และหิวมาก เลยต้องขอไปรับประทานอาหารกันก่อน ที่ห้องอาหารสุดหรู Manhattan ที่เป็น complimentary dining ของเรือลำนี้ (ซึ่งก็หมายความว่ารับประทานฟรีค่ะ เริ่ดเนอะ) ขอบอกว่าอาหารอร่อยมากๆ พอๆกับห้องอาหารในโรงแรม 5 ดาวในกรุงเทพเลยค่ะ สำหรับฉันแล้ว (ถ้าไม่นับอาหารจีน) ฉันว่าอาหารอร่อยพอฟัดพอเหวี่ยงกับโรงแรมดุสิตธานีของเราเลยค่ะ 😀

Processed with VSCOcam with m5 preset
3 of us in Manhattan restaurant

พอเราได้ที่นั่งปุ๊บ เขาก็จะ assign บริกรประจำโต๊ะให้เราเลยค่ะ ไม่ว่าเราจะอยากได้อะไร หรือสั่งอาหารอะไร ก็สั่งกับบ๋อยคนนี้ได้เลย ซึ่งนับว่าสะดวก และเป็นระบบระเบียบมากค่ะ

และนี่ก็คืออาหารมื้อแรกของพวกเราบนเรือค่ะ อร่อยมากๆๆๆๆเลยค่ะ เรียกว่าหายเหนื่อย หายเพลียเป็นปลิดทิ้งเลย ❤

This slideshow requires JavaScript.

เรียกว่ารับประทานกันอื่มแทบจุกเลยค่ะ อาหารอร่อยเลิศทุกจาน ทานเสร็จแล้วคงต้องขอตัวไปนอนก่อนนะคะ หลังจากเหนื่อยมาทั้งวัน พบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ เพราะวันรุ่งขึ้นเราจะไปขึ้นที่ท่า Livorno เพื่อไปเที่ยวเมือง Florence กับ Pisa กันค่ะ ❤

 

 

ติดตามอ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 1) – เวนิส

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 2) – เวนิส

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 3) – เวนิส (มูราโน – บูราโน) 

อ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 5) – ฟลอเรนซ์ – ปิซ่า

ติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค 

 

 

 

 

 

 

 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส)- Mediterranean Cruise Trip (3)

image
Murano Island

Venice – Day 3 เยี่ยมชมความงามของเกาะ Murano และ Burano

แน่นอนว่า เมื่อมาถึงเวนิสแล้ว ถ้าไม่นั่งเรือไปเที่ยวชมเกาะแก่งเล็กๆของเวนิส ก็เรียกว่าเสียเที่ยวเปล่านะคะ โดยเฉพาะ 2 เกาะที่มีชื่อเสียงโด่งดังอย่าง Murano และ Burano ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของแก้วเป่าหลากสี และผ้าลูกไม้แบบแฮนด์เมดแท้ๆ ที่เป็นงานฝีมือสวยงามมาก เรียกว่าเป็น ไฟลท์บังคับของทุกคนที่มาเที่ยวเวนิสกันเลย ถ้าใครไม่มาถือว่าพลาดแล้วล่ะ (จริงๆมีเกาะ Lido อีกเกาะ ที่ใช้จัดงานเทศกาลหนัง แต่เราเอง เนื่องจากไม่ค่อยอินกับเทศกาลภาพยนตร์เท่าไหร่ เลยข้ามเกาะนี้ไป อีกอย่าง มาเที่ยวตอนหน้าหนาวแบบนี้ มันมืดเร็วมากค่ะ เลยอยากเอาเวลาไปเดินเที่ยวชมความงามของเกาะมูราโน่ กับ บูราโน่แบบเต็มๆดีกว่า)

คณะทัวร์สามแม่ลูกของเรา เลยรีบตื่นแต่เช้า เดินมาซื้อตั๋วเรือที่สถานีรถไฟ Santa Lucia ที่อยู่ใกล้กับโรงแรมกันเลย จริงๆก็นับว่าสะดวกมากนะคะ เดินจากโรงแรมแป๊บเดียว ไม่ถึง 2 นาที ก็ถึง โดยวันนี้ เราจะซื้อตั๋วเรือ แบบเหมาเที่ยวทั่วทั้งเกาะ (ซึ่งรวมทั้งภายในเกาะ และนอกเกาะด้วย) ที่เรียกว่า Venice Vaporetto Card แบบ 1-day travel card ที่ขายใบละ 20 ยูโรมาใช้กันค่ะ ดูราคาแล้ว แพงเอาเรื่องสมกับอยู่เวนิสเลยนะคะ เพราะฉะนั้น เพื่อความคุ้ม วันนี้ เราจะไม่เดิน แต่จะนั่งเรือเที่ยวเวนิสทั้งไป-กลับ เอาให้เบื่อกันไปเลย โดยตั๋วแบบนี้ เค้าจะตั้งบูธขายอยู่หน้าสถานีรถไฟ แค่บอกว่าจะไปไหน เขาก็จะให้คำแนะนำ พร้อมชี้แผนที่ให้เราดูเสร็จสรรพ ซึ่งสะดวกมากค่ะ เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษได้ดีพอสมควร

พอซื้อตั๋วแล้ว ก็มาลงเรือที่ท่าเรือหน้าสถานีรถไฟได้เลยค่ะ แต่ก่อนจะลงเรือทุกครั้ง อย่าลืม validate ตั๋วก่อนนะคะ โดยแตะตั๋วกับเครื่อง Validate ที่อยู่หน้าสถานี แค่นี้ก็เรียบร้อย ไปไหนต่อไหนได้ทั่วเวนิสแล้วค่ะ

โดยจุดหมายแรกของเราก็คือเกาะมูราโน่ที่มีชื่อเสียงเรื่องแก้วเป่าหลากสีสัน ที่สวยงามมาก เราใช้เวลานั่งเรือไปนานพอสมควร (น่าจะราวๆ 40-45 นาที ก็ถึงเกาะนี้แล้ว) วันนี้ อากาศที่เวนิสหนาวเย็นเช่นเคย อยู่คงที่ที่ 10 องศาตลอดวัน เย็นกว่าเมื่อวานนี้อีก ยิ่งตอนนั่งเรือ ยิ่งหนาวเข้าไปใหญ่ มองเห็นท้องทะเลเวิ้งว้าง มีหมอกปกคลุมจางๆ สวยไปอีกแบบค่ะ ทะเล Adriatic หน้าหนาวนี่สุดแสนที่จะโรแมนติกดังเขาว่าจริงๆ จึงไม่น่าแปลกใจที่เวนิสเป็นต้นกำเนิดของเหล่าศิลปินชื่อก้องโลกหลายท่าน อย่างเช่น Vivaldi เพราะพอมาสัมผัสเอง ถึงได้เข้าใจเลยว่าทำไม Vivaldi ถึงได้ประพันธ์บทเพลง The Four Seasons ออกมาได้ไพเราะขนาดนี้ ก็เวนิสช่างงดงาม และมีเสน่ห์ได้ทุกฤดูจริงๆ ❤

Murano Island
Murano Island

พอเรามาถึง เกาะมูราโนในช่วงหน้าหนาวของวันนี้ ช่างต่างกับเกาะมูราโนในช่วงหน้าร้อน หรือฤดูใบไม้ผลิที่ฉันเคยสัมผัสมาอย่างลิบลับ ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวที่น้อยลงมากถึงขั้นบางตา บางร้านถึงกับปิดชั่วคราวเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย เพื่อเตรียมต้อนรับนักท่องเที่ยวในช่วงหน้าร้อนใหม่ แต่ถึงจะเงียบเหงาอย่างไร เกาะมูราโนก็ยังสวยเหมือนเดิม เราเดินเล่นไปรอบๆเกาะกันสักพัก ดูร้านรวงต่างๆที่ขายแก้วเป่ากันอย่างเพลิดเพลิน เรียกว่าเพลินจริงๆ เพราะมีแต่ของสวยๆงามๆทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นแชนเดอร์เลียร์สีชมพูที่สวยอลัง (เค้าผสมสีชมพูออกมาได้สวยสมคำร่ำลือจริงๆ เห็นแล้วแทบอดใจไม่ได้) แจกัน หรือแม้แต่เครื่องประดับต่างๆ อย่างเช่น สร้อยคอ สร้อยข้อมือ ล้วนแต่สวยงาม น่าซื้อไปหมดทุกสิ่งอย่าง ที่สำคัญคือ ดูทันสมัย และเก๋ไก๋กว่าเดิมเยอะมากค่ะ ❤ แต่คราวนี้ไม่ได้ช้อปอะไร เพราะติดที่ต้องไปอีกหลายที่ เลยไม่อยากมีภาระมาก อีกอย่างคราวที่แล้ว หมดเงินไปกับเครื่องแก้วมูราโนเยอะมาก คราวนี้เลยขอชมอย่างเดียวพอ (ไม่ได้เข้าไปชมโรงงานเป่าแก้วของเค้านะคะ เพราะไปมาแล้วเมื่อคราวก่อน พอเห็นเค้าทำแล้วอดใจไม่ไหว เผลอแป๊บเดียว กระเป๋าเบาไปเลย คราวนี้เลยระวังมากไม่อยากเจ็บตัวอีก T^T)

image

image

image

imageก่อนเราจะออกจากเกาะมูราโน เลยขอถ่ายรูปประติมากรรมแก้วเป่าสุดอลังที่เป็นสัญลักษณ์ของเมืองไว้เป็นที่ระลึกก่อนจากกันซักหน่อย ก่อนจะลงเรือไปเที่ยวเกาะบูราโนกันต่อ

งานประติมากรรมแก้วเป่าของ Murano
งานประติมากรรมแก้วเป่าของ Murano

จากมูราโน เราก็นั่งเรือต่อไปอีกไม่นาน ก็ถึงเกาะบูราโน เกาะที่เต็มไปด้วยบ้านเรือนหลากสีสัน และเป็นแหล่งผลิตผ้าลูกไม้แบบแฮนด์เมดแท้ๆ สวยงาม ฟรุ้งฟริ้งมากค่ะ เลิฟเลย 😀 พอขึ้นเกาะมา ก็เห็นร้านขายผ้าลูกไม้เต็มพรึ่ดไปหมด เลือกซื้อหาได้ตามชอบใจเลยค่ะ สนนราคาก็มีตั้งแต่หลักพัน ไปจนถึงหลักหมื่น มีทั้งผ้าพันคอ เสื้อ กระโปรง เดรส หมวก ผ้าปูโต๊ะ ผ้ารองจาน ละลานตาไปหมดค่ะ เห็นแล้วหลงรักเลย ฉันเอง อุดหนุนไปหลายผืนเหมือนกัน งานฝีมือของเขาละเอียดมากค่ะ และนับวันจะยิ่งหายากเข้าไปทุกที ทีแพงสุดคือผ้าลินิน หลักหมื่นขึ้นเลย แต่ถ้าเป็นผ้าเนื้อผสม ราคาก็จะลดหลั่นกันลงมา เลือกซื้อหาได้ตามกำลังทรัพย์ของเราได้เลยค่ะ 🙂

ถ่ายหน้าร้านขายผ้าลูกไม้
ถ่ายหน้าร้านขายผ้าลูกไม้

นอกจากผ้าลูกไม้ที่ขึ้นชื่อของเกาะนี้แล้ว ตัวบ้านเรือนหลากสีสันของ Burano เองก็โด่งดังไม่แพ้กัน เรียกว่าใครมาถึงก็ต้องกรูกันเข้าไปถ่ายรูปกันทุกคน เพราะสีสันของบ้านเรือนที่นี่น่ารักม้ากกกกกกกค่ะ นี่ขนาดมาหน้าหนาว สีดร้อปลงไปเยอะแล้วนะคะ ยังน่ารักขนาดนี้เลย ถ้าหน้าร้อน จะยิ่งสดใสขนาดไหน ถ้าใครมีโอกาสได้มาเที่ยว ขอให้ใช้เวลาที่เกาะนี้นานๆ ไม่มีเบื่อแน่นอนค่ะ

imageimage

image

และในระหว่างที่เรากำลังเดินเล่นชมเมืองกันอยู่นั้น เราก็เดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนถึงจตุรัสที่อยู่ใจกลางเกาะ (จตุรัส Galuppi – Galuppi Square) ระหว้่างนั้นก็คุยปรึกษากันไปด้วยว่าจะทานอาหารที่ร้านไหนดี ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงทักเบาๆว่า “สวัสดีครับ” พอหันไปก็เห็นหนุ่มน้อยชาวไทยยืนส่งยิ้มให้เราอยู่หน้าร้านอาหารร้านหนึ่ง เลยไม่ต้องเถียงกันต่อแล้ว ว่าจะทานอาหารกลางวันที่ไหนกันดี เรามาทานกันที่ร้านที่มีหนุ่มน้อยชาวไทยคนนี้ทำงานอยู่ดีกว่า ยังไงก็ได้อุดหนุนคนไทยด้วยกัน พอเดินเข้าไปถึงได้ทราบว่า ร้านอาหารอิตาเลียนที่ชื่อ Restaurant Galuppi ร้านนี้มีเจ้าของเป็นคนไทย ชื่อคุณวัลภาค่ะ เธอแต่งงานกับสามีชาวอิตาเลียน เลยมาเปิดร้านอาหารที่เกาะบูราโน่แห่งนี้ อาหารอร่อยมากค่ะ แค่ได้เห็นคนไทย ได้พูดภาษาไทยกันกระจาย แค่นี้ก็ดีใจน้ำตาเล็ดแล้ว วันนั้น คุณวัลภา เธอแนะนำให้ทาน Spaghetti Seafood ผัดแบบแซ่บๆหน่อย กับ Seafood salad ที่แถมน้ำจิ้มแจ่วสุดแซ่บมาเอาใจคนไทยห่างบ้านอย่างเราด้วย อร่อย ฟินมากกกกค่ะ พูดเลย (เรียกว่าน้ำสลัดใสแบบอิตาเลียนนี้ชิดซ้ายตกคลองไปเลย เมื่อเจอน้ำจิ้มแจ่วของพี่ไทยเข้าไป 😉 ) อาหารทะเลของร้านนี้สดมากค่ะ ถ้าใครได้ไปเที่ยวบูราโน่ อย่าลืมแวะไปอุดหนุน Restaurant Galuppi กันนะคะ ทั้งพนักงาน เจ้าของร้าน น่ารักมาก บริการดีมากค่ะ จุดสังเกตคือ ร้านนี้จะเป็นร้านเดียวที่มีรูปปั้นพระเยซู กับพระแม่มารีอยู่บนระเบียงร้านเลยค่ะ

Spaghetti Seafood
Spaghetti Seafood
Seafood Salad
Seafood Salad
น้ำจิ้มแจ่วสุดแซ่บ
น้ำจิ้มแจ่วสุดแซ่บ
ถ่ายกับคุณวัลภาหน้าร้าน
ถ่ายกับคุณวัลภาหน้าร้าน

หลังจากอิ่มอร่อยฟินกันไปแล้ว เราก็เดินข้ามถนนเพื่อไปถ่ายรูปกับบ้านของคุณลุง Bepi (Bepi’s House) ที่เรียกได้ว่าเป็น The most colorful and famous house in Burano ซึ่งก็สีสันจัดจ้านจริงสมคำร่ำลือค่ะ บ้านน่ารักม้ากกกกก ทาสีเป็นรูปทรงเรขาคณิตหลากหลายแบบ เก๋สุดๆ พอมาถึง ก็ต้องถ่ายรูปเป็นที่ระลึกกันซักหน่อย (บ้านคุณลุง Bepi นี่อยู่ในซอยตรงข้ามกับร้านอาหารพอดีเลยค่ะ สีจัดขนาดนี้ ไม่มีหลงแน่นอน)

In front of Bepi's House
In front of Bepi’s House

หลังจากนั้นก็เดินเล่นย่อยอาหารกันชิลล์ๆไปรอบๆเกาะ เพลินมากค่ะ เกาะนี้มีแมวเยอะด้วย ทาสแมวอย่างฉันปลื้มมากค่ะ โดยเฉพาะเจ้าเหมียวอ้วนตัวนี้ ท่าทางเป็นแมวเซเลปน่าดู เพราะมีแต่คนอยากเล่น อยากถ่ายรูปด้วย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นที่ดูจะเลิฟนางมากเป็นพิเศษ น่ารักมากค่ะ แมวของใครก็ไม่รู้

แมวเซเลปประจำเกาะ
แมวเซเลปประจำเกาะ

เราเดินเล่นกันต่อจนถีงบ่ายแก่ๆ ก็สมควรแก่เวลาที่ต้องนั่งเรือกลับเวนิสกันแล้ว (เหมือนเรือจะออกทุกๆครึ่งชั่วโมงนะคะ ถ้าจำไม่ผิด) โดยเรือนี้จะผ่านบริเวณที่เป็นสุสานของเมืองด้วยค่ะ พอกลับถึงเวนิส ก็ค่ำแล้ว (จริงๆแค่ 5 โมงเย็นเองค่ะ แต่ว่าหน้าหนาว มืดเร็ว) เราเลยนั่งเรือต่อไป San Marco Square อีกรอบ จะได้ชมความงามของจตุรัสนี้ยามค่ำคืน ซึ่งก็สวยงาม ตราตรึงใจไปอีกแบบ

image

image

เสร็จแล้วก็เดินเลาะออกทางด้านหลังตรง Caffe Florian ไปแถวๆโรงแรม The Bauer สุดหรูเพื่อไปกราบขอพรแม่พระที่โบสถ์ San Moise ตรง Campo San Moise ที่เป็นโบสถ์ในยุคบาโรคที่สวยวิจิตรมากค่ะ (เสียดาย ไปตอนมืดแล้ว เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาค่ะ เพราะมันมืดจริงๆ) จากนั้น ก็เดินเล่นดูของหรูๆแถวนั้นซักหน่อย ถ้าใครชอบของแบรนด์เนม ตรงนี้มีหมดเลยค่ะ ตั้งแต่ Chanel, Hermes, Gucci, Prada, LV เพลิดเพลินเจริญใจมากค่ะ จากนั้นเราก็เดินย้อนกลับขึ้นมาตรงร้าน Gucci เก่า เพื่อมาทานอาหารที่ร้าน Deli ร้านโปรดของเราก่อนจากลา เป็นร้าน Deli เล็กๆที่ดูดี และขายอาหารจำพวกสแน็คที่อร่อยมาก ทั้ง Gelato, Cannoli แนะนำเลยค่ะ โดยเฉพาะ Smoked Salmon Sandwich ที่ให้แซลมอนมาแบบปลิ้นมาก อิ่มแทบจุก ที่สำคัญราคาไม่แพง ชื่อร้าน ฺBar al Leon (เขามี FB page ด้วยน้า) ถ้าใครมาเวนิส แล้วอยากอิ่มท้องแบบประหยัด มาร้านนี้ได้เลยค่ะ พนักงานก็น่ารักอีกเช่นกัน 😉

Bar al Leon
Bar al Leon

เสร็จแล้วก็สมควรแก่เวลาที่เราจะกลับไปโรงแรม คงต้องถึงเวลาแพ็คกระเป๋า เตรียมเดินทางกันอีกรอบ เพราะพรุ่งนี้เราก็จะจากเวนิสแสนสวยของเราไปแล้ว เพื่อไปขึ้นเรือที่โรม ที่เมืองท่า Civitavecchia กันค่ะ คงต้องร่ำลาเวนิสด้วยความคิดถึงแต่เพียงเท่านี้ แล้วพบกันใหม่คราวหน้านะคะ ❤

Ciao!

อ่านตอนก่อนหน้านี้ได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) – Mediterranean Cruise Trip (1) 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) – Mediterranean Cruise Trip (2)

อ่านตอนตอนไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส – โรม) – Mediterranean Cruise Trip (4)

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ฟลอเรนซ์ – ปิซ่า) – Mediterranean Cruise Trip (5)

ติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (เวนิส) – Mediterranean Cruise Trip (2)

Venice
Venice

Venice – Day 2

หลังจากนอนหลับพักเอาแรงกันให้หายเหนื่อย เราก็รีบตื่นแต่เช้าเพื่อออกท่องเวนิสกันค่ะ มันเป็นยามเช้าที่แสนสดชื่น อากาศเย็นประมาณ 10 องศานิดๆ มีหมอกลงจางๆ เราออกมาเดินเล่นรับลมหนาวกันแถวโรงแรมก่อน เพื่อสัมผัสชีวิตยามเช้าของผู้คนในเวนิสกัน จากนั้นก็เดินขึ้นไปชมวิวบนสะพานข้าม Grand Canal ตรงท่าเรือของสถานีรถไฟ Santa Lucia เพื่อดื่มด่ำกับทิวทัศน์ที่งดงามของเวนิสกันให้หายคิดถึง ฉันไม่ได้มาเที่ยวเวนิสนานมาก การได้กลับมาเยือนที่นี่อีกครั้ง และได้มองเห็นความงามของเวนิสผ่านม่านหมอกจางๆในตอนเช้าของต้นฤดูหนาว ก็ให้ความรู้สึกชวนฝันไปอีกแบบเลยทีเดียว

Venice in the Morning
Venice in the Morning

หลังจากดื่มด่ำกับทัศยนียภาพแรกของเวนิสกันพอให้หายคิดถึงแล้ว จุดหมายต่อไปของเราก็คือ San Marco Square ซึ่งเป็นแลนด์มาร์คที่สำคัญของเวนิส จริงๆระยะทางจากที่พักของเรา ไป San Marco Square นั้น ห่างกันค่อนข้างไกลโขอยู่ หลังจากสองจิตสองใจว่าจะนั่งเรือ หรือเดินไปดี เราเลยเลือกอย่างหลัง เพราะการได้เดินลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยอันแสนคดเคี้ยวของเวนิส ถือเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวของเมืองนี้เลยจริงๆ และมันก็เป็นการเดินที่แสนจะมีความสุขค่ะ เพราะทุกย่างก้าวที่เดิน ก็ยิ่งทำให้เราหลงเสน่ห์ของเวนิสเข้าไปทุกขณะ ยิ่งอากาศดีขนาดนี้ เราแทบไม่รู้สึกเหนื่อยเลย อยากดื่มด่ำกับความสุขแบบนี้ไปนานๆ แทบจะไม่อยากให้ถึงจุดหมายเลยเสียด้วยซ้ำ 🙂

ครั้งก่อนที่มาเวนิสจำได้ว่านักท่องเที่ยวเยอะมาก เนื่องจากเป็นช่วงต้นฤดู spring ฉันแทบไม่ต้องทำอะไรนอกจากเดินไหลไปตามกระแสนักท่องเที่ยว ไม่นานก็ถึงจุดหมายที่ทุกคนรอคอย นั่นคือ San Marco Square เพียงแต่ครั้งนี้ เป็นช่วงฤดูหนาว นักท่องเที่ยวค่อนข้างบางตา เราจึงต้องใช้บริการของ Google Map ที่พาเราเดินลัดเลี้ยวไปตามตรอกซอกซอยต่างๆของเวนิส จนในที่สุด เมื่อฉันเห็นร้าน Gucci ร้านเก่า กับร้านรองเท้า Fratelli Rosetti ร้านดั้งเดิมเก่าแก่ที่ฉันใส่ประจำตั้งแต่สมัยวัยรุ่น เราก็เริ่มสะกิดกันว่าน่าจะใกล้ถึงแล้วล่ะ และก็เป็นดังคาด อีกเพียงแค่อึดใจเดียว เราก็มาโผล่ที่ San Marco Square ที่แสนจะงดงาม และเป็นสัญลักษณ์คู่เมืองเวนิสแล้ว ใครที่มาเวนิส คงจำความรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้ได้ทุกคนนะคะ เพราะไม่ว่าเราจะมาเวนิสกี่ครั้ง ก็จะรู้สึกตื่นเต้น และดีใจทุกครั้งเมื่อได้เดินเข้ามาในจตุรัสแห่งนี้ ซึ่งความงดงาม อลังการของนาง ที่แม้แต่โคมไฟ ก็ยังเป็นสีชมพูอ่อนหวาน น่าจะเป็นสถานที่ในดวงใจของใครหลายคนแน่นอน ❤

และเมื่อยืนที่จตุรัสนี้ แล้วมองออกไปยังท้องทะเล Adriatic ที่อยู่เบื้องหน้า ก็จะเห็นเรือกอนโดล่า สัญลักษณ์สำคัญอีกอย่างของเมือง ซึ่งเป็นภาพที่งดงาม ติดตรึงใจมากค่ะ วันนั้น เราสามคนนั่งมองท้องทะเลได้เป็นชั่วโมงๆ แบบไม่มีเบื่อกันเลย ทุกคนลงความเห็นว่า เวนิสเป็นเมืองที่มีมนต์เสน่ห์ชวนให้หลงไหลมาก ไม่ว่าเราจะมาเยือนในฤดูไหนก็ตาม ยิ่งวันนั้น ใน conservatory เล็กๆแถวนั้น มีการจัดคอนเสิร์ตเพื่อบรรเลงบทเพลง The Four Seasons ของ Vivaldi (คีตกวีชาวเวนิส) ที่ไพเราะมาก จนเราต้องรีบวิ่งไปซื้อพิซซ่าจากร้าน Deli แถวนั้น มานั่งทาน โดยมีเสียงเพลงของ Vivaldi คลอไปด้วยเบาๆจนเราทานเสร็จ เศษพิซซ่าที่เหลือ ก็โยนให้นกแถวนั้นกิน นับเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากค่ะ เพราะไม่ว่าจะมองไปทางไหน ก็สวยงาม และรื่นรมย์ไปหมด ผู้คนยิ้มแย้มแจ่มใส ดูมีความสุขกันถ้วนหน้า ❤

Venice's famous Gondodas
Venice’s famous Gondolas

หลังจากอิ่มกับพิซซ่า หม่ำเจลาโต้ให้หายอยาก และเดินเล่นแถวนั้นหลายรอบให้หายคิดถึงแล้ว คราวนี้ ก็มาถึงอีกแลนด์มาร์คหนึ่งที่สมควรแวะเวียนเข้าไป สำหรับคนที่ชอบดื่มคอกเทล (โดยเฉพาะ Bellini) ห้ามพลาดเลยนะคะ เพราะเราจะมาดื่มคอกเทล Bellini ต้นตำรับกัน เพราะไหนๆก็ทราบกันอยู่แล้วว่านอกจากเวนิสจะมีความงามอันเลื่องลือแล้ว นางยังเป็นต้นกำเนิดของคอกเทลสีชมพู ที่มีรสชาติละเอียดอ่อนอย่าง Bellini อีกด้วย โดยผู้ที่คิดค้นสูตรก็คือบาร์เทนเดอร์ผู้โด่งดังของยุคที่มีนามว่า Giuseppe Cipriani (ผู้ก่อตั้ง Harry’s Bar ที่เรากำลังจะเข้าไปเยือนนี่ล่ะค่ะ) โดย Bellini คือคอกเทลที่มีส่วนผสมของ Prosecco (Sparkling wine เวอร์ชั่นอิตาเลียน) กับ peach puree นำมาผสมกัน ได้ออกมาเป็นคอกเทลสีชมพูอมส้มอ่อนๆที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งสีของคอกเทลนี่เองที่ทำให้ Cipriani หวนคิดถึงภาพวาดโทนสีชมพูอ่อนของนักบุญในสมัยศตวรรษที่ 15 ที่วาดโดยจิตรกรเอกชาวเวนิส Giovanni Bellini เขาเลยตั้งชื่อคอกเทลที่แสนโด่งดังแก้วนี้ว่า Bellini เพื่อเป็นเกียรติแก่จิตรกรท่านนั้นซะเลย

และร้าน Harry’s Bar ที่เรากำลังจะไปเยือน ก็คือร้านที่เปิดร่วมกันระหว่าง Harry Pickering มหาเศรษฐีหนุ่มชาว Boston (Bostonian) ที่ใช้ชีวิตอย่างหรูหราในเวนิสสมัยนั้น กับ Cipriani บาร์เทนเดอร์ชื่อดังแห่งยุค โดย Pickering นั้นเป็นลูกค้าประจำของบาร์ในโรงแรม Europa ที่ Cipriani ทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่ และจู่ๆ Pickering ก็หายหน้าหายตาไป พอ Cipriani ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ ก็ได้ความว่า Pickering กำลังถังแตกอยู่ เพราะโดนพ่อแม่ตัดออกจากกองมรดกเนื่องจากรับสภาพชีวิตเสเพล เอาแต่ดื่มเหล้าไปวันๆของลูกชายไม่ได้ Cipriani สงสาร เลยให้เงิน Pickering ยืมไป 10,000 ลีร์ หลังจากนั้นอีก 2 ปีให้หลัง Pickering กลับมา พร้อมกับคืนเงินให้ Cipriani 50,000 ลีร์ พร้อมกับคำขอบคุณ และข้อเสนอที่่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธที่ว่า เงินดอกเบี้ยอีก 40,000 ลีร์นั้น เป็นจำนวนเงินที่มากพอที่จะเปิดบาร์ได้สักแห่ง แล้วเราจะตั้งชื่อบาร์นี้ว่า Harry’s Bar

และความโด่งดังของ Harry’s Bar ก็เริ่มต้นจากตรงนั้น ตั้งแต่ปี 1931 และขยายสาขาไปอีกหลายประเทศทั่วโลกภายใต้ชื่อ Cipriani อันแสนโด่งดัง ที่บริหารงานโดยทายาทของ Cipriani ทั้งหมด โดยเฉพาะ Harry’s Bar นั้น ได้กลายเป็นแหล่งสิงสถิตของเหล่าคนดังมากมาย ตั้งแต่นักเขียนชื่อก้องโลกอย่าง Ernest Hemingway (ที่เลิฟร้านนี้มาก ขนาดมีที่นั่งประจำ), Truman Capote ไปจนถึงเหล่ามหาเศรษฐีอย่าง Baron Philippe de Rothschild, Aristotle Onassis, Peggy Guggenheim ไปจนถึงผู้กำกับ และนักแสดงชื่อดังอย่าง Alfred Hitchcock, Charlie Chaplin, Orson Welles และ Woody Allen รวมถึงสุดยอดนางแบบอย่าง Naomi Campbell ด้วย

และวันนี้ เราก็จะตามรอย Hemingway มาดื่ม Bellini ต้นตำรับอันแสนโด่งดังที่ Harry’s Bar กันนะคะ โดยเราจะตั้งต้นจาก San Marco Square ถ้าเราหันหน้ามองทะเล ร้านจะอยู่ทางขวามือของจตุรัสนี้ ห่างไปประมาณ 200 เมตร (ถ้าไปทางซ้ายจะเจอ Bridge of Sighs และโรงแรม Danieli) โดยเราจะเดินเลียบทะเลไปเรื่อยๆ พอข้ามสะพานตรงท่าเรือใหญ่ที่อยู่ทางขวามือ ก็เดินมาอีกนิดเดียว จะเห็นซอยเล็กๆที่ชื่อ Calle Vallaresso ร้านอยู่ขวามือ เลยปากซอยไปนิดเดียว เป็นร้านแรก แทบไม่มีจุดสังเกตอะไรเลย เพราะปิดประตูตลอดเวลา ฉันเดินผ่านไปมา 2-3 รอบยังหาไม่เจอเลย ต้องสังเกตดีๆ ถึงจะเห็นค่ะ

พอเข้าไปแล้ว ก็อึ้งๆเล็กน้อย เพราะร้านเรียบมาก และค่อนข้างเล็ก ไม่ได้มีความอลังการงานสร้าง หรือตกแต่งด้วยแชนเดอเลียร์เวเนเชียนแบบตู้มๆ อย่างที่ฉันจินตนาการไว้เลย เป็นร้านในยุโรปที่ Traditional มากๆ เหมือนย้อนเวลากลับไปในอดีตที่บริกรใส่ทักซิโด้สีขาว เรียบ โก้ กิริยามารยาท gentlemanly และให้เกียรติสุภาพสตรีมากค่ะ พอได้ที่นั่ง ฉันก็สั่ง Bellini มาดื่มทันที หน้าตาออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ

ฺFamous "Bellini" at Harry's Bar
ฺFamous “Bellini” at Harry’s Bar

และก็มีเรื่องให้อึ้งเล็กน้อย เมื่อเราเห็น Bellini ใส่แก้วน้ำธรรมดามาเลย (แทนที่จะเป็นแก้วแบบ Champagne Flute ให้โก้เก๋สมฐานะ) และก็ต้องอึ้งสองต่อกับราคา่ที่แสนแพงถึงแก้วละ 16.5 ยูโร (โอ้ แม่เจ้า) นี่คือ Bellini ที่แพงที่สุดในชีวิตที่ฉันเคยดื่มมาเลย แต่พอดื่มเข้าไปแล้ว ก็ต้องอึ้งอึกรอบ เพราะมันรสชาติดีม้ากกกกก (โอ้ แม่เจ้าอีกเหมือนกัน) เพราะนี่คือ Bellini ที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยดื่มเลยค่ะ หอมกลิ่นพีชอ่อนๆ สดชื่นมากค่ะ เขาผสม Prosecco กับ peach puree เข้ากันได้ดีเหลือเกิน รสชาติกลมกล่อมที่สุด ยิ่งดื่มแกล้มกับ Olives ยิ่งอร่อย (แถมที่ร้านใจดีมาก ให้ chicken croquette เป็น complimentary อีกจาน ซึ่งอร่อยมากมายค่ะ – แอบเหล่โต๊ะข้างๆแล้ว ไม่เห็นมีใครได้อย่างเราเลย ก็เลยแอบปลื้มนิดๆ) สรุปแล้ว คือประทับใจมากค่ะ Bellini อร่อยที่สุดจริงๆ ถึงจะแพง แต่ก็ใช่ว่าเราจะมานั่งดื่มที่เวนิสได้ทุกวัน ถือว่าซื้อประสบการณ์ดีกว่า ที่สำคัญคือ เขาบริการเราดีมาก (ไม่เห็นหยิ่งอย่างที่หลายคนใน Trip Advisor บ่นไว้เลย พนักงานน่ารักเกือบทุกคนนะคะ โดยเฉพาะพนักงาน 2 คนตรงเคาน์เตอร์บาร์นั้นน่ารักมาก บริการเราดีสุดๆเลยค่ะ ต้องขอชม ได้อารมณ์ประมาณ Brasserie Lipp ในปารีสน่ะค่ะเพียงแต่ที่นี่ราคาโหดกว่าเยอะ) อีกอย่างร้านนี้ เมื่อในปี 2001 Italian Ministry of Cultural Affairs ได้ประกาศให้ Harry’s Bar เป็น National Landmark ของอิตาลีไปแล้ว ถ้าใครสนใจ อยากดื่มด่ำกับบรรยากาศแบบยุโรปแท้ๆในบาร์ที่เป็นตำนานแบบนี้ พร้อมลิ้มรส Bellini ที่อร่อยที่สุด ก็อยากให้ลองนะคะ การได้นั่งดื่มคอกเทลในตำนาน ในร้านโปรดของคนดังระดับโลกมากมาย ถือเป็นประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดาเลยทีเดียวค่ะ เพราะ Bellini ของเขารสชาติดีจริงๆ นี่ถ้าไม่ติดว่าแก้วละ 16.5 ยูโร มีหวังโดนฉันซ้ำไม่ต่ำกว่า 5 แก้วแน่นอน ❤

แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ Cheers! 

อ่านตอนที่แล้วได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 1 – เวนิส)

อ่านตอนต่อไปได้ที่นี่ค่ะ

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 3 – เวนิส) 

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 4 – เวนิส – โรม) ขึ้นเรือสำราญ Norwegian Epic

ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ (ตอนที่ 5 – ฟลอเรนซ์ – ปิซ่า)

ติดตามอ่านที่เขียนมาทั้งหมดได้ที่นี่ค่ะ ล่องเรือเที่ยวยุโรปสุดประทับใจ 18 วันของการไปเที่ยวอิตาลี ฝรั่งเศส สเปน และโมนาโค 

Credit: Cipriani – Harry’s Bar

 

 

 

สังสรรค์ยามเย็นที่ Mellow, The Emquartier 

Mellow at Emquartier

ห่างหายจากการสังสรรค์กับเพื่อนฝูงกลุ่มโรงเรียนเก่าไปซะนาน พอมีเวลาว่างตรงกัน ก็เลยต้องรีบนัดเจอเพื่อเม้าท์มอยให้หายคิดถึงซะหน่อย และก็พอดี๊ พอดี ที่ดันมาว่างตรงกันวันศุกร์ แถมเป็นศุกร์ที่จุฬาฯรับปริญญาอีก ก็เลยลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า ไปหาอะไรกินกันที่เอ็มควอเทียร์เหอะ หนีรถติด เพราะยังไงก็ยังซิ่งรถไฟฟ้ามาทัน 😀 พอดีเพื่อนคนนึงเค้าเป็นสิงห์ทองหล่อ นางบอกร้าน Mellow ที่ทองหล่อ เป็นขวัญใจขาดริ๊งค์มาก พอดึกๆ คนถึงกับทะลักออกมานั่งดื่มกันหน้าร้าน แสดงว่าต้องเด็ดจริง และก็โชคดีที่เค้าเปิดสาขาใหม่ที่เอ็มควอเทียร์อีก ก็เลยตกลงเจอกันที่ Mellow at Emquartier ละกัน

และก็โชคดีอีกรอบค่ะ เพราะฉันดันบังเอิญไปเห็นโปรโมชั่นจองกับ Eatigo ที่แจ้งว่าถ้าจองตอนหกโมงเย็น จะได้ลดค่าอาหารตั้ง 30% แน่ะ อ๊ะ ได้โปรเด็ดอย่างนี้ มีหรือสาวๆ (ที่ไม่ค่อยงก) อย่างเรา จะยอมพลาด ก็เลยจองผ่านเว็บ eatigo ไว้ 9 ที่ ตอน 6 โมงเย็นทันที ซึ่งก็เวิร์คมากค่ะ เพราะไม่ต้องโทรเตือน แต่ละนางกระหืดกระหอบมากันอย่างพร้อมเพรียงเพื่อส่วนลด 30% กันทุกคน เรียกว่าเงินทองเล็กๆน้อยๆคุณนายทั้งหลายก็ไม่ยอมให้กระเด็น 😉

ร้านหาง่ายมากค่ะ อยู่ชั้น 7 ในส่วน Helix ขึ้นลิฟต์มา แล้วก็เดินวนขวามาตามทางเดิน แป๊บเดียวก็ถึง แต่อาจต้องสังเกตดีๆนะคะ เพราะป้ายชื่อร้านค่อนข้างเล็ก (ง่ายๆก็คือถัดจากร้าน White Story ของพี่ป๋อณัฐวุฒิมาสองร้าน สังเกตจะมีดาราเดินผ่านหลายคนเลย เพราะไปอุดหนุนร้านพี่ป๋อกันหมด 😀 ) พอดีกลุ่มเราใหญ่ ทางร้านก็เลยจัดที่นั่งไว้ด้านหน้า ก็เลยจะได้อารมณ์ประมาณ sidewalk cafe นิ้ดนึง บรรยากาศดีมากค่ะ พนักงานก็น่ารักมาก บริการดี ยิ้มแย้มแจ่มใสกันทุกคน

พอได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้ว ก็ลงมือสั่งกันเลย แต่ต้องขอเตือนนิดนึงนะคะ เข้าใจว่าร้านคงเพิ่งเปิด เมนูยังไม่พร้อม เมนูประจำโต๊ะที่ให้มา มาแบบถ่ายซีร็อกซ์กันเลย ซึ่งอ่านไม่รู้เรื่องมาก ก็เลยต้องขอเมนูรูปอาหารเล่มใหญ่ๆ ที่มีอยู่เล่มเดียวในร้าน (ซึ่งต้องวนไปมาให้โต๊ะอื่นสั่งด้วย) มาสั่งแทน ก็เลยจำชื่อเมนูไม่ได้ซักอย่าง คงต้องขอลงแต่รูปให้ดูแทนนะคะ เวลาจะสั่งก็ดูรูปเอาจะเวิร์คกว่ามากค่ะ ไม่งั้นอาจหงุดหงิด พาลเดินกลับเอาได้ง่ายๆ

ว่าแล้วก็ประเดิมกันที่จานแรกเลย เป็นซีซาร์สลัด ที่ใส่ไข่ออนเซ็นเยิ้มๆมาด้วย น้ำสลัดถัาจำไม่ผิดน่าจะเป็น Apple cider นะคะ รสชาติอ่อนๆ ถ้าใครไม่ชอบน้ำสลัดเปรี้ยวๆก็อาจจะชอบ เพื่อนๆชอบกันมาก เพราะหน้าตาน่ากินฝุดๆ และเวลาทานไข่แดงเยิ้มๆกับสลัดจะอร่อยม้ากกก ออกเปรี้ยวนิดๆ มัน เค็ม กลมกล่อมกำลังดี

caesar salad
caesar salad

จานต่อมาเป็นของทานเล่นค่ะ คล้ายๆวิงก์แซ่บของ KFC แต่อร่อยเด็ดกว่ามาก จานนี้ได้ popular vote จากโต๊ะเรา เพราะสั่งซ้ำหลายรอบมาก แนะนำเลยค่ะ รสชาติอย่างแซ่บ เหมือนเอาปีกไก่ลงไปคลุกกับผงปรุงรสมาม่าให้สะเด็ดหน่อยนึง ทานตอนทอดมาร้อนๆ อร่อยมากค่ะ 😀 (จริงๆคือเป็นจานที่ถ่ายไม่ทันเลย เพราะพอวางปุ๊บ ทุกคนหยิบกันหมุบหมับ แป๊บเดียวหมด ขนาดตอนเขียนบล็อกตอนนี้ ยังอยากทานอยู่เลย T^T)

spicy chicken wings
spicy chicken wings

เสร็จจากของทานเล่น ก็มาอาหารจานหลักกันบ้าง น้องพนักงานแนะนำพาสต้าจานเด็ดของร้านค่ะ ออกแนวฟิวชั่นส์ เป็นหอยเชล์ กับซีฟู้ด รสชาติอ่อนไปนิด แต่ก็อร่อยใช้ได้ค่ะ คือต้องอย่าทานหลังปีกไก่ ไม่งั้นจะจืดชืดไปเลย เพื่อนๆว่าจืดไป แต่ฉันกลับชอบแฮะ โอมากๆ

พาสต้าจานแนะนำของร้าน
พาสต้าจานแนะนำของร้าน
image
จานนี้พอทานๆไป อร่อยค่ะ ชอบมากกว่าจานแรก

เสร็จจากพาสต้าแล้ว คราวนี้ก็ถึงดาวเด่นของงานค่ะ อร่อยม้ากกกกก ยกนิ้วให้เลย ขอแนะนำจานแรกก่อน คือซี่โครงหมูย่าง ตัวซี่โครงนุ่มมาก แบบเนื้อร่อนออกจากกระดูกเลยค่ะ ทั้งความนุ่ม และรสชาติอยู่ประมาณเดียวกับ Tony Roma’s เลย แต่ที่เด็ดกว่าคือมันบดค่ะ อร่อยสุดๆ เป็นมันบดที่อร่อยที่สุดจานหนึ่งที่พวกเราเคยทานกันเลย อร่อยขนาดต้องสั่งแต่มันบดมาทานอย่างเดียว ไม่ใช่แค่นั้นนะคะ พวกเครื่องเคียงอื่นๆอย่างผักดอง หรือ sauerkraut ก็อร่อยสุดๆ โดยเฉพาะหอมดอง (ที่เห็นในรูปน่ะค่ะ) อร่อยมาก เป็นอาหารฝรั่งที่รสชาติถูกปากคนไทยม้ากกกก อร่อยโฮกเลยค่ะ ❤

Ribs
Ribs

แต่ความอร่อยยังไม่หมดแค่นั้นค่ะ จานบนนั่นเป็นแค่ออร์เดิฟ จานอร่อยของจริงคือจาน Lamb ค่ะ ทางร้านย่าง lamb ได้อร่อยสุดยอดจริงๆ ทั้งนุ่ม และชุ่มฉ่ำม้ากกก ไม่มีกลิ่นสาบเลย ถ้าใครชอบ lamb ของร้านฮาร์วี ต้องมาทานร้านนี้แทนเลย อร่อยกว่าเยอะค่ะ เป็นจานที่อร่อยติดดาวจริงๆ ทานแล้วอยากกลับไปทานอีกบ่อยๆ พวกเครื่องเคียงที่ให้มาด้วยกันก็อร่อย โดยเฉพาะกระเทียมย่าง ที่ให้มาเป็นกลีบๆ หอมดอง ผักย่าง ทานคู่กับ lamb อร่อยที่สุดค่ะ แต่ที่ฉันชอบอีกอย่างก็คือ ถั่วขาวผัดที่ออกกลิ่นเครื่องเทศแขกหน่อยนึง ฉันชอบม้ากกกก เข้ากับ lamb สุดๆ (แต่เพื่อนที่ไม่ทานอาหารแขก บอกไม่ชอบ นางทานไม่ได้ เลยทานแต่ lamb อย่างเดียว) แต่ฉันชอบอาหารแขกอยู่แล้ว เลยปลื้มเลย 😀 จานนี้สั่งมา 4 รอบได้ค่ะ อร่อยลืมจริงๆ

lamb ที่นี่อร่อยสุดๆเลยค่ะ
lamb ที่นี่อร่อยสุดๆเลยค่ะ

อร่อยกับ lamb แล้ว ก็เลยขอคั่นเวลาการหม่ำด้วยดริ๊งค์เบาๆซักดริ๊งค์ เพราะสังสรรค์กันทั้งที ไม่มีแอลกอฮอล์ได้อย่างไร น้องพนักงานก็แสนน่ารัก แนะนำ Peach soju มาให้ บอกว่าเป็นดริ๊งค์แนะนำของทางร้าน ซึ่งก็สดชื่นมากค่ะ หวานๆ เบาๆ แบบอินเทรนด์เกาหลีกันหน่อย

peach soju
peach soju

จากนั้น เพื่อนสาวนางหนึ่งเธอกำลังลดน้ำหนัก ก็เลยสั่งเต้าหู้เอาใจซักหน่อย จานนี้โดยรวมใช้ได้ค่ะ ผ่านอยู่ แต่ทุกคนลงความเห็นว่า ยังสู้ร้าน Shio ไม่ได้ (ร้านนั้นเต้าหู้อร่อยจริงๆ)

image

ไหนๆมีเต้าหู้เสริมสุขภาพไปแล้ว ก็น่าจะมีคารโบไฮเดรตเพิ่มน้ำหนักกันหน่อยนะคะ พวกเราก็เลยสั่งพิซซ่า ซึ่งจานพิซซ่าที่แนะนำก็คือพิซซ่าแกงส้มกับพาร์มาแฮม พวกเราเลยเลือกพิซซ่าหน้าพาร์มาแฮมมาทาน ซึ่งก็ใช้ได้ค่ะ รสชาติออกไทยๆไปหน่อย ไม่อร่อยอย่างจานแรกๆ แต่ถ้าคนที่ชอบพิซซ่ารสไทยๆหน่อย น่าจะชอบ แต่ฉันเฉยๆค่ะ เพราะรู้สึกว่าซ้อสมะเขือเทศของเค้ามันออกแนวซ้อสมะเขือเทศโรซ่าไปนิด 😀

image
Parma Ham Pizza

แล้วน้องพนักงานก็แนะนำอีก 2 จาน เป็นสลัดอกเป็ด กับ ผักย่าง ซึ่งก็อร่อยมากทั้งคู่เลยค่ะ ฉันชอบสลัดจานนี้มากกว่าซีซาร์สลัดจานแรกอีก ชอบตรงที่ให้กลีบส้มสดมาด้วย กับน้ำสลัดรสจัดกว่า ทานแล้วชื่นใจดี เนื้อเป็ดก็นุ่มใช้ได้ (จริงๆเป็นคนชอบน้ำสลัดรสจัดหน่อยอ่ะค่ะ) ส่วนผักย่างอร่อยมาก ไม่ผิดหวังค่ะ

This slideshow requires JavaScript.

จบของคาวกันอย่างอิ่มเอม คราวนี้ก็มาถึงของหวานกันบ้าง ซึ่งก็เป็นไอศกรีม (หรือพุดดิ้งหรือเปล่า ไม่แน่ใจ) กับซ้อสบลูเบอร์รี่ ส่วนอีกถ้วยก็เป็นช้อคโกแลตครีมกลิ่นอาร์มาเร็ตโต้ ซึ่งอร่อยมากค่ะ ได้กลิ่นอาร์มาเร็ตโต้หอมมาก ถ้วยหลังนี่เพื่อนๆชมกันเปาะ เพราะอร่อยจริงๆ หม่ำกันเรียบค่ะ 😀

This slideshow requires JavaScript.

เป็นค่ำคืนวันศุกร์ที่สนุกสนาน และอิ่มหมีพีมันมากค่ะ ได้คุยเมาท์มอยกับเพื่อนฝูงให้หายคิดถึง อาหารก็อร่อย บรรยากาศดี ดริ๊งค์ก็ดีงาม (ถึงจะสู้ Vesper ไม่ได้ แต่ก็นับว่าผ่านอยู่) พนักงานก็น่ารัก ร้านนี้ ยิ่งตกดึกคนยิ่งแน่นค่ะ คึกคักมาก แนะนำเลย สั่งอาหารกันเยอะมาก เฉลี่ยแล้วตกคนละ 650 บาทค่ะ (ลดไปแล้วประมาณ 1,500 บาท) ซึ่งนับว่าคุ้มพอควรสำหรับร้านในสุขุมวิท ถ้าถามว่าจะให้กลับไปอีกมั้ย ก็จะกลับไปอีกค่ะ เพราะอร่อยเกือบทุกอย่าง (โดยเฉพาะแกะ คือดีงามสุด) ยิ่งถ้าได้ดีลของ eatigo อีกยิ่งแจ่ม 😀

ถ้าใครสนใจ ก็ขอแนะนำเลยค่ะ อาหารอร่อย สด มีคุณภาพ ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ ที่สำคัญอย่าลืมสั่งแกะนะคะ ของเค้าอร่อยจริงๆ ❤

Mellow at Emquartier,

7th Floor, Helix Emquartier