Bring up the Bodies – The rise of Thomas Cromwell and the fall of Anne Boleyn

Bring Up the Bodies
Bring Up the Bodies

Bring Up the Bodies คือนวนิยายภาคต่อของ Wolf Hall ที่ประพันธ์โดยนักประพันธ์สตรีชาวอังกฤษ Hilary Mantelเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ของอังกฤษสมัยราชวงศ์ทิวดอร์ ในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ที่เขียนดีมากจนสามารถสร้างประวัติศาสตร์ให้กับผู้เขียนเองโดยได้รับรางวัล Man Booker Prize ทั้งสองเล่ม ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่พบไม่บ่อยนักในประวัติศาสตร์การมอบรางวัลด้านวรรณกรรมที่จัดว่าทรงเกียรติที่สุดรางวัลหนึ่งของสหราชอาณาจักร นักเขียนที่จะได้รับรางวัลถึงสองครั้งซ้อนแบบนี้ ต้องเรียกว่าสุดยอดจริงๆ แบบไม่ธรรมดา

จริงๆจะว่าไป การเขียนเรื่องนี้ค่อนข้างได้เปรียบ เพราะเค้าโครงหลักของเรื่องก็น่าสนใจอยู่แล้ว เรื่องราวในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 นั้นเต็มไปด้วยเหตุการณ์ที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย ถ้าจะเรียกภาษานวนิยายก็ต้องเรียกว่าครบรส ทั้งรัก ทั้งแค้น ทั้งแย่งชิง หักหลัง มีการเข่นฆ่า ประหารชีวิตกันเป็นว่าเล่น โดยสองเหตุการณ์ที่โดดเด่นที่สุดก็เห็นจะเป็นการแยกตัวจากโรม (คริสตจักรนิกายโรมัน คาทอลิก) ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศไปตลอดกาล กับการสั่งประหารชีวิตพระราชินีแอนน์ โบลีน

แต่ถึงจะได้เปรียบในแง่ของเค้าโครงเรื่อง นวนิยายทั้งสองเล่มนี้ ยังเหนือชั้นกว่านวนิยายอิงประวัติศาสตร์ในยุคนี้เรื่องอื่นๆ ก็คือ ทั้งสองเรื่องอันได้แก่ Wolf Hall และ Bring Up the Bodies นั้น (จริงๆ จะมีอีกเล่มออกมาเป็นไตรภาค) เป็นการเล่าเรื่องราวผ่านชีวิต และมุมมองของตัวละครที่สำคัญอีกตัว (ที่แทบไม่มีใครพูดถึงในประวัติศาสตร์) นั่นก็คือ Thomas Cromwell อำมาตย์ผู้อยู่เบื้องหลัง และเป็นผู้จัดการเรื่องราวต่างๆให้เกิดขึ้นตรงตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 โดยการที่จะทำให้เกิดขึ้นได้นั้น (โดยเฉพาะในแง่ของการถ่ายโอนอำนาจของศาสนจักรที่มีอย่างล้นฟ้าให้มาอยู่ภายใต้พระราชอำนาจของกษัตริย์) ต้องกระทำให้ถูกต้องทั้งในแง่ของตัวบทกฎหมาย และจะต้องได้รับความยินยอมจากรัฐสภา ที่สำคัญเป็นการเปลี่ยนความเชื่อทางศาสนาของผู้คนไปเลย จึงเห็นว่ามีผู้คนมากมายที่ยอมตายเพราะความเชื่อของตน ซึ่งตรงนี้ ถือเป็นหน้าที่ของโทมัส ครอมเวลล์โดยตรงที่จะต้องเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง เพื่อให้บรรลุผลตามพระราชประสงค์ของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ให้ได้ (ประมาณว่าเฮนรี่ที่ 8 คิด  ครอมเวลล์ทำ อะไรประมาณนั้น 😀 ) จึงต้องบอกว่า นวนิยายชุดนี้ เป็นเรื่องราวของ Thomas Cromwell โดยตรง ที่เกี่ยวโยงไปถึงเรื่องราวในประวัติศาสตร์ในรัชสมัยของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 หาใช่เรื่องราวของพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 กับแอนน์ โบลีนไม่

โดย Wolf Hall (ซึ่งเป็นเล่มแรก) นั้น บอกเล่าเรื่องราวของโทมัส ครอมเวลล์ตั้งแต่วัยเด็ก ที่เติบโตขึ้นมาอย่างแร้นแค้น ต่ำต้อย ต้องหลบหนีบิดาผู้โหดร้ายที่ชอบใช้กำลัง มาใช้ชีวิตแบบปากกัดตีนถีบในยุโรป ทำให้เขามีทักษะในการเอาตัวรอดเป็นเลิศ จนกระทั่งได้รับการชุบเลี้ยงโดยพระคาร์ดินัล Wolsey และชีวิตต้องพลิกผันจนได้ก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดเป็นผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดในราชสำนัก เมื่อพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ตัดสินพระทัยที่จะทรงหย่าขาดกับพระนางแคเธอรีน แห่งอารากอน พระชายา เพื่ออภิเษกสมรสใหม่กับ แอนน์ โบลีน ผู้ที่พระองค์กำลังหลงรักอย่างหัวปักหัวปำ แต่พระราชประสงค์ของพระองค์ถูกคัดค้านจากหลายทาง ทั้งในและนอกประเทศ โดยหลักๆเลยก็คือจากทางวาติกัน ที่ไม่อนุญาตให้เกิดการหย่าร้างในครั้งนี้ ส่วนในประเทศก็คือพระคาร์ดินัล Wolsey ผู้ซึ่งคัดค้านอย่างหัวชนฝา ทำให้พระเจ้าเฮนรี่ที่แปดไม่พอพระราชหฤทัยเป็นอย่างยิ่ง นำมาซึ่งจุดจบอันน่าอดสูของพระคาร์ดินัล และการก้าวขึ้นสู่อำนาจอย่างมั่นคงของโทมัส ครอมเวลล์แทน ซึ่งกุศโลบายหลักของครอมเวลล์ในเล่มนี้ก็คือ การทำให้พระเจ้าเฮนรี่ที่แปดทรงหย่าขาดจากพระราชินีแคเธอรีน แห่งอารากอน ได้สมพระทัย จนนำมาซึ่งการออกพระราชบัญญัติอำนาจสูงสุดทางศาสนา (Act of Supremacy) ที่มอบอำนาจให้กษัตริย์เป็นประมุขสูงสุดของคริสจักรแห่งอังกฤษ และแยกตัวออกจากคริสจักรโรมัน คาทอลิกตลอดกาล ซึ่งผลพวงของพระราชบัญญัติฉบับนี้ทำให้พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ได้หย่าขาดกับพระราชินีองค์เดิม และทรงอภิเษกสมรสใหม่กับพระราชินีแอนน์ โบลีน หลังจากที่ต้องเฝ้ารออย่างอดทนมานานเกือบ 7 ปี ด้วยความหวังอย่างเต็มเปี่ยมที่จะมีพระราชโอรสกับนาง

ต่อมาในเล่ม Bring Up the Bodies พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ก็ต้องผิดหวังอีก เมื่อพระราชินีแอนน์ โบลีนไม่สามารถมีพระโอรสถวายพระองค์ได้ ความอดทน และความพยายามมากว่า 7 ปี ได้ผลแค่เพียงพระธิดา ซึ่งก็คือเจ้าหญิงเอลิซาเบธพระองค์เดียวเท่านั้น หลังจากนั้น แอนน์ โบลีนก็ตั้งครรภ์อีกหลายครั้ง แต่ก็มีอันต้องแท้งอีกทุกครั้งไป ทำให้ไม่มีพระโอรสสืบราชบัลลังก์แม้เพียงพระองค์เดียว พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 จึงเริ่มรู้สึกแหนงหน่าย ประกอบกับความหลงตัวเอง เจ้าเล่ห์เพทุบาย บ้าคลั่งในอำนาจ และความเป็นคนช่างต่อปากต่อคำของแอนน์ โบลีนยิ่งทำให้พระองค์หมดรักนางอย่างไม่เหลือเยื่อใย และหันมาตกหลุมรัก เจน ซีมัวร์ นางพระกำนัลผู้สงบเสงี่ยมของพระราชินีแอนน์จนถึงขั้นตัดสินใจจะหย่าขาดจากแอนน์ โบลีน เพื่อจะได้อภิเษกสมรสใหม่กับ เจน ซีมัวร์ ประกอบกับการที่ต้องแยกตัวออกจากโรม ทำให้พระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 ต้องหมางเมินกับกษัตริย์หลายพระองค์ในยุโรปที่แต่ก่อนเคยเป็นพระสหายสนิท เลยยิ่งทำให้พระองค์รู้สึกโดดเดี่ยวมากขึ้นเป็นทวีคูณ จนเริ่มรู้สึกว่า สตรีที่พระองค์ทรงทุ่มเทให้ทุกอย่าง ท้ายที่สุดกลับนำแต่ความผิดหวังมาให้พระองค์ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จึงเป็นหน้าที่ของโทมัส ครอมเวลล์ที่ต้องหาหนทางว่าจะทำอย่างไรให้การแต่งงานของพระองค์ กับแอนน์ โบลีนในครั้งนี้เป็นโมฆะอีกรอบ แต่ครั้นจะย้อนรอยกลับไปทำตามแผนเดิมก็คงไม่ได้ เพราะไหนๆอังกฤษก็แยกตัวออกมาเป็นเอกเทศได้สำเร็จ จนมีคริสตศาสนานิกาย Church of England เป็นของตนเองแล้ว จะให้หันกลับไปหาโรมอีกรอบ ทรัพย์สมบัติต่างๆของศาสนจักรที่ยึดมาเป็นของกษัตริย์ จะต้องคืนกลับไปให้โรมอย่างนั้นหรือ ประชาชนชาวอังกฤษไม่มีทางยอมแน่นอน เลยต้องใช้ข้อหาคบชู้กับก่อการกบฎดำเนินคดีกับแอนน์ โบลีนแทน จึงนำนางขึ้นสู่แดนประหารได้สมใจ

ความรู้สึกเมื่ออ่าน หลังจากอ่านมาทั้งสองเล่ม ต้องบอกเลยว่าเล่ม 2 (Bring Up the Bodies) นี่สนุกกว่าเล่ม Wolf Hall เยอะมากค่ะ ที่สำคัญก็คืออ่านง่ายกว่ามาก ตอนอ่าน Wolf Hall ยังนึกอยู่เลยว่าคนเขียนมีปัญหากับการใช้ภาษาหรือเปล่า เพราะใช้คำว่า he พร่ำเพรื่อมาก อย่างในเรื่องมีคุยกัน 5 คน ใช้ he อยู่คำเดียว ทำให้คนอ่านไม่รู้เรื่องว่า he นี่แทนใคร บางทีอ่านๆไปจนจบประโยค มั่นใจมากว่า he นี่แทนพระเจ้าเฮนรี่ที่ 8 แน่นอน แต่พอขึ้นย่อหน้าใหม่ ถึงได้นึกขึ้นได้ว่า he นี่แทนโทมัส ครอมเวลล์ไปเสียนี่ เลยต้องย้อนกลับไปอ่านแบบนี้บ่อยมากค่ะ จนบางทีหงุดหงิดจนแทบจะเขวี้ยงหนังสือทิ้ง เลยต้องอ่านๆวางๆ หลายรอบมาก ตอนแรกคิดว่าเป็นเพราะภาษาอังกฤษของเราเองหรือเปล่าที่ไม่แข็งแรง แต่พอคลิกเข้าไปอ่านรีวิวในเว็บอเมซอน หรือ good read ก็เห็นพวกฝรั่งวิจารณ์แบบนี้กันเยอะมาก จนมาครึ่งหลังถึงได้ดีขึ้น เริ่มอ่านลื่นไหลไม่สะดุด ทำไห้ได้อรรถรสมาก โดยส่วนที่ฉันชอบที่สุดใน Wolf Hall ก็เห็นจะเป็นแง่มุมในเรื่องการปฏิรูปศาสนาในยุโรป เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่คริสตจักรนิกายโรมัน คาทอลิกเสื่อมโทรมมาก จึงทำให้เกิดการปฏิรูปศาสนาขึ้นในยุโรป ทั้งในประเทศเยอรมัน ซึ่งนำโดย มาร์ติน ลูเธอร์ ที่แยกเป็นนิกายโปรเตสแตนท์ ทางฝั่งสวิสก็มีนิกายคาลวิน และทางฝั่งอังกฤษเองก็มี William Tyndale ที่เป็นผู้นำนิกายโปรเตสแตนท์ด้วยเช่นกัน และเป็นผู้แปลคัมภีร์ไบเบิ้ลเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่พระเจ้าเฮนรี่ที่แปด ต้องการแยกตัวออกจากโรมด้วยเช่นกัน Wolf Hall จึงเป็นนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ที่ให้ความรู้ประวัติศาสตร์ยุโรปในช่วงนั้นได้ครอบคลุม และละเอียดมากค่ะ

พอมาถึงเล่มที่ 2 คุณแมนเทลเธอพัฒนาเรื่องการเขียนขึ้นมากค่ะ อ่านสนุก บรรยายดี เห็นภาพชัดเจน คาแรคเตอร์ต่างๆ (โดยเฉพาะของโทมัส ครอมเวลล์) ที่หม่นๆมัวๆไม่ค่อยชัดเจนเหมือนมองผ่านเมฆหมอกของกรุงลอนดอนในเล่มแรก ก็ชัดเจนขึ้นทันตา อย่างคาแรคเตอร์ของโทมัส ครอมเวลล์นี่ชัดมาก ของพระเจ้าเฮนรี่ที่แปดนี่อ่านแล้วเห็นภาพเลยค่ะ พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์นักรัก ที่มีเสน่ห์ และเอาแต่ใจตัวเองมากมาย แต่ก็เป็นสุภาพบุรุษได้สุดๆเหมือนกัน อาจเป็นเพราะช่วงเวลาในเล่มสองนี่สั้นกว่าเล่มแรกเยอะก็ได้ เพราะแค่ 9 เดือนเท่านั้นในการหาเรื่องดำเนินคดีกับแอนน์ โบลีน แต่ที่ชอบสุดๆก็คือคาแรคเตอร์ของครอมเวลล์ที่นิ่งมาก สมเป็นมือขวาของกษัตริย์แห่งอังกฤษ ทั้งนิ่ง มั่นคงและหนักแน่นดั่งหินผา เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ที่สำคัญคือมีอารมณ์ขันด้วยค่ะ ซึ่งแทรกอยู่หลายจุดในหนังสือ ทำให้การอ่านไม่น่าเบื่อ อย่างตอนนี้อ่านแล้วถึงกับขำเลย

That every monarch needs a blow on the head from time to time….

แต่ที่ชอบที่สุดคือความเหี้ยมของครอมเวลล์ที่อยู่ในระดับที่ไม่ธรรมดา สมเป็นบุรุษผู้กุมอำนาจในราชสำนักจริงๆ ตอน Wolf Hall ยังไม่ร้ายลึกเท่าเล่มนี้ พออ่านประโยคนี้แล้ว ฉันถึงกับปรบมือให้เลย ชอบมาก เพราะนี่คือนิสัยของครอมเวลล์เลย

Once you have exhausted the process of negotiation and compromise, once you have fixed on the destruction of an enemy, that destruction must be swift and it must be perfect.”

และ destruction ของครอมเวลล์ในภาคนี้ก็ swift และ perfect จริงตามที่พูดค่ะ เพราะทำเอาศัตรูเดินขึ้น Tower โดนประหารชีวิตกันเป็นว่าเล่น อีกตอนที่คนเขียนบรรยายดีจนต้องขอชมเลยก็คือ ตอนประหารชีวิตแอนน์ โบลีน ที่บรรยายดีมาก จนเหมือนกับเราเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ด้วยจริงๆ เล่นเอาขนลุกเลย เขียนดีสุดยอดมากค่ะ สมกับได้รางวัลบุคเกอร์ซ้อนถึง 2 เรื่องติดกัน

ถ้าใครอ่าน Wolf Hall มาแล้ว ก็ขอแนะนำให้อ่าน Bring Up the Bodies เลยค่ะ จะได้ครบรส ได้ทั้งความสนุก และความรู้ทางประวัติศาสตร์ไปพร้อมๆกัน ในแง่มุมแปลกออกไปโดยไม่มีการชิงรักหักสวาทแบบ ทึ่เราเคยชินด้วยนะคะ

Wolf Hall มีแปลเป็นไทยแล้ว มีชื่อว่า อำมาตย์ผู้พลิกแผ่นดิน โดยสำนักพิมพ์ Earnest Publishing ส่วนเล่มแปลไทยของ Bring Up the Bodies น่าจะออกประมาณปีหน้า

นอกจากได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว Wolf Hall ยังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ซีรีย์โดยช่อง BBC2 ด้วยค่ะ น่าดูมากๆ

สรุปก็คือเป็นหนังสือดีที่น่าอ่านทั้งสองเล่ม ให้คะแนนเฉลี่ย 4/5 ทั้งสองเล่ม อยากแนะนำให้อ่าน ไม่ผิดหวังแน่นอนค่ะ ❤

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s