Midnight’s Children by Salman Rushdie มหากาพย์ประเทศอินเดียหลังได้รับอิสรภาพ

image
Midnight’s Children by Salman Rushdie

ห่างหายจากการเขียนรีวิวหนังสือมานานม้ากกก เพราะติดภารกิจการงานที่รัดตัวแบบสุดๆ แถมยังหายไปเที่ยวอีกเกือบสามอาทิตย์ ก็เลยอ่านหนังสือได้น้อยกว่าที่ตั้งใจไว้เยอะเลยค่ะ แถมหนังสือที่อ่าน บางเรื่องก็ไม่ได้ดีขนาดที่ต้องหยิบยกมารีวิวเป็นเรื่องเป็นราว (อย่างเรื่องThe Children Act ของ Ian McEwan ที่ออกแนวท่าดีทีเหลว หรือ New York Trilogy ที่ยังอ่านไม่จบ เป็นต้น) แต่ก็บังเอิญโชคดี ที่เมื่อปลายปีที่แล้ว มีเพื่อนๆ และรุ่นพี่ที่เคารพ จากหลากหลายวงการที่ล้วนแต่เป็นผู้ที่รักการอ่าน ได้รวมตัวกันก่อตั้ง book club ขึ้น เพื่อพูดคุย สนทนากันเรื่องหนังสือ แล้วให้เกียรติชวนฉันเข้าร่วมด้วย ซึ่งฉันก็เข้าร่วมด้วยความยินดีเลยค่ะ เพราะถือเป็นโอกาสอันดีที่ทำให้เราได้อ่านหนังสือเพิ่มมากขึ้น และได้พูดคุยแลกเปลี่ยนทัศนคติเรื่องการอ่าน ที่สำคัญคือ มันเหมือนเป็นเป็นการบังคับ (แบบกลายๆ) ให้เราอ่านหนังสือให้จบเล่มด้วย เพราะบางเล่ม ถ้าไม่ใช่เป็นเพราะ assignment จากบุ๊กคลับ ฉันคงวางตั้งแต่ครึ่งเล่มไปแล้วล่ะ

และเล่มที่ว่าจะเขวี้ยงทิ้งตั้งแต่ครึ่งเล่มนั้นก็คือเล่มนี้ล่ะค่ะ Midnight’s Children ที่เขียนโดย Salman Rushdie นักเขียนชาวอินเดียผู้โด่งดัง และฝีปากกล้าจนถึงขั้นโดน Fatwa จากประเทศอิหร่านมาแล้วจากเรื่อง The Satanic Verses แต่โชคดีได้อังกฤษอุ้มชู แถมมอบอิสริยยศเป็นถึงท่านเซอร์อีก แต่จะเขียนดี หรือฝีปากกล้าอย่างไร ลองมาอ่านเล่มนี้กันค่ะ

Midnight’s Children คือเรื่องราวชีวิตของ Saleem Sinai ทารกที่คลอดออกมาตอนเวลาเที่ยงคืนเป๊ะของวันที่ 15 สิงหาคม 1947 ซึ่งเป็นวันที่อินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษพอดี ถือเป็นการเริ่มศักราชใหม่ของสาธารณรัฐอินเดีย แม้ว่าอินเดียจะเป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์อันยาวนาน แต่การก่อตั้งประเทศของอินเดียอย่างแท้จริง เริ่มในวันนี้ล่ะค่ะ พล็อตของเรื่อง จริงๆก็คือประวัติศาสตร์ประเทศอินเดียแบบยำใหญ่นั่นแหละ แต่สะท้อนออกมาในเรื่องราวชีวิตของ Saleem Sinai ที่เกิดเหตุการณ์คู่ขนานกับประเทศอินเดียตั้งแต่เกิดไปจนจบเรื่อง ซึ่งก็มีขึ้น มีลง สับสนอลหม่าน ปั่นป่วน โหดร้าย ร่ำรวย ยากจน ตามชะตากรรมของประเทศกันไป เพียงแต่รัชดีเขียนออกมาในรูปแบบของ Magical Realism โดยมีการใส่จินตนาการ ความมหัศจรรย์ต่างๆนานาเข้าไปให้น่าติดตาม และ tone down เรื่องราวโหดร้ายต่างๆ เช่นการสังหารหมู่ และสงครามระหว่างเชื้อชาติ ศาสนา และภาษาในประเทศอินเดียลง

อ่านตอนแรก สนุกมากนะคะ จินนาการบรรเจิดสุดยอด ภาษาเริ่ด ที่สำคัญ อ่านแล้วชวนให้นึกถึงเรื่อง One Hundred Years of Solitude ของมาร์เกซลอยมาเลย จนถึงกับต้องหยุดอ่าน แล้วกลับไปค้นดู เพื่อเปรียบเทียบว่าหนังสือเล่มไหนเกิดก่อนกัน ก็พบว่ามาร์เกซของเรามาก่อนนะ คือมันคล้ายคลึงกันมากเหมือนลอกกันมาเลยด้วยซ้ำ โดยเฉพาะการเขียนแบบ Magical Realism ของตัวรัชดีเองโดย Midnight’s Children จะสะท้อนให้เห็นถึงประเทศอินเดีย ในขณะที่มาคอนโดในเรื่อง One Hundred Years of Solitude  คือประเทศโคลอมเบีย แต่ก็เอาน่ะ เพื่ออรรถรสในการอ่าน เราคงต้องทำใจข้ามข้อนี้ไป เพราะของแบบนี้มันพ้องกันได้ แล้วหันมาโฟกัสที่เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้กันดีกว่า

ก็อย่างที่บอกตั้งแต่ต้นนะคะว่า Midnight’s Children เป็นยำใหญ่เกี่ยวกับประเทศอินเดีย (ที่ใส่อภิมหาเครื่องเทศของอินเดียไว้อย่างครบครัน) เพราะฉะนั้นทุกอย่างในเรื่องก็เป็นสไตล์อินเดียหมดนั่นแหละ เรียกว่าอ่านแล้วร้อนอบอ้าว เหงื่อไหลไคลย้อย ได้กลิ่นแขกติดจมูกออกมาเลย T^T ถ้าใครไม่ชอบ หรือไม่พิศมัยความเป็นแขกมาก อาจทนไม่ได้ เพราะมันช่างเยอะไปทุกสิ่ง (แบบแขกๆนั่นแหละค่ะ) ทั้งเขียนเยอะ พูดเยอะ บรรยายเยอะ พล็อตเยอะ ลูกเล่นเยอะ มุขเยอะ ตัวละครเยอะ คือไม่รู้จะเยอะไปไหน จนขาดความลึกในบางเรื่องไปอย่างน่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ จิตใจของตัวละคร หรือความขัดแย้งระหว่างศาสนา ภาษา หรือสงครามในอินเดีย คือทุกอย่างมันมีมิติเดียวกันหมดจนน่ารำคาญ จริงๆน่าจะบรรยายให้น้อย แต่ออกเชิงลึกมากกว่านี้ น่าจะสะเทือนอารมณ์ได้มากเลยนะคะ ทำให้อ่านๆไปรู้สึกว่า ที่เอ็งพล่ามมาเนี่ย แค่ฉันเปิดวิกิพีเดียอ่านประวัติศาสตร์ประเทศอินเดียแค่ 2-3 นาทีก็รู้เรื่องแล้ว ไม่ต้องหลอกให้เราอ่านเป็นร้อยๆหน้าก็ได้ ฉันถึงว่าไม่แปลก ถ้าใครจะทนไม่ไหว แล้วเขวี้ยงหนังสือเล่มนี่ทิ้งตั้งแต่ครึ่งเล่ม ที่ขัดใจมากคือ รัชดีวางพล็อตเด็กอีกคน (Shiva) ที่เกิดเวลาเดียวกับ Saleem Sinai ตัวเอกของเรื่องไว้ซะดิบดี คือบิลท์ไว้เยอะว่างั้นเหอะ แต่พอตอนจบ ไหงมันกลับจบด้วนๆ ไม่มีอะไรน่าค้นหาไปซะนี่ (เข้าใจว่าพี่บังแกคงเหนื่อยแล้วแหละ ขนาดคนอ่านยังเหนื่อยตาม เหมือนฟังแขกพูดมาก มาพล่ามเรื่องนึงให้เราฟัง เล่นเอาเพลีย)

แต่อย่างว่า รัชดีเขาก็มีดีเหมือนกัน ถึงจะบ้าน้ำลาย พล่ามเยอะ จนออกอ่าวเบงกอลไปโน่น แต่ในที่สุดก็ตบเรื่องกลับมาเข้าที่เข้าทางได้เอาตอนหน้าที่ 500 กว่าๆ ตอนที่ตัวเอกย้ายไปอยู่ประเทศปากีสถาน แล้วประสบเคราะห์กรรม ระเบิดลงตายยกครัว เลยจับพลัดจับผลูได้ชื่อใหม่เป็น Buddha ต้องพูดเลยว่าตอนนี้เขียนดีเลยค่ะ มีการใช้ metaphor ที่ดี อย่างการใช้คำว่า Buddha จากมุมมองของนักเขียนมุสลิม ที่ทำให้ตัวเอกต้องเข้าไปพัวพันกับเรื่องสงครามระหว่างอินเดีย กับปากีสถาน (Indo-Pakistan War ที่ขนาดแยกประเทศออกมา ก็ยังฆ่ากันไม่เลิก)  การสังหารหมู่ในบังคลาเทศ และเรื่องราวเกี่ยวกับนางอินทิรา คานธี ที่เคราะห์ซ้ำกรรมซัดมาก ช่วงนี้แหละที่ฉันว่าเขียนดี ค่อยมีมิติหน่อย ไม่แบนราบและขยายออกทางแนวกว้างแบบน้ำท่วมทุ่งเหมือนที่ผ่านมา สมกับที่ได้รางวัล Booker Prize  แต่สำหรับรางวัล The Best of Booker ที่เล่มนี้ได้รับ ส่วนตัวก็เฉยๆนะคะ ไม่ได้ฮู้ฮาอะไร เป็นหนังสือที่เขียนดีก็จริง แต่ถ้าเขียนให้สั้นกว่านี้ (โดยเฉพาะตั้งแต่หน้า 300 กว่าถึง 500 เนี่ยถ้าตัดทิ้งไปเลยก็ดี) และลงลึกให้เยอะกว่านี้ จะดีมาก อาจถึงขั้นน้องๆ One Hundred Years of Solitude ได้เลย

สรุปว่า เป็นหนังสือดี แต่ไม่แนะนำให้อ่าน 😀 ขอให้แค่ 4 ดาวพอค่ะ

Midnight’s Children by Salman Rushdie

Vintage Books, London

647 pages

 

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s