Lobster & Burger ที่รร. The St. Regis Bangkok

ช่วงนี้ชีวิตติดโปรมากค่ะ 😀 เห็นร้านอาหารแข่งกันออกโปรโมชั่นโดนๆมายั่วกิเลส ยิ่งทนไม่ไหว ต้องหาเวลาไปจัดกันหน่อยซักโปรสองโปร ให้สบายใจ 😉 พอดีเปิดเฟสมาเจอโปรน่าลองของโรงแรมเซนต์รีจิสพอดี ซึ่งเป็นโรงแรมที่เต๋อชอบอยู่แล้ว ก็เลยจัดซะเลย 😀 เป็นเมนูใหม่ของห้อง The Lounge ชั้นล่าง ที่ตอนนี้กำลังเสิร์ฟ Lobster and Burger อยู่ ดูน่าทานมาก อ่านที่โฆษณาในเพจ เบอร์เกอร์ของเขาใช้วัตถุดิบระดับพรีเมียมทั้งนั้น ทั้งล็อบสเตอร์เอย ทั้งเนื้อวากิวเอย  ฟัวกราส์ ชีส raclette roquefort สารพัน ก็เลยทนไม่ไหว พอเห็นเขามีโปรโมชั่นทุกวันพุธจัดเป็นเซ็ตเบอร์เกอร์ และล็อบสเตอร์โรล พร้อมเครื่องดื่มในราคา 700 บาท กับ 990 บาทเน็ตเท่านั้น ลองบวก ลบ คูณ หารดูแล้ว เห็นว่าคุ้ม ก็เลยต้องลองซักหน่อยค่ะ 😀

ว่าแล้วก็เกี่ยวก้อยชวนคุณแม่ไปทานสวยๆด้วยกันซะเลย พอดีช่วงนี้ มีเวลาว่างช่วงบ่ายวันพุธอยู่หนึ่งวันพอดี แถมร้าน The Lounge ก็ยังไม่เคยไปลองซะด้วย ก็เลยเสร็จเรา

ร้านอยู่ชั้นล่าง ใกล้ๆกับโจโจ้อ่ะค่ะ ที่แต่ก่อนเคยจัดเป็นที่ให้แขกนั่งพักเฉยๆ คราวนี้เขาปรับให้เป็นห้องอาหารใหม่อีกห้อง แนวแคชชวล แบบนั่งทานสบายๆ ก็ดูสวยงาม หรูหรา สมฐานะดีนะคะ 🙂

1a44559d-a5eb-40bc-a1fb-06a755de5fd6
The Lounge – St. Regis Bangkok Hotel

บรรยากาศข้างในก็จะเงียบ ออกขรึมๆหน่อย ตกแต่งสวย หรู ดูดีตามสไตล์เซนต์รีจีส จริงๆชอบตรงเงียบนี่แหละค่ะ 😀 มันดู exclusive ดี เหมือนนั่งทานอยู่ในห้องอาหารส่วนตัว โดยรวมแล้วเพลินมากค่ะ 🙂

8359e5fe-4e55-4c55-ba18-a83355506613
บรรยากาศภายในร้าน

พอได้ที่นั่งแล้วก็สั่งเบอร์เกอร์กันเลย คุณแม่สั่ง Rossini Burger ซึ่งก็คือเบอร์เกอร์เนื้อวากิว กับฟัวกราส์ เสิร์ฟพร้อมสลัด กับ truffle fries ที่หอมกลิ่นทรัฟเฟิลเบาๆ อร่อยมากค่ะ ส่วนเครื่องดื่มในเซ็ต คุณแม่สั่งกาแฟเย็น ผสมน้ำเชื่อมกลิ่นวานิลา เข้มข้น หอม อร่อยมาก เซ็ตนี้ 700 บาทถ้วน แอบชิมแล้ว ชอบมากกกกค่ะ คุ้มมาก เนื้อวากิวย่างมากำลังดี หอม ชุ่มฉ่ำมาก ส่วนฟัวกราส์ก็นุ่ม เนียน ละลายในปาก เขาให้มาชิ้นกำลังดี ไม่เล็กเกินไป ใส่มาซะปลิ้นเลย อร่อยมากค่ะ ยังคิดเลยว่าถ้าว่าง จะกลับมาซ้ำอีกรอบ 😀

img_7821
Rossini Burger

ส่วนของเต๋อสั่ง Lobster Roll ซึ่งก็เสิร์ฟพร้อมสลัด กับ truffle fries ตามเคย แต่เหมือน truffle fries เขาโรย parmesan cheese เพิ่มรสชาติด้วยค่ะ อร่อยมาก หอมชีสอวลอยู่ในปาก ส่วนตัว เต๋อแอบผิดหวังกับขนาดของ Lobster Roll นิดหน่อย เพราะใจหวังว่าน่าจะชิ้นใหญ่กว่านี้ T^T จริงๆรสชาติอย่างอร่อยเลยนะคะ เนื้อล็อบสเตอร์สด หวานฉ่ำมาก ตัวโรลก็นุ่ม หอมอร่อย ทามายองเนสรสวาซาบิ อร่อยฝุดๆ คือถ้าชิ้นใหญ่กว่านี้ จะให้สิบเต็มเลยค่ะ เซ็ตนี้ พร้อมเครื่องดื่มอีก 1 แก้ว ราคา 990 บาทเน็ต

img_7820
Lobster Roll

สำหรับเครื่องดื่ม เต๋อสั่ง Iced tea รสลิ้นจี่ ที่เรียกว่า Asia Tea ค่ะ หอม อร่อย ชื่นใจดีเหมือนกัน ให้มาแก้วขนาดบึ้มเลย คุ้มมาก ที่นี่เขาใช้ชา TWG ก็หอมใช้ได้อยู่ แต่ถ้าใช้มารียาจ จะสุดกว่านี้นะคะ

img_7803
Asia Tea

สรุปก็คืออร่อยมากทั้ง 2 อย่างค่ะ แนะนำให้สั่งเป็นเซ็ตจะคุ้มกว่า เพราะเขาให้เครื่องดื่มแก้วโตเลย ดื่มแทบไม่หมด ตัว truffle fries ก็ให้มาเยอะมาก บรรยากาศก็ดี บริการเลิศเหมือนเคย ชอบเลยล่ะค่ะ พุธไหนว่าง จะกลับไปซ้ำอีก 😀 แนะนำ Rossini Burger เลยค่ะ คุ้มมาก เป็นเบอร์เกอร์ไฮโซ 😀 จริงๆเขามีเสิร์ฟเป็น Tower ด้วยนะคะ สำหรับ 4-5 ท่าน มีเบอร์เกอร์อย่างละชนิด พร้อมล็อบสเตอร์อีก 2 ตัว เสียดายที่วันนี้มาแค่ 2 คน เลยสั่งมาทานคนละเซ็ต ก็อิ่มแล้ว แต่ถ้าใครสนใจ สั่งตามเมนูข้างล่างนี้ได้เลยค่ะ อร่อยมาก ❤

img_7832
เมนู

แต่แค่นี้ก็อิ่มกำลังดีแล้วค่ะ เดิอนหน้า ตั้งใจว่าจะกลับมาจัด Afternoon Tea ที่เป็นเซ็ตน้ำเต้าของ Qeelin ต่อ จะออกมาเป็นอย่างไร และจะอร่อยน่ารักสมคำร่ำลือหรือเปล่า รออ่านนะค้าาาา ❤

img_7819
อาหารอร่อย บรรยากาศดีมากค่ะ

ถ่ายเสร็จก็เข้าปากเลย

img_7833

 

The St. Regis Bangkok Hotel

 

 

Advertisements

ข้าวแช่สงวนศรี ดีงามที่สุด

นับว่าโชคดีนะคะ ที่หน้าร้อนปีนี้ไม่ร้อนแบบโหดร้ายเหมือนปีก่อนๆ เพราะนอกจากจะมีฝนโปรยปรายให้เราชุ่มฉ่ำกันแล้ว ก็ยังมีบางวันที่อากาศหนาวถึง 23 องศาอีก ทำให้ปีนี้เลยไม่ต้องออกตามล่าหาข้าวแช่รับประทานเพื่อดับร้อนเหมือนปีอื่น แต่พอเหลือบตามองปฏิทินถึงนึกขึ้นได้ว่า หน้าร้อนใกล้จะโบกมือลาพวกเราเข้าไปทุกที สมควรที่จะหาข้าวแช่แสนอร่อยมารับประทานตามฤดูกาลได้แล้ว เพราะถ้ามัวแต่ชักช้า อาจต้องรอถึงปีหน้า 😀 แต่ด้วยความที่ปีนี้สปอยล์ตัวเองด้วยอาหารอร่อยมาตลอด จะรับประทานข้าวแช่ทั้งที จะเลือกทานแบบสะเปะสะปะก็กระไรอยู่ จึงสมควรไปทานที่ร้านที่ทำข้าวแช่ได้อร่อยที่สุด ด้วยรสมือโบราณแบบชาววังแท้ๆ และแน่นอน สำหรับเต๋อ ร้านที่ว่านั้นก็คือ สงวนศรี ร้านอาหารเก่าแก่ที่อยู่คู่ถนนวิทยุมาเนิ่นนานนับครึ่งศตวรรษนั่นเอง ❤

สำหรับเต๋อ และครอบครัว สงวนศรี เป็นมากกว่าร้านอาหารธรรมดา เพราะ สงวนศรี  คือความทรงจำแสนสุขในวัยเด็ก เป็นร้านอาหารร้านโปรดที่สมาชิกครอบครัวเราทั้ง  3 รุ่น มารวมตัวทานอาหารอร่อยๆกันอย่างมีความสุข เพราะถ้าใครถาม เต๋อก็จะตอบแบบขำๆว่า เต๋อทานอาหารที่สงวนศรีตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ 😀 เพราะบ้านเราชอบทานอาหารกลางวันกันที่ สงวนศรี มาเนิ่นนาน ตั้งแต่สมัยท่านตายังอยู่ เรียกว่าคุ้นเคยกับอาหารอร่อยๆของ สงวนศรี ตั้งแต่จำความได้ และ สงวนศรี เองก็ไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นการตกแต่งร้าน หรือรสชาติของอาหาร ทุกอย่างที่ประกอบขึ้นเป็น สงวนศรี ดูเหมือนว่าจะถูกฟรีซไว้กับกาลเวลา ……… มีแต่ผู้คนเท่านั้น ที่อาจเปลี่ยนแปลง หรือล้มหายตายจากไป แต่รสมือของสงวนศรีก็ยังอร่อยเหมือนเดิมไม่เคยเปลี่ยน ❤

img_7692

แต่ด้วยความที่ สงวนศรี เป็นที่รักของผู้คนจำนวนมาก (โดยเฉพาะพนักงานออฟฟิศแถวนั้น 😀 ) วันเสาร์จึงเป็นวันที่เหมาะที่สุดสำหรับเราที่จะรับประทานข้าวแช่กัน เพราะถ้าไปวันธรรมดา อาจต้องรอนานนับชั่วโมง 😀 (และไม่แปลก ถ้าจะมีการตบตีแย่งที่นั่งกัน เพราะคนแน่นจริงๆค่ะ 😂) พอได้ที่นั่งเรียบร้อยแล้ว เราก็สั่งข้าวแช่มาทานคนละชุด และถ้าอยากสั่งกลับบ้าน ให้สั่งไปด้วยกันเลยนะคะ เพราะถ้าคนเริ่มเยอะ ออร์เดอร์อาจหลุดได้ วันนั้นเต๋อกับคุณแม่ สั่งข้าวแช่กลับบ้านอีก 4 ชุด กับไข่เจียวหอยนางรมของโปรดสมัยเด็กๆ ส่วนที่ทานที่ร้าน นอกจากข้าวแช่แล้วก็มี ข้าวตังหน้าตั้ง ป่อเปี๊ยะทอด กล้วยไข่เชื่อม และสละลอยแก้ว มาดูกันทีละอย่างเลยนะคะ 🙂

 

ข้าวแช่ ตัวข้าวแช่ทานคู่กับน้ำลอยดอกมะลิ หอมชื่นใจมากค่ะ หอมกลิ่นดอกมะลิตั้งแต่ตัวข้าวเลย เข้าใจว่าเวลาหุงคงใช้น้ำลอยดอกมะลิหุง (อันนี้ คุณแม่เป็นคนตั้งข้อสังเกต) น้ำข้าวแช่ของที่นี่ จึงเป็นน้ำลอยดอกมะลิอย่างเดียว เพื่อกลิ่นหอมจะได้ไม่ตีกัน ที่สำคัญ เวลารับประทานไปเรื่อยๆแล้วน้ำแข็งเริ่มละลาย กลิ่นดอกมะลิจะไม่จาง เพราะมันหอมต้ังแต่ตัวข้าวเลย ชื่นใจที่สุดค่ะ ❤

ในส่วนของเครื่องเคียง พูดได้เลยว่าอร่อยที่สุดทุกอย่าง ค่ะ  เริ่มตั้งแต่ พริกหยวก ยัดไส้หมูสับเน้นๆ ผสมกุ้ง ตัวพริกหยวกเผ็ดกำลังดี รสชาติกลมกล่อม อร่อยที่สุดค่ะ ขนาดดูไม่ประดิดประดอยเท่าไหร่ แต่ลองสังเกตหรุ่มนะคะ สวยมาก ฝีมือจริงๆ

หอมยัดไส้ คือที่สุดเหมือนกัน อร่อยตั้งแต่แป้ง ยันไส้เลยค่ะ เรื่องหอมต้องยกให้สงวนศรีจริงๆ ที่ไหนก็สู้ไม่ได้ อันนี้คุณแม่ยืนยันเองเลย ❤

ลูกกะปิ อร่อยที่สุด ไม่เค็มเกินไป หอมกลิ่นกระชายอวลอยู่ในปาก กลมกล่อมขั้นสุด (ของเจ้าอื่น อย่างบ้านวรรณโกวิท จะเค็มเกิน ไม่ผ่านอย่างแรง ส่วน บ้านสุริยาศัย ของพวกบุนนาคที่แพงๆ เครื่องปรุงสด และหอมจริง แต่ยังตำเครื่องเทศไม่ละเอียดค่ะ รสกระชายโดดออกมาเกิน ไม่กลมกล่อม ส่วนของหลายรส ไม่ต้องพูดถึง ยิ่งทานยิ่งไม่อร่อย เสียดายเงินมาก) แต่สงวนศรีตำได้เนื้อเนียน หอม กลมกล่อม ถือว่าเพอร์เฟคที่สุดค่ะ 🙂

มีคนชอบพูดว่าถ้าทานข้าวแช่ ลูกกะปิคือตัวตัดสิน ไม่ทราบว่าจริงรึเปล่า แต่ถ้าจริง ลูกกะปิของสงวนศรีอร่อยที่สุดค่ะ

หมูฝอย อร่อยแน่นอนอยู่แล้ว หยิบทานเปล่าๆได้เลย 😋

ไชโป๊วผัดหวาน  อันนี้เดาอยู่นาน ถ้าไม่บอก ไม่รู้เลยว่าเป็นไชโป๊ว 555 นึกว่าปลาแห้ง แต่อร่อยมากค่ะ คือมันหวานก็จริง เพราะน้ำตาลเป็นเกล็ดๆเลย แต่พอทานคู่กับเครื่องเคียงอื่น เช่น พริกหยวกนี่คือโคตรอร่อยเลย ❤ เหมือนเขาให้ทานคู่กับเครื่องเคียงอื่นนะคะ พอทานผสมกัน อร่อยเลิศเลอมาก 😀

รสมือของสงวนศรีนั้นเที่ยงที่สุดและอร่อยที่สุดตั้งแต่เคยรับประทานมา 

ที่สำคัญ ราคาชุดละ 240 บาท ดีงาม น้ำตาจิไหลที่สุดแล้วค่ะ ❤ (ขนาดห่วยๆอย่าง เอส แอนด์ พี ยังแพงกว่าเลย) ปีนี้เต๋อจัดไป 4 รอบ ฟินขั้นสุด 😀

จากนั้นก็มาถึง ข้าวตังหน้าตั้ง ของโปรดอีกจาน

 

ข้าวตังหน้าตั้งของที่นี่ จะมีตัวหน้าตั้งไว้ทานคู่กับข้าวตังกับข้าวเกรียบกุ้ง ซึ่งตัวข้าวเกรียบ ก็เป็นข้าวเกรียบที่เต๋อทานตั้งแต่เด็กๆ อร่อยมาก ชอบมากค่ะ (แต่เด็กรุ่นนี้อาจรู้สึกแปลกๆ คงจะไม่ชิน) ตัวหน้าตั้งอร่อยที่สุด (อีกแล้ว) คือมันติดหวานก็จริง แต่เป็นรสหวานที่คนโบราณเขาชอบทานกันน่ะค่ะ มันจะเข้มข้น และกลมกล่อมสุดๆ (ของที่อื่นมันจะหวานโดดอ่ะค่ะ แต่ที่สงวนศรีจะกลมกล่อม คือไม่รู้จะอธิบายยังไง รู้แต่ว่าอร่อยสุดแล้ว) อย่างเต๋อเป็นคนที่โตมากับท่านตา คุณยาย ที่เป็นคนโบราณ ข้าวตังหน้าตั้งแบบนี้คือใช่เลย เป็นรสหวานที่คนโบราณเขาทานกัน ทานแล้วฟินมากค่ะ 😍

ต่อไปก็เป็นของโปรดของเต๋อ (เพราะเป็นคนชอบป่อเปี๊ยะทอด) ก็อร่อยอีกเหมือนกัน น้ำจิ้มจะออกเปรี้ยวนิดๆ ทำให้ไม่เลี่ยนค่ะ 🙂

img_7691
ป่อเปี๊ยะทอด

แค่นี้ก็อิ่มท้องจิแตกแล้วค่ะ สมควรที่จะสั่งขนมมาปิดท้ายความสุขกันแล้ว และแน่นอนว่า ถ้ามาสงวนศรี แล้วไม่สั่ง กล้วยไข่เชื่อม ถือว่าพลาดอย่างแรง 😀 เพราะฉะนั้น เราจึงจัดไปคนละที่ ต้องสั่งคนละที่เลยค่ะ เพราะอร่อยที่สุด อร่อยแบบต้องครอบครองไว้คนเดียว ไม่ยอมแบ่งใคร กล้วยไข่เชื่อมของที่นี่เป็นตำนานมากค่ะ 😋

img_7688
กล้วยไข่เชื่อม

แค่นี้ยังไม่พอ ต้องสั่ง สละลอยแก้ว มาอีกที่ เพื่อความฟิน แค่วางตรงหน้า ก็หอมกลิ่นสละไปทั้งโต๊ะแล้วค่ะ อร่อยจริง ชื่นใจฝุดๆ ❤

img_7658
สละลอยแก้ว

ก่อนกลับ เรามาดูบรรยากาศของร้านกันบ้างนะคะ ขนาดไปทานวันเสาร์ พอใกล้เที่ยงคนก็เกือบเต็มร้านแล้ว แต่ถ้าเป็นวันธรรมดา เขาไม่เรียกว่าเต็มร้านค่ะ ต้องเรียกว่าแน่นร้าน ถึงจะถูก 😂 บรรยากาศเหมือนเดิมทุกอย่าง ขนาดบังตา (ฉากสองอันในร้าน) ยังอยู่เหมือนเดิมตั้งแต่ร้านเปิดเลยค่ะ เคาน์เตอร์ไม้ก็เหมือนเดิม จะเปลี่ยนก็แต่พื้นกับไฟ เมื่อก่อนตอนเต๋อเด็กๆเป็นพื้นไม้โยกๆหน่อย ตอนนี้เปลี่ยนเป็นปูกระเบื้อง กับติดไฟดาวน์ไลท์แทนค่ะ นอกนั้น เหมือนเดิมทุกอย่าง 😍

 

ส่วนคุณป้าเล็กที่นั่งประจำเคาน์เตอร์ ถ้าจำไม่ผิด ตอนเต๋อเด็กๆคุณป้าน่าจะเป็นคุณพี่ที่รับออร์เดอร์ ส่วนคุณป้าที่เคยนั่งประจำเคาน์เตอร์สมัยก่อน ก็คงจะเสียชีวิตไปแล้วค่ะ

จริงๆสมัยก่อน เมนูที่พีคที่สุดของสงวนศรีคือ กระทงทอง ใครมาเป็นต้องสั่ง จนทางร้าน วันไหนทำต้องเขียนไว้บนกระดานดำหน้าร้านเลย จะได้ไม่ต้องถามหากัน แต่ตอนนี้ ไม่มีกระทงทองแสนอร่อยให้ทานอีกแล้ว 😂 สอบถามได้ความว่า คุณป้าที่ทำกระทงทองอร่อย เสียชีวิตไปแล้ว ใครทำก็ไม่อร่อยเท่า เขาเลยเลิกทำ เสียดายมากเลยค่ะ 😭

นอกจากเมนูที่สั่งข้างบน เมนูฮิตอื่นๆก็ได้แก่ แกงจืดลูกรอก ผัดคะน้าปลาเค็ม ขนมจีนน้ำพริก ยำปลากรอบ  พระรามลงสรง ไข่พะโล้ สาคูไส้ไก่ และอื่นๆอีกมากมาย อ้อ มีไข่เจียวหอยนางรมอีกอย่าง ที่เต๋อชอบม้ากกกกก เป็นของโปรดตั้งแต่เด็กๆ (เต๋อว่าอร่อยกว่าไข่ฟูปูของครัวอัปสรเยอะเลยค่ะ สงวนศรีกลมกล่อมกว่า) สำหรับเต๋อ อาหารร้านสงวนศรีอร่อยที่สุดทุกอย่างค่ะ 

img_7654
อาหารของสงวนศรี อร่อยที่สุดทุกอย่างค่ะ

จริงๆเห็นด้วยกับฟู้ดบล็อกเกอร์หลายท่าน ที่ยกย่องให้สงวนศรี เป็นร้านอาหารที่คนไทยควรหาโอกาสไปรับประทานอย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต เต๋อเองเห็นด้วยอย่างที่สุดค่ะ เพราะถ้าใครอยากลิ้มลองอาหารไทย แบบไทยแท้แต่ดั้งเดิม ที่เป็นรสมือคนโบราณจริงๆ ต้องมาลองทานที่สงวนศรีเลยค่ะ แล้วคุณจะรู้ว่า อาหารไทยแท้ ที่รสมือเที่ยงนั้นอร่อยขนาดไหน และความอยู่ดีกินดีของคนไทยแท้ๆนั้นเป็นอย่างไร ❤

สงวนศรี 

เปิดเฉพาะช่วงกลางวัน ทุกวัน เว้นวันอาทิตย์

ที่จอดรถ – ไม่มี 😂

โทร. 02-251-9378

อิ่ม อร่อยกับร้านอาหารอินเดียในดวงใจ Rang Mahal

ช่วงนี้ดวงด้านการรับประทานอาหารดูเหมือนจะขึ้นต่อเนื่องนะคะ หลังจากไปลองอาหารสเปนแสนอร่อยมาไม่นาน เมื่อเดือนก่อนก็ไปอิ่ม ฟินกับบุฟเฟต์อาหารอินเดียแบบ Sunday brunch ที่ร้านอาหารอินเดียร้านโปรดมาหมาดๆ อาหารอร่อยม้ากกกกกกกค่ะ ประทับใจมากจนต้องกลับมาเขียนถึงในบล็อก เพราะเป็นร้านที่ชอบมานานแล้ว เรียกว่าเป็นร้านอาหารอินเดียในดวงใจเลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ Rang Mahal นั่นเอง เลิฟมากเลยค่ะ จากหลายๆร้านที่เคยเขียนถึง เต๋อประทับใจราง มาฮาลที่สุด ❤

จริงๆเต๋อเป็นแฟน ราง มาฮาล มาเนิ่นนาน น่าจะเกือบ 20 ปีได้นะคะ สมัยก่อน ตอนร้านเพิ่งเปิดใหม่ๆ ชอบมากกกกก ขนาดต้องโทรนัดเพื่อนฝูงไปทานดินเนอร์กันบ่อยมาก เหมือนเป็นความประทับใจแรกเริ่มเลยก็ว่าได้ เพราะสมัยก่อนเป็นคนกลัวแขก 55555 เลยไม่กล้าแม้แต่จะลองทานอาหารแขก 😀 แต่พอได้ทานอาหารอินเดียที่ ราง มาฮาล แล้ว ทำเอาเปลี่ยนความคิดไปเลย แค่เดินเข้าไปในร้านก็หลงรักแล้วค่ะ เพราะนอกจากจะได้สัมผัสกับกลิ่นเครื่องเทศอินเดียหอมฟุ้ง ร้านอะไรมันจะสวยอลังได้ขนาดนั้น อย่างกับวังมหาราชาก็ไม่ปาน (นึกถึงเมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนนะคะ ยังไม่ค่อยมีร้านอาหารแบบ rooftop หรูๆเท่าไหร่) วิวกรุงเทพยามค่ำคืนคือที่สุดจริงๆ บริการก็เริ่ด แถมมีเพลงแขกให้ฟังอีก ยังจำเพลง Happy Birthday เวอร์ชั่นภารตะของที่นี่ได้ดี 🙂 แต่ที่สำคัญที่สุดคืออาหาร เรื่องนี้ต้องให้เครดิตเขาจริงๆ เพราะ Rang Mahal ทำให้เต๋อรู้เลยว่าอาหารอินเดีย เป็นอาหารที่อร่อยมากกกกกกกก (ก ไก่ล้านตัว) เรียกว่าเปิดโลกทรรศน์ให้เราในเรื่องนี้เลยก็ว่าได้ ราง มาฮาล ก็เลยขึ้นแท่นร้านอาหารอินเดียในดวงใจของเต๋อตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ❤

แต่ก็นะคะ ความอ้วน และความ rich ของอาหารอินเดียมันไม่เข้าใครออกใคร พอเริ่มอายุมากขึ้น จะให้ทานนานกระเทียม แกงแพะ ไก่ทันดูรี่ ผัดกระเจี๊ยบ และอีกสารพัดแกงก่อนนอน มีหวังได้อ้วนเป็นตุ่มแน่นอน 😀 เต๋อเลยต้องจำใจห่างหายจากร้านอาหารอินเดียร้านโปรดไปนานถึงสิบกว่าปี ระหว่างนั้นก็ต้องทนทุกข์ทรมานทานอาหารอินเดียร้านอื่นในช่วงกลางวัน ที่แสนจะไม่ถูกปากเพื่อดับความอยากแทน (รันทดมากค่ะ T^T)

จนกระทั่งเต๋อมารู้ว่า Rang Mahal เขามีเปิดให้บริการแบบ บุฟเฟต์ Sunday brunch ในราคาหัวละ 1,050 บาทเน็ตเท่านั้น เต๋อกรี๊ดเลย ในที่สุด ชั้นก็ได้ทานอาหารอินเดียแสนอร่อยที่ฝันถึงแล้ว รอคอยเธอมานานแสนนานม้ากกกก 5555 (จริงๆเขาเปิดมานานแล้วค่ะ แต่เต๋อเพิ่งรู้ คือไม่รู้ว่าไปอยู่ไหนมา T^T อยากเขกหัวตัวเองมาก 😀 ) ว่าแล้วก็โทรจองเลย (พร้อมย้ำกับพนักงานว่าขอที่ริมหน้าต่าง จะได้เห็นวิวสวยๆ) ซึ่งก็ได้สมใจ เป็นที่ประจำที่เห็นวิวทะเลสาบของโรงงานยาสูบ (วิวนี้ตอนกลางคืนพีคจริงๆ โรแมนติกมากค่ะ ) อยากได้ต้องโทรจองเท่านั้น เป็นแบบนี้มาทุกยุคทุกสมัย 🙂 นี่คือโต๊ะของเต๋อค่ะ เริ่ดมั้ย 😀

 

พอได้ที่นั่งเรียบร้อย เราก็สั่งอาหารกันเลย ซึ่งพนักงานก็น่ารักมาก โดยเฉพาะผู้จัดการร้านที่เป็นคนอินเดีย คอยดูแลรินน้ำ เสิร์ฟน้ำผลไม้ให้ จัดนานกระเทียมของโปรด กับไก่ ปลา แกะทันดูรี่ และคีบับให้เสร็จสรรพ แทบไม่ต้องกระดิกตัวทำอะไรเลย service ที่นี่ดีเยี่ยมเหมือนเคยค่ะ ❤

ส่วนตัวเต๋อเองก็พุ่งไปหา แกงแพะ (Rogan Josh Kashmiri) ของโปรด กับ ซาโมซา และ Chicken Biryanis ทันทีอย่างไม่รีรอ 😀 รูปเซ็ตนี้คือเซ็ตของโปรดของเต๋อค่ะ ประกอบไปด้วย นานกระเทียม แกงแพะ (Rogan Josh Kashmiri) แกงปลา  (Mean Mooly) แกงไก่ (Murgh Tikka Masala) ซาโมซา และ Chicken Biryanis จริงๆมีกุ้งผัดเครื่องเทศอีกอย่าง แต่หารูปไม่เจอ อร่อยม้ากกกก เช่นกัน เขาจะตั้งหม้อไว้ติดๆกันค่ะ

 

ที่ฟินสุดๆคือการได้ทาน นานกระเทียม จิ้ม แกงแพะ (Rogan Josh Kashmiri) เมนูโปรดตลอดกาลของเต๋อ เชฟหมักเนื้อแพะได้หอม นุ่มนวล ละลายในปากมากค่ะ รสชาติกลมกล่อมละมุนลิ้น เป็นแกงแพะที่อร่อยที่สุดเท่าที่เคยทานมา สมกับที่ฝันถึงเลย สำหรับเต๋อ แกงแพะของที่นี่ คือที่สุด! ที่สำคัญคือ รสชาติอร่อยเป๊ะเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยนเลยค่ะ ส่วนนานกระเทียมไม่ต้องพูดถึง ของที่นี่อร่อยที่สุดเช่นเคย หอม นุ่ม เคี้ยวเพลิน ขนาดเย็นแล้วยังไม่เหนียวเลย สุดยอดมากค่ะ เซ็ตข้างบนนี้เลิฟมากเลย ❤ อร่อยทุกอย่าง ซาโมซา นี่ตักแล้วตักอีก เพราะทอดได้อร่อยมาก หอมเครื่องเทศกำลังดี และไม่อมน้ำมัน ซาโมซา ของที่นี่คือที่สุดอีกเช่นกัน ยิ่งจิ้มกับซ้อส 2 ตัวข้างบน คือฟินเหลือที่จะกล่าว ❤ อยากจะทานให้มากกว่านี้ แต่ไม่สามารถ T^T Chicken Biryanis ก็อร่อยสุดๆเหมือนกัน แกงปลา กับ แกงไก่ ก็อร่อยมากกกกก พอหลังๆชักจะเริ่มอิ่ม เลยตักแกงทานเปล่าๆมันซะเลย นาน เนิน ไม่ต้องแล้ว ตัดกำลัง ท้องเราจะได้ไม่อืดก่อนเวลาอันควร 😀

ส่วนจานนี้ ก็เป็นพวกทันดูรี่ ย่างได้หอมกรุ่น เนื้อนุ่ม ชุ่มฉ่ำมากค่ะ อร่อยฝุดๆ เช่นเคย ❤ ดูเผินๆเหมือนเนื้อจะแห้งนะคะ แต่จริงๆไม่เลย ชุ่มฉ่ำสุดๆ ของเขาดีจริงค่ะ

img_7642
เซ็ตทันดูรี่

ระหว่างนั้น ก็สังเกตเห็นว่ามีบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนไป นั่นคือวงดนตรีนั่นเอง สอบถามได้ความว่าแบนด์เก่าแก่คู่บุญของร้านอาหารนี้ หมดสัญญา และรู้สึกว่าจะไปเล่นที่อื่นแล้ว ก็เลยได้แบนด์ใหม่มาแทน เต๋อชอบนะคะ ทันสมัยขึ้นเยอะเลย แต่ก็แอบคิดถึงแบนด์เก่า ที่มีความคลาสสิคกว่า แต่ป่านนี้คงแก่กันหมดแล้วล่ะ ก็ขนาดเรายังปูนนี้เลย 555555 จริงๆสำหรับเต๋อ แบนด์เก่าฟังยากกว่านะคะ พอนั่งไปนานๆ จะเริ่มเอียนแล้ว มันจะออกแนวฮินดูโบราณๆ ส่วนแบนด์ใหม่ให้ฟีล bollywood ดีค่ะ เป็นสองหนุ่มแต่งตัวเหมือนกันเด๊ะมาร้องเพลงให้ฟัง เพราะเลยล่ะค่ะ เพลินมาก ส่วนเรา ด้วยความที่เห็นแขกที่ไหน ก็รู้สึกว่าเขาหน้าตาเหมือนกันหมด ก็เลยเผลอไปทักเค้าว่าเป็นพี่น้องกันเหรอ เห็นหน้าคล้ายกัน แต่งตัวเหมือนกัน ปรากฏว่าไม่ใช่ เล่นเอาเงิบเลย 😀

 

เอาเข้าจริง ฟังๆไปก็เพราะออกนะคะ ชอบเลยล่ะ เพลิ๊น เพลิน ว่าแล้วก็ไปตักอาหารต่อดีกว่า 😉

 

เซ็ตนี้ก็จะเป็นเซ็ตที่ชอบน้อยลงมาหน่อย ก็จะมีปาปาดัม แกง Paneer, Daal และก็ผักต่างๆ น่าจะเหมาะกับผู้ที่ทานมังสะวิรัตินะคะ ก็อร่อยมากอีกเช่นเคย จริงๆปาปาดัมของที่นี่อร่อยมากนะคะ ขนาดเต๋อเป็นคนไม่ชอบทานปาปาดัม ยังว่าอร่อยเลย (เป็นคนชอบอาหารอินเดียเกือบทุกอย่าง ยกเว้นปาปาดัม 5555) สรุปแล้วคืออร่อยทุกอย่างค่ะ ลองทานทุกอย่าง ไม่มีจานไหนไม่อร่อยเลย แต่เสียดายวันนี้ไม่มีผัดกระเจี๊ยบ ไม่งั้นจะฟินกว่านี้อีก เพราะผัดกระเจี๊ยบของที่นี่คือเริ่ดที่สุดในสามโลก มาทานกระเจี๊ยบเป็น ก็จาก ราง มาฮาล นี่ล่ะค่ะ มีที่ไม่ได้ทานอย่างเดียวคือ Chaat เพราะอิ่มท้องจิแตก แต่คุณแม่บอกว่าอร่อยมาก โยเกิร์ตเขาอร่อยจริง

 

อิ่มของคาวจนแน่น ก็ต้องมาต่อด้วยขนมหวานสุดคลาสสิคของอินเดียอย่าง รัสมาลัย กับ กุหลาบจามุน  บ้าง จริงๆเขามีเค้ก กับมากาฮองด้วย แต่รสขาติเฉยๆ ที่อร่อยจริงๆก็คือรัสมาลัย กับกุหลาบจามุนนี่ล่ะค่ะ เต๋อทานของที่อื่นไม่ได้เลย เพราะมันหวานแสบไส้ ทานได้ที่นี่ที่เดียว หอม เข้มข้น หวานมัน ฟินอีกตามเคย 😉 จริงๆมี lassie ด้วยนะคะ ทั้งแบบเค็ม และหวาน แต่ด้วยความที่อิ่มจนแน่น เลยจัดแลสซี่ไม่ไหว T^T

 

จากนั้นก็เดินย่อย ดูบรรยากาศในร้าน สวยงาม อลังการ ในแบบที่เราคุ้นเคย

 

แต่ที่น่าทึ่งก็คือ เต๋อหายไปสิบกว่าปี ที่เพิ่มมาคือสิ่งนี้ ใบประกาศเกียรติคุณที่ติดแน่นพรึ่บเต็มกำแพง จนล้นออกมาอีกด้านนึงเลย ถือเป็นใบรับประกันคุณภาพ และรสชาติของร้านอาหารแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ว่าขึ้นมาทานแล้วไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ ร้านอาหารอินเดียในดวงใจของดิชั้น สุดยอดมากค่ะ ❤

img_7560

เห็นแล้วแทบไม่ต้องแนะนำอะไรมากนะคะ ถ้าใครสนใจ แนะนำเลยค่ะ ไม่ผิดหวังแน่นอน จากประสบการณ์การทานอาหารอินเดียของเต๋อ บางร้านก็อาจจะเด่นที่แกง บางร้านก็เด่นที่ของปิ้งแบบทันดูรี่ต่างๆ แต่ Rang Mahal คือร้านอาหารอินเดียแบบดั้งเดิม (Traditional) ร้านเดียวที่อาหารอร่อยทุกอย่าง ขอย้ำว่าทุกอย่างเลยค่ะ เข้ามาทานอาหารที่นี่ทีไร จะต้องกลับบ้านอย่างมีความสุขทุกครั้งไป ❤

 

 

Rang Mahal 

ชั้น 26 โรงแรมแรมแบรนท์

สุขุมวิท 18

Rang Mahal FB page 

 

อาหารสเปนแสนอร่อยที่ Uno Mas

img_7397
Uno Mas

ช่วงนี้เหมือนดวงด้านการรับประทานอาหารจะขึ้นนะคะ ได้ทานแต่อาหารอร่อยๆติดกันหลายรอบมาก (จนเริ่มหวาดหวั่นกลัวน้ำหนักจะขึ้น 😀 ) แถมแต่ละที่ที่ไปก็ล้วนแต่อร่อยโดนใจทั้งนั้น ไล่เรียงมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่เลย ตั้งแต่อาหารเม็กซิกัน ถัดมาเป็นอาหารฝรั่งเศส ล่าสุดเป็นอาหารสเปนที่ Uno Mas ซึ่งก็ประทับใจไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นในแง่รสชาติของอาหาร หรือบรรยากาศของร้าน ต้องบอกเลยว่ามันเริ่ดมาก  😀 แม้ราคาจะแรง แต่ถ้ามีโปรดีๆ ก็ควรลองเป็นอย่างยิ่งค่ะ 🙂

ความที่ก่อนหน้านี้เคยลองทานอาหารสเปนที่ร้าน Osito Unique Spanish มาก่อน ตอนยังเป็น El Osito (ที่อยู่ติดกับร้านอาหารเม็กซิกัน La Monita Taqueria ตรงมหาทุนพลาซ่า) แต่ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ ก็เลยเฉยๆกับอาหารสเปนตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา เพราะรู้สึกว่ามันไม่ค่อยอร่อย รสชาติแปลกๆ ไม่ออกไปทางไหนซักทาง แต่ต้องขอ บอกเลยว่าพอมาลองที่ Uno Mas แล้วเปลี่ยนความคิดไปเลย เพราะมันอร่อยมาก วัตถุดิบสดมาก รสชาติเข้มข้น ถึงเครื่อง ขนาดบางจานออกเค็มไปนิด ยังอร่อยจนต้องให้ผ่านเลยค่ะ

ร้าน Uno Mas ตั้งอยู่บนชั้น 54 ของโรงแรม Centara Grand ที่อยู่ติดกับ Central World ค่ะ ฟังโลเกชั่นแล้ว แน่นอนว่าต้องได้ชมวิวสุดบรรเจิด เลิศพิไรแน่นอน แต่พอไปเห็นจริงๆ แอบผิดหวังกับวิวนิดหน่อย เพราะมันไม่ได้สวยขนาดนั้นนะคะ ถ้าจะให้พูดตรงๆ วิวสุขุมวิทที่ร้าน Above Eleven หรือ The Continent ตรงอโศกสวยกว่าเยอะ ตรงนั้นนี่เหมือนอยู่ฮ่องกงเลย วิวกรุงเทพฝั่งนี้สู้ไม่ได้เลยค่ะ สุขุมวิทมีเสน่ห์กว่ามาก

แต่ถึงวิวจะดร็อปไปบ้าง แต่อาหารอร่อยเลิศมาก จนแทบไม่มีใครสนใจวิวเลยค่ะ 😀 เต๋อกับเพื่อนมาถึงร้านกันตั้งแต่ 5 โมงเย็น แดดจ้ามาเลย 5555 ก็เลยยังเข้าไปนั่งในโซนร้านอาหารไม่ได้ เพราะแดดยังร้อนอยู่ เลยต้องไปนั่งรอพระอาทิตย์ตกกันในโซนบาร์ นั่งดื่ม Sangria เย็นชื่นใจกันก่อน เพื่อฆ่าเวลา โซนนี้ตกแต่งได้สวยน่านั่งค่ะ เก้าอี้สีเขียวอมฟ้า ผนัง ประตู หน้าต่างสีน้ำเงิน กรุกระเบื้อง ออกออกแนวแขกมัวร์นิดๆ เก๋เลย

img_7379
ถ่ายรูปคู่กันซักหน่อย

ขอบอกว่า Red Sangria ของที่นี่คือดีงาม เย็น ชื่นใจมากเลยค่ะ วันนั้นไปช่วง Happy Hour พอดี ซื้อ 1 ดริ๊งค์ แถม 1 ดริ๊งค์ เลยได้ Red Sangria เบิ้ล แฮ้ปปี้มากค่ะ ชอบมากเลย ❤ (แนะนำให้สั่ง Red Sangria นะคะ อร่อยกว่า White Sangria )

img_7331
Red Sangria เย็นชื่นใจ

นั่งคุยเม้ามอยกันซักพัก สาวๆกลุ่มเราก็ทยอยกันมาจนครบ และพระอาทิตย์ก็ตกดินพอดี แดดไม่ร้อนแล้วค่ะ เลยได้เวลาย้ายไปทานกันอีกด้านที่เป็นโซนร้านอาหาร ซึ่งก็ตกแต่งได้น่านั่ง และเห็นวิวแบบพาโนรามาอีกเหมือนกัน พอได้ที่นั่งเรียบร้อย ก็สั่งอาหารกันเลย 🙂 ด้วยความที่มากัน 6 คน เลยสั่งได้หลายอย่างมากค่ะ ตั้งแต่สลัด อาหารทานเล่น (tapas) ไปจนถึงลูกหมูหัน ข้าว paella และก็พาสต้าล้อบเตอร์จานใหญ่บึ้ม เรียกว่าอิ่มตัวแตกกลับบ้านกันถ้วนหน้า 😀

img_7361
ุสาวๆในกลุ่ม ตรงใกล้ๆประตูที่เห็นหมอน คือเก้าอี้ที่สามารถนั่งเอกเขนกได้เลยค่ะ

ระหว่างรออาหาร ทางร้านก็จะให้ขนมปังมาทานเล่นก่อน จิ้มกับน้ำมันมะกอกหอมๆ เรียกน้ำย่อยไปค่ะ

img_7409
ขนมปังจิ้มน้ำมันมะกอก

จากนั้นก็ตามติดมาด้วยสลัดผักสด พร้อมแฮมสเปน แสนอร่อย ขอบอกว่าแฮมที่นี่อร่อยมาก ถ้าใครอยากรู้ว่าแฮมของสเปนอร่อยยังไง ต้องมาลองทานที่นี่เลยค่ะ อร่อยจริง แบบไม่ต้องบินไปไกลถึงสเปนเลย

img_7411
ขอบอกว่าแฮมอร่อยมาก อร่อยฝุดๆ

จากนั้นก็มาถึงจานเด็ดอีกจานชื่อว่า Gambas Ali Pil Pil หรือ Garlic prawns and olive oil เป็นกุ้งตัวอวบอ้วน เต็มคำ อบกับกระเทียม พริกปาปริก้า ในน้ำมันมะกอกที่เสิร์ฟมาขณะกำลังเดือดปุดๆ มีขนมปังหั่นสี่เหลี่ยมเคียงคู่มาด้วย ไว้ให้จิ้มน้ำมันมะกอก จานนี้อร่อยมากๆๆๆ หอมกลิ่นกระเทียม น้ำมันมะกอก กุ้งสดหวานมาก รสชาติจัดจ้าน แนะนำเลยค่ะ อร่อยจนสั่งซ้ำ น่าจะ 2-3 รอบ 😀

 

โปรดสังเกตความเดือดปุดๆของน้ำมันมะกอกนะคะ sizzling มาก แค่เห็นก็ตื่นตาตื่นใจแล้ว (ขอแนะนำให้ดูวีดีโอค่ะ เพราะมันเริ่ดมาก น่าทานมาก) จานนี้คืออย่างแจ่ม ❤

ฟินกับกุ้งกันไปแล้ว คราวนี้ก็มาถึงเซ็ตอาหารทานเล่นพวก tapas กันบ้าง ซึ่งก็อร่อยมากไม่แพ้กัน โดยเฉพาะ  Mushroom Croquettes (โครเกต์เค้าอร่อยจริงค่ะ รสชาติเข้มข้น เนื้อสัมผัสนวลเนียนอยู่ในปาก อร่อยมากเลย แนะนำฝุดๆ)

 

This slideshow requires JavaScript.

สั่งไปสั่งมา ก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่มีปลาหมึก พนักงานร้านก็แสนรู้ใจ แนะนำจานนี้เลยค่ะ Grilled Spanish Octopus หนวดปลาหมึกอวบเด้ง หวาน กรอบ ทานกับมันบด อร่อย ฟิน สุดๆ ปลาหมึกสดม้ากกกก จานนี้ก็ห้ามพลาดอีกเช่นกัน 😀

img_7402
Grilled Spanish Octopus

คราวนี้ก็มาถึงทีเด็ดของร้านบ้างนะคะ แต่น … แตน … แต๊น …. นั่นก็คือลูกหมูหันแบบสเปน ที่เล่นเสิร์ฟมาทั้งตัวเลย จริงๆเห็นแล้วแอบสะเทือนใจ T_T พนักงานเลยรีบยกไปให้เชฟหั่นเลยค่ะ (จะได้ไม่เสียบรรยากาศ)

img_7405
ลูกหมูหันแบบสเปน Cochinillo Asado – Spanish suckling pig

เป็นจานที่เชฟภูมิใจนำเสนอมากค่ะ เพราะเนื้อหมูนุ่มมาก จนใช้จานเซรามิคหั่นได้เลยโดยไม่ต้องใช้มีด พอหั่นเสร็จ ก็ต้องเขวี้ยงจานให้แตกเพื่อนำโชคนำขัย (เสียดาย ตอนเพื่อนเขวี้ยงจาน ถ่ายไม่ทัน) ดูแค่เชฟหั่นหมูแล้วกันนะคะ

 

หั่นแล้วจัดใส่จานเป็นชิ้นๆแบบนี้ค่ะ ทานคู่กับน้ำจิ้ม มี 4 ชนิดให้เลือก (ส่วนมากจะรสชาติจืดๆ มีถ้วยที่ทำด้วยไวน์แดง กับน้ำจิ้มแจ่วเท่านั้นที่โดน – 2 ถ้วยแรกนับจากด้านหน้า) โดยที่ร้านทำสดใหม่ทุกครั้งที่สั่ง ที่เรารู้ก็เพราะว่า มีถ้วยนึง (ถ้วยสีแดงข้างหน้า) มีส่วนผสมของไวน์แดง โต๊ะเราทานหมด แล้วขอใหม่ เลยต้องรอสักพัก ให้เชฟปรุงให้ใหม่เลย ถึงได้รู้วาร้านนี้เน้นความสดของอาหารเป็นสำคัญอย่างที่โฆษณาไว้จริง

img_7407
ลูกหมูหัน

อร่อยนะคะ เนื้อหมูนุ่มมาก หนังกรอบ ไขมันข้างใต้เป็นชั้นๆเลยค่ะ ทานได้แค่จานเดียว พอเริ่มจานที่สอง ก็ชักเลี่ยนแล้ว หลังๆต้องจิ้มแจ่วอย่างเดียวเลย สำหรับเต๋อ จากทั้งสี่อย่าง น้ำจิ้มแจ่วของพี่ไทยอร่อยสุด หายเลี่ยนเลยค่า 😀

และแน่นอนว่ามาทานอาหารสเปนทั้งที จะไม่ลองสั่ง paella มาทานได้อย่างไร ไม่งั้นเสียเที่ยวแย่เลยนะคะ โต๊ะเราเลยจัด Uno Mas Paella ไปซะอย่าให้เสีย แน่นอนว่ามาเป็นจานใหญ่อีกแหละ ตอนแรก พนักงานบอกว่าหมูหัน กับ ข้าวปาเอญ่าสำหรับทานได้ 2-3 คน ดีนะคะที่ไม่เชื่อ เพราะสั่งมาอย่างละจาน ทานกัน 6 คน ยังแทบจะไม่หมด ถึงกับต้องนั่งพักให้อาหารย่อยซักแป๊บ แล้วค่อยทานต่อ 😀

img_7359
Uno Mas Paella

และข้าวปาเอญ่าของที่นี่ก็อร่อยอีกเช่นกันค่ะ ข้าวหุงมาไม่แฉะมาก รสชาติเข้มข้น กุ้ง กั้ง เนื้อไก่ คือหมักมากำลังดีมากๆ อร่อยฝุดๆ paella เขาอร่อยจริงค่ะ (ขนาดเป็นคนไม่ค่อยเลิฟปาเอญ่าเท่าไหร่นะคะ เต๋อยังว่าอร่อยเลย)

ประทับใจจากปาเอญ่าไปแล้ว ก็มาถึงจานที่เป็นนางเอกของงาน นั่นก็คือ Pasta with Lobster ค่ะ เป็นจานที่ทุกคนลงมติเป็นเอกฉันท์ว่า อร่อยมาก อร่อยที่สุด เพอร์เฟคไม่มีที่ติ ทั้งตัวเส้นพาสต้า ที่ลวกมาแบบ al dante ที่กรุบพอดี๊ พอดี ซ้อสก็สุดแสนที่จะอร่อย ผัดมาขลุกขลิก ได้ใจเลย ส่วน lobster ไม่ต้องพูดถึง ทั้งสดฉ่ำ เนื้อหวานมาก ขนาดทาน lobster หมดแล้ว เหลือเส้นนิดหน่อย คลุกกับซ้อสที่เหลือในจาน กับกระเทียม ยังอร่อยแบบโคตรๆๆๆ ฟินสุดๆค่ะจานนี้ แนะนำเลย รักมากค่ะ ❤

img_7417
Pasta with Lobster

พอเห็นรูปคุณผู้อ่านก็คงพอนึกภาพออกนะคะ ว่าจะอิ่มตัวแตกกันขนาดไหน ขนม เขนิม ไม่ต้องพูดถึงแล้วค่า ทานจานนี้หมดแล้ว คือจบเลย 5555 อิ่ม ฟิน กันสุดๆ จากนั้นก็เม้ามอยต่อในหมู่เพื่อนฝูง ท่ามกลางวิวสวยๆยามค่ำคืนของกรุงเทพ สุขใดจะเปรียบปานนะคะ ❤

ก่อนจากกัน ขอลาคุณผู้อ่านด้วยวิวสวยๆ จากชั้น 54 ของโรงแรมเซนทาราแกรนด์นะคะ ถ้าอ่านแล้ว เกิดอยากทานอาหารสเปนขึ้นมา เต๋อแนะนำ Uno Mas เลยค่ะ ไม่ผิดหวังแน่นอน (ขอกระซิบว่า ลองหมั่นเข้าไปเช็คโปรโมชั่นกับ Eatigo ดูนะคะ คราวนี้เต๋อได้ลดค่าอาหารถึง 50% เลยค่ะ เล่นเอาสาวๆกลุ่มเราปลื้มปริ่มอิ่มฟินขั้นสุดกันไป 😀 )

 

img_7412
View from 54th Floor

Adios!

เครดิตภาพ FB page Uno Mas 

Uno Mas อยู่ชั้น 54 Centara Grand Hotel

อร่อยกับอาหารเม็กซิกันแบบทันสมัยที่ Mejico

img_6197
บรรยากาศสบายๆภายในร้าน Mejico

สวัสดีค่า หลังจากที่เขียนถึงความประทับใจจากการทานอาหารฝรั่งเศสรสชาติละเมียดที่ร้าน Brasserie Cordonnier ไปเมื่อโพสต์ที่แล้ว ก็เลยนึกขึ้นได้ว่า จริงๆยังมีอีกร้าน ที่ประทับใจมากไม่แพ้กัน ขนาดไปทานกับเพื่อนๆ และครอบครัวถึง 3 ครั้งติดกัน นั่นก็คือ อาหารเม็กซิกันร้าน Mejico (อ่านแบบภาษาสเปนว่า เม-ฮิ-โก้) ที่อยู่ชั้น 2 โซน Groove ห้างเซ็นทรัลเวิร์ลค่ะ

ก่อนอื่นก็ต้องขอบอกก่อนว่าที่ชอบมากถึงขนาดไปทานติดกันถึง 3 ครั้งก็เพราะโปรโมชั่นสุดคุ้มจาก Hungry Hub ที่ปล่อยโปรบุฟเฟต์ all-you-can-eat มาให้แบบไม่ลองไม่ได้แล้ว ซึ่งก็คือราคา 395 บาทเน็ตต่อคน พอเห็นราคาแล้ว ต้องจัดเลยนะคะ เพราะถ้าปล่อยผ่านไป ก็ต้องจ่ายราคาเต็มนี่กระเป๋าเบาไปเลยแน่ๆ 5555 เพราะแต่ละจานนี่ราคาไม่ถูกเลย มาเจอบุฟเฟต์ราคาแค่นี้ เรียกว่าคุ้มสุดคุ้มเลยค่ะ 😀 (ไม่ค่อยงกเลยเนอะ)

สำหรับโปรโมชั่น 395 บาทเมื่อจองผ่าน Hungry Hub นี่ทานอะไรได้บ้าง เราลองมาดูเมนูกันเลยนะคะ จริงๆเขามีเมนูอาหารเย็นด้วย ในราคา 899 บาท (อาหารมีให้เลือกเยอะ และหลากหลายกว่ามาก) แต่เต๋อไม่ได้เลือก เพราะช่วงนั้นไม่สะดวกตอนเย็นกันหมด ก็เลยจัดมื้อกลางวันแทนละกัน

เต๋อจองผ่านแอพ Hungry Hub ค่ะ พอเลือกเวลา และจำนวนคนได้ ก็กดจองเลย ถึงวันนัดก็ไปตามเวลาเลยค่ะ แต่การจองผ่านแอพนี้ มันก็มีข้อจำกัดนะคะ คือต้องไปให้ตรงเวลา และถ้าจะเปลี่ยนแปลงจำนวนคน หรือเวลาก็ต้องทำผ่านหน้าแอพเท่านั้น จะใช้การโทรแจ้งร้านแบบที่เราทำเวลาจองร้านอาหารทั่วไปไม่ได้ เพราะเวลาเช็คบิล ร้านต้องคิดตามจำนวนคนที่ระบุในแอพเท่านั้น คนที่เกินมาต้องจ่ายราคาเต็ม ซึ่งก็ยุ่งยากพอควร แต่เห็นราคาดีขนาดนี้ ก็เอาเถอะค่ะ เพราะให้จ่ายเต็มราคาก็หนักอยู่ บรรดาผองเพื่อนที่ไม่ค่อยจะงกของเรา พอทราบอย่างนี้แล้ว ก็มาถึงร้านตรงตามเวลากันอย่างพร้อมเพรียง ไม่มีเกี่ยงงอนหรือบ่นกระปอดกระแปดอะไรทั้งสิ้น เป็นระเบียบที่สุดเท่าที่เคยนัดกันเลยค่ะ 😀

img_6625
บรรยากาศหน้าร้านก็จะสดใสประมาณนี้

พอได้ที่นั่งก็สั่งมันทุกเมนูเลย อย่างละ 1 จานมาลองทานดู ตามนี้เลยนะคะ สำหรับเต๋อและพรรคพวกลงความเห็นว่าอร่อยเกือบทุกเมนูเลย ขนาดไม่ได้เป็นคนปลื้มอาหารเม็กซิกันอะไรมากมาย ตอนไปทานที่ร้านต้นตำรับที่ดังๆอย่าง La Monita ไปตั้งหลายครั้ง ยังไม่ชอบเท่าร้านนี้เลย เพราะรู้สึกว่าร้านนี้เหมือนเป็นเม็กซิกันลูกผสม ออกฝรั่งๆหน่อย ก็เลยชอบมากกว่าร้านอื่น

มาดูจานแรกของเราเลยดีกว่า เป็น Chicken Tacos อร่อยใช้ได้ค่ะ แต่เนื้อไก่ผัดกับเครื่องเทศแห้งไปนิด รสชาติ และ texture ก็เลยออกมาคล้ายอาหารฟาสท์ฟู้ด แต่แป้งทาโก้ และผักที่ใส่มาสด และอร่อย โดยรวมก็ยังถือว่าผ่าน

img_6852
Chicken Tacos

จานต่อมาเป็น Pork Tacos ที่พนักงานแนะนำให้ลอง เป็นเนื้อหมูตุ๋นแบบ pulled pork เนื้อนุ่ม ละลายในปากมาก รสชาติคล้ายขาหมูบ้านเรา เต๋อชอบนะคะ ได้อารมณ์ประมาณขาหมู หมั่นโถว เพียงแต่แป้งทาโก้ของเค้าอร่อยกว่าหมั่นโถว แถมเขาใส่แตงกวาดอง ผักชี พริกฮาลาปิญโญ่ มาให้ทานแก้เลี่ยน อร่อยดีค่ะ แต่ถ้าทานหลายชิ้น จะเริ่มเลี่ยนแล้ว

img_6849
Pork Tacos

มาถึงจานที่ 3 Soft Shell Crab Tacos หรือ ทาโก้ปูนิ่ม จานนี้แนะนำเลยค่ะ ทานครั้งแรกติดใจมาก จนต้องกลับมาทานซ้ำอีกรอบกับคุณแม่ สั่งจานนี้อย่างเดียวคนละ 2 จานเลย (เล่นเอาพนักงานแอบตกใจ 555) อร่อยมากกกกค่ะ ปูนิ่มทอดกรอบ ทานกับโคลสลอว์ บีบมะนาวหน่อย ให้มันเปรี้ยวจีีดขึ้นมา อร่อยสุดๆไปเลย จานนี้เด็ดมากค่ะ แม่ชอบมาก ❤

img_6210
Soft Shell Crab Tacos

จากที่ไม่เคยคิดว่าอาหารเม็กซิกันจะอร่อย เจอจานนี้เข้า เปลี่ยนความคิดไปเลยค่ะ เพราะมันสด และอร่อยมว้าก เป็นจานโปรดของทุกคน แต่ก่อนไปควรโทร.เช็คนะคะว่าหมดหรือเปล่า เพราะไปครั้งที่ 3 กับเพื่อน จานนี้หมดพอดี เสียดายมาก T^T

และก็มาถึงอีกจานที่อร่อยไม่แพ้กัน เป็นจานที่หน้าตาธรรมดา บ้านๆมาก แถมเป็น veggie อีก คือไม่มีอะไรดึงดูดเลย เกือบจะไม่สั่งแล้ว ดีที่พนักงานแนะนำถึงขั้นคะยั้นคะยอว่าควรลอง เราก็เลยแบบว่า เอ้า สั่งก็ได้ แต่ที่ไหนได้ พอได้ลองชิม ถึงกับอุทานออกมาพร้อมกันว่า มันอร่อยมากกกก Veggie Tacos จานนี้ อร่อยสุดๆเหมือนกัน เพราะผักคืออย่างสด โดยเฉพาะเห็ด เชฟผัดผักเก่งมากเลยค่ะ ดึงความสดหวานของผักออกมา ยิ่งรวมความหวานของเนื้อฟักทองบด คืออร่อยเลย เข้ากันมากค่ะ  ❤ จานนี้แนะนำอีกเช่นกันค่ะ

img_6195
Veggie Tacos

หมดจากทาโก้ เราก็มาทานนาโช่กันบ้างค่ะ เริ่มกันด้วยของอร่อยก่อนเลย นั่นคือ Nachos Beef จานนี้ชอบมาก ทาน 3 ครั้งติดเลย ชีสหอมอร่อยมาก เนื้อก็นุ่ม ทานด้วยกันคืออย่างฟิน ทานไปคุยไป แป๊บเดียวหมด ^^

img_6850
Nachos Beef

เพลินกับเนื้อแล้ว ก็มาต่อกันที่กุ้งบ้าง จานนี้เพื่อนเต๋อชอบกันมาก แต่เต๋อเฉยๆ มันก็อร่อยดีนะคะ แต่ชอบเนื้อมากกว่า

img_6194
Nachos Shrimp

ส่วน Nachos Pork, Nachos Chick กับ Nachos Veggie ก็คือเอาไส้ทาโก้ตามที่เห็นจากภาพข้างบน มาใส่ Nachos ก็จะได้รสชาติเดิมๆ แต่เปลี่ยนแป้งเท่านั้น แต่ถึงกระนั้น ก็อยากจะบอกว่า Nachos Veggie ก็ขโมยซีนอีกจนได้ เพราะตัว veggie เค้าอร่อยจริง จานนี้ คือสั่งมามั่วๆ เอาใจพนักงานเสิร์ฟที่เชียร์มาก ก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะนึกว่าไม่อร่อย แต่ที่ไหนได้ พอชิมคำแรก คือมันอร่อยมาก เรียกว่าแย่งกันคนละหนุบคนละหนับ แป๊บเดียวหมดเลยค่ะ แนะนำเลย veggie เขาดีจริง ผักสดทุกอย่าง สมควรลองเป็นอย่างยิ่งค่ะ

คราวนี้ก็มาถึงส่วนของ Quesadilla กันบ้าง สำหรับคนที่ชอบทานอาหารเม็กซิกันอาจรู้สึกแปลกๆนะคะ เพราะ Quesadilla ที่นี่จะมาเป็นคำเล็กๆ เหมือนอาหารทานเล่นมากกว่า แต่สำหรับเต๋อ เต๋อว่าอร่อยใช้ได้นะคะ ทานกับ salsa sauce ก็โออยู่ ทานได้เรื่อยๆ เขาให้มาเป็น chicken กับ cheese เต๋อชอบชีสมากกว่าค่ะ

img_6196
Chicken Quesadilla

เนื้อไก่ก็ปรุงรสชาติคล้ายๆ tacos ค่ะ ตามสไตล์อาหารเม็กซิกัน คือเนื้อ หรือไส้เหมือนเดิม เปลี่ยนแต่แป้งไปเรื่อยๆ ก็ได้หลายเมนูแล้ว

img_6199
Cheese Quesadilla

แต่ชีสเต๋อชอบนะคะ อร่อย

*อาหารที่นี่ทุกจาน พอบีบมะนาวลงไปแล้วอร่อยขึ้นอีกหลายเลเวลเลยนะคะ น่าทึ่งมาก*

แค่ของคาวก็อิ่มพุงแทบแตกแล้ว ถึงเวลาของของหวานซักทีนะคะ ขอบอกเลยว่าขนมของที่นี่อร่อยมากทุกเมนูเลยค่ะ ควรเผือท้องไว้สำหรับทานขนมให้เยอะหน่อย เพราะถ้าพลาดแล้วอาจต้องกลับมาซ่อมใหม่แบบเต๋อ 😀

ขนมหวานจานแรก จานนี้คือจานเด็ดของร้านเลย Mejico Meringue ครั้งแรกที่ไปหมด เลยได้มาทานเอารอบ 2 กับรอบ 3 เป็นเมอแรงก์ทานคู่กับ lime sorbet และเนื้อมะพร้าวขูดฝอย อร่อยจนตกใจค่ะ สดชื่นมาก ถ่ายรูปไม่ทัน เพราะหมดอย่างรวดเร็ว เลยได้มาแค่นี้ 🙂

img_6457
Mejico Meringue

จานต่อมาคือ Melted Pinata and Chocolate Cake ซึ่งก็อร่อยอีกเช่นกัน ต้องราดซ้อสลงไป แล้วชอคโกแลตบอลจะละลาย อร่อยเข้ม หวานมันค่ะ

img_6200
Melted Pinata and Chocolate Cake

ส่วนจาน Meximisu มันก็คือ Tiramisu แบบเม็กซิกัน อร่อยอีกเช่นกันค่ะ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ เพราะหมดอย่างรวดเร็ว

จากนั้นเราก็ลอง Peanut Cajeat Flan จานนี้ก็อร่อยแบบน่าแปลกใจมากค่ะ รสชาติเหมือนเค้กเนยถั่วนุ่มๆ ทานคู่กับไอศกรีมโยเกิร์ตราดบลูเบอร์รี่ อร่อยได้ไงไม่รู้ ทั้งๆที่ดูส่วนผสมแล้วไม่น่าจะเข้ากัน แต่พอได้ทานจริงๆ รสชาติมันลงตัว อร่อยแบบนัวๆมาก เป็นจานโปรดของน้องสาว กับน้องเขย ถึงกับสั่งเบิ้ลอีกคนละจานเลย 😀

img_6851
Peanut Cajeat Flan

จากนั้นก็เป็น Churros แบบเม็กซิกันค่ะ จุ่มชอคโกแลตอุ่นๆ คนชอบ Churros ปลื้มกันเป็นแถว เสียดายที่เต๋อไม่ชอบทาน Churros เลยทานแค่ชิ่นเดียว

img_6201
Churros

สำหรับโปรนี้ทางร้านให้น้ำเปล่าฟรี แต่ไม่ค่อยเติมให้ เราต้องเดินไปขอเอง จริงๆก็ไม่ได้ว่าอะไรนะคะ เพราะแค่ที่สั่งมาก็คุ้มเกินคุ้มแล้ว ไม่ควรเรียกร้องอะไรอีก 😀

นอกจากอาหารจะอร่อยแล้ว บรรยากาศในร้านก็ยังชิลล์ น่านั่งมากค่ะ เพลงก็ทันสมัย นั่งเพลินแทบจะเลยเวลาสองชั่วโมงที่ให้ไว้เลย ชอบมาก นี่ถ้ามากลางคืน คงได้บรรยากาศมากกว่านี้ เพราะจะได้ดริ๊งค์ด้วย ไว้วันหลังคงต้องไปลอง พนักงานก็น่ารักนะคะ กุลีกุจอให้บริการ และแนะนำดีมาก

เต๋อไปมาแล้วทั้ง 3 ครั้ง ก็ประทับใจทั้ง 3 ครั้งเลย ทั้งพ่อแม่พี่น้อง และเพื่อนฝูงชอบกันหมด แนะนำใครไป ก็ปลื้มกันทั้งนั้น เลยรู้สึกว่าร้านนี้น่าจะผ่าน 😀 ใครสนใจลองคลิกเข้าไปที่ลิงค์ Hungry Hub ดูนะคะ โปรสุดคุ้มนี้มีถึงแค่วันที่ 15 เมษายนนี้เท่านั้น ❤

Buen provecho ค่ะ ❤

ร้าน Mejico อยู่ชั่น 2 โซน Groove ห้าง Central World ค่ะ

ค่ำคืนอันอบอุ่นและละเมียดละไมที่ Brasserie Cordonnier

Brasserie Cordonnier
Brasserie Cordonnier

สวัสดีค่าทุกคน ❤ เต๋อห่างหายจากการเขียนบล็อกไปนานเพราะที่ผ่านมาก็ยุ่งๆกับงาน ทั้งงานประจำ และงานทำขนม จนแทบไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย 😂 เรื่องเขียนบล็อกเลยต้องพักยาว พอดี มาเริ่มว่างช่วงหลังปีใหม่ หลังส่งขนมชุดสุดท้ายช่วงปีใหม่เสร็จ เลยขอพักซักแป๊บ ดึงตัวเองออกจากหน้าเตา มานั่งเป็นคุณนายสวยๆ ละเลียดอาหารฝรั่งเศสอร่อยๆ กับเพื่อนฝูงกันซักหน่อย ก็ช่วยให้จิตใจแช่มชื่น ชีวิตดี๊ดีย์นะคะ 😍

เนื่องจากปีที่ผ่านมา เป็นปีที่สาวๆกลุ่มเรางานชุกกันทุกคน เลยแทบไม่ได้นัดเจอกันเลย มาว่างตรงกัน ก็ช่วงหลังปีใหม่พอดี ไหนๆก็หาเวลาว่างตรงกันได้แล้ว ก็ควรจะฉลองกันให้เต็มที่กันซักหน่อย 💖🎉🍷

ก็เลยเป็นหน้าที่ของเต๋อที่จะต้องหาร้านอาหารอร่อยๆมาเอาใจเพื่อนสาว พอดีเห็นผ่านตาในหน้าเฟสว่า กลุ่ม Soho Hospitality ที่เป็นเจ้าของ Above Eleven กับ Havana Social ที่เคยเขียนรีวิวไปก่อนหน้านี้ (คลิกอ่านได้เลยค่ะ เต๋อทำลิงค์ไว้ที่ชื่อร้านแล้ว) เขาเปิดร้านอาหารใหม่ใกล้ๆกัน เป็นร้านอาหารฝรั่งเศสแบบ brasserie (ร้านอาหารแนวแคชวลของฝรั่งเศส ที่เป็นทางการกว่า bistro ขึ้นมาหน่อย) ตกแต่งออกแนวย้อนเวลากลับไปสู่ปารีสยุค 1930 เป็น brasserie เก๋ๆ ที่มีชื่อว่า Brasserie Cordonnier ที่ผสมผสานความเป็นบราสเซอรรีเข้ากับความชื่นชอบรองเท้าสันสูงสวยๆของผู้หญิงฝรั่งเศส (แน่นอน ว่าน่าจะเป็นแบรนด์ Christian Louboutin ที่เป็นแบรนด์รองเท้าในดวงใจของสาวๆทั้งหลายนะคะ ❤ 👠❤️) ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นร้านอาหารฝรั่งเศสที่เก๋ และดูดีมาก ประหนึ่งทานอาหารอยู่ในร้านทำรองเท้าด้วย 🙂 ที่สำคัญ ได้เชฟชาวฝรั่งเศสจากร้าน J’Aime มาเป็นเชฟประจำร้านอีก ฟังแค่นี้ก็ตื่นเต้นแล้ว ทั้งอาหารฝรั่งเศส ทั้งรองเท้าสวยๆ อะไรจะดีงามขนาดนั้น งั้นก็กดปุ่มจองผ่าน Chope เลยสิคะ จะรออะไร 😋

ครั้นพอเข้าไปในร้านจริงๆ ร้านสวย น่านั่ง บรรยากาศดี สมกับที่โฆษณาไว้เลยค่ะ ให้บรรยากาศเหมือนบราสเซอร์รียุคสามศูนย์ในปารีสเลย ถอดแบบออกมาได้เป๊ะทีเดียว (อาจจะมีคล้าย Havana Social บ้าง แต่ไม่ว่ากัน เพราะเจ้าของเดียวกัน) ผนังตกแต่งด้วยกระจก เปิดไฟสลัว หม่นๆ มีเพลงคลอเบาๆ โรแมนติกมาก มีความละม้ายคล้ายคลึงกับ Brasserie Lipp ในปารีสอยู่ไม่น้อยเลยค่ะ ❤

 

หลังจากได้โต๊ะ และทักทายกันเสร็จ เราก็สั่งอาหารกันเลย จานแรก แน่นอนต้องเป็นเมนูยอดฮิตประจำ brasserie นั่นก็คือ escargot หรือ Burgundy snail นั่นเอง

img_6821
escargot

จานนี้อร่อยมากค่ะ เสิรฟมาพร้อมกับคีม และส้อมคันเล็กๆ แม้หอยจะตัวเล็กไปนิดนึง แต่รสชาติดีมาก ซ้อสก็อร่อยสุดๆ คือหอมทั้งเนย ทั้งกระเทียม  ทั้งใบพาร์สลีย์ กลมกล่อมไปหมด อร่อยจนต้องเอาขนมปังเช็ดซ้อสจนแห้งเลย ขนมปังของเขาก็อร่อยค่ะ ใส่มาในกล่องไม้ขนาดยาวอุ่นร้อนกำลังดี เคียงคู่มากับเนย และเนยกระเทียม  ขอบอกว่าเนยกระเทียมของเขาอร่อยมากๆๆๆๆๆ โต๊ะเราก็กวาดเนยกระเทียมจนหมดอีกตามเคย 😀

img_6823
ขนมปัง และเนย (เนยกระเทียมอร่อยมากๆๆๆๆๆ)

แค่จานแรกก็กวาดหนมปังจนแทบเกลี้ยง เพราะซ้อสของเขาอร่อยจริงๆ เรียกว่ากวาดกันจนจานสะอาดเลย 😀 ถ้าเชฟเห็นผลงาน คงปลื้มน่าดู เสร็จแล้วก็มาต่อด้วยอาหารทานเล่นอีกจาน ที่อร่อยเลิศเลอสุดๆ มันคือ เอแคลร์ทรัฟเฟิล ค่ะท่านผู้ชม

img_6776
Truffle Eclair

พนักงานบอกว่าเป็นเอแคลร์ไส้เห็ด และทรัฟเฟิล รสชาติออกเค็มๆมันๆ หอมทั้งเนย และทรัฟเฟิลอบอวลอยู่ในปาก อร่อยน้ำตาจิไหลเลยค่ะ จานนี้ห้ามพลาดเลยนะคะ แนะนำ สาวๆกลุ่มเราลงความเห็นว่าอร่อยที่สุด 😋👍🏼🍄

ระหว่างนั้น ก็เริ่มรู้สึกว่าเราชักจะทานกระเทียมเยอะไปแล้วนะ ควรหาอะไรมาดื่ม เพื่อให้รู้สึกปากสะอาด และเข้ากับรสชาติและชนิดของอาหารที่เพิ่งทาน และกำลังจะทานต่อไป ก็เลยมาสรุปตรงที่ดื่ม Sauvignon Blanc กันคนละแก้วละกัน

img_6731
Perfectly chilled Sauvignon Blanc

สำหรับไวน์แก้วนี้ ต้องขอชมเลยค่ะ เพราะตั้งแต่ทานอาหาร และดื่มไวน์มาประทับใจ Sauvignon Blanc ของร้านนี้ที่สุด (ขนาดเพื่อนที่เป็น wine expert ติดอันดับต้นๆของเอเชีย เคยเลือก Sauvignon Blanc ให้ดื่ม ยังรสชาติดีสู้แก้วนี้ไม่ได้เลย) คือมันดีงามมาก เลิศมาก ช่วยยกระดับความอร่อยของอาหารขึ้นไปอีกหลายเลเวลเลยค่ะ อีกอย่าง ร้านนี้เป็นร้านที่ชิลล์ (แช่) ไวน์ได้เป๊ะที่สุด ขอปรบมือให้เลย (จริงๆสำหรับผู้ที่ชอบดื่มไวน์ การชิลล์ไวน์ก็เป็นศาสตร์ และศิลป์อีกอย่างที่สำคัญเลยนะคะ เพราะมันจะช่วยส่งรสชาติของไวน์ได้เป็นอย่างดี) สำหรับเต๋อ การชิลล์ไวน์เป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญมาก ถ้าจิบแล้ว ไวน์ชิลล์ไม่พอดี (ไม่ว่าจะเย็นจัดเกินไป หรือเย็นไม่พอก็ตาม) ร้านนั้นคือไม่ผ่านเลย เพราะการชิลล์ไวน์ ถ้าชิลล์มาพอดี ก็จะช่วยส่งให้ไวน์แก้วนั้น รสชาติดีถึงหยดสุดท้ายเลยค่ะ 👌🏼🍷✨

เรื่องไวน์ถือว่าสอบผ่านได้เกียรตินิยมไปได้อย่างสวยงาม คราวนี้ก็มาถึงอาหารจานหลักกันบ้าง แน่นอนว่ามาทานอาหารฝรั่งเศส ถ้าไม่สั่ง onion soup อาหารประจำประเทศเค้า ก็อาจจะเรียกว่ามาเสียเที่ยวได้นะคะ และถ้าร้านอาหารฝรั่งเศสร้านไหน ทำซุปหัวหอมไม่อร่อย ก็ถือว่าร้านนั้นสอบตกอีกเช่นกัน (เปรียบเทียบก็เหมือนร้านอาหารอิตาเลียนที่ทำ beef carpaccio ไม่อร่อย ก็อาจถึงขั้นปิดร้านได้เลย) แต่สำหรับ Brasserie Cordonnier ซุปหัวหอมถ้วยนี้ อร่อยเลิศเลออีกเช่นกัน คือมันอร่อยมาก ดีงามมาก ฟินมาก หอมชีสมาก ที่สำคัญคือ ยิ่งทาน ยิ่งอร่อยค่ะ 😍

img_6737
Onion Soup ที่ยิ่งทาน ยิ่งอร่อย ขนาดติดก้นถ้วยแล้ว ยังอร่อยมากเลย

หลังจากนั้น เราก็มาต่อกันด้วยจานเป็ด Magret de Canard Poele หรือ Pan seared Cherry Duck Breast with Mashed Potatos and Green Salad โดยเราสั่งเป็ดแบบ medium-rare ซึ่งแน่นอน เชฟ sear มาได้เป๊ะมากค่ะ เรียกว่า cooked to perfection จริงๆ อร่อยล้ำ ไม่มีที่ติเลย mashed potatoes ก็นุ่มนวล หอมละมุน ปรุงได้ประณีตมากค่ะ

img_6820
Magret de Canard Poele
img_6822
Mashed Potatoes and Green Salad ที่ให้มาทานคู่กัน

จากนั้นเราก็มาต่อกันด้วยพาสต้า ซึ่งเป็น Chef’s Special รายการสุดท้ายค่ะ

img_6825

เป็น black truffle pasta โดยใช้เส้น pappardelle สด อร่อย creamy มาก เข้มข้นกำลังดี ไม่เลี่ยน หอมกลิ่น truffle ฟุ้งมาเลย จานนี้ดีต่อใจมากค่ะ แนะนำอีกเช่นกัน (ถ้าเชฟยังทำอยู่นะคะ เพราะ chef’s specials นี้เค้าจะหมุนเวียนผัดเปลี่ยนกันไป)

img_6774
Creamy black truffle with fresh pappardelle

หลังจากจานนี้ เราก็เริ่มอิ่มพอดี ก็เลยสั่ง Poire Belle Helene หรือ Poached Pear, Almonds, Chantilly, Vanilla Iced Parfait & Hot Chocolate Sauce มาทานเป็นของหวานตบท้าย ซึ่งก็ประทับใจไม่แพ้กัน เชฟตุ๋นลูกแพร์ได้หอมชื่นใจมาก ตัวลูกแพร์มีความหอมที่ซับซ้อนเหมือนใส่เหล้า หรือลิเคียวร์อะไรซักอย่างลงไป ซึ่งเราพยายามนึก แต่ก็นึกไม่ออก จนต้องถามผู้จัดการร้านที่เป็นสาวฝรั่งเศส ซึ่งเธอก็เดินไปถามเชฟให้ ได้คว่ามว่า เชฟ poach ลูกแพร์กับน้ำเปล่า และ vinegar เท่านั้น ซึ่งเราฟังแล้วไม่อยากจะเชื่อเลยว่าส่วนผสมง่ายๆแค่นี้ กลับทำให้ลูกแพร์อร่อยขนาดนี้เลยหรือ??? เราก็งงสิคะ แต่เธอก็ยังยืนยัน และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ แสดงว่าเชฟต้องฝีมือเทพมาก จึงสามารถดึงทั้งรสชาติ และความหอมของลูกแพร์ออกมาได้อย่างสุดๆขนาดนี้ มันละเมียดละไมมากค่ะ อร่อยขั้นเทพจริงๆ chocolate sauce กับไอศกรีมวานิลาก็อร่อยสุดๆ รักมากเลย จานนี้ แนะนำอีกเช่นกัน 💖

img_6773
Poire Belle Helene

พอทานเสร็จ สาวๆอย่างเราก็นั่งคุยกันต่อ ทางร้านก็แสนจะน่ารัก จัด Amaro Liqueur มาให้เราดื่มเป็น digestif คนละแก้ว เป็น complimentary จากทางร้าน ซึ่งมันทั้งหอมหวาน และหอมหวนมากค่ะ เป็นการปิดฉากการรับประทานอาหารเย็นมิ้อนี้ได้อย่างรื่นรมย์ และมีความสุขที่สุด เต๋อเป็นคนชอบดื่ม digestif มาก เพราะนอกจ่ากจะช่วยย่อยอาหารแล้ว ยังเพิ่มความรื่นรมย์ให้กับมื้ออาหารได้เป็นอย่างดี แสดงว่าร้านนี้มีความละเอียดอ่อน ละเมียดละไม และเป็นงานทีเดียว ถึงจัด digestif ให้พวกเรา เพราะร้านส่วนใหญ่มักมองข้ามความรื่นรมย์เล็กๆน้อยๆแบบนี้ไป

ถึงจะอิ่มจากทานอาหารแล้ว แต่ความรื่นรมย์ยังคงมีต่อ พวกเราถ่ายรูปกันตามมุมต่างๆของร้าน และเดินขึ้นไปดูบาร์รองเท้าที่อยู่ชั้นบน ซึ่งก็เรียกเสียงกรี๊ดกร๊าดจากพวกเราได้เป็นอย่างดี เพราะมีแต่รองเท้าสวยๆละลานตาไปหมด ❤ แต่น่าเสียดายที่เขาปิดบาร์นี้ไปแล้ว และกำลังจะเปิดเป็น wine bar ใหม่ขึ้นแทน ส่วนรองเท้าสวยๆทั้งหมด ก็ต้องส่งคืนร้าน หรือไม่ก็นำออกจำหน่าย ถ้าใครสนใจ เตรียมกระเป๋าฉีกได้เลยนะคะ เพราะมีแต่รองเท้าสวยๆทั้งนั้น เหมือนอยู่ใน shoe heaven เลยค่ะ ❤ 👠😇

 

 

เห็นมั้ยคะ เต็มไปด้วย รองเท้า รองเท้า และก็รองเท้า ละลานตาไปหมด เสียดายมากๆเลยที่ปิดไปซะแล้ว

ก่อนจากกัน ขอปิดท้ายด้วย quote ดีๆของ Wolfgang Puck หนึ่งในสุดยอดเชฟแห่งยุคที่ทางร้านพิมพ์ไว้บนกระดาษรองจาน ช่วยเพิ่มบรรยากาศให้ดูดีมีคลาสขึ้นไปอีก

“Cooking is like painting or writing song, just as there are only so many notes or colors. There are only so many flavors – it’s how you combine them that sets you apart.” – Wolfgang Puck

ุถ้าใครสนใจ อยากทานอาหารฝรั่งเศสอร่อยๆ บรรยากาศดีๆ ลองแวะมาที่นี่ดูนะคะ อยู่สุขุมวิทซอย 11 ละแวกเดียวกับ Havana Social และ Above Eleven แนะนำเลยค่ะ (ที่สำคัญราคาก็กำลังดีด้วยค่ะ ไม่แพงเกินไปจนถึงขนาดถล่มทลายกระเป๋า)

ภาพ : timeout.com FB page Brasserie Cordonnier

น้ำแร่ San Pellegrino

สวัสดีค่ะ เต๋อห่างหายจากบล็อกนี้ไปนาน แบบนานมากเลย เพราะงานยุ่งมาก แถมยังเริ่มทำขนมขายอีก เลยต้องไปเปิดอีก blog นึงไว้ขายขนมโดยเฉพาะ ใครสนใจก็ลองเข้าไปแวะชมกันได้นะคะ Biscottilicious by Rosa

เนื่องจากเพจใหม่ เต๋อทำขนม Biscotti ขาย ซึ่งเป็นขนมแสนอร่อยของอิตาลี ก็เลยมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับแระเทศอิตาลีเยอะหน่อย พอดีช่วงนี้ดื่มน้ำแร่เพื่อฟื้นฟูผิวพรรณเยอะ เลยชอบ ก็เลยขอหยิบยกน้ำแร่ยี่ห้อโปรดเข้ามาเขียนซักหน่อย ตามนี้เลยค่ะ 🙂

ประเทศอิตาลีนี่มีของดีหลายอย่างมากนะคะ นอกจากขนม biscotti ที่อร่อยล้ำของเพจเราแล้ว ยังมีของดีอีกอย่างที่ใครหลายคนอาจมองข้ามไป นั่นก็คือ น้ำแร่ อาจเป็นเพราะเรามองไม่เห็นความสำคัญ บางท่านคงสงสัยว่า เอ๊ะ มันใช้ทำอะไร หรือมีประโยชน์ยังไง ดื่มแล้วสร้างความแตกต่างอะไรได้บ้างเหรอ เพราะคนส่วนใหญ่ พอนึกถึงอิตาลี แน่นอนก็ต้องนึกถึงอาหาร ไวน์ และชีสก่อนเป็นอันดับต้นๆ น้ำแร่นี่คงเป็นตัวเลือกท้ายๆเลยในความคิดของหลายๆท่าน

แล้วทำไม จู่ๆ เต๋อถึงได้หยิบยกน้ำแร่ขึ้นมาพูดถึง เพราะนอกจากสรรพคุณ และแร่ธาตุที่เหลือล้นของน้ำแร่ (ซึ่งเต๋อจะเขียนอธิบายในย่อหน้าถัดไป) จริงๆน้ำแร่เป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติอร่อยมากด้วยนะคะ ยิ่งเวลานำมาดื่มคู่กับอาหาร ถ้าจับคู่ดีๆนี่อร่อยไม่แพ้ไวน์เลย แถมราคายังเป็นมิตรกว่าไวน์อีกด้วยค่ะ ที่สำคัญ น้ำแร่มีสรรพคุณช่วยบำรุงผิวพรรณได้อย่างมหัศจรรย์มาก น่าจะเป็นตัวเลือกอันชาญฉลาดของสาวๆอย่างเรา เพราะนอกจากจะไม่มีแอลกอฮอล์แล้ว น้ำแร่แบบ sparkling ที่มีพรายฟองนุ่มละมุน ยังใช้ดื่มแทนน้ำอัดลม หรือโซดา ได้อย่างเก๋ไก๋ และไฮโซมากๆด้วย ที่สำคัญ น้ำแร่ไม่มีน้ำตาล จึงไม่มีแคลอรี่ (แปลไทยเป็นไทยว่า ไม่อ้วนค่ะ อิอิ)

ถ้าใครติดตามข่าวสารด้านอาหาร และเครื่องดื่มบ่อยๆ จะเริ่มเห็นแล้วนะคะว่า เดี๋ยวนี้ ตามคลับดังๆก็นิยมใช้น้ำแร่แบบ sparkling เป็น mixer แทนโซดา ซึ่งตอนนี้เปริเยร์ (Perrier – จากฝรั่งเศส) ก็กำลังเป็นเจ้าตลาดอยู่ ในขณะที่ Voss น้ำแร่แสนแพงจากนอร์เวย์ก็เร่งงัดข้อกันอยู่ โดยใช้ราคา (ที่แพงเวอร์วังเข้าข่ม) เน้นดื่มให้ดูแพง ดูมีลุคดาราแบบมาดอนนา หรือเจซี ส่วน San Pellegrino กับ Aqua Panna (สัญชาติอิตาเลียนทั้งคู่) จะเน้นจับคู่กับอาหารประเภท fine dining มากกว่า

โดยปกติ ถ้าพูดถึงน้ำแร่จากอิตาลี ยี่ห้อที่ผุดขึ้นมาคู่กันเลยก็คือ San Pellegrino กับ Aqua Panna โดย San Pellegrino จะเป็นน้ำแร่แบบ sparkling รสชาติจะออกฝาดกำลังดี ในขณะที่ Aqua Panna เป็นน้ำแร่แบบ still (คือไม่มีฟอง) รสชาติก็จะออกนวลๆ นัวๆกว่า ใครชอบแบบไหน ก็เลือกได้ตามอัธยาศัยค่ะ เพราะอาหารบางอย่าง (พวกพาสตาบางชนิด) ทานคู่กับ Aqua Panna จะอร่อยกว่า อย่างเต๋อจะชอบดื่ม Aqua Panna คู่กับพาสตาแบบครีม ที่รสอ่อนหน่อย ดื่มคู่กับ Aqua Panna แล้ว รสชาติจะนุ่มนวลขึ้นเยอะเลยค่ะ

แต่ตัวที่ชอบจริง ชอบจัง จนต้องหยิบยกขึ้นมาเขียนถึงเลยก็คือ San Pellegrino น้ำแร่ยี่ห้อโปรดของเต๋อเองค่ะ ส่วนตัวรู้สึกว่ามันเป็นน้ำแร่ที่อร่อยมาก รสชาติดีสุดๆ ดื่มคู่กับอาหารอะไรก็อร่อยทุกอย่าง ดื่มเปล่าๆก็ยิ่งอร่อย ยิ่งกลับมาบ้านเหนื่อยๆ แช่เย็นเจี๊ยบ ฝานชิ้นเลมอนบางๆลงไปหน่อย (ตามรูปข้างบน) ดื่มสักแก้วก็สดชื่นอย่างที่สุด (ไวน์ขาว Riesling ดีๆ ยังชิดซ้ายเลย ขอบอก) แถมตื่นนอนตอนเช้ามา หน้าใสปิ๊งอีกด้วย 😀 ความที่ San Pellegrino มันรสชาติดีขั้นเทพ เต๋อเลยสงสัยว่าในน้ำแร่นี่มันมีแร่ธาตุอะไรหนอ ถึงได้ผสมผสานกันได้อย่างเหมาะเจาะ ออกมาอร่อยเป๊ะเว่อร์ได้ขนาดนี้ ว่าแล้ว ก็ลองค้นคว้าดู ก็พบข้อดี 10 อย่างของน้ำแร่ยี่ห้อนี้ค่ะ

  1. มาจากบ่อน้ำแร่เก่าแก่แต่ดั้งเดิมนับไปนับมาก็  600 ปีได้ ซึ่งอยู่ในแถบเทือกเขาแอลป์ของประเทศอิตาลี โดยบริษัทผู้ผลิตได้ทนุถนอมน้ำแร่เป็นอย่างดี โดยระมัดระวังขั้นสุดไม่ให้น้ำแร่มีการปนเปื้อนโดยเด็ดขาด และปล่อยให้น้ำแร่ค่อยๆไหลผ่านชั้นหินตามธรรมชาติเป็นเวลานานถึง 30 ปี จึงจะนำมาบรรจุขวด เริ่ดมั้ยคะ
  2. เมือง San Pellegrino ครั้งหนึ่งเคยเป็นเมืองตากอากาศ ของเศรษฐียูโรปสมัยก่อน เพราะมีจุดขายคือสปาชั้นยอด ตั้งแต่สมัยลีโอนาโด ดาวินชียุคนั้นเลย เพราะเลื่องลือในเรื่องของบ่อน้ำแร่ที่มีสรรพคุณด้านการรักษา และเสริมความงามสารพัน
  3. เป็นน้ำแร่ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เพราะการที่เขาปล่อยให้น้ำไหลผ่านชั้นหินซึ่งเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำชั้นเยี่ยมเป็นเวลานานถึง 30 ปี น้ำแร่ San Pellegrino จึงอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆที่จำเป็นต่อร่างกายมากมาย อาทิ แคลเซียม คลอไรด์ ฟลูออไรด์ ลิเธียม แมกนีเซียม ไนโตรเจน โปแตสเซียม ซิลิคอน โซเดียม สตรอนเทียม และที่สำคัญ และโดดเด่นที่สุด เพราะไม่มีน้ำแร่ตัวไหนมีก็คือ ซัลเฟอร์ค่ะ ซึ่งซัลเฟอร์นี้จะกลายเป็นซัลเฟตในสภาพที่เสถียรให้ร่างกายนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที โดยมีปริมาณซัลเฟตสูงถึง 459 มิลลิกรัมต่อลิตร โดยมีสรรพคุณก็คือ จะช่วยเรื่องไขข้อ กล้ามเนื้อ ระบบประสาท และ detox ของเสีย
  4. เติมพรายฟองลงไปเพื่อจับเกลือแร่ แต่เดิม San Pellegrino เป็นน้ำแร่แบบ still คือไม่มีฟองนะคะ (เพิ่งรู้เลยนะเนี่ย!) แต่เมื่อบริษัทเริ่มส่งออกน้ำแร่บรรจุขวด ก็เลยต้องเติมแก้สลงไปเพื่อรักษาคุณค่าของเกลือแร่ในน้ำ พอลูกค้าได้ดื่มเท่านั้น ก็ชืนชอบในรสชาติกันมาก จนบริษัทต้องเลิกผลิตแบบธรรมดา แล้วหันมาผลิตแต่แบบเติมแก้สอย่างเดียวเลย อาจเป็นเพราะพรายฟองของ San Pellegrino นั้นนุ่มนวลกว่าน้ำแร่ยี่ห้ออื่น เพราะเติมแก้สลงไปไม่เยอะ คือเอาแค่พอดีให้รักษาเกลือแร่ในน้ำก็พอ ดังนั้น ก๊าซ CO2 ของ San Pellegrino จึงน้อยกว่าน้ำแร่ยี่ห้ออื่นมาก เพราะเหตุนี้ ถึงได้ทำให้น้ำแร่รสชาติดีนะคะ
  5. ผลิตและบรรจุขวดกันที่แหล่งน้ำแร่ จึงแน่ใจได้ถึงความบริสุทธิ์ สะอาด ไม่มีสารเจือปน
  6. เน้นจุดขายเรื่องสุขภาพในตอนแรก แต่หลังจากยุคสามศูนย์เป็นต้นมา จึงหันมาเน้นเรื่องการดื่่มคู่กับอาหารแบบ fine dining
  7. การออกแบบขวด เต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย ขวดน้ำแร่สีเขียวที่เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลกนี้ ได้รับการออกแบบเมื่อปี 1899 โดยตอนนั้น ตั้งใจจะให้เป็นขวดไวน์ ส่วนดาวแดง หมายถึงเครื่องหมายสินค้าส่งออกคุณภาพเยี่ยมของอิตาลี ส่วนภาพที่ปรากฎบนฉลากก็คือ คาสิโนชื่อดังของเมือง ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของ San Pellegrino ด้วย ส่วนโลโก้ก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆตามโอกาสสำคัญ เช่น ตอนได้ร่วมงานกับโว้ค หรือ บุลการี หรืองานเอ็กซ์โปที่มิลาน เป้นต้น ไฮโซมะ 😀
  8. เครื่องดื่มรสผลไม้ ก็บรรจุขวดกันที่แหล่งน้ำแร่เช่นกัน โดยทางบริษัทจะสั่งผลไม้จากซิซิลี ในรูปแบบแช่แข็ง แล้วนำมาบรรจุขวดที่บ่อน้ำแร่
  9. San Pellegrino เป็นเมืองที่น่าเที่ยวมาก ถ้ามีโอกาส ควรลองไปสักครั้งนะคะ ไปอาบน้ำแร่ แช่น้ำนม เล่นคาสิโนกันให้สะใจ และกลับกรุงเทพกันมาแบบผิวใสเด้ง เปล่งประกายวิ้งๆๆกันเลย 😀
  10. การจับคู่ดื่มน้ำแร่กับไวน์ คือสิ่งดีงาม ลองจับคู่ San Pellegrino กับไวน์ขาวรสออกหวาน หรือไวน์แดงรสฝาดหน่อยๆ หรือไม่ก็ลองดื่ม Aqua Panna กับไวน์ขาวรสชาติเบาๆ หรือไวน์แดงรสคลาสสิค ไม่ก็ sparkling wine หรือ vintage champagne ก็เข้ากั๊น เข้ากัน แต่ทั้งสองยี่ห้อ จะเข้ากันดีกับ sparkling wine หรือ non-vintage champagne

พอเห็นอย่างนี้แล้ว ก็น่าหยิบขึ้นมาลองดื่มกันสักหน่อยนะคะ แลัวจะติดใจ ❤

casino
San Pellegrino Casino
casino_OK
San Pellegrino Casino

อ้างอิง 10 Things You Need to Know about San Pellegrino , Mineral Water Benefits

Italo Americano / San Pellegrino , Casino San Pellegrino

ทานเครปแบบฝรั่งเศสแท้ๆในสวนสวยที่ La Creperie สุขุมวิท 39

image
La Creperie

สวัสดีค่ะ ห่างหายจากการเขียนบล็อกไปซะนานเลย ด้วยความที่ช่วงนี้งานเยอะมาก T^T มีเรื่องต้องให้สะสาง พออะไรๆเริ่มลงตัว ก็เลยพอมีเวลากลับมาเขียนบล็อกได้ต่อค่ะ 🙂 ซึ่งจริงๆ จะว่าไป ก็ไม่ได้มีแต่เราที่งานเยอะคนเดียว หันมองไปรอบๆ พรรคพวกเพื่อนฝูงแต่ละนาง ก็ล้วนแต่งานเข้าเต็มมือกันหมดเหมือนกัน ครั้นพอเริ่มจะหาเวลาได้ ก็เลยนัดกินข้าวกันดีกว่า จะได้เมาท์มอย ถามไถ่ชีวิตของแต่ละคนกันด้วย ก็เลยลองหาที่ที่เราสามารถนั่งสวยๆ จิบชา กาแฟ ทานอาหารอร่อยๆ และนั่งเอกเขนกคุยกันได้อย่างยาวนาน ประหนึ่งบ้านของตัวเอง :p หาไปหามา ก็เลยมาลงตัวที่ร้าน La Crêperie ในซอยสุขุมวิท 39 นี่เองค่ะ เพราะเป็นร้านขายเครปแบบฝรั่งเศสแท้ๆ ฟรุ้งฟริ้งตรงคอนเซ็ปท์ทุกอย่าง ที่สำคัญตั้งอยู่ท่ามกลางสวนสวย เขียวชอุ่ม แค่เดินเข้าประตูมา ก็หายเหนื่อย หายเครียดเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ 🙂

แต่ที่ทำให้หายเครียดยิ่งกว่า ก็คือ เมื่อลองคลิกเข้าไปที่ แอพ Eatigo ปรากฏว่ามีโปรโมชั่นลดค่าอาหาร 30% ด้วยค่ะ (ถ้าเราจองในช่วงเวลา 11.30 น.) ดีงามขนาดนี้ จะรออะไรล่ะคะ จองเสร็จ ก็รีบมาทานเครปกันให้ไว และตรงเวลา อย่างพร้อมเพรียง 😀 (คือไม่ค่อยงกเท่าไหร่เลยเนอะ) ร้านอยู่ในซอยสุขุมวิท 39 ค่ะ แต่จะค่อนไปทางท้ายซอย ตรงที่เป็นวันเวย์แล้ว คือถ้ามาทางเพชรบุรีจะใกล้กว่า แค่ตรงเข้ามาอย่างเดียว ร้านอยู่ซ้ายมือ แต่ถ้าเข้าทางปากซอยสุขุมวิท 39 ก็ต้องเลี้ยวซ้่ายตรงซอยพร้อมจิต แล้ววนอ้อมขวาเข้ามาตรงวันเวย์ ชิดซ้ายตรงมาเรื่อยๆ พอเห็นป้ายนี้ก็คือถึงแล้วค่ะ

lacreperie

ด้วยความที่ฉันเป็นคนจอง ก็เลยต้องมาก่อน เพื่อรักษาสิทธิ์ ระหว่างรอเพื่อนๆมาสมทบ ก็เลยเดินเล่นดูบรรยากาศร้านฆ่าเวลา เพลินๆไป ตัวร้านเป็นบ้านเล็กๆสีขาว มีสวนสวยเขียวชอุ่มล้อมรอบ บรรยากาศโรแมนติก และรื่นรมย์มากค่ะ ออกแนวชนบทฝรั่งเศส นี่ถ้าช่วงหน้าหนาว อากาศเย็นหน่อย คงจะโรแมนติกน่าดู ❤

image
Our table
image
View from our table
image
ทางเข้าจากหน้าร้าน
image
Outdoor dining area
image
มีน้ำพุด้วย
image
ทางเดินเข้าห้องน้ำ

หลังจากนั่งรอไปสักพัก สาวๆอีกสองนางก็มาถึง หลังจากสั่งกาแฟมาจิบกันคนละถ้วยแล้ว ก็สั่ง Salmon Samosa มาทานเล่นกันก่อน ซึ่งจานนี้ฉันว่าเฉยๆ ใส่ไส้น้อยไปหน่อยค่ะ เลยได้ทานแต่แป้งซะเยอะ

image
Salmon Samosas

เมื่อเรียกน้ำย่อยกันพอควรแล้ว ถึงคราวของเครปที่เป็นนางเอกของงานแล้วค่ะ เราสั่งเครปที่เป็นของคาว (savory crêpe) มาสองจาน ซึ่งก็เป็นจานแนะนำของทางร้านทั้งคู่ โปรดสังเกตเนื้อเครปนะคะ ด้วยความที่ทำจากแป้ง buckwheat (จริงๆก็แบบฝรั่งเศสแท้ๆเลยแหละ หน้าตา เนื้อสัมผัส และรสชาติก็จะแตกต่างไปจากเครปนิ่มๆที่เราเคยทานมา คือเนื้อมันจะแข็ง และกระด้างกว่าหน่อยนึง เหมาะกับอาหารคาว) อร่อยใช้ได้เลยค่ะ โดยจานแรกก็คือ Ham & egg crêpe with grated emmental cheese and parisian mushroom เห็ดอร่อยมากกกก ดีงามจริงๆ แต่ส่วนตัวคิดว่าถ้าเปลี่ยนเป็นชีสกรูแยร์ จะยิ่งอร่อยกว่านี้สิบเท่า เพราะกรูแยร์มันหอมกว่า Emmental อยู่แล้ว (และก็แพงกว่าด้วย T^T)

image
Ham & egg crepe with grated emmental cheese and parisian mushroom

ส่วนจานที่สองก็คือ เครปไส้พาร์มาแฮม ไข่ออนเซ็นทานกับซ้อสคาโบนาร่า จานนี้ก็อร่อยมากเช่นกันค่ะ ซ้อสคาโบนาร่าอร่อยมาก ข้นมัน ทานกับไข่ลวกแบบออนเซ็น คือดีงาม ยิ่งทานยิ่งอร่อย

image
Crepe with carbonara sauce

จริงๆตอนแรก เรากระหน่ำสั่งสลัด กับไส้กรอกด้วยนะคะ แต่ด้วยความที่ให้เครปมาจานใหญ่มาก เลยต้องแคนเซิล 2 จานนั้นไป ทานได้สองจานก็เริ่มอิ่ม เราเลยสั่งเครปที่เป็นของหวานมาทานต่อเลยละกัน จะได้ไม่ขาดช่วง ซึ่งก็ไม่ผิดหวังเลยค่ะ เพราะอร่อยมากมาย ทานกับไอศกรีมวนิลลา ราดซ้อสคาราเมล จานนี้แนะนำเลยค่ะ เป็น apricot นะคะ ถ้าจำไม่ผิด

image
Sweet crepe with apricot with vanilla ice-cream and caramel sauce

จานนี้อร่อย ประทับใจมากค่ะ แย่งกันตักจนเกลี้ยง ทานเสร็จ ก็นั่งเอกเขนกพิงหมอนคุยกันต่ออีกเกือบชั่วโมง คือบรรยากาศสบายมาก ฟ้าครึ้มหน่อยๆ เหมือนอยู่บ้านเลยค่ะ พอเริ่มคอแห้ง ก็เลยสั่งชามาดื่มกันต่อ ที่นี่ใช้ของ Mariage Fréres ค่ะ คือ blended tea ที่ดีที่สุด และหอมที่สุดในโลก ชาสุดรักของฉันเอง เราเลยสั่ง Marco Polo มานั่งจิบกัน 1 pot ซึ่งก็หอมอลังการมาก จริงๆมีให้เลือกหลายกลิ่น ทั้ง Earl Grey French Blue, Paris Breakfast ฯลฯ แต่สำหรับฉัน Marco Polo คือที่สุด (เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมานะคะ มัวแต่คุยเพลิน) พอนั่งละเลียดดื่มชาหอมกรุ่นจนหมดกา ก็คงต้องถึงเวลาแยกย้ายกันกลับบ้านแล้ว

ก่อนจากกัน ก็เลยต้องขอถ่ายรูปร่วมกันให้หายคิดถึง เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่แสนสุขจริงๆ แม้จะสั้นไปนิดแต่ก็ชวนให้คิดถึงพวกเราสมัยก่อน สมัยที่ยังไม่มีเรื่องให้ต้องรับผิดชอบมากมายเหมือนตอนนี้ สมัยที่มีแต่ความตื่นเต้นกับทุกสิ่ง และพร้อมที่จะเปิดรับสิ่งใหม่ๆเข้ามาในชีวิต สมัยที่สามารถโทรนัดมาลั้นลากันได้แทบทุกอาทิตย์ เพราะความสุขที่วิ่งเข้าหาพวกเราในตอนนั้น ช่างมีมากมายไม่มีวันหมดจริงๆ  ❤

image
selfie กันก่อนกลับ

ร้าน La Crêperie อยู่ในซอยสุขุมวิท 39 ตามแผนที่ข้างล่างนี้เลยค่ะ

 

เครดิตภาพ: Yummy Gallery