One Hundred Years of Solitude by Gabriel Garcia Marquez บาดจิต กระแทกใจ และติดตรึงอยู่ในหัวใจไม่มีวันลืม

image
One Hundred Years of Solitude

Many years later, as he faced the firing squad, Colonel Aureliano Buendia was to remember that distant afternoon when his father took him to discover ice…

ขอเริ่มการเขียนรีวิวด้วยประโยคเปิดเรื่องสุดคลาสสิคของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งจริงๆต้องขอบอกไว้ก่อนว่า นี่เป็นการกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้อีกเป็นรอบที่ 4 หลังจากที่ทิ้งห่างไปนานกว่าสิบห้าปี และด้วยความที่ห่างหายจากหนังสือเล่มนี้ไปนาน ประกอบกับอายุที่เพิ่มขึ้น ได้เห็นโลกมากขึ้น มีประสบการณ์ในชีวิตมากขึ้น  ทำให้การหวนกลับมาอ่านหนังสือเล่มนี้อีกรอบ ได้ให้แง่คิด และเปิดมุมมองใหม่ๆให้ฉันอย่างมากมายเกินคาด เหมือนกับเราอ่านหนังสือเล่มนี้ได้อย่างเข้าใจ และลึกซึ้งกว่าทุกรอบที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแง่มุมด้านความรัก ปรัชญาการใช้ชีวิต และการมองโลก (โดยเฉพาะการใช้ขีวิตในช่วงบั้นปลาย – the charm and philosophy of old age) รวมถึงนัยยะสำคัญเรื่องการเมืองที่จัดว่าเป็นแก่นแท้ของหนังสือเล่มนี้ (ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องดุเดือดเลือดพล่านตามสไตล์ของประเทศในแถบละตินอเมริกา ที่พอดูๆไป ก็คล้ายคลึงกับบ้านเราเหมือนกัน เพียงแต่บ้านเขาเผชิญมรสุมทางการเมืองมาเยอะมาก ทั้งรัฐบาลเผด็จการทหาร ทั้งกลุ่มกองโจร กองกำลังติดอาวุธต่างๆ กลุ่ม liberal นักปฏิวัติ ไหนจะปัญหาด้านยาเสพติดอีก เรียกว่าโหดกว่าบ้านเราหลายเท่านัก) ที่สำคัญก็คือภาษาเขียนของมาร์เกซเอง ที่มีเสน่ห์ล้ำลึก และเต็มเปี่ยมไปด้วยจินตนาการ สะกดให้เราอ่านอย่างซาบซึ้งดื่มด่ำตั้งแต่ต้นจนจบ

และบ่อยครั้งที่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ ยังเป็นเหมือนกระจกเงา ที่สะท้อนความจริงออกมากระแทกใจเรา ให้ฉุกคิดถึงเรื่องราวบางอย่างที่อาจหลงลืม หรือละเลยไม่ใส่ใจไปนานหลายปี แต่ที่จัดว่าเป็นเสน่ห์เฉพาะตัวตลอดกาลของหนังสือเล่มนี้จริงๆเลยก็คือ อารมณ์ขันของมาร์เกซนี่ล่ะค่ะ ที่ทำให้ฉันต้องหัวเราะออกมาดังๆอยู่หลายรอบจนจบเล่ม (อาจเป็นเพราะพื้นเพของประเทศเรา กับคนละตินมันใกล้กันมากก็ได้นะคะ สมัยตอนที่ยังทำงานใกล้ชิดกับนักการทูตชาวโคลอมเบีย – ที่หนึ่งในนั้น เป็นเพื่อนบ้านของมาร์เกซเอง! เรามักจะชอบพูดเย้ากันเสมอว่า we laugh the same joke เพราะฉะนั้น เราถึงสนิทกันเร็ว 😀 )

and both of them remained floating in an empty universe where the only everyday and eternal reality was love

One Hundred Years of Solitude  (หรือที่รู้จักในภาคภาษาไทยว่า หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว) เป็นหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวของตระกูล Buendia ในช่วงเวลา 100 ปี ที่ครอบคลุมถึง 7 ชั่วอายุคน ตั้งแต่วันที่ต้นตระกูล ซึ่งก็คือ Jose Arcadio Buendia กับ Ursula (Iguaran) Buendia ตกลงแต่งงานกัน และตัดสินใจย้ายมาตั้งรกรากที่ Macondo (ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในจินตนาการของมาร์เกซ ซึ่งจะว่าไป ก็คือภาพสะท้อนของประเทศโคลอมเบีย และประเทศในแถบละตินอเมริกา รวมถึงประเทศในโลกที่สามส่วนใหญ่นั่นเอง) และในช่วงเวลา 100 ปีนี้เอง ที่ตระกูล Buendia และมาคอนโด ต่างก็ประสบเคราะห์กรรมต่างๆมากมาย ตั้งแต่เป็นเมืองในอุดมคติที่รุ่งโรจน์ รุ่งเรือง จนตกต่ำ และดับสลายไปในที่สุด โดยผ่านการเล่าแบบ magical realism ซึ่งก็คืองานเขียนแนวสัจจะนิยม (ที่สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของชีวิต ที่จริงมาก ถึงมากที่สุด) ที่เล่าเรื่องโดยใส่ความมหัศจรรย์ต่างๆนานาลงไป เพราะมาร์เกซเอง เป็นคนที่ผูกพันกับเรื่องเล่าแบบนิทานชาวบ้าน (folklore) มาตั้งแต่เด็กๆ เพราะคุณยายชอบเล่าให้ฟัง  จึงได้รับอิทธิพลการเล่าเรื่องแบบนี้ไปเต็มๆ คนอ่านอย่างเราจึงได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์สุดบรรเจิดเหล่านี้ไปด้วย ไม่ว่าจะเป็น พรมที่เหาะเหินเดินอากาศได้ของพวกยิปซี ดอกไม้สีเหลืองที่ตกลงมาอย่างพรั่งพรูเหมือนสายฝน กลุ่มผีเสื้อสีเหลืองที่บินวนเวียนเหนือหัวตัวละครตัวหนึ่งทุกครั้งที่เขาปรากฎตัว ฝนที่ตกติดต่อกันมานานกว่าสี่ปีแบบไม่มีหยุด หรือห้องที่ปิดตายมาหลายสิบปี แต่ก็ยังสะอาดเอี่ยมอ่อง ไม่มีฝุ่น หรือหยากไย่ ใยแมงมุมแม้แต่นิดเดียว แบบนี้เป็นต้น ที่พออ่านแล้ว จะรู้สึกว่ามันมีมนตร์เสน่ห์แห่งความโรแมนติกอบอวลอยู่ในนั้นตลอดทั้งเรื่อง (ทั้งๆที่เป็นหนังสือซีเรียสนะคะ)

he had decided upon the layout of the streets and the location of the new houses so that no one would enjoy privileges that everyone did not have

หนังสือเริ่มต้นตั้งแต่การก่อตั้งมาคอนโดของ Jose Arcadio Buendia ที่มาร์เกซถ่ายทอดออกมาได้อย่างซื่อๆ บ้านๆ น่ารักมาก เหมือนเป็นเมืองอุดมคติ ที่ทุกคนต่างเท่าเทียมกันหมด และอยู่เย็นเป็นสุข (แบบขำๆฮาๆ และเล่นแร่แปรธาตุกันอย่างสนุกสนานไป) จนมาถึงยุคที่สอง ยุคของ Colonel Aureliano Buendia, Jose Arcadio และ Amaranta ซึ่งเป็นรุ่นลูกของ Jose Arcadio Buendia และ Ursula จะสังเกตว่า เรื่องนี้จะมีชื่อซ้ำๆกันหมดนะคะ ถ้าเป็นลูกผู้ชายก็จะใช้ชื่อ Aureliano ไม่ก็ Jose Arcadio ถ้าเป็นผู้หญิง ก็จะเป็น Remedios กับ Amaranta Ursula เพราะฉะนั้น เวลาอ่าน ต้องพลิกกลับไปดู family tree ที่อยู่หน้าแรก จะได้ไม่สับสน

และแล้ว ความสงบสุขก็มีอันสิ้นสุดลง เมื่อรัฐส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาควบคุม เพราะความแตกแยกระหว่างฝ่าย Liberal และ Conservative ภายในประเทศเริ่มลุกลาม และรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยทางการได้ให้คำนิยามของพวก conservative และ liberal ไว้แบบนี้ค่ะ

The Liberals, he said, were Freemasons, bad people, wanting to hang priests, to institute civil marriage and divorce, to recognize the rights of illegitimate children as equal to those legitimate ones, and to cut the country up into a federal system that would take power away from the supreme authority.  The Conservatives, on the other hand, who had received their power directly from God, proposed the establishment of public order and family morality.  They were the defenders of the faith of Christ, of the principle of authority, and were not prepared to permit the country to be broken down into autonomous entities.

และในที่สุด ก็เกิดการแตกหักขึ้น เมื่อฝ่ายรัฐบาล (ที่เป็นพวก conservative) โกงการเลือกตั้ง ทำให้ Colonel Aureliano Buendia ซึ่งเอนเอียงไปทาง liberal อยู่แล้ว หันไปเป็นกบฎเพื่อสู้รบกับฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นพวก conservative อย่างเต็มตัว และผ่านการสู้รบมานับครั้งไม่ถ้วน เรียกว่ารบจนมึน รบจนตายกันไปเป็นแถบๆ รบจนประเทศแทบล่มจม จนในที่สุด ก็ต้องเจรจาสงบศึก และกลับมาใช้ชีวิตในบั้นปลายที่มาคอนโด อยู่ในวังวนของความโดดเดี่ยวของการใช้งานฝีมือประกอบปลาทองไปจนเสียชีวิต และไม่ใช่แต่ Colonel Aureliano Buendia เท่านั้น ที่ตกอยู่ในวังวนของความโดดเดี่ยว ตัวละครทุกตัว ล้วนตกอยู่ในวังวนของความโดดเดียวของความทุกข์ สุข เศร้า คละเคล้ากันไป คนอ่านอย่างพวกเราเองก็เหมือนกัน (ขอบอกว่าตัวละครแต่ละตัวของมาร์เกซนี่สุดติ่งกันทุกคน) รวมถึงมาคอนโดเองด้วย ที่ต้องเผชิญชะตากรรมต่างๆนานา ตั้งแต่โรคนอนไม่หลับระบาด ฝนตกติดต่อกันไม่หยุดนานถึงสี่ปี หรือเหตุการณ์การสังหารหมู่คนงานไร่กล้วย (banana massacre) จนกระทั่งโดนพายุไซโคลนพัดถล่มจนล่มสลายไป เรียกว่าเป็นตัวอย่างของกลุ่มประเทศที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น Banana Republic อ่ะค่ะ คือโดนอเมริกาเข้าแทรกแซงจนเละตุ้มเป๊ะประมาณนั้น 😀 ประเทศที่ชอบเจอเผด็จการทหารบ่อยๆ (จะด้วยความเต็มใจหรือไม่ก็ตาม) ก็ควรพึงสังวรณ์ไว้บ้างนะคะ T^T

นอกเหนือจากแง่มุมด้านการเมืองที่ดุเดือดเลือดพล่านแล้ว One Hundred Years of Solitude ก็ยังพูดถึงความรัก ชีวิตบั้นปลาย และการจากลาไว้ได้อย่างลึกซึ้งสุดๆ แบบเรียกน้ำตาจากฉันได้ทุกครั้งที่อ่านเลยค่ะ นี่เป็นตอนที่ฉันชอบมาก ตอนที่ Jose Arcadio Buendia (ต้นตระกูลเสียชีวิตลง) เขียนได้บรรเจิดขนาดนี้ ไม่รักได้ไงคะ

through the window they saw a light rain of tiny yellow flowers falling.  They fell on the town all through the night in a silent storm, and they covered the roofs and blocked the doors and smothered the animals who slept outdoors.  So many flowers fell from the sky that in the morning the streets were carpeted with a compact cushion and they had to clear them away with shovels and racks so that the funeral processing could pass by.

ส่วนตรงนี้ ก็เป็นอีกตอนที่ชอบมากเช่นกัน เป็นเรื่องราวความรักในช่วงบั้นปลายชีวิตของ Aureliano Segundo ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 4 กับ Petra Cotes เมียน้อย ที่มาร์เกซเขียนได้ซึ้งบาดจิตฉันมาก อ่านแล้วร้องไห้เลยค่ะ เพราะมันคือนิยามของคำว่าคู่ทุกข์คู่ยากอย่างแท้จริง ที่ท้ายสุดแล้ว ก็ยอมลำบาก อดมื้อกินมื้อไปด้วยกัน

Both looked back then on the wild revelry, the gaudy wealth, and the unbridled fornication as an annoyance and they lamented that it had cost them so much of their lives to find the paradise of shared solitude.  Madly in love after so many years of sterile complicity, they enjoyed the miracle of loving each other as much at the table as in bed, and they grew to be so happy that even when they were two worn-out old people they kept on blooming like little children and playing together like dogs.

he protested.  “At this rate we’ll end up fighting against the Conservative regime again, but this time to install a king in its place”.

นอกจากตอนซึ้งๆแล้ว ก็ยังมีตอนขำๆอีกหลายตอน  อย่างตอนที่ Colonel Aureliano Buendia กัดหลานสะใภ้ที่แสนจะเจ้ายศเจ้าอย่าง นั่งคอแข็งประหนึ่งราชินีอยู่ตลอดเวลาแบบนี้ ก็ไม่รู้ว่าจะฮาไปไหนนะคะ จริงๆคือมีตอนขำๆหลายตอนมาก คงต้องไปลองหามาอ่านกันเอง เพราะแค่นี้ก็หน้าบล็อกยาวมากแล้วค่ะ

สรุปหลังจากอ่านมาสี่รอบก็คือ One Hundred Years of Solitude เป็นหนังสือดีระดับเทพมากๆ ตัวละครสุดติ่งกระดิ่งแมวทุกตัว ขอย้ำว่าทุกตัว! เรียกว่าไม่ซ้ำใครเลยจริงๆ ขอยกดาวให้ทั้งฟ้าเลยด้วยซ้ำ แนะนำให้อ่านสุดตัวค่ะ ไม่ใช่แค่แนะนำให้อ่านอย่างเดียวนะคะ อยากให้อ่านซ้ำหลายๆรอบอีกต่างหาก ถ้าจะให้ดี ควรหยิบขึ้นมาอ่านทุกสิบปี ก็จะยิ่งเห็นความดีงามของหนังสือเล่มนี้มากขึ้นทุกครั้งที่อ่าน จากประสบการณ์การอ่านหนังสือของตัวเอง หนังสือเล่มนี้ เป็นหนังสือที่จะ grow old ไปกับเรา จะอยู่กับเราไปตลอดทุกช่วงชีวิต เป็นหนังสือที่ไม่มีวันล้าสมัย และสามารถให้ข้อคิดกับเราได้มากขึ้นเรื่อยๆตามวัย และประสบการณ์ของเราค่ะ กาโบได้รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมมาครองอย่างสมศักดิ์ศรีมากค่ะ (เขียนดีเทพขนาดนี้ ถ้าไม่ได้คงต้องมีประท้วงกันเลยล่ะ) สมแล้วที่กาโบคือความภาคภูมิใจของชาวโคลอมเบีย ที่สุดแล้วจริงๆค่ะ ไม่ใช่แค่กาโบอย่างเดียวที่เขียนได้อย่างยอดเยี่ยม สำนวนแปลของ Gregory Rabassa ก็ควรค่าต่อการคารวะเช่นกัน

always remember that the past was a lie, that memory has no return, that every spring gone by could never be recovered and that the wildest and most tenacious love was an ephemeral truth in the end

One Hundred Years of Solitude by Gabriel Garcia Marquez

translated from Spanish by Gregory Rabassa

Picador (1996 edition)

336 pages

 

Advertisements

One thought on “One Hundred Years of Solitude by Gabriel Garcia Marquez บาดจิต กระแทกใจ และติดตรึงอยู่ในหัวใจไม่มีวันลืม

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s